Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘วัชระ เพชรทอง’ เปิดเกมเขย่าเก้าอี้ประธานสภาฯ ปม!! ยืมข้าราชการสาว ลั่น!! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต้นสังกัดปฏิเสธ

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เรื่องขอให้ไต่สวนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการฝ่าฝืนมาตรการทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยนายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้นายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะรายอีกหน้าที่หนึ่ง โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสส. และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งได้นำมาบังคับใช้กับสส.ด้วยนั้น

"ซึ่งประธานสภาฯ และประธานรัฐสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถือเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญสูงสุดของการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและธำรงไว้ซึ่งระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน หาประโยชน์อันมิชอบ ตามข้อ 8 ในประมวลจริยธรรม ของสส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2563"

นายวัชระ กล่าวต่อว่า ต้องไม่กระทำการใดที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ ของการดำรงตำแหน่งตามข้อ 17 แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการกระทำของประธานสภาฯและประธานรัฐสภา ยังเป็นการฝ่าฝืนทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 13 ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากความอคติ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคม หรือ แรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่นายวันมูหะมัดนอร์ กระทำการดังกล่าว ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากบุคคลที่มีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือตน ซึ่งยังรู้เห็นเป็นใจให้กระทำ แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

“หากการยืมตัวข้าราชการดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่ได้จริง ก็ย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดินในการให้ประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลดังกล่าว เช่น การเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศ ย่อมมีการฝ่าฝืนที่ต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตน การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งบุคคลดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องให้พ้นจากตำแหน่ง ฉะนั้น ผมจึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการจริยธรรม สภาฯ และส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนความจริงเป็นที่ประจักษ์ และปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งและอำนาจรัฐ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องต่อไป รวมถึงขอให้ไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 15 วัน ”นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่านายวันมูหะมัดนอร์จะตรวจสอบเรื่องนี้ นายวัชระ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะสภาฯ มีจริยธรรมและมีมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ว่าประธานในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรม โดยตำแหน่งจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ ก็ตามแต่ เมื่อท่านถูกสอบสวน ท่านก็ต้องลุกจากตำแหน่ง ให้บุคคลอื่นดำเนินการสอบสวนแทน และนอกจากนี้ย้ำว่าเพื่อป้องกันการช่วยเหลือกัน ตนจึงได้ส่งหนังสือถึงประธานป.ป.ช. ให้สอบสวนจริยธรรมนายวันมูหะมัดนอร์ ด้วย

“ประธานรัฐสภาย่อมมีศีลธรรม ย่อมรู้ว่าการยืมตัวข้าราชการดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรม รวมถึงตัวท่านก็ยังดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอยู่ ท่านควรที่จะตรวจสอบจริยธรรมของท่าน เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรคที่ท่านสังกัดไม่ได้เป็นรัฐบาล ท่านควรที่จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อย่าโฉบฉวยโอกาสในการเป็นประธานรัฐสภา หรือประธานสภาฯอีกต่อไป แม้แต่วันเดียว” นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า การมายื่นวันนี้ ไม่ใช่เป็นเกมที่จะดึงนายวันมูหะมัดนอร์ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่ใช่เกมนั้น เพราะเกมนั้นเป็นเรื่องของสามัญสำนึก ส่วนบุคคลของท่านเองอยู่แล้ว แต่เกมนี้คือเกมที่ให้ตรวจสอบจริยธรรมเรื่องดังกล่าว และท่านต้องรู้อยู่แก่ใจว่าควรจะกระทำหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นสังกัดที่ทำหนังสือขอไปจะปฏิเสธแล้ว ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

