Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘สุวัจน์’ มอง!! สภาผ่านงบฯ 67 สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล เชื่อ!! สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน คาด!! ดัน GDP โต 3%

ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินกว่า 3.48 ล้านล้านบาทแล้วนั้น

เมื่อวานนี้ (9 ม.ค. 67) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถือเป็นบรรยากาศที่ดี เพราะจะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะขณะนี้เราต้องการเม็ดเงิน ในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจเราเติบโตไม่เป็นไปตามเป้า จีดีพีเพียง 2% กว่าเท่านั้น

ดังนั้นในจำนวนเงินงบประมาณที่ได้สภาให้ความเห็นชอบนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดในการดำเนินการใช้จ่ายเพื่อให้เงินถึงมือประชาชน เพราะอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ก็จะมีงบประมาณปี 2568 เข้ามาแล้ว 

สำหรับข้อห่วงใยและข้อคิดเห็นจากสภาฯ นั้น นายสุวัจน์ เชื่อว่า รัฐบาลและกรรมาธิการวิสามัญ จะรับฟัง และนำไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การใช้จ่ายเม็ดเงินต่าง ๆ ของงบประมาณ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของพรรคชาติพัฒนากล้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคฯ ก็ได้รับการแต่งตั้งไปเป็นกรรมาธิการด้วย ท่านก็จะใช้ประสบการณ์ช่วยกันปรับปรุงรายละเอียดตามข้อเสนอแนะของ ฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายสุวัจน์ เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มเข้มแข็งกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเมืองมีเสถียรภาพ จาก 300 กว่าเสียง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ได้ดี และเศรษฐกิจก็น่าที่จะกระเตื้องขึ้น ประกอบกับมาตรการ ๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งมาตรการฟรีวีซ่า อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ลดภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทย ก็เป็นตัวเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังเชื่อว่าปีนี้ นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาใกล้เคียงก่อนเกิดสถานการณ์โควิดคือ 40 ล้านคน อย่างน้อยปีนี้จะต้องได้ 35 ล้านคน ถ้าเร่งเครื่องกันเต็มที่ ช่วยกันโปรโมต จัดกิจกรรมแบบอินเตอร์โดยนำซอฟต์พาวเวอร์มาใช้ นอกจากนี้การส่งออกปีที่แล้ว ยังไม่ขยายตัว ทำให้ฐานต่ำ เชื่อว่าปีนี้การส่งออกจะดีขึ้นกว่าเดิม เช่นเดียวกับการลงทุน ปีที่ผ่านมารัฐบาลไปเชิญชวน นักลงทุนไว้มากหากทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีนักลงทุนมาลงทุนจริง ๆ ก็จะมีเม็ดเงินมาสร้างงานเพิ่มมากขึ้น 

“เมื่อประกอบกับการเมืองที่มีเสถียรภาพ ก็จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง คือเรื่องความเชื่อมั่นต่าง ๆ เชื่อขยายตัวได้ จีดีพีอย่างน้อยต้อง 3% กว่า ซึ่งก็ต้องรอดูเรื่องดิจิทัลวอลเลต อีกนิดขณะนี้อยู่ระหว่างการรอกฤษฎีกามาให้ความเห็นอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงในการดำเนินการ” นายสุวัจน์ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า หากมีการตั้ง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายเศรษฐา ทวีสิน นายสุวัจน์ กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติของคุณอุ๊งอิ๊ง ซึ่งเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว และเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย ดังนั้นด้วยคุณสมบัติ และประสบการณ์ต่าง ๆ ก็สามารถเป็นนายกฯ ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องภายในของพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการ ในส่วนของพรรคชาติพัฒนากล้า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยเองก็เป็นแกนนำด้วย ดังนั้นชาติพัฒนากล้าก็สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการบริหารประเทศที่ต่อเนื่อง ยิ่งรัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคง ก็ยิ่งทำให้เกิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปี หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน เหมือนขับรถออกจากบ้าน เราไม่มีโอกาสรู้เลยว่าจะเกิดยางแตกเมื่อไหร่ หรือจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับเรา แต่โดยพื้นฐานของรัฐบาลที่มี 300 กว่าเสียง ก็ถือว่ามีเสถียรภาพที่มั่นคง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่บริหารประเทศครบ 4 ปีก็มีสูง แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่ อาจจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองได้ แต่หากอยู่ครบ ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อประเทศ รัฐบาลจะอยู่ครบหรือไม่ครบวาระ 4 ปี ก็เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

'จีน' ล้ำ!! พัฒนา 'ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์’ ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ เล็งใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่งอนาคต

(10 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหนานฟาง (SUSTech) ได้พัฒนาผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมอุณหภูมิได้ หรือ เทอร์โม-อี-สกิน (thermo-e-skin) ที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างลอกเลียนแบบทางชีวภาพ ซึ่งเลียนแบบกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ ผ่านการผสมผสานอุปกรณ์เทอร์โมอbเล็กทริกที่มีความยืดหยุ่นเข้ากับวัสดุไฮโดรเจลคอมโพสิท (hydrogel composite)

ผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว สามารถรักษาอุณหภูมิพื้นผิวให้คงที่อยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ตลอดช่วงอุณหภูมิแวดล้อมตั้งแต่ 10-45 องศาเซลเซียส ด้วยความสมดุลของการสร้างและการกระจายความร้อนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์บรรลุการทำงานของระบบสัมผัสเสมือนมนุษย์ และสร้างการตอบสนองของระบบประสาทที่เสถียร ผ่านการเลียนแบบร่างกายมนุษย์ในระดับที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้มันเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับหุ่นยนต์อัจฉริยะแห่ง

อนาคต ทว่าฟังก์ชันการควบคุมอุณหภูมินี้จำกัดอยู่ที่เพียงการทำความร้อนหรือทำความเย็นแบบธรรมดา และไม่อาจรักษาการควบคุมอุณหภูมิคงที่เป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารนาโนเอ็นเนอร์จี (Nano Energy)

‘อุ๊งอิ๊ง’ เซ็นตั้ง ‘นนกุล’ นั่งอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ พร้อมเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรม ‘ภาพยนตร์’ เต็มที่

เมื่อวานนี้ (9 ม.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่ 1/2567 ออกคำสั่ง เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ เพิ่มเติม ระบุว่า…

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 268/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2566 นั้น เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (6) ของคำสั่งดังกล่าวข้างต้น 

คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ จึงมีคำสั่งให้ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

1. นายชานน สันตินธรกุล เป็น อนุกรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 
สั่ง ณ วันที่ 9 มกราคม 2567
(ลงชื่อ) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 
ประธานกรรมการพัฒนาชอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ 

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวตรวจยึดยาบ้าล๊อตใหญ่ จำนวน 139 มัด ประมาณ 278,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จำนวน 1 คน

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 เวลา 15.00 น. พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยปัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งตัน และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) มอบหมายให้ พันเอก กันตภณ จันทะนันท์ รองหัวหน้าส่วนส่วนปราบปราม หน่วยปัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งตัน และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  (รอง หน.ปราบปราม นบ.ยส.24)  เป็นประธาน พร้อมด้วย พันเอก พิเชษฐ์   ดาศรี เสนาธิการหน่วยปัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งตัน

และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เสธ.นบ.ยส.24) พันเอก สุริวัชร์  อัครพรเดชาพงษ์  ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21  นายชินวัต ทองปรีชา นายอำเภอบ้านแพง, พันตำรวจเอกสุนันท์  สร้อยสุด ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบ้านแพง และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม แถลงข่าวตรวจยึดยาบ้าล๊อตใหญ่ จำนวน 139 มัด ประมาณ 278,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จำนวน 1 คน บริเวณริมถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2390 บ้านอ้วนน้อย หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมโดยในห้วงที่ผ่านมาหน่วยได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไม่ทราบจำนวน จากขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติล๊อตใหญ่จากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งประเทศไทย บริเวณ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพื่อลำเลียงขนส่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดภายในประเทศ จึงสั่งการให้ร้อยโท วันชาติ  เหมือนปืน

ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 บรูณาการกำลังวางแผนร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ทำการลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจตามภาพข่าวที่ได้รับแจ้ง ตรวจสอบพื้นที่เพ่งเล็งคอสะพาน หลักกิโลเมตร ป้ายบอกทาง  บริเวณพื้นที่ ริมถนนทางหลวงหมายเลข 212 และทางหลวงชนบทหมายเลข 2390  ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำการลาดตระเวนมาถึงจุดป้ายบอกความเร็ว (75 กม.) บ้านอ้วนน้อย หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ได้ตรวจพบกระสอบสิ่งของต้องสงสัยวางอยู่บริเวณป่าใกล้กับป้ายบอกทาง จึงได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าภายในกระสอบเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ภายใน จำนวน 1 กระสอบ และอีก จำนวน 1 แพ็คใหญ่ ชุดลาดตระเวนจึงได้ทำการวางแผนซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณใกล้กับจุดที่พบกระสอบยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า)วางอยู่ และในเวลาต่อมาได้ตรวจพบรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ ดีแม็คซ์ สีบรอนซ์เงิน ขับมาจอดยังจุดที่มีการวางตัวกำลังพลชุดซุ่มรออยู่และมีบุคคลต้องสงสัยภายในรถยนต์รีบลงมาจากรถคันดังกล่าว เพื่อจะมาเอากระสอบยาเสพติดฯ(ยาบ้า) เจ้าหน้าที่ที่ทำการซุ่มอยู่จึงได้แสดงตัว และทำการตรวจค้นจับกุม สามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้จำนวน 1 คน ทราบชื่อ นายคนองศักดิ์  วงจันทา อายุ  34 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน บ้านเลขที่ 80/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง  จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1 กระสอบ กับอีก จำนวน 1 แพ็คใหญ่ จำนวน 139 มัด ประมาณ 278,000 เม็ด  

ขั้นต้นหน่วยได้ตรวจยึดและควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางดังกล่าว มายังกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 เพื่อทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมอย่างละเอียด และดำเนินการประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมตรวจสอบซักถามขยายผล พร้อมส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งให้ สภ.บ้านแพง จังหวัดนครพนม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

โดยขณะเดียวกันจังหวัดนครพนมได้ประกาศพื้นที่พิเศษที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5(10) กำหนดให้จังหวัดนครพนม ในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน อำเภอเมืองนครพนม อำเภอธาตุพนม และ อำเภอบ้านแพง เป็นพื้นที่พิเศษที่มีความเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด เคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) โดยมีที่ตั้งอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง ตำบลกุรุคุ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เพื่อให้เกิดการดำเนินการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด เคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพ/ข่าว พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร 
เดวิท โชคชัย รายงาน 092-5259-777

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจท่องเที่ยว ร่วมปฎิบัติงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและการจราจรปีใหม่ได้ดี ขอบคุณอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ที่ช่วยเหลือแบ่งเบางานตำรวจไม่ย่อท้อ

วานนี้ (9 ม.ค.67) เวลา 18.00 น. พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ตำรวจท่องเที่ยวอุดรธานี ส.ทท.5 กก.1 บก.ทท.2 จังหวัดอุดรธานี 

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบถุงยังชีพ และนำหน้ากากอนามัย รวมทั้งข้าวสาร  ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ในการดูแลสุขภาพตัวเอง ในขณะปฎิบัติหน้าที่ เนื่องจาก ตำรวจท่องเที่ยวมีหน้าที่หลักในการคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ในที่ชุมชน ซึ่งปัจจุบันยังพบปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการระบาดของไวรัส ทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้กล่าวชื่นชมตำรวจท่องเที่ยวว่าที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการปฎิบัติการดูแลนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ และยังร่วมอำนวยการจราจรทำให้สามารถลดอุบัติเหตุและยอดผู้บาดเจ็บเสียชีวิตอย่างได้ผล มีสถิติเสียชีวิตและบาดเจ็บน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ดังนั้นขอให้ตำรวจท่องเที่ยว ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน หมั่นพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ความสำเร็จนี้ ส่งผลไปถึงเทศกาลอื่นๆที่กำลังจะมาถึง เป็นเทศกาลถัดไป โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาครั้งใหญ่อีก เพื่อไปเฉลิมฉลองกับครอบครัว

