Monday, 3 August 2026
Hard News Team

'สรรเพชญ' ชี้!! รัฐบาลควรยึดโยง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังรัฐ แนะ!! นโยบาย Digital Wallet ถ้าทำต้องถูกต้องตามกฎหมาย

(10 ม.ค.67) นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ได้ให้ความเห็น กรณีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่ง ความเห็นกรณี การออก พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำนโยบาย Digital Wallet กลับมายังกระทรวงการคลัง ว่าตามที่ตนได้รับทราบข่าวกฤษฎีกาไม่ได้ฟันธงว่ารัฐบาลสามารถจัดทำนโยบาย Digital Wallet ได้หรือไม่ แต่กฤษฎีกาทำหน้าที่ส่งความเห็นในเชิงกฎหมายเพียงเท่านั้น โดยตนเห็นว่ากฤษฎีกากำลังบอกรัฐบาลว่าหากจะจัดทำนโยบาย Digital Wallet ต้องพิจารณาภายใต้กฎหมายใดเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ตนเห็นว่านโยบายรัฐบาล คือฉันทามติของสังคมที่ไม่สามารถหักล้างได้ ขณะเดียวกัน หากสุดท้ายมันผิดกฎหมายจริงๆ รัฐบาลจำเป็นรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมืองเป็นอย่างน้อย เพราะมันคือนโยบายหาเสียงที่จำเป็นตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ก่อนจะประกาศหาเสียงเลือกตั้ง

กรณีตัวนโยบาย Digital Wallet 10,000 บาท เป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศโดยนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ภายใต้ความฮือฮาก็มีข้อกังขาถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย มาจนถึงวันนี้ ความชัดเจนของนโยบายก็ยังไม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาทำนโยบาย อีกทั้งรัฐบาลเองก็มีความสับสนในช่วงแรกว่าจะกู้หรือไม่กู้ จะใช้เงินผ่าน Platform หรือ Application ซึ่งรัฐบาลเองก็ยังไม่มีความ โดยนโยบาย Digital wallet ที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นไว้กับ กกต. ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เรื่องของการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องให้จ่ายเงิน พบว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล วงเงิน 560,000 ล้านบาท ซึ่งที่น่าสังเกตคือที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการโดยจะมาจาก 4 แหล่ง คือ...

1) รายได้ที่รัฐจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นในปี 2567 จำนวน 260,000 ล้านบาท
2) ภาษีที่ได้มาจากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย 100,000 ล้านบาท
3) การบริหารจัดการงบประมาณ 110,000 ล้านบาท
4) การบริหารงบประมาณที่ซ้ำซ้อน 90,000 ล้านบาท

ซึ่งไม่มีเรื่องของการกู้ จึงหมายความว่า นโยบายนี้จะสามารถดำเนินการได้โดยใช้เงินที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้างภาระให้กับประเทศเพิ่ม

นอกจากนี้ นายสรรเพชญ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าการทำนโยบาย Digital Wallet หากรัฐบาลจะดึงดันให้สามารถดำเนินการภายในปี 2567 เท่ากับรัฐบาลนายเศรษฐาจะต้องกู้เงินถึง 1.1 ล้านล้านบาท เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งในรายละเอียดไม่ปรากฎนโยบาย Digital Wallet และร่าง พ.ร.บ. งบ 67 มีการกู้เงินเพื่อชดใช้เงินคงคลังกว่า 600,000 แสนล้านบาท และหากจะดำเนินการ นโยบาย Digital Wallet รัฐบาลจะต้องกู้อีก 560,000 ล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลนายเศรษฐา จะสร้างหนี้กว่า 1.1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ การกู้เงินของรัฐบาลจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรา 53 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 9 ที่ระบุไว้ว่า “คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”

อีกทั้งหากพิจารณาเรื่องของหนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือน พฤศจิกายน 2566 รัฐบาลมีหนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท ซึ่งหากต้องกู้เพื่อทำนโยบาย Digital Wallet ตนไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว การกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวมันมีอยู่หลากหลายแนวทาง หลายแนวทางมันนำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ การฝึกทักษะใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ 

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า “ความท้าทายของรัฐบาล หรือพรรคเพื่อไทย คือมาตรฐานนโยบายการเมืองกับความถูกต้องทางกฎหมาย และจำเป็นต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของนโยบายที่ให้ไว้เป็นสัญญาประชาคมว่า Digital Wallet จะเป็นนโยบายที่ไม่ต้องกู้เงิน ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง”