‘แม่ทัพวรยส’ ยื่นคำขาด!! ‘กัมพูชา’ ไม่อพยพ!! เขมรล้ำแดน ไม่ต้องมาคุย

(4 ต.ค. 68) แม่ทัพวรยส บูรพาพยัคฆ์ คอแดง สายบู๊ ยื่นคำขาด เขมร ส่ง แผนอพยพ 3 หมู่บ้านเขมร ล้ำแดนไทย ไม่งั้น ไม่ประชุม RBC!! แม่ทัพไก่ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นระดับแกนนำ ตท.28 /จปร.39 ที่เติบโตมาจาก กองพลบูรพาพยัคฆ์ ชายแดนตะวันออก ทำงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาตลอด โดยเติบโตจาก ร.12 รอ. และ ร.2 รอ. โดยทำงานใกล้ชิด เป็นน้องรัก กับ บิ๊กหนุ่ย พลเอก ธรรมนูญ วิถี อดีตแม่ทัพภาค1 อดีตผบ.พล.ร.2 รอ. ที่ปัจจุบัน เป็นรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 

พลโท วรยส ยังเป็นสายตรงของ แกนนำรุ่น ตท.28 ที่เป็น ทหารคอแดง นอกกองทัพบก 

และถูกจับตามอง เมื่อได้ขยับจาก พล.ร.2 รอ มาเป็น ผบ.พล.1 รอ. กองพลคอแดง หลักของ ทัพภาค1 และ เป็นกำลังหลักของ ฉก.ทม.รอ.904 อีกทั้ง การเป็นแม่ทัพภาค1 ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

จากนั้น ขึ้น รองแม่ทัพภาค1 และขึ้น แม่ทัพน้อย1 และเป็น แม่ทัพภาค 1 ในครั้งนี้ และถือว่า เข้าไลน์ เส้นทาง สู่ 5 เสือทบ. และ ชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะมีอายุราชการถึง ต.ค.2571 ชิงกับ บิ๊กใหญ่ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) และ บิ๊กเต้ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผช.ผบ.ทบ. ที่เกษียณ 2571 พร้อมกัน 

แต่ใครจะเป็น ผบ.ทบ. จะต้องรอดู โยกย้าย ตค.2569 นี้ ว่า พลโท วรยส จะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. หรือไม่ และ เส้นทางของ พลเอก อมฤต โยกย้าย ต.ค. 2569 ด้วยเช่นกัน

บทบาทที่น่าจับตา ของ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ ทันทีที่รับตำแหน่ง แม่ทัพภาค 1 ที่ประกาศเจตนารมณ์ ว่า “ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1 ที่พร้อมจะปกป้องรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ โดยจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และด้วยชีวิต โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
และลงพื้นที่ สระแก้ว ทันที ในวันที่รับหน้าที่ 

พลโท วรยส ในฐานะ ประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา RBC ด้านกองทัพภาคที่ 1 ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา เรื่องการประชุมRBC สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ว่า ตามที่ ภูมิภาคทหารที่ 5 ได้กำหนดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคกัมพูชา-ไทย (RBC) สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ในห้วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2568 รวม 3 วัน โดยครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชา เป็นเจ้าภาพ ณ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา 

โดยมี พลโท แอก ชอมโอน รองผู้บัญชาการทหารบก / ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 และ เชิญ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานการประชุมร่วม นั้น

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ ภูมิภาคทหารที่ 5 จัดทำแผนอพยพประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน, บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว รวม 3 พื้นที่ โดยส่งแผนการอพยพฯ ให้กองทัพภาคที่ 1 ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งเสนอในการประชุม RBC ในครั้งนี้จึงจะเข้าร่วมการประชุม และ ได้มอบหมายให้ พันตรี สรายุทธ์ จันทรประยงค์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ประสานงาน

‘มาสด้า’ ส่งเสริมเยาวชนไทย ให้ก้าวไกลสู่การเป็นมืออาชีพ หลังคว้ารางวัล!! ชนะเลิศ พร้อมดัน!! ให้เดินหน้าตามฝัน