นอกจากนี้ยังได้กล่าวชื่นชมอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระให้กับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอาสาสมัครที่เป็นชาวต่างชาติ เพราะนี่เป็นกลไกสำคัญอีกด้าน ที่จะส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นซอฟพาวเวอร์ เพราะนักท่องเที่ยวจะมีความเชื่อมั่นว่าสามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ เมื่อเกิดปัญหาในการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยและจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยขอให้ทุกคนรักษา ศักยภาพในการปฎิบัติหน้าที่ให้ดี เพื่อเป็นแบบอย่าง ให้ชาวต่างชาติ ที่เข้ามาท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นและชื่นชม จะได้เลือกไทยเป็นเป้าหมายในการเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในการจับจ่ายใช้สอยภายในชุมชนที่มีชาวต่างชาติมาเยือน

กรมอู่ทหารเรือ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี

วันที่ 9 ม.ค.67 พลเรือโท ธิติ  นาวานุเคราะห์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมอู่ทหารเรือ ครบรอบปีที่ 134 โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อดีตผู้บังคับบัญชา และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่สัตหีบ เข้าร่วมในพิธี ณ กองบังคับการกรมอู่ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมอู่ทหารเรือวันนี้ ได้จัดพิธีสงฆ์โดยนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงาน ข้าราชการ และเพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับอดีตผู้บังคับบัญชา ข้าราชการในสังกัดที่ล่วงลับไปแล้ว

พลเรือโท ธิติ  นาวานุเคราะห์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ กล่าวว่า กรมอู่ทหารเรือ ดำเนินการซ่อมสร้างเรือตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งในสมัยนั้น ได้มีเรือกลไฟใช้ราชการในยุคนั้นมีชื่อเรียกว่า อู่เรือหลวง กรมอู่ทหารเรือ ตั้งอยู่ด้านใต้ของวัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี มีเนื้อที่ 40 ไร่ กาลเวลาต่อมา เรือหลวงมีมากขึ้นและมีขนาดของเรือใหญ่ขึ้นมาเป็นลำดับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าโปรดให้สร้างอู่ไม้ขนาดใหญ่ และเสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดอู่เรือหลวงเป็นปฐมฤกษ์ 

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2433 จึงได้ถือเอาวันที่ 9 มกราคม ของทุกปี เป็นวันคล้าย วันสถาปนากรมอู่ทหารเรือ กิจการอู่เรือก็ได้เริ่มดำเนินการและได้มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงในด้านองค์วัตถุที่สำคัญ ๆ เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถให้พอเพียงกับจำนวนเรือ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2465 ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสนาธิการทหารเรือ มาเป็นผู้บัญชาการในหน้าที่เจ้ากรมยุทธโยธาทหารเรืออีกตำแหน่งหนึ่ง ปี พ.ศ.2475 สร้างอู่ใหม่ขนาดกว้าง 9.8 เมตร ยาว 130 เมตร ลึก 4 เมตร เรียกว่าอู่หมายเลข 2 
          
ปัจจุบันกรมอู่ทหารเรือมีภารกิจ คือ มีหน้าที่อำนวยการ ประสานงาน แนะนำ กำกับการ และดำเนินการในเรื่องการซ่อม สร้างดัดแปลง ทดสอบ วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรือ อากาศยาน ยานรบ และอุปกรณ์ การช่างที่เกี่ยวข้อง การส่งกำลังพัสดุสายช่างตลอดจนให้การฝึก และศึกษา วิชาอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายซึ่งมีเจ้ากรมอู่ทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

กสทช. และ สตช. ลงพื้นที่ชายแดนแม่สาย จับกุมสถานีโทรคมนาคมเถื่อน ลักลอบส่งสัญญาณแรงสูงข้ามประเทศไกลกว่า 40 กม. พร้อมเร่งออกมาตรการตีกรอบเสาสัญญาณแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.66 เวลา 15.00 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช., พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย, พล.ต.ท.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี, พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4, , นายสมบัติ ลีลาพตะ รกน.รองเลขาธิการ กสทช., นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ กสทช., นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ รกน.ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช., นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม, นายมนต์ชัย ณ ลำพูน ผอ.สำนักงาน กสทช. ภาค 3 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กสทช. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมสถานีโทรคมาคมผิดกฎหมาย พบส่งสัญญาณแรงสูงข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านไกลกว่า 40 กม. จากการขยายผลพบเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมหารือเร่งออกประกาศ กสทช. เรื่อง การอนุญาตและกำกับดูแลสถานีวิทยุคมนาคมบริเวณแนวชายแดน เพื่อแก้ไขการปัญหาการลักลอบส่งสัญญาณเอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

ศ.นพ.สรณฯ กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ขานรับนโยบายของภาครัฐในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ที่มีฐานปฎิบัติอยู่ตามแนวชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ณัฐธรฯ ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ สตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมามีผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการขับเคลื่อนในการแก้ไขกฏหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้ากวาดล้างจับกุมสถานีโทรคมนาคมผิดกฎหมาย, จับกุมแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมาย, การเร่งจัดระเบียบเสาสัญญาณตลอดแนวชายแดนทั่วประเทศไม่ให้สัญญาณข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดปัจจัยที่เอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และองค์กรอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ที่มาตั้งฐานอยู่ตามแนวชายแดน ควบคู่ไปกับการออก 7 มาตรการที่สำคัญของ กสทช. อาทิเช่น การระงับการโทรเข้าจากต่างประเทศในบางรูปแบบ, การจัดทำบริการ *138 ปฏิเสธการรับสายต่างประเทศ, การจัดทำระบบลงทะเบียนสำหรับผู้ส่งข้อความจำนวนมาก, การจำกัดลงทะเบียนซิมการ์ดจำนวนมากจะต้องทำการยืนยันตัวตน และ การยกเลิกการส่ง SMS จากสถาบันทางการเงินแนบลิงค์ต่างๆ การจับกุมในครั้งนี้พบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคโดยผู้เชี่ยวชาญของ กสทช. พบว่าสถานีโทรคมมาคมเถื่อนที่ถูกจับกุมในครั้งนี้ สามารถแพร่สัญญาณแรงสูงทั้งในส่วนของสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านไกลกว่า 40 กิโลเมตร รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้เป็นจำนวนหลักพันราย ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจหลายร้อยตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์แฝงตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข โดยล่าสุด กสทช. ได้ยกร่างประกาศ กสทช. เรื่อง การอนุญาตและกำกับดูแลสถานีวิทยุคมนาคมบริเวณแนวชายแดน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะตั้งเสาสัญญาณใหม่ในพื้นที่ชายแดน กำหนดให้มีระยะร่นจากเส้นเขตแดน และต้องหันทิศทางแพร่สัญญาณเข้ามาในประเทศไทย และตนได้กำชับให้ สำนักงาน กสทช. ส่วนภูมิภาคทุกแห่ง ออกตรวจสอบสถานีโทรคมนาคมและเสาสัญญาณในพื้นที่รับผิดชอบ หากพบการแพร่สัญญาณข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ให้รีบประสานผู้ประกอบการแก้ไขปรับปรุง หากผู้ประกอบการรายใดละเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกราย 

พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง สตช. และ กสทช. ตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากท่าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ที่ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ธัชชัยฯ เป็นตัวแทน ในการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีโทรคมนาคมและเสาสัญญาณตลอดแนวชายแดนด้าน จ.เชียงราย พบว่ามีการตั้งสถานีโทรคมนาคมและเสาสัญญาณผิดกฎหมายหลายแห่ง จึงได้สั่งการให้ สอท. ดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายศาล จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดพร้อมของกลาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สอท. ร่วมกับ กสทช. เข้าตรวจสอบและจับกุมสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต พบการลักลอบส่งสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในพื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จับกุมผู้กระทำผิดพร้อมด้วยของกลาง ประกอบด้วย เครื่องวิทยุคมนาคม, อุปกรณ์การจ่ายสัญญาณพร้อมกระแสไฟฟ้า และสายนำสัญญาณพร้อมหัวต่อ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นความผิดฐาน “มีและใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต” ตาม พรบ.วิทยุคมนาคมฯ และฐาน “ประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตแบบที่หนึ่งโดยไม่ได้อนุญาต” ตาม พรบ.ว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ในการนี้ชุดจับกุมได้ทำการรื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดนำส่ง สภ. แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในเรื่องนี้ตนได้กำชับไปยังตำรวจทุกหน่วย ให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว การลักลอบตั้งสถานีโทรคมนาคมผิดกฎหมายในลักษณะกล่าว เพื่อสกัดกั้นไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าถึงสัญญาณได้โดยง่ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประชุมติดตามคดียาเสพติดรายสำคัญ ภ.จว.เชียงราย กำชับบูรณาการทุกภาคส่วนป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย วันที่ 8-9 มกราคม 2567 โดยวานนี้ (8 ม.ค.67) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปยังตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สรวยพบ พ.ต.อ.ปริญญา เพชรมี ผกก.สภ.แม่สรวย พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ สภ.แม่สรวย รับการตรวจเยี่ยม โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะผู้บังคับบัญชาได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจ และร่วมรับประทานอาหารกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมมอบของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด เป็นการสร้างขวัญและกำลังแก่ข้าราชการตำรวจ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ขอบคุณกำลังพลทุกนาย และขอให้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยหัวใจเป็นข้าราชการตำรวจของพระราชาในสายตาประชาชน 

วันนี้ (9 ม.ค.67) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้บินสำรวจบริเวณจุดที่ตำรวจยิงปะทะกับขบวนการค้ายาเสพติด ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 7 ม.ค.67 ซึ่งสามารถตรวจยึดกระเป๋าเป้ จำนวน 21 ใบ ตรวจสอบภายในพบบรรจุยาไอซ์ใบละ 15 ห่อ น้ำหนักรวมทั้งหมด 323 กิโลกรัม 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปยัง ภ.จว.เชียงราย เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการตรวจยึดคดียาเสพติดรายสำคัญของ สภ.แม่ฟ้าหลวง จว.เชียงราย โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย , ข้าราชการตำรวจในสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มาประชุมขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการในการป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ ณ ห้องประชุม ด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้มอบนโยบายให้บูรณาการทำงานทุกภาคส่วน คุมเข้มมาตรการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้ปราบปรามอย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตัดวงจรการค้าให้สิ้นซาก ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นมา ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลดปริมาณยาเสพติดในพื้นที่ตอนในของประเทศ ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างเข้มข้น จริงจัง และเด็ดขาด โดยมีผลการปฏิบัติในปีงบประมาณ 2567 ในห้วงเดือนตุลาคม 2566 ถึงต้นเดือนมกราคม 2567 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เป็นยาบ้ามากถึง 60 ล้านเม็ด , ไอซ์ 520 กิโลกรัม เกิดเหตุปะทะ 12 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้า 7 ล้านเม็ด , ไอซ์ 323 กิโลกรัม ผู้ต้องหาเสียชีวิต 20 คน 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ครั้งนี้ได้มาเยี่ยมบำรุงขวัญ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจภูธรภาค 5 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองกำลังผาเมือง ฝ่ายปกครอง บูรณาการการปฏิบัติ เพื่อ ป้องกันปราบปราม และสกัดกั้น ยาเสพติด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการจัดหางบประมาณและเครื่องมือพิเศษ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาให้ดูแลขวัญและกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์จากขบวนการยาเสพติด เน้นย้ำการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทุกงานทุกด้านทุกเรื่อง กำชับข้าราชการตำรวจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด ให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง

ร้อยเอ็ด…ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน 

เมื่อวานนี้(9 มกราคม 2567) เวลา 09.30 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานกิจกรรมหน่วยแพทย์ พอ.สว. ครั้งที่ 4 และจังหวัดร้อยเอ็ดเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ครั้งที่ 3 เนื่องในวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ เหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด นายอำเภอเมืองสรวง และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ที่ โรงเรียนบ้านเมืองสรวง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด 

ด้วยหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปฏิบัติงานโดยอาสาสมัครประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร หลังจากที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ประชาชนห่างไกล ทรงพบว่าราษฎรเหล่านั้นเมื่อเจ็บป่วยไม่มีโอกาสได้รับรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่โดยเสด็จฯอยู่เสมอ ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 ล้านบาทเป็นทุนเริ่มแรก 

โดยมีกิจกรรมการมอบสิ่งของพระราชทานแก่ราษฎรณ์ในพื้นที่ ประกอบไปด้วย ถุงยังชีพ และทุนการศึกษาแก่นักเรียน พร้อมมีการจัดบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เช่น การตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพ ทั้งนี้ ยังมีการจัดโครงการจังหวัดร้อยเอ็ดเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข จากทุกหน่วยงาน ที่จะเป็นประโยชน์ ในการรับบริการ ข้อมูลข่าวสาร และการส่งเสริมอาชีพ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนห รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหา ตอบสนองความต้องการของประชาชน ต่อไป 

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
087-864-4400  081-377-2689

10 มกราคม พ.ศ. 2489 ‘สหประชาชาติ’ จัดประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก ณ กรุงลอนดอน มีสมาชิกเข้าร่วม 51 ประเทศ

10 มกราคม พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ‘สหประชาชาติ’ ได้จัดการประชุมสมัชชาใหญ่เป็นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอน 

ซึ่ง สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุดและเป็นหนึ่งในเสาหลักของสหประชาชาติ เป็นเพียงองค์กรเดียวของสหประชาชาติที่ตัวแทนของแต่ละประเทศสมาชิกมีสิทธิและฐานะเท่าเทียมกัน สมัชชาใหญ่มีหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการของสหประชาชาติ แต่งตั้งสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง รับรายงานจากทั่วทุกมุมโลกเพื่ออภิปรายและให้ความเห็น ตลอดจนจัดตั้งองค์กรลูกต่าง ๆ มากมายของสหประชาชาติ

การประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรกมีขึ้นในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ที่ศาลากลางนครเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน โดยในขณะนั้นมีสมาชิกเข้าร่วมทั้งสิ้น 51 ประเทศ โดยสมัชชาใหญ่จะมีวาระการประชุมตามที่ประธานที่ประชุมหรือเลขาธิการสหประชาชาติได้เรียกประชุมตามขั้นตอนปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งโดยมักจะเริ่มเปิดวาระการประชุมตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งจะหารือกันในหัวข้อหลักต่าง ๆ ไปจนถึงราวเดือนธันวาคม และหารือกันในหัวข้อย่อยตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนกระทั่งสิ้นสุดทุกประเด็นตามที่ได้แถลงไว้

นอกจากนี้ อาจมีเปิดวาระการประชุมในกรณีพิเศษหรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่งการประชุม กลไก อำนาจหน้าที่ และการลงคะแนนของสมัชชาใหญ่นั้น เป็นไปตามมาตรา 5 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยการลงคะแนนของสมัชชาใหญ่เพื่อออกเป็นมติสมัชชาใหญ่ในหัวข้อสำคัญ ข้อแนะนำด้านสันติภาพและความมั่นคง ข้องบประมาณ การเข้าร่วมสหประชาชาติ การระงับหรือเพิกถอนสมาชิกภาพ จะต้องได้รับคะแนนเสียงในที่ประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดในที่ประชุม

ส่วนหัวข้อย่อยอื่น ๆ นั้นใช้เพียงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกในที่ประชุม โดยที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น สมัชชาใหญ่อาจให้ข้อแนะนำเรื่องใด ๆ ก็ตามที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของสหประชาชาติ ยกเว้นอำนาจในการดำเนินการรักษาสันติภาพและความมั่นคงซึ่งเป็นอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน สมัชชาใหญ่มีสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ซึ่งกว่าสองในสามเป็นประเทศกำลังพัฒนา และมีผู้สังเกตการณ์ 2 ประเทศ คือ นครรัฐวาติกัน กับ รัฐปาเลสไตน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top