สวนนงนุชพัทยา จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 เด็กเที่ยวชมสวนฟรี

สวนนงนุชพัทยา โดยนายกัมพล ตันสัจจา มอบของขวัญในวันเด็กแห่งชาติปีนี้ เด็กเที่ยวชมสวนฟรีทุกคน แล้วมีจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่  2 วันเต็ม วันเสาร์ที่ 13 และวันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม 2567 และพิเศษสุดสำหรับวันเด็ก เด็กสามารถพาผู้ปกครองเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี เฉพาะ2วันนี้เท่านั้น        

เด็กที่มากับผู้ปกครอง มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าชมสวนสวยฟรีทุกวัน ในส่วนของกิจกรรมทางสวนนงนุชพัทยาได้จัดเวทีการแสดงให้น้องๆ หนูๆ ได้ร่วมสนุก พร้อมรับของรางวัลเตรียมไว้แจกฟรีมากมายและสามารถเข้าชมสวนที่ติด1ใน10 สวนที่สวยที่สุดในโลก มีโซนไดโนเสาร์ที่มีมากกว่า 1,300 ตัว รอให้การต้อนรับเด็กๆ

ส่วนโปรโมชั่นอื่น เดือนมกราคม 2567 สำหรับบัตรผ่านประตูมา 5 ท่าน จ่าย เพียง 4 ท่าน ผู้สูงอายุเข้าชมสวนฟรีทุกวันศุกร์ และผู้พิการพร้อมผู้ติดตามเข้าฟรีทุกวัน สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. -18.00 น. สามารถตรวจสอบ รายละเอียดเพิ่มเติมและสอบถามโปรโมชั่นอื่นๆได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

นราธิวาส-กำลังใจคนสู้ชีวิต เสียขา..แต่เข้มแข็ง เหยื่อกับระเบิด 'ปาดี'

มาตามสัญญา... 'พ.ต.อ.ทวี' ไม่ทอดทิ้ง 'ป้านิ่ม' เหยื่อกับระเบิดสุไหงปาดี คนร้ายใจเหี้ยมวางดักในสวนยาง เจ้าตัวกำลังใจดี แม้เสียขาแต่ยังยิ้มได้ ใช้ชีวิตไม่ต่างคนปกติ ทั้งกวาดบ้าน ถูกบ้าน ซื้ออาหาร ทำกับข้าวกินเอง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่ไปที่บ้านของ “ป้านิ่ม” นางประทุม นักทอง ที่บ้านโคกโก ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมอาการคุณป้าวัย 55 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะเหยียบกับระเบิด ต้องถูกตัดขาทั้งสองข้าง 

เรื่องราวสุดเลวร้ายไม่ต่างจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในชีวิต เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2565 ป้านิ่มไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การออกไปทำงานที่สวนยางพาราตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเธอทำเป็นปกติทุกเมื่อเชื่อวัน จะทำให้เธอต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป 

06.35 น.วันนั้น ป้านิ่มเหยียบกับระเบิดที่คนใจร้ายนำไปวางดักไว้ในสวนยางพารา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าช่วยเหลือและตรวจพื้นที่ คนร้ายที่ซุ่มรออยู่ได้กดระเบิดลูกที่ 2 จนเกิดระเบิดขึ้่นอย่างรุนแรง แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่อีโอดีเสียชีวิต 1 นาย ได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย

ป้านิ่มเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก พ.ต.อ.ทวี เคยไปเยี่ยมให้กำลังใจเมื่อวันที่ 5 ก.ย.2565 ซึ่งในวันนั้นแทบจะไม่มีบุคคลสำคัญคนใดเคยแวะเวียนไปหา ทำให้ป้านิ่มและครอบครัวมีใจ พ.ต.อ.ทวี รับปากว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง...

“เราไม่ทิ้งกัน ทางหน่วยราชการก็มาเยี่ยมและดูแลทุกหน่วย ก็เป็นห่วงทุกคน ขอเป็นกำลังใจ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว ณ เวลานั้น ขณะดำรงตำแหน่งเป็น สส.ฝ่ายค้าน และเลขาธิการพรรคประชาชาติ 

ผ่านมา 1 ปี 4 เดือน วันนี้ พ.ต.อ.ทวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ก็ไม่ลืมคำสัญญา กลับมาเยี่ยมป้านิ่มอีกครั้งจริงๆ 

ปัจจุบัน ป้านิ่มกลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้านโคกโกแล้ว แม้ตนเองจะถูกตัดขาทั้งสองข้าง ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็น ไม่สามารถออกไปกรีดยางได้เหมือนเดิม แต่ป้านิ่มก็ยังสู้ชีวิต ท่ามกลางกำลังใจเต็มเปี่ยมจากครอบครัวและญาติพี่น้อง 

ทันทีที่ พ.ต.อ.ทวี ไปถึงบ้าน ทั้งป้านิ่มและคนในบ้านได้พากันออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุข โดยเฉพาะป้านิ่มที่นั่งรถเข็นออกมาหาด้วยตัวเอง ทำให้ พ.ต.อ.ทวี อาสาเข็นรถเข็นให้ป้านิ่มพาชมรอบบ้าน 

ป้านิ่มเล่าชีวิตประจำวันของเธอให้ฟังว่า การนั่งรถเข็นไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร เธอยังทำกิจวัตรต่างๆ ทุกอย่างได้เหมือนเดิม โดยป้านิ่มเล่าไปยิ้มไป หัวเราะไป แสดงให้เห็นถึงหัวใจอันเข้มแข็งของหญิงวัย 55 ปี แม้สูญเสียขาทั้งสองข้าง แต่กำลังใจไม่เคยเสียไป

“ป้าไปซื้อกับข้าวเอง เวลาไปก็จะนั่งรถเข็นสามล้อไฟฟ้า อยู่ในบ้านก็จะนั่งรถเข็น ใช้ชีวิตประจำวันบนรถเข็นตลอด ครอบครัวได้ปรับพื้นบ้านและอุปกรณ์ทุกอย่างในบ้านให้เหมาะกับการนั่งรถเข็น ป้าก็จะพยายามหาอุปกรณ์หรือตัวช่วยพิเศษเพื่อให้สามารถช่วยตัวเองได้ ทำอะไรเองได้หมด เช่น เวลาจะเปิดน้ำ ก็จะมีท่อพีวีซียาวๆ ไว้ใช้ดันหัวก๊อกน้ำ เพื่อเปิดก๊อก น้ำก็จะไหล ก็สามารถล้างจานเองได้ ในห้องครัวจะปรับเตาแก๊สให้ทำกับข้าวสะดวกขึ้น ทำอะไรเองได้หมดทุกอย่าง” 

คุณป้าวัย 55 ปี บอกอีกว่า ตอนกลางวันจะอยู่บ้านคนเดียวเกือบตลอด เพราะทุกคนจะเข้าสวนยาง ตั้งแต่เช้าประมาณ 6 โมงจะลงไปกวาดขยะ ถูพื้นข้างล้างก่อน แล้วค่อยขึ้นมาทำความสะอาดข้างบน เวลาอาบน้ำก็จะเข็นรถไปห้องน้ำ อาบน้ำเอง หิวก็จะทำอาหารกินเอง

“เราอยู่แบบไหนก็ได้ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ที่สำคัญจะไปวัดตลอด วันนี้ก็ไปวัดโบราณฯ (วัดโบราณสถิตย์) เมื่อวานก็ไปช่วยที่วัดประชุมชลธารา (ใน อ.สุไหงปาดี)” ป้านิ่มเล่าด้วยรอยยิ้ม 

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวกับป้านิ่มว่า “ยังเป็นห่วงตลอด คิดถึงตลอด วันนี้จึงถือโอกาสมาเยี่ยมและมาให้กำลังใจ ได้มาเห็นการใช้ชีวิตแล้ว สามารถทำงานบ้านเหมือนเดิม ทำครัวได้เองทั้งหมดเลย ก็ขอให้มีความสุข สมหวัง และโชคดีตลอดไป” 

นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ท่ามกลางสถานการณ์ร้ายที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งใครได้เห็นและรับรู้เรื่องราว ก็จะมีแต่รอยยิ้มเฉกเช่นเดียวกันทุกคน

เพชรบูรณ์ ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนสร้างเครือข่าย “นักส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่” 6 จังหวัดภาคเหนือ

ที่ ห้องชันไชน์ ฮอลล์ ชั้น 2 โรงแรมเอสอาร์ เรสซิเดนซ์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายจีรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ "นักส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่ "ภายใต้โครงการส่งเสริมเครือข่ายทางสังคมต่อต้านการทุจริตด้วยมิติทางวัฒนธรรม และมิติด้านสังคม (กลุ่มภาคเหนือ)โดยมีผู้นำศาสนาทุกศาสนา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์/จังหวัดแพร่/จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดลำปาง หัวหน้าหรือผู้แทนส่วนราชการในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้แทนหน่วยงานองค์กรเครือข่ายทางสังคม สื่อมวลชน และผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 93 คน มีนายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม

นางสาวสุขุมาล มลิวัลย์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมคุณธรรมเครือข่ายทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)กล่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี ในแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น 

มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกัน ด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมคุณธรรมนำสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีตัวชี้วัดดัชนีคุณธรรม 5 ประการ "พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู" เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี จากชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ทั่วประเทศ จำนวน 38,102แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2570

ทั้งนี้ ศูนย์คุณธรรมได้ดำเนินการส่งเสริม และขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม จนเกิดเป็นจังหวัดคุณธรรมต้นแบบที่โดดเด่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนการอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรมพัฒนาแกนนำเพื่อติดตามเสริมพลัง และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โชว์ แชร์ เชื่อมให้สามารถเป็นกลไกส่งเสริมคุณธรรมในองค์กร และในพื้นที่จังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ) รวม 6 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์และเพชรบูรณ์ ที่แสดงความพร้อมในการขยายผล และขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นจังหวัดคุณธรรม 

เพื่อยกระดับขีดความสามารถกลไกการขับเคลื่อนคุณธรรมของเครือข่ายทางสังคมในจังหวัดคุณธรรมขยายผล ให้เป็นกำลังสำคัญร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ศูนย์คุณธรรม จึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมนักส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่ ภาคเหนือขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจหลักการ แนวทาง วิธีการ ในการขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายนักส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่ในจังหวัดคุณธรรมใหม่ในกลุ่มภาคเหนือขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ระหว่างวันที่ 10-11มกราคม2567 

โดยมี รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมบรรยายพิเศษ เรื่อง Moral Fight Corruption คุณธรรมกับการป้องกันการทุจริตในสังคมไทย นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ปปช. บรรยายพิเศษเรื่องการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม รวมทั้งการศึกษาฐานเรียนรู้พื้นที่ต้นแบบชุมชนคุณธรรม ชุมชนบ้านนายม ป่าช้าคาเฟ่ องค์กรคุณธรรม รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า อำเภอคุณธรรม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์และจังหวัดคุณธรรม จังหวัดอุดรธานีโดยผู้เข้ารับการอบรมได้รวมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฐานเรียนรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้ สิ่งที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง การขับเคลื่อนคุณธรรมด้วยพลังทางสังคมสู่มิติสมัชชาคุณธรรมจังหวัดและนำไปสู่การปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘หนุ่ม’ โพสต์ชื่นชม!! ‘พรรคก้าวไกล’ ทำงานอย่างมีคุณภาพ อ่านงบฯ 67 กว่า 2 หมื่นหน้าใน 7 วัน สอดไส้อะไรไว้ รู้หมด!!

เมื่อไม่นานมานี้ จากติ๊กต็อกช่อง ‘buskung’ ได้โพสต์คลิปแสดงความคิดเห็นและชื่นชมในการทำงานของพรรคก้าวไกลในสภา โดยระบุว่า…

การอภิปรายถือว่าทําได้ดีเกินคาดมาก ๆ และยังมาเจอกล่าวจบ ถือว่าปิดได้แบบทําคนอึ้งกันทั้งสภา โดยเฉพาะ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ สส.เท้ง จากพรรคก้าวไกล เพราะพูดได้ดีมากขณะที่ผมนั่งฟังยังรู้สึกว่ามันเปี่ยมด้วยคุณภาพจริง ๆ ซึ่งเขาบอกว่า…“เวทีพิจารณางบ 3 วันที่ผ่านมามันไม่ใช่เวทีที่พวกผมจะมาทําลายล้างพวกท่าน…แต่มันคือเวทีที่พวกผมจะมาซ้อมมือเพื่อเอาชนะพวกท่าน โจทย์การเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคก้าวไกลไม่ใช่คําถามว่าเราจะชนะการเลือกตั้งไหม?...แต่มันคือคําถามว่าเราพร้อมจะบริหารประเทศหรือเปล่า…พวกเราจะเอาชนะท่านด้วยการทํางานที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ” ซึ่งทุกวันคุณภาพจนไม่รู้จะคุณภาพยังไงแล้ว…

พวกคุณลองคิดดูนะว่าเขาเป็นฝ่ายค้านมา 4 ปี และถ้าอยู่ครบไปอีก 4 ปี แปลว่าเขาจะมีประสบการณ์ด้านการทํางานเป็นฝ่ายค้านรวมเป็น 8 ปี หากคิดดูว่าสำหรับคนที่เคยเป็นฝ่ายค้านมา 8 ปีเต็ม สมมติวันหนึ่งได้เป็นรัฐบาลขึ้นมามันจะมีคุณภาพมากขนาดไหน? เพราะขนาดแค่งบประมาณที่ฝั่งรัฐบาลฟาดมาให้อ่าน 20,000 กว่าหน้า และมีเวลาแค่ 7 วัน เขายังทําออกมาได้ดีขนาดนี้ ดูงบว่ามีอะไรสอดแทรกมาบ้าง แล้วอภิปรายที่มันหมกเม็ดอยู่ได้เกือบทั้งหมด มันก็ไม่รู้ว่าจะคุณภาพยังไงแล้ว

โดย สส.ก้าวไกล ยังกล่าวต่อไปอีกว่า…”พวกเราจะเอาชนะท่านด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ทํางานอย่างเข้าใจปัญหาและรู้วิธีการแก้ปัญหาไม่แพ้กับท่าน” 

ซึ่งบอกได้เลยว่าก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยจะชอบชูโรงว่าเคยทํามาก่อนสามารถทําได้ และรอบนี้ถ้าเลือกตนเป็นรัฐบาล เขาก็จะทําได้อย่างแน่นอน ซึ่งคนก็เลยเชื่อ เพราะมีดีกรีของทักษิณ มีดีกรีของยิ่งลักษณ์ เป็นแบบภาพชูโรงทําให้คนจดจํา แต่บอกเลยว่าหลังจากนี้ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ ยุคนั้นจะยิ่งถูกคนลืมลงไปมากเท่านั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน คุณแพ้แน่ ๆ…

สุดท้าย สส.ก้าวไกล บอกต่อว่า “พวกเรามาแข่งกันเอาชนะใจประชาชนกันดีกว่า วันนี้อํานาจอยู่ในมือพวกท่านรักษามันไว้ให้ดีอีก 4 ปีข้างหน้าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองผ่านการเลือกตั้ง”

พิษณุโลก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เน้นย้ำ ให้หน่วยทหารพัฒนาระบบการส่งกำลังบำรุงให้สามารถตอบสนองภารกิจของกองทัพบก    

วันที่ 10 มกราคม 2567 เวลา 09.30 นาฬิกา พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ  ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยด้านส่งกำลังบำรุง ประจำปีงบประมาณ 2567 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 โดยมี พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดย ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้เข้ารับฟังบรรยายสรุปภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 ปัญหาข้อขัดข้องทางการส่งกำลังบำรุงของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 พร้อมกับได้รับทราบความก้าวหน้าของงานด้านการส่งกำลังบำรุง พร้อมกันนี้ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้ขอบคุณกองทัพภาคที่ 3 ที่ได้ดำเนินการในโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้หน่วย ได้ใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า พัฒนาระบบการส่งกำลังบำรุงให้สามารถตอบสนองภารกิจของกองทัพบกได้ รวมทั้งงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล และให้มีการเตรียมความพร้อมด้านการส่งกำลังบำรุงและวิธีการดำเนินงาน เพื่อตอบสนองงานสำคัญเร่งด่วน ตามนโยบายของหน่วยเหนือต่อไป

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

‘เกาหลีใต้’ ไฟเขียว!! กฎหมายห้าม ‘กิน-ซื้อขาย’ เนื้อสุนัข รับแรงหนุน 'กระแสแอนตี้-ปธน.เป็นคนรักสัตว์ตัวยง'

(10 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายห้ามการจำหน่ายและบริโภคเนื้อสุนัขเมื่อวันอังคาร(9 ม.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้ประเพณีการรับประทานเนื้อสุนัขที่มีมานานนับร้อยๆ ในแดนโสมกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ท่ามกลางกระแสรณรงค์ต่อต้านการกินเนื้อสุนัขจากบรรดานักปกป้องสิทธิสัตว์ รวมถึงบุคคลทั่วไป

กฎหมายแบนการรับประทานและจำหน่ายเนื้อสุนัขผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนน 208 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้หลังผ่านช่วงเวลาผ่อนผัน (grace period) 3 ปี

ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับเงินสูงสุด 30 ล้านวอน (ราว 795,000 บาท)

คนเกาหลีใต้สมัยก่อนเชื่อกันว่า การรับประทานเนื้อสุนัขจะช่วยให้ร่างกายทรหดอดทนต่อสภาพอากาศในฤดูร้อน ทว่าปัจจุบันสุนัขกลายเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน บวกกับมีการรณรงค์ต่อต้านการเชือดสุนัขเพื่อเป็นอาหาร ทำให้ความนิยมในการกินเนื้อสุนัขลดลงไปมาก และยังคงรับประทานกันเฉพาะในหมู่คนสูงวัยเสียเป็นส่วนใหญ่

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ชี้ว่า สุนัขมักจะถูกฆ่าด้วยวิธีใช้ไฟฟ้าช็อตหรือแขวนคอให้ตาย ก่อนจะถูกนำมาแล่เนื้อ  แต่เจ้าของฟาร์มและผู้ค้าสุนัขก็ออกมาแย้งว่าพวกเขามีความพยายามที่จะปรับไปใช้วิธีการฆ่าที่ทารุณน้อยลง

กระแสต่อต้านการกินเนื้อสุนัขเริ่มแพร่หลายขึ้นในยุคของประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนรักสัตว์ และเลี้ยงสุนัขเอาไว้ถึง 6 ตัว แมวอีก 8 ตัว ขณะที่นางคิม คยอน-ฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาวิจารณ์การรับประทานเนื้อสุนัขเช่นกัน

ผลสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (8 ม.ค.) โดยสถาบัน Animal Welfare Awareness, Research and Education ในกรุงโซลพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 94% ไม่ได้รับประทานเนื้อสุนัขเลยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และ 93% บอกว่าคงจะไม่รับประทานอีกในอนาคต

'แอมมี่' ขอโทษ 'เมรี' หลังก่อนหน้านี้ ไม่เป็นสุภาพบุรุษ ยอมรับ!! ไม่ใช่ 'คนรัก-พ่อที่ดี' แต่ขอโอกาสทำหน้าที่พ่อ

(10 ม.ค. 67)หลังปล่อยให้เหตุการณ์ดรามาบานปลาย จนชาวเน็ตต้องตามเผือกกันจนขอบตาดำคล้ำ ล่าสุดวันนี้ถึงบทสรุปเรื่องทำสาวท้องแล้วไม่ยอมรับของ ‘แอมมี่ The bottom blues’ หรือ ‘แอมมี่ ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์’ หลังจากที่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรม ขอโทษ ‘เมรี คำภีร์’ ลูกสาว ‘ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์’ แล้ว พร้อมลั่นอารมณ์และโทสะครอบงำจนไม่สามารถเคียงข้างได้ในวันที่อีกฝ่ายต้องการ อยากขอโอกาสแก้ไขความผิดพลาด อยากทำหน้าที่พ่อของลูก โดยแอมมี่ได้โพสต์ข้อความไว้ว่า…

“หลังจากออกจากเรือนจำ นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงนึงของชีวิต การเป็นนักดนตรีของผม การดิ้นรนกลับมาทำเพลง เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ณ เวลานั้นได้มีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาในชีวิต เธอหยิบกีต้าร์ใส่มือผมอีกครั้ง เธอคือคนเล่นกีต้าร์กับผมคนแรก เธอคือผู้ฟังคนแรก คนที่ได้ยินทั้งเนื้อร้อง ทำนองของเพลงที่กำลังจะถูกแต่งออกมาอีกครั้งจากปากของผมบ้างก็ดี หรือบางทีเธอก็หยิบมันมาฟังคนเดียว ผ่านโทรศัพท์เครื่องเก่า ๆ ที่เราใช้ในการทำเดโม่

นับว่านานพอดูเลยแหละ จนกระทั่งโชคก็เข้าข้าง เราได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง สถานการณ์ทุกอย่างค่อย ๆ กลับมาดี ในเส้นทางสายดนตรี เราเริ่มกลับมาทำวงดนตรีเริ่มมีงาน เราทำเอ็มวีด้วยกัน ทีมเราเริ่มใหญ่ขึ้น มีเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเราสองคนเริ่มไปในทิศทางที่แย่ลง จนถึงขั้นเลิกรากันไปในที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ผมผิดเองที่ไม่รักษาความรักของเราไว้ได้

ในวันที่เมบอกผมว่าท้อง ผมขอโทษที่ช่วงนั้นผมไม่สามารถทำหน้าที่อย่างที่พ่อควรจะทำ ผมขอโทษนะ เมรี ตอนนั้นอารมณ์และโทสะครอบงำ จนไม่สามารถเคียงข้างในวันที่เมต้องการ การนัดหมายต้องพังลงในทุกครั้ง ผมขอโทษที่ตอบโต้คุณผ่านสื่อ นั่นเป็นการกระทำที่ผมถือว่าไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย ผมอยากขอโทษคุณอีกครั้งเพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้ขอโทษเลย

ต่อจากนี้หากมันยังพอมีทาง ผมอยากขอโอกาสที่จะได้แก้ไขมันสำหรับความผิดพลาดของผม ผมไม่ใช่คนรักที่ดีและพ่อที่ดี แต่ผมพร้อมเป็นพ่อของลูก พร้อมดูแลลูกของเรา ผมเชื่อว่ามันคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก ๆ กับคุณที่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง ขอโทษที่ไปต่อด้วยกันไม่ได้ แต่สัญญาว่าจะพยายามทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุดเพื่อลูกของเรา”

ตามด้วยแคปชันว่า “ผมขอโทษนะเมรี”

จับตา!! ‘คปท.’ ปักหลักชุมนุม 12-14 ม.ค.นี้ ไล่ล่าความยุติธรรม-หยุดระบอบทักษิณภาค 2

ในที่สุด ก็ต้องลงท้องถนนจนได้ ส่วนเมื่อลงแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ชวนให้ติดตามเป็นอย่างยิ่ง...

ครับ ‘เล็ก เลียบด่วน’ กำลังหมายถึงการลงถนนชุมนุม กรณีนักโทษเทวดา ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ของเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูป (คปท.) ซึ่งนึกถึง คปท. นาทีนี้ใบหน้าของสามหนุ่มก็ผุดลอยขึ้นมา ได้แก่ ทนายนกเขา นิติธร ล้ำเหลือ ดาราหน้าจอคู่กับจตุพร พรหมพันธ์ แห่งคณะหลอมรวม, ตั้ม พิชิต ไชยมงคล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) 2546 และเคยเป็น ‘เพื่อนเอก (ธนาธร)’ และ น้านัส นัสเซอร์ ยี่หมะ คนสงขลา อดีตหัวหน้าการ์ดคปท. ที่ผ่านคุกผ่านตะรางคดีพันธมิตรฯ มาแล้ว

วันก่อนเห็นภาพพิชิต-นัสเซอร์ ไปวัดพื้นที่ตั้งเวทีชุมนุมเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ แถว ๆ ทำเนียบรัฐบาลแล้วได้แต่บอกตัวเองว่า…ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย…จะเข้ากฎอทิปปัจจยตาหรือเปล่าก็มิอาจวิสัชชนาได้..

ก่อนตั้งเวทีชุมนุม 12-14 ม.ค.นี้ ดูเหมือนว่าคปท.ได้เดินสายทำเอ็มโอยู หาพันธมิตรการชุมนุมหลายกลุ่ม วันก่อนโน้นไปพบ ‘นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม’ แห่งพรรคไทยภักดี วันอังคารที่ 9 ม.ค. กินเข้าแถลงข่าวกับ ‘นิพิษฏ์ อินทรสมบัติ’ อดีตสส.หลายสมัย และวันพุธที่ 10 ม.ค. นัดแถลงข่าวตอนบ่ายโมง เชิญใครต่อใครที่ไปร่วมแถลงรวมทั้ง ‘เดอะแจ๊ค’ วัชระ เพชรทอง อดีต สส. 2 สมัยที่วันนี้เล่นบทนักร้อง (เรียน) ที่สู้ไม่ถอย..

อ่านกันไม่ยาก เหตุที่ คปท. เลือกเอาวันที่ 12 ม.ค. เป็นวันแรกของการชุมนุมแบบ ‘ปักหลักพักค้าง’ ก็เพราะวันที่ 12 ม.ค. เป็นวันเดียวกับที่คณะกรรมาธิการการตำรวจ ของสภาฯ ที่มีชัยชนะ เดชเดโช เป็นประธานกมธ. ประกาศว่าจะนำทีมไปตรวจรพ.ตำรวจชั้น 14 เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนช.ทักษิณว่าเป็นนักโทษเทวดา ตามที่เขากล่าวหากันจริงหรือไม่…

งานนี้ สส.แทนชัยชนะ มีเดิมพันติดปลายนวมสูง...ถูกจับตามองว่าทำจริงหรือทำเล่น ถ้าทำเล่นคนเมืองคอน (นครศรีฯ) คงไม่ให้อภัยและเสื่อมเสียถึงพรรคปชป.ที่พระแม่ธรณีกำลังร่ำไห้อยู่ในเพลานี้...แน่นอน

ประสาเหยี่ยวชราอย่าง ‘เล็ก เลียบด่วน’ ก็ต้องวิเคราะห์ว่า การชุมนุมของ คปท. หนนี้ค่อนข้างถูกที่ถูกเวลาอยู่พอสมควร แต่ถ้าจะให้บอกว่าเงื่อนไขสุกงอมหรือยังต้องบอกว่า ‘ยัง’ แกนนำ คปท. ก็คงรู้ แต่ก็นั่นแหละการจะนั่งรอให้เงื่อนไขสุกงอม ก็อาจต้องรอจนถึงวันทักษิณพักโทษไปนอนตีพุงอยู่ที่บ้านแล้วก็เป็นได้…

สรุปว่า..อย่างน้อย ๆ การชุมนุมโดยสันติ เป็นไปตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2560 หนนี้น่าจะทำให้ความจริงอันชั่วร้ายหลายอย่างถูกเปิดเผย ซึ่งเป็นไปได้ว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ทั้งคนที่เคยขับไล่ระบอบทักษิณและคนที่เคยเป็นองครักษ์พิทักษ์ทักษิณเจ็บปวดรวดร้าว…

‘เล็ก เลียบด่วน’ เลาะเลียบไปตามสภากาแฟวันนี้…ได้ยินเสียงซุบซิบสนทนาของบางโต๊ะว่า...ที่สุดของที่สุดใช่หรือไม่ว่า...บ้านนี้เมืองนี้ระบอบทักษิณกำลังกลับจะกินรวบอีกครั้ง…ทั้งเหลืองทั้งแดงที่หวังบ้านเมืองสมานฉันท์ล้างไพ่มาปรองดองกันใหม่ถึงขั้นนิรโทษกรรมดูท่าจะถูกต้มอีกรอบ…

เหตุผลหลักเพราะวันนี้ ‘แม้วถึงฝั่งแล้ว’
ข้ามขั้ว-ปรองดองทั้งที ทั้งทักษิณกินคนเดียว…

ซึ่งประเด็นนี้อาจจะเพิ่มจุดเดือดให้กับการชุมนุม!!??

‘นายกฯ’ ตั้งเป้าลดจำนวนเด็กไทยหลุดออกระบบการศึกษา พร้อมแย้ม!! 13 มกราคมนี้ จะมีข่าวดีสำหรับเด็กไทยทุกคน

(10 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ผมขับเคลื่อนเรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยตัวเองมาตั้งแต่ก่อนเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ หลายปีแล้วครับ เพราะผมปรารถนาที่จะเห็นเด็กไทยได้รับความเท่าเทียมในเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าให้จำนวนเด็กที่ต้องหลุดระบบการศึกษาเป็น ‘ศูนย์’ ครับ

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งผมได้สั่งการทันทีให้ ‘กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา’ (กสศ.) DES และกระทรวงมหาดไทย บูรณาการรวบรวมข้อมูลนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้เป็นฐานข้อมูล Big Data ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ต้องออกจากการศึกษากลางคัน ซึ่งในวันเสาร์ที่ 13 ม.ค.นี้จะมีข่าวดี ที่จะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งที่ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand Zero Dropout ครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top