(4 ต.ค. 68) นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันกอล์ฟเยาวชน MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2025 ถือเป็นแมตช์ที่ 2 ของปี 2568 นับเป็นครั้งที่ 4 ที่มาสด้าได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันเยาวชนไทยให้ก้าวไกลผ่านกีฬากอล์ฟในระดับนานาชาติ โดยความร่วมมือกับ The Agency College Recruit ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาทุนการศึกษาด้านกีฬาสำหรับเยาวชน เพื่อส่งเสริมเยาวชนและมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า Mazda Family นอกจากจะเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนมองเห็นเส้นทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาตนเอง ทั้งด้านการศึกษาและอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามาสด้าคนสำคัญ ตอกย้ำปณิธานของมาสด้าที่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเชื่อมั่นเสมอว่า “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ยานพาหนะในการเดินทาง แต่คือแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนชีวิตให้ไปไกลกว่าที่เคย

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะใช้เวทีการแข่งขันกอล์ฟในระดับเยาวชนนี้ให้กลายเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝัง จิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่น การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หรือ 'Challenger Spirit' ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาสด้า ที่ไม่เพียงแต่แสดงออกผ่านยนตรกรรมอันเปี่ยมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดผ่านทุกกิจกรรมที่มาสด้าได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อส่งเสริมเติมความฝันของเยาวชนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ ซึ่งมาสด้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้นยังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีเยาวชนจาก 20 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน รวม 107 คน

“โครงการฯ ไม่ได้จัดขึ้นเพียงเพื่อการแข่งขันกอล์ฟหรือการคว้าชัยชนะในสนามเท่านั้น แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตในระดับสากล เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง กำหนดเป้าหมายในชีวิต และกล้าก้าวออกไปคว้าโอกาสที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น ทุนการศึกษา หรือการได้เข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์สำคัญ ๆ ในสหรัฐอเมริกา สิ่งเหล่านี้ คือ Challenger Spirit หรือ สปริตแห่งความไม่ย่อท้อ ที่เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีร่วมกัน เพราะเยาวชนทุกคนคือตัวแทนของความฝัน ความพยายาม และความกล้าหาญ ที่จะไม่หยุดอยู่แค่ในกรอบเดิม ๆ

มาสด้าเชื่อว่าด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้จะนำพาให้ทุกคนก้าวไปได้ไกลในเส้นทางที่เลือก และประสบความสำเร็จในเส้นทางข้างหน้า” นายภพนิพิฐ กล่าวทิ้งท้าย

ผลการแข่งขันกอล์ฟเยาวชน Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2025

ระดับ Middle School (ป.5–ม.2 )
ประเภทชาย
1. ดุ๊ก คัง โด (เวียดนาม) อีเว่นพาร์ 216 (69-70-77)
2. โคลเท่น ทราน บัตเลอร์ (สิงคโปร์) 5 โอเวอร์พาร์ 221 (75-72-74)
3. ณัฏฐนันท์ ตั้งสุณาวรรณ(ไทย) 6 โอเวอร์พาร์ 222 (72-69-81)

ประเภทหญิง
1. ศิริกาญจน์ วิชย์โกวิทเทน (ไทย) อีเว่นพาร์ 216 (70-70-76)
2. เอมี่ ซัน (สหรัฐฯ) 8 โอเวอร์พาร์ 224 (78-70-76)
3. แพรววนิต วรอภิญญาภรณ์ (ไทย) 10 โอเวอร์พาร์ 226 (73-78-75)

ระดับ High School (ม.3–ม.6 )
ประเภทชาย
1. พาร์ค แจ มิน (เกาหลีใต้) 10 อันเดอร์พาร์ 206 (65-68-73)
อันดับสองร่วม ธีรวุฒิ บุญสีออ (ไทย) 9 อันเดอร์พาร์ 207 (66-70-71) และ เซีย ไคเฉิน (จีน) 9 อันเดอร์พาร์ 207 (70-67-70)

ประเภทหญิง
1. ซู่ หนิงเหยา (จีน) 5 อันเดอร์พาร์ 211 (70-71-70)
2. ธัญจิรา อิสสระพล (ไทย) 4 อันเดอร์พาร์ 212 (73-70-69)
อันดับสามร่วม ไอริส เมห์รี มัสลู (ไทย) 1 โอเวอร์พาร์ 217 (70-73-74) และ ขวัญชนก บุญจันทร์ (ไทย) 1 โอเวอร์พาร์ 217 (75-69-73)

'ประชาธิปัตย์' ห่วงกรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งความเสี่ยง 'อลงกรณ์' ตั้งคำถามจะสู้หรือย้ายเมืองหลวงเสนอรัฐบาลคิดใหญ่ทำใหม่3เมกะโปรเจคเร่งแก้ปัญหา 'กรุงเทพฯยุบกรุงเทพฯจม'

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์โพสต์บทความเรื่อง "กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม"พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง???“ในเฟสบุ้ควันนี้มีเนื้อหาและแนวคิดน่าสนใจดังมีข้อความดังนี้

"กรุงเทพฯมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งยุบทั้งจม"พร้อมจะย้ายเมืองหลวงหรือยัง???”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัยฯ.,สภาผู้แทนราษฎรฯ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation

ความเร่งด่วน: สัญญาณเตือนจากใต้พื้นผิวเมือง

วิกฤตการณ์ที่คุกคามกรุงเทพฯไม่ใช่เรื่องใหม่  แต่เป็นปัญหาที่สั่งสมและเร่งตัวขึ้นตามภาวะโลกร้อนทำให้กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับวิกฤติคู่ที่อันตราย นั่นคือ การทรุดตัวของแผ่นดิน และ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตว่าเราควรจะ"สู้" เพื่อรักษามหานครแห่งนี้ไว้ หรือ "ถอย" โดยการย้ายเมืองหลวง?

สถานการณ์ดินยุบตัวครั้งล่าสุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงความอ่อนแอของฐานรากเมืองหลวง กรณีถนนสามเสน หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุการณ์ถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 มีสาเหตุหลักที่ถูกระบุว่าเกิดจาก ดินทรุด ทำให้ท่อประปาแตกและเกิดโพรงใต้ดินเกิดดินไหล (Soil Loss)เข้าไปในอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่กำลังก่อสร้างอีกเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือการทรุดตัวของพื้นถนนหน้าการไฟฟ้านครหลวงเขตยานนาวา ตอกย้ำว่าปัญหา โพรงใต้ดิน และการเคลื่อนตัวของดินเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ

เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ชัดว่า ปัญหาการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ไม่ได้มาจากปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก งานก่อสร้างบนดินและใต้ดินที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดินใต้กรุงเทพฯ.โดยตรงซึ่งเป็นภัยคุกคามที่รากฐานคือชั้นดินอ่อน

ทั้งนี้จากข้อมูลทางธรณีวิทยาโดยกรมทรัพยากรธรณีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนฐานรากที่อ่อนแอโดยธรรมชาติ นั่นคือ ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Soft Clay) ซึ่งเป็นชั้นดินบนสุดที่มีความหนาประมาณ 10-15 เมตร การทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ จากงานวิจัย “Ground Subsidence in Bangkok” โดย สกว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่าการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัดทำให้อัตราการทรุดตัวพุ่งสูงถึงประมาณ 7 ซม.ต่อปีและสูงสุดถึง 12 ซม.ต่อปี ในช่วงต้นทศวรรษ 1980ก่อนมีการออกกฎหมายควบคุมการสูบน้ำอย่างเข้มงวด แม้มาตรการควบคุมการสูบน้ำบาดาลจะช่วยชะลอการทรุดตัวลงอย่างมาก แต่อัตราการทรุดตัวในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่

ปัจจัยคู่เร่งวิกฤต: น้ำทะเลสูงและแผ่นดินทรุด

การทรุดตัวของแผ่นดินมาพร้อมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (Sea-Level Rise) จากภาวะโลกร้อน กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงเล็กน้อยกำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงสูง สถาบัน McKinsey Global Institute (MGI) ระบุว่าจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้กรุงเทพฯเมืองหลวงของไทยเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะถูกน้ำท่วมหนักเนื่องจากกรุงเทพมีระดับความสูงเฉลี่ย 1.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และแผ่นดินทรุดปีละ 2-3 ซม. 

นอกจากนี้การคาดการณ์ที่อัปเดตล่าสุดของ Climate Central คาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงในกรุงเทพฯและ พื้นที่ริมชายฝั่งของประเทศไทย และตามแนวชายฝั่งของมาเลเซียโดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2030

ทางเลือกใหม่ตอบโจทย์อนาคตกรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีข้อเสนอให้ย้ายเมืองหลวงซึ่งผมคิดว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าเพราะ การย้ายเมืองหลวงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เทียบเคียงกับงบประมาณโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่“นูซันตารา”แทนกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ความจริงมีทางเลือกอื่นๆอีกหากรัฐบาลคิดจะสู้โดยไม่ต้องย้ายเมืองหลวงได้แก่

1.การสร้างเมืองราชการดิจิตอลซิตี้(Digital City)โดยบริหารและบริการแบบรัฐบาลดิจิตอล(Digital Government)ด้วยการย้ายส่วนราชการออกจากกรุงเทพฯไปในพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวกในรัศมีไม่เกิน 120กม. จากกรุงเทพฯ เช่น สระบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์พ้นจากพื้นที่ลุ่มต่ำและมีศักยภาพด้านคมนาคมสูง เนื่องจากมีโครงข่ายทางหลวงสายหลัก มิเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่รวมทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าเชื่อมกรุงเทพฯกับเมืองใหม่และสนามบิน(ในอนาคต)อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางสู่เมืองราชการใหม่เพื่อลดความแออัดของประชากร ลดน้ำหนักกดทับฐานดินกรุงเทพฯ. และช่วยกระจายความเจริญ ซึ่งมีตัวอย่างการแยกศูนย์ราชการในต่างประเทศเช่นออสเตรเลียสร้างกรุงแคนเบอร์ราให้เป็นเมืองราชการโดยเฉพาะห่างจากซิดนีย์ 160 กม.ขณะที่ มาเลเซีย ย้ายส่วนราชการจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมือง“ปุตราจายา”

2.การสร้างเมืองเศรษฐกิจและเมืองเทคโนโลยีเป็นเมืองใหม่เช่นจีนสร้างศูนย์เศรษฐกิจใหม่โดยกระจายศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจผู่ตง (Pudong) จากทุ่งนาให้กลายเป็น ศูนย์กลางทางการเงิน และนวัตกรรมระดับโลกภายใน 30 ปี ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นและสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ตามโมเดลเขตเศรษฐกิจ“เซิ่นเจิ้น”

3.การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมถาวรขนาดเมกะโปรเจค(MegaProject)ที่มีประสิทธิภาพป้องกันกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น การสร้างเขื่อนริมอ่าวตัวก.(Protection Dyke)เช่นกรณีอังกฤษและเนเธอแลนด์และการขุด“เจ้าพระยา2”ฝั่งซ้ายจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกแม่น้ำบางประกงหรือฝั่งขวาออกอ่าวไทยเช่นในอดีตที่มีการขุดคลองภาษีเจริญคลองดำเนินสะดวกและคลองแสนแสบควบคู่กับการสร้างระบบระบายน้ำใต้ดินเช่นกรณีของกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์

แนวทางเหล่านี้ต้องการการตัดสินใจโดยเร็วเพื่อรักษากรุงเทพฯ ไว้ในฐานะมหานครแห่งประวัติศาสตร์ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์พร้อมกับสร้างความเจริญที่กระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างมีอนาคต 

บทสรุป มหานครแห่งความเสี่ยงจมน้ำปี 2050 ???

คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบันถึง 1.1 เมตร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ก็ตามจะไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบในระยะสั้นและระยะกลางของปรากฏการณ์นี้ได้ งานวิจัยของNature Communicationsคาดการณ์ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำและชายฝั่ง อาจเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมถาวร (Inundation) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ 2100 กรุงเทพฯกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะจมน้ำในอนาคต เนื่องจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและดินทรุดตัว พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ อาจจมอยู่ใต้น้ำ และจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่รุนแรงและยาวนานขึ้น  

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การทรุดตัวของแผ่นดิน การระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไปประชากร 5 ล้านคนจาก 10.7 ล้านคนในกรุงเทพ มหานครอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมโดยคาดว่าพื้นที่หนึ่งในสามของเมืองหลวงของไทยอาจจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดภายใน พ.ศ. 2593 และส่งผลให้ประชาชนเกือบ 11 ล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

สัญญาณเตือนภัยชัดเจนถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดใหญ่ทำใหม่คิกออฟนโยบายและเริ่มก้าวแรกในช่วงเวลา4 เดือนที่ยังบริหารประเทศ

อย่าปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งความเสี่ยงทั้งเมืองเสี่ยงและประชาชนเสี่ยงจากวิกฤตคู่ทำให้กรุงเทพยุบและกรุงเทพจมดังเช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้และตลอดไป

‘สจ.หมอ’ เปิดเกมล้มช้าง ตรัง เขต 2 เดิมพันสูง!! ใครอยู่ ใครไป ยังไม่แน่

(4 ต.ค. 68) กิตติเดช วรรณบวร หรือ สจ.หมอ สมัครสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว เตรียมลงชิง สส.เขต 2 ตรัง ชนกับ 'ทวี สุรบาล' และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หมายเหตุ ทวี น่าจะลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนสาทิตย์ น่าจะลงสมัครในนามประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับสาทิตย์ยังต้องรอดูผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และยังต้องดูท่าทีของโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไปอยู่ภูมิใจไทย หรือยังอยู่ประชาธิปัตย์ ภายใต้เงื่อนไข มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย มีสมชายต้องไม่มีสาทิตย์

ให้จำไว้นะครับว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ จะมี สส.เก่าสอบตก 30-50% และบางเขตเลือกตั้ง เป็นการล้มช้าง ซึ่งก็ไม่แน่ตรังช้างอาจจะล้มก็ได้

แรงงานกัมพูชา เคลื่อนไหวใหญ่!! ประท้วง ปิดถนน เรียกร้อง ลั่น!! หากไม่ตอบสนอง พร้อมลุกฮือ เตรียมจุดไฟทั่วประเทศ

สถานการณ์แรงงานในกัมพูชาปะทุ เมื่อคนงานจากโรงงาน Taral International Co Ltd จังหวัดกัมปงสปือ รวมตัวกันปิดถนนสายหลัก National Road 3 เพื่อคัดค้านการเลิกจ้างพนักงานขับรถรับส่งกว่า 60 คน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มเงินช่วยเหลือมื้อกลางวัน

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีแรงงานเข้าร่วมกว่า 8,000 คน หรือเกือบ 90% ของแรงงานทั้งหมดในโรงงาน ตามข้อมูลจาก Thorn Thon เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน Federation of Free Trade Unions of Cambodia (FTUWKC) การปิดถนนกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนแรงงานจะยอมเปิดทางอีกครั้งราว 10.00 น. หลังจากที่มีตัวแทนแรงงาน 30 คนตกลงเข้าร่วมการเจรจากับฝ่ายบริหารโรงงาน แรงงานไม่ได้เพียงแต่คัดค้านการเลิกจ้าง แต่ยังประท้วงการตัดโบนัส เงินเดือนประจำปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ถูกลดทอน พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้โรงงานจัดสรร เงินช่วยค่าอาหารกลางวัน 2,000 เรียล (ราว 0.50 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อวันต่อคน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญ

“โรงงานเลิกจ้างคนขับรถ 60 คนที่เคยพาแรงงานไปทำงานทุกวัน และยังมีการตัดโบนัสและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ พวกเราจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้” — Thorn Thon เจ้าหน้าที่ FTUWKC กล่าวกับสื่อท้องถิ่น

แม้ถนนจะกลับมาเปิด แต่แรงงานย้ำหนักแน่นว่าหากข้อเรียกร้องