Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘คลัง’ เตรียมปล่อยแพ็กเกจอุดหนุน ESG ลงทุนเพื่อ ‘สิ่งแวดล้อม’ ลดหย่อนภาษีได้

(9 ม.ค. 67) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์การลงทุนของโลกเนื่องจากธุรกิจที่มี ESG ที่ดีจะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพของการเติบโตในระยะยาว

ปัจจุบันมีมาตรการหลากหลายในการส่งเสริม และจูงใจที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังนั้นจะพิจารณามาตรการภาษีคาร์บอนเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสีเขียวใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดมากขึ้น

ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการชำระภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลสำหรับการสนับสนุนด้าน ESG ด้วย นอกจากนี้ยังมีมาตรการสินเชื่อธุรกิจสีเขียวดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจสีเขียวหรือการติดตั้งแผงโซลาร์ตามบ้านเรือนซึ่งสถาบันการเงินของรัฐได้ดำเนินการไปแล้ว

“มาตรการใดพร้อมก็จะเดินหน้าไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอให้ออกมาเป็นแพ็กเกจเพราะหากรออาจใช้เวลาในการดำเนินการ และไม่ทันต่อสถานการณ์ได้”

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในปีนี้กรมฯ มีแผนที่จะผลักดันมาตรการทางภาษีเพื่อดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมใน 4 รายการประกอบด้วย 

1.มาตรการสนับสนุนการผลิตและใช้แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นโซลาร์เซลล์

2.มาตรการภาษีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 

3.มาตรการสนับสนุนการผลิตไบโอพลาสติก 

และ 4.มาตรการภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยกรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษา และเร่งหาข้อสรุปเพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิต และใช้แบตเตอรี่ BEV จะผูกกับเงื่อนไขกับการมีระบบรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ในปีที่ 2566 ยอดการจดทะเบียนรถ BEV สูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 700% และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าการใช้รถ BEV จะสูงขึ้นกว่านี้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางแผนการกำจัดซากแบตเตอรี่ในอนาคตด้วย ทั้งนี้กรมฯ จะได้วางระบบ Track and Test เพื่อติดตามแบตเตอรี่ลูกนั้น ๆ ว่าปัจจุบันอยู่ที่ไหนด้วย

ทั้งนี้หลักคิดในการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่คือ ปัจจุบันกรมสรรพสามิตเก็บภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ในอัตรา 8% แต่หากมีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วหรือเป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพการให้พลังงานได้สูง และมีน้ำหนักเบา เป็นต้น อัตราภาษีที่กรมฯ จะคิดนั้นก็จะต่ำลงโดยอาจกำหนดอัตราภาษีเป็นหลายอัตราตามประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ เช่น 1%, 3%, 5% และ 8%

ขณะเดียวกันกรมฯ อาจต้องทบทวนเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับแบตเตอรี่ที่ผูกติดกับเงื่อนไขที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีแผนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ขายออกไปด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าแนวทางนี้มีความยุ่งยากเพราะเมื่อกรมฯ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่ผู้ประกอบการไปแล้วจะต้องติดตามไปตลอดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลูกนั้นซึ่งอาจนานถึง 20 ปีหากผู้ประกอบการไม่ได้รีไซเคิลตามที่ตกลงกรมฯ จะต้องเรียกสิทธิประโยชน์ทางภาษีคืน และต้องมีค่าปรับทางภาษีด้วย ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นผู้ประกอบการรายดังกล่าวอาจเลิกกิจการไปแล้วก็ได้ การติดตามทวงภาษีคืนก็อาจทำไม่ได้

“กรมฯ จะต้องทบทวนระบบการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผูกกับการรีไซเคิลซึ่งมีหลายรูปแบบโดยในบางประเทศใช้ระบบ Deposit Refund โดยตั้งเป็นกองทุนเพื่อการนี้ซึ่งเมื่อมีการนำซากแบตเตอรี่ มาคืนกองทุนนี้ก็จะจ่ายเงินให้จำนวนหนึ่งสำหรับแนวทางหนึ่งที่กรมฯ กำลังพิจารณาคือ การมอบให้คนกลางหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านรีไซเคิลแบตเตอรี่มาทำหน้าที่รีไซเคิลแทนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นต้น”

ส่วนมาตรการภาษีคาร์บอนนั้นหลักคิดคือ นอกเหนือจากมีเป้าหมายจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในประเทศแล้วยังเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) แต่ต้องไม่เป็นภาระต่อประชาชนผู้ใช้สินค้า และบริการ

‘นักวิจัย มข.’ เปลี่ยน ‘กากต้นเฉาก๊วย’ เป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด-ตัวซับสารพิษ’ ช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ-ต่อยอดของเสีย สู่ ‘ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า’

(9 ม.ค.67) มข.วิจัย ‘กากต้นเฉาก๊วย’ หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย ต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่าเพิ่ม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด และตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ภายใต้การอำนวยการของ รศ.นพ.ชาญชัยพาน ทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รายงานถึงสถานการณ์ ท่ามกลางความพยายามในการจัดการกับของเสียหรือขยะจากภาคอุตสาหกรรม นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่เพียงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้โจทย์ปัญหา Zero waste แต่ยังต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่า หรือ Waste to value ซึ่งเป็นเทรนด์ของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในขณะนี้ รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ น.ส.ฉัตรลดา ไชยวงค์ นักศึกษาปริญญาโท และทีมนักศึกษาปริญญาตรี จึงได้จับมือกับเฉาก๊วยแบรนด์ดังอย่าง “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” นำกากต้นเฉาก๊วยซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตที่ถูกฝังกลบทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ปีละหลายพันตันมาเพิ่มมูลค่าจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด

รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า “ทีมวิจัยของเรานับเป็นที่แรกของโลกที่นำกากต้นเฉาก๊วยมาสร้างเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดและตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้จริง ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ”ด้วยคุณสมบัติของกากต้นเฉาก๊วยที่ให้ค่าความร้อนที่สูงอยู่แล้ว การนำมาแปรรูปเป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด’ จะยิ่งช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั้งลดต้นทุนการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีความแข็งแรงทนทานมาก และไม่ต้องใช้ตัวประสานในการอัดเม็ด จึงทำให้ลดต้นทุนในการผลิตต่างจากชีวมวลชนิดอื่น ทั้งยังมีคุณลักษณะเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (มอก.) ไม่เพียงเชื้อเพลิงอัดเม็ด รศ.ดร. ยุวรัตน์ ยังชวนทำความรู้จักกับถ่านชีวภาพ (Biochar) และถ่านกัมมันต์ (Activated carbon) หรือชื่อที่หลายคนคุ้นเคย คือ ชาร์โคล ซึ่งเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยทีมวิจัยได้นำกากต้นเฉาก๊วยมาผ่านกระบวนการสร้างรูพรุนด้วยการให้ความร้อนและสารเคมี เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวของวัสดุให้มีคุณสมบัติในการดูดซับ ก่อนจะพัฒนาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้าน wastewater treatment โดยดูดซับไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และดูดซับสีย้อมเมทิลีนบลู (Methylene Blue Dye) ซึ่งเป็นสีย้อมที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เพื่อลดมลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ‘ประสิทธิภาพของถ่านชีวภาพจากกากต้นเฉาก๊วยนั้นดียิ่งกว่าถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพดหรือเมล็ดทานตะวันด้วย รวมถึงถ่านกัมมันต์จากวัสดุชีวมวลอีกหลาย ๆ ชนิด’

ทั้งนี้ รศ. ดร. ยุวรัตน์ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ผลงานวิจัยที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพืชเฉาก๊วยที่ไม่น้อยไปกว่าชีวมวลชนิดอื่น ๆ โดยหลังจากนี้ ทีมวิจัยจะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกากต้นเฉาก๊วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำขี้เถ้าที่เหลือภายหลังการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากกากต้นเฉาก๊วยมาทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น อาจนำมาสร้างเป็นอิฐบล็อกจากขี้เถ้ากาก ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานกับคณะหรือสาขาอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้มาร่วมกันต่อยอดต่อไป ไม่ให้งานวิจัยหยุดอยู่เพียงบนหิ้งเท่านั้น

'บางจาก' หนุน!! นักกอล์ฟไทยสายเลือดใหม่ ลุยเวทีระดับโลก ต่อยอดโปรเจกต์เพาะเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬา พาชื่อเสียงสู่ประเทศ

กลุ่มบริษัทบางจาก สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ รวมถึงนักกอล์ฟสมัครเล่นอนาคตไกล แอลล่า แกลิทสกีย์ สู่เวทีระดับโลกตลอดฤดูกาล 2024 หลังทางกลุ่ม มองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา

(9 ม.ค.67) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนฝ่ายดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยรายละเอียดการสนับสนุน ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ และ แอลล่า แกลิทสกีย์ ของกลุ่มบริษัทบางจาก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติตลอดฤดูกาล 2024  

โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากฯ เผยว่า ตลอดเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา บางจากฯ ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่นเดียวกับกลุ่มนักกอล์ฟที่เราเลือกสนับสนุนล้วนเป็นนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ที่บางจากฯ มองเห็นศักยภาพรวมถึงความมุ่งมั่น และเชื่อว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬาที่จะเจริญเติบโตและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “บางจากฯ มีความภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้ให้ยั่งยืนและเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนอย่างที่เราเคยสร้างไว้แล้วกับวงการแบดมินตัน คำถามที่ว่าทำไมเราถึงเลือกสนับสนุนนักกอล์ฟเหล่านี้ เพราะเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ หลายคนที่เซ็นเข้ามาถึงจะเป็นเด็กหน้าใหม่ แต่เราต้องการสื่อว่าถึงจะเป็นหน้าใหม่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้ อย่างกรณี แอลล่า ที่ยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น เราต้องการปั้นเขาตั้งแต่เด็กเหมือนกรณีของ เมย์ รัชนก และ แอลล่า ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ไม่ต่างกัน”

ด้าน นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนที่ดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยว่า “ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มบางจาก ทางเราจะเป็นฝ่ายที่ขับเคลื่อนนักกีฬาเหล่านี้ให้มีโอกาส ส่งต่อทุกความพยายามของพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เราต้องการสร้างคนในวงการกอล์ฟ และเริ่มต้นด้วยการพัฒนานักกอล์ฟระดับเยาวชน และตอนนี้ต่อยอดขึ้นมาในระดับนักกอล์ฟอาชีพ เป้าหมายของเราคือขับเคลื่อนบุคลากรวงการกอล์ฟของเราให้เติบโตอย่างถาวรและยั่งยืน ที่สำคัญคือพยายามพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้” 

สำหรับนักกอล์ฟที่กลุ่มบางจากให้การสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พชร คงวัดใหม่ แชมป์เอเชียนทัวร์ 1 รายการวัย 24 ปีที่เคยได้รับเชิญเข้าไปเล่นในลิฟกอล์ฟมาแล้ว, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์แอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ, สองนักกอล์ฟในแอลพีจีเอ จารวี บุญจันทร์ กับ อาภิชญา ยุบล เจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน และ วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่ซีซั่นที่ผ่านมาคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอไป 2 รายการ รวมถึง แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023

พชร คงวัดใหม่ นักกอล์ฟวัย 24 ปีที่เป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่ชนะรายการระดับอาชีพตอนที่เขาคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์ที่หัวหิน เมื่อปี 2013 ด้วยวัยเพียง 14 ปี ก่อนจะตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2014 ตลอดอาชีพคว้าแชมป์ไปแล้ว 10 รายการ ที่โดดเด่นที่สุดคือแชมป์เอเชียนทัวร์ที่ภูเก็ตเมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมาเคยเข้าไปร่วมเล่นในลิฟกอล์ฟลีกมาแล้ว 

“ต้องขอขอบคุณบางจากครับ สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวผมให้ออกไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย โดยมีสัญลักษณ์ของบางจากบนตัวผม นับเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางจากครับ ส่วนเป้าหมายในปี 2024 นี้นอกจากจะพยายามหาแชมป์ต่อไปให้ได้ในเอเชียนทัวร์ ยังมีโอลิมปิกที่ปารีส ถ้าได้เป็นตัวแทนประเทศไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ” พชร กล่าว

จารวี บุญจันทร์ นักกอล์ฟวัย 24 ปีอดีตผู้เล่นมหาวิทยาลัยดุ๊ก เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เธอในเล่นแอลพีจีเอทัวร์แบบเต็มฤดูกาลเช่นเดียวกับ อาภิชญา ยุบล นักกอล์ฟสาววัย 21 ปีเจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ส่วนในระดับอาชีพ อาภิชญา เคยชนะเลดีส์ ยูโรเปียน ทัวร์ เมื่อปี 2022 ในการแข่งขันที่สกอตแลนด์

โปรเปียโน อาภิชญา เปิดเผยว่า “ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เปียโนได้มีโอกาสออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแอลพีจีเอทัวร์ในฐานะรุกกี้ ก็สามารถรักษาทัวร์การ์ดไว้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนในปี 2024 อยากขยับขึ้นไปติดท็อป 60 ได้เล่นรายการเมเจอร์มากขึ้น ถ้ามีโอกาสก็อยากชนะแอลพีจีเอ การได้รับการสนับสนุนครั้งนี้ ทำให้เปียโนมีกำลังใจที่จะออกไปสู้กับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ต่อไป เรายังไม่มีผลงานในระดับโลก แต่ยังมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวบางจาก ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”

นอกจากนี้ยังมี ปาจรีย์ อนันต์นฤการ นักกอล์ฟสาววัย 24 ปี เจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์เมื่อปี 2016 ก่อนจะเทิร์นโปรในปี 2017 ด้วยวัย 18 ปี ปาจรีย์เข้าไปเล่นในแอลพีจีเอทัวร์ในปี 2019 และชนะครั้งแรกในรายการไอเอสพีเอส ฮันดะ เวิลด์ อินวิเตชั่นแนล เมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเพิ่งคว้าแชมป์รายการที่สองในรายการแบงค์ ออฟ โฮป แอลพีจีเอ แมตช์เพลย์

ส่วน 'โปรมิ้ม' วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่มีความสามารถในหลายประเภทกีฬาและสุดท้ายมาจบที่กีฬากอล์ฟที่ส่งเธอไปเป็นผู้เล่นมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สเตต เคยเล่นในระดับเลดีส์ ยูโรเปียนทัวร์ หรือ แอลอีที แต่ผลงานที่เด่นเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาคือการคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอทัวร์ไปครอง 2 รายการ

สำหรับ แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023 ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ทำให้เธอเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ นอกจากนั้นเธอยังเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติไทยชุดเหรียญทองกอล์ฟประเภททีมหญิง ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ปลายปีที่ผ่านมา

กรมควบคุมมลพิษ หนุนใช้ ‘น้ำมันยูโร 5’ เชื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้กว่า 20-24%

(9 ม.ค. 67) นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า พล ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืน ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (พื้นที่ที่มีปัญหา/พื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาฝุ่นละออง) รวมถึงการควบคุมฝุ่นในเมือง สนับสนุนเร่งรัดการจำหน่ายน้ำมันคุณภาพมาตรฐานยูโร 5 ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ เพื่อลดมลพิษจากไอเสียรถยนต์โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันในกลุ่มน้ำมันเบนซิน –แก๊สโซฮอล์ และกลุ่มดีเซล ให้เป็นมาตรฐาน ยูโร 5 โดยโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์ บางจาก พีทีทีจีซี บางจากศรีราชา ไออาร์พีซี  และเอสพีอาร์ซี พร้อมจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567

สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 ทั้งกลุ่มน้ำมันเบนซิน – แก๊สโซฮอล์ และกลุ่มดีเซล จะมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm (10 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก) ขณะที่มาตรฐานยูโร 4 จะมีกำมะถันไม่เกิน 50 ppm 

โดยน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร5 สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ และไม่ก่อเกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ จากการทดสอบการปล่อยมลพิษโดยห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะของกรมควบคุมมลพิษ  รถยนต์มาตรฐานยูโร

และรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมีการใช้งานมากที่สุด เมื่อมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ลดลงถึง 20 – 24%

ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูง สภาพอากาศปิด อัตราการระบายอากาศไม่ดี ทำให้ฝุ่นละอองเกิดการสะสมในบรรยากาศจนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ซึ่งยานพาหนะเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 หลักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

‘แพรรี่’ ลั่น!! ‘ปีชง’ ไม่มีจริง วอนหยุดหากินกับความเชื่อ พร้อมย้ำ!! 365 วัน ชีวิตคนเราต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว

(9 ม.ค.67) กลายเป็นคลิปวิดีโอไวรัลในข้ามคืน เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ หรือ ‘ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ ได้ออกมาอัดคลิปวิดีโอฟาดแรงถึงความเชื่อว่า ปีชงมีไว้หลอกคนโง่

โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าว ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ พูดว่า “ใช้ชีวิตมา ต่อให้เป็นปีที่ไม่ชง ไม่เกิดปัญหาเลยเหรอ ใช้ชีวิตมา 300 กว่าวัน คือชีวิตดีมากว่างั้น ปีนี้ไม่ชงก็เลยสบาย ทำอะไรชิล ๆ ทำอะไรดีหมดทั้งปี มีเหรอ ไม่มีค่ะ ต่อให้ไม่ชง ชงหรือไม่ชง ชีวิตต้องมีปัญหา”

“มีใครกล้าบอกไหม สมมติปีที่แล้วไม่ชง ชีวิต 365 วัน ที่ผ่านมาดีหมด ไม่มีปัญหา ไม่มีติดขัด มีเหรอ มันไม่มี ปีชงมันมีไว้สำหรับหลอกคนโง่ค่ะ”

เพราะมันขายของได้ไง ถ้ามันบอกว่ามันชง ปีชงตามมาด้วยการทำพิธีกรรม ทุกอย่างแก้ได้ด้วยการเสียเงิน หรือจะเถียง ที่มันบอกว่ามีเคราะห์ ที่มันบอกว่าชง เดี๋ยวมันให้วิธีแก้ชง แต่วิธีแก้ชง ก็คือเสียเงินแน่นอน เดี๋ยวมันแนะนำให้ไปทำพิธีวัดนู้นวัดนี้ แต่เสียเงิน”

เจ้าตัวยังพูดอีกว่า จะไปชงกับใครก็ไป แต่ไม่ได้ชงกับแล้วคนนึง ไม่ได้กินเงินตนค่ะ ไม่ต้องมาชงกับตน ตนชงเองได้ เอ้าลองคิดดูให้ดี ใช้สติปัญญาให้ดีว่าไอ้ที่เขาบอกว่าคุณชง ปีโน้นคุณชง มันตามมาด้วยอะไร หนึ่ง ถ้าเขาบอกว่าปีนี้คุณชง คุณไม่สบายใจละ ถ้าเขาบอกราศีนี้ชง ร้อยทั้งร้อย คนที่เชื่อเรื่องดวง เชื่อเรื่องราศี ฟังแล้วไม่สบายใจ

เมื่อไม่สบายใจ ตามมาด้วย การต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อแก้ชง เพราะคิดว่าการทำพิธีสิ่งที่ไม่ดี หรือสิ่งที่ชง จะไม่เกิด เสียเงิน เสียเงินแน่นอน มากน้อยต้องเสีย แล้วจะไปเชื่อทำไม ความเชื่อที่ทำให้เราต้องเสียเงินเสียทอง ความเชื่อที่ทำให้เราไม่สบายใจ เราจะไปเชื่อทำไม

ทั้งนี้ แพรรี่ ไพรวัลย์ พร้อมฝากถึงคนที่หากินกับความเชื่อว่า “ถ้าคุณหากินกับความเชื่อแบบนี้ ต้องเจอตน หลอกคนได้หลอกไป แต่เจอตนแน่นอน อีพวกหากินกับความเชื่อคน อาชีพมีเยอะแยะ มีมือมีเท้าก็ไปทำสิ มาหลอกกินกับความเชื่อกับคน

เดี๋ยวจัดพิธีไหว้ของดำ ราหู ถามหน่อย พระพุทธเจ้าบอกไว้ในพระไตรปิฎกเล่มไหน ไหว้ของดำ ไหว้ราหูเนี่ย พระไตรปิฎกเล่มไหนสอน

พวกหมอดูทำไป ก็ยังทำเนานะ มันเป็นอาชีพ แต่เดี๋ยวนี้ลามไปยังวัด พาคนไปสวดสะเดาะเคราะห์ มีในไหนเนี่ยพระไตรปิฎก ชีวิตง่ายขนาดนั้นไม่ต้องมีศาสนาพุทธค่ะ ไปนั่งเอาสายสิญจน์พันหัว มึงไม่เอาพันคอไปเลยหล่ะ จะได้หมดทุกข์ไปเลย

พร้อมทิ้งท้าย ว่า “จะเชื่อก็เชื่อไป ตนไม่ได้ว่าไร คุณจะทำ ก็ทำไป ตนไม่ได้ว่าอะไร แต่มีคนมาถาม ตนก็จะพูดแบบนี้ เพราะตนไม่เชื่อ ตนมีหน้าที่ให้สติคน ไม่ได้ไปล้ำเส้นความเชื่อพวกคุณหนิ ถ้าตนไปพังพิธีคุณ ว่าไปอย่าง”

งานนี้เจ้าตัวยังมีการอัปคลิปวิดีโอวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งเบญจเพส, สีเสื้อมงคล, ความเชื่อทางศาสนาอื่น ๆ ท่ามกลางคอมเมนต์จากชาวเน็ต

‘EA’ เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตโครงการ E-Bus ในกทม. ให้สวิตเซอร์แลนด์  ตามข้อตกลงปารีส Article 6.2 มุ่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC

(9 ม.ค.67) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ได้เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการ ‘รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร’ (Bangkok E-Bus Programme) ซึ่งเป็นโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศโครงการแรกของโลกที่มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น ภายใต้ความตกลงปารีส Article 6.2 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านกรอบความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่มีการระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่อยู่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) มีการปฏิบัติตรงตามมาตรฐานด้านคุณภาพต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยมี Klik Foundation เป็นผู้ซื้อ Carbon Credit ที่เกิดขึ้นและนำ Carbon Credit ดังกล่าวไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายฉัตรพล ศรีประทุม ผู้อำนวยการโครงการกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 ซึ่งรถโดยสารประจำทาง EV นี้เป็นโครงการอันดับแรก ๆ ของโลกที่มีการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตสำเร็จ โดยทาง EA มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้เราก้าวเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจแบบปลอดคาร์บอนฯ อีกทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่ช่วยรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อม

Mr. Michael Brennwald Head International, Klik Foundation กล่าวว่า “โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ความตกลงปารีส ของรถโดยสารประจำทาง EV นี้ เป็นโครงการนำร่อง เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 นั้น มีการร่วมกันพัฒนามาอย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศไทยและประเทศข้างเคียง เพื่อที่จะสร้างโครงการในการร่วมมือกันระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทั้งประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการลงนามในความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส 6.2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565   โดยสัญญาแบบทวิภาคีกำหนดกรอบความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองประเทศและสร้างแนวทางสำหรับ การพัฒนาโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือโดยสมัครใจสำหรับการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศและเป็นส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เลขาฯ อารี พบปะให้โอวาทแรงงานไทยฝึกภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมก่อนไปทำงานในรัฐอิสราเอล

วันที่ 9 มกราคม 2567 นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวให้โอวาทแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลจากค่ายฝึกอบรมเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมี คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย นายบรรจง ฉุดพิมาย ประธานที่ปรึกษาสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมด้วย ณ ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา คลอง 4 ตำบลลาดสวาย จังหวัดปทุมธานี 

นายอารี กล่าวว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทยให้มาเป็นประธานกล่าวให้โอวาทแก่คนงานที่เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในวันนี้ ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ฝากความห่วงใยมายังแรงงานไทยทุกคนที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล และขอให้กำลังใจต่อแรงงานไทยที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งกระทรวงแรงงาน
ต้องขอขอบคุณสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย และศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีแห่งนี้ ที่ได้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย ทางด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 
และการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานการทำงาน ประกอบด้วย 1) การฝึกอบรมค่ายภาษาอังกฤษ English Camp คนงานเข้าร่วมอบรม 120 คน เป็นเวลา 5 วัน 2) การฝึกอบรมความปลอดภัยการใช้บูมลิฟท์ และ เอ็กซ์ลิฟท์ 3) การฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณเครน (Rigger) 4) การฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR) 5) การฝึกการติดตั้งนั่งร้าน ( Ringlock Scaffolding) และการทำงานในที่สูง 6) การฝึกอบรม (เพิ่มเติม) FCAW 3G (ฟลักคอร์ 3 จี) จำนวน 10 คน เพื่อเดินทางไปเกาหลี

“ความรู้ที่คนงานได้รับจะทำให้แรงงานไทยสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการแข่งขันในตลาดแรงงานโลก 
ซึ่งในเวทีโลกแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีฝีมือและมีสมรรถนะที่นายจ้างต่างประเทศมีความต้องการสูง เพื่อเป็นประโยชน์และเปิดโอกาสให้แรงงานไทย ให้สมดั่งคำที่ว่า แรงงานไทยสร้างชาติ” นายอารี กล่าวท้ายสุด

สำหรับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ซึ่งได้รับการประสานร่วมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของแรงานไทยเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมีผู้เข้าอบรม จำนวน 120 คน ในการนี้คณะทำงาน ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐาน การฝึกอบรมการให้ความรู้สัญญาณเครน (Rigger) การฝึกอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ และการเคลื่อนย้ายสิ่งของในที่สูง รวมทั้งอบรมให้ความรู้ทางด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในที่ทำงานสำหรับแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีกด้วย

คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย กล่าวว่า มีแรงงานไทยกว่า 200 คน ที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลแล้ว และมีแรงงานไทยกำลังฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐาน และอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ อยู่อีกจำนวน 120 คน เพื่อเตรียมความพร้อมรอทางรัฐบาลไทยอนุญาตให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานที่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการจะเดินทางไปทำงานในอิสราเอล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จะมีการตรวจสอบไซต์งานก่อนจะอนุมัติให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงาน อีกทั้ง ขณะนี้ทางอิสราเอลมีการเจรจากับจัดหางานเพื่อให้โควตาภาคก่อสร้าง จำนวน 6,000 ตำแหน่งกับรัฐบาลไทย จึงขอให้ทางรัฐบาล กระทรวงแรงงาน ช่วยเร่งพิจารณาผ่อนผันให้แรงงานไทยได้เดินทางกลับไปทำงานในอิสราเอลในโซนสีเขียวที่มีความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานไทย รวมถึงต้องขอขอบคุณ ท่านอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เป็นตัวแทน ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาร่วมกล่าวให้โอวาทกับแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในครั้งนี้

‘ซัมซุง’ สร้างสถิติต่ำสุดรอบ 15 ปี หลังกำไรร่วง 6 ไตรมาสติด เหตุความต้องการของ ‘สมาร์ตโฟน-ชิปหน่วยความจำ’ ซบเซา

(9 ม.ค.67) ‘ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์’ เผยผลกำไรจากการดำเนินงานลดลง 6 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนความต้องการผู้บริโภคซบเซา และความไม่แน่นอนของระยะเวลาฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า กำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงร่วง 35% สู่ระดับ 2.8 ล้านล้านวอน หรือต่ำกว่าที่คาดไว้ 24% ส่วนรายได้ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ สู่ระดับ 67 ล้านล้านวอน และตลอดปี 2566 ซัมซุงมีกำไรจากการดำเนินงานน้อยที่สุดในรอบ 15 ปี

ผลประกอบการดังกล่าวตอกย้ำว่า ความต้องการสมาร์ตโฟนและชิปหน่วยความจำที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงซบเซา เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และบ่งบอกแนวโน้มการฟื้นตัวตลาดแย่ลง ทั้งที่นักลงทุนคาดหวังว่าตลาดจะเติบโตในปีนี้

ขณะเดียวกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้รับผลจากการแข่งขันที่ดุเดือดและต้นทุนการตลาดสูง ส่วนกำไรจากธุรกิจสมาร์ตโฟนก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ขณะที่คู่แข่งอย่างไมครอน เผยเมื่อเดือน ธ.ค. ว่าบริษัทมีรายได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ บ่งชี้ว่า การสร้างศูนย์ข้อมูลอาจช่วยหนุนตลาดคอมพิวติงและอุปกรณ์สมาร์ตโฟนได้ดี

อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบ่งบอกการฟื้นตัวอยู่ เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ในเดือน พ.ย. มีรายได้มากที่สุดในรอบหลายปี ทั้งในด้านการผลิตและขนส่ง

“เมื่อพิจารณาถึงราคาชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นและความต้องการสูงขึ้นธุรกิจชิปของซัมซุง อาจทำให้บริษัทกลับมามีกำไรภายในไตรมาสแรกของปีนี้” ด้านซานจีฟ รานา นักวิเคราะห์จาก CLSA Securities Korea Ltd. กล่าว

ด้านนักลงทุนเฝ้ารอแผนการลงทุนระยะยาวของซัมซุง โดยเฉพาะภาคธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เมื่อบริษัทเผยผลประกอบการทั้งหมดในวันที่ 31 ม.ค. นี้

ทั้งนี้ หุ้นซัมซุงร่วง 0.9% ในตลาดหุ้นโซลวันนี้ ด้าน ซานจีฟ รานา มองว่า ผลประกอบการที่ไม่น่าพอใจเป็นผลมาจากอัตราการกำลังการผลิตของธุรกิจผลิตชิปต่ำ

ครั้งแรกของโลก EA เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตแก่สวิตเซอร์แลนด์จากโครงการ E - Bus ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้ข้อตกลงปารีส Article 6.2 ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ได้เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการ “รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” (“Bangkok E-Bus Programme”) ซึ่งเป็นโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศโครงการแรกของโลกที่มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น ภายใต้ความตกลงปารีส Article 6.2  ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านกรอบความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่มีการระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่อยู่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) มีการปฏิบัติตรงตามมาตรฐานด้านคุณภาพต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยมี Klik Foundation เป็นผู้ซื้อ Carbon Credit ที่เกิดขึ้นและนำ Carbon Credit ดังกล่าวไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายฉัตรพล ศรีประทุม ผู้อำนวยการโครงการกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 ซึ่งรถโดยสารประจำทาง EV นี้เป็นโครงการอันดับแรกๆ ของโลกที่มีการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตสำเร็จ โดยทาง EA มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้เราก้าวเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจแบบปลอดคาร์บอนฯ  อีกทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่ช่วยรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อม

Mr. Michael Brennwald Head International, Klik Foundation กล่าวว่า “โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ความตกลงปารีส ของรถโดยสารประจำทาง EV นี้ เป็นโครงการนำร่อง เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 นั้น มีการร่วมกันพัฒนามาอย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศไทยและประเทศข้างเคียง เพื่อที่จะสร้างโครงการในการร่วมมือกันระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทั้งประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการลงนามในความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส 6.2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 โดยสัญญาแบบทวิภาคีกำหนดกรอบความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองประเทศและสร้างแนวทางสำหรับ การพัฒนาโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือโดยสมัครใจสำหรับการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศและเป็นส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ควันหลงเคาท์ดาวน์ปีใหม่! เพจ “มนุษย์ควัน” ชี้ โลกออนไลน์แห่ถกประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” หนัก จี้ต้องควบคุมด่วน!

เพจ “มนุษย์ควัน” ยกกระแสข้อพิพาทบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่เพิ่งกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งในวงกว้างหลังเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่่ โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบ 1 พันราย ตั้งแต่ประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของคนดัง รัฐมนตรี นักการเมือง ส.ส. การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ถูก “แบน” จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำบุหรี่ไฟฟ้ามาควบคุมให้ถูกกฎหมายรับปี 2024

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน แอดมินเพจเฟซบุ๊กและ X (ทวิตเตอร์) “มนุษย์ควัน” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 26,000 ราย ระบุในโพสต์อ้างอิงจากกรณีที่มีบัญชีผู้ใช้รายหนึ่ง กล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่า ‘เรื่องดูดพอตนี่มีคนพูดยัง’ ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งข้อความดังกล่าวมีการเข้าชมกว่า 7.8 ล้านครั้ง และได้รับการแชร์ต่อกว่า 5,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นนับ 800 ราย โดยประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึงมีตั้งแต่ประเด็นมารยาททางสังคม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงมีผู้ใช้จำนวนมากตั้งคำถามไปในทำนองเดียวกันว่า การที่บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่กลับมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย สรุปแล้วบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายจริงหรือไม่

“มาฟังเสียงชาว X (หรือทวิตเตอร์) ถกกันเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ารับปีมังกรกันครับ คาดว่าน่าจะฟิวส์ขาดหลังงานปีใหม่ เพราะเท่าที่ผมเจอมา ไม่ว่าจะงานเคาท์ดาวน์ไหนๆก็เจอคนสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันเกลื่อนแบบไม่เลือกเวลาและสถานที่ ไม่แปลกที่จะโดนสาป (เพราะงั้นถึงได้บอกให้ควบคุมให้ชัดเจนสักที จะได้พูดได้เต็มปากว่าตรงไหนห้ามสูบ ตรงไหนสูบได้ ไม่งั้นก็ตีมึนกันไปเรื่อยแบบนี้นั่นแหละ)”
พร้อมกันนี้ นายสาริษฏ์ยังได้แนบข้อความของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในเรื่องการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่หลายในไทยว่า “มันผิดกฎหมาย แต่คนไทยถ้ามี 60 ล้านคนก็คือดูดไปละ 50 ล้านคน ไม่แบ่งแยกอะไรดูดหมดทุกอาชีพ ทุกวัย ทุกเพศ ไม่เลือกดารา นักร้อง คนธรรมดา สรุปแล้วมันผิดกฎหมายจริงมั้ย งง”

นอกจากนี้ผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกฎหมายการแบนบุหรี่ไฟฟ้าระบุว่า “เป็นเรื่องปกติช่วง?? คนไทยมองเรื่องแบบนี้ปกติกันละหรอ เพราะกฎหมายมันไม่แข็งแรงรึเปล่า ละเลยกันจนคิดว่าไม่ผิดทั้งที่มันผิดละมั้ง จะบอกว่านี่โทษกฎหมายก็ได้นะ ก็กฎหมายมันง่อยจริง เคสตัวอย่างก็มีให้เห็นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ต้องภูมิใจหรือทำเป็นเรื่องปกตินะถ้าคนรอบข้างสูบอะ มันอุ” โดยข้อความนี้มีการเข้าชมกว่า 266,000 ครั้ง และได้ถูกแชร์ต่อไปกว่า 8,300 ครั้ง

ทั้งนี้ นายสาริษฏ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นความปกติใหม่ของสังคมไทย ที่แม้ทุกคนทราบดีแก่ใจว่ายังผิดกฎหมายอยู่ และไม่ควรมีการใช้อย่างแพร่หลายเช่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ที่กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมแล้ว และการไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างในปัจจุบัน ทำให้เกิดแต่ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของมารยาทการใช้งานในที่สาธารณะ จนทำให้เกิดการตั้งคำถามและวิพากวิจารณ์ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันอย่างแพร่หลาย จึงควรเป็นการบ้านสำหรับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ บุหรี่ไฟฟ้า ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปอย่างเร่งด่วน โดยทางเพจ จะยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าไปร่วมให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ภายในสัปดาห์นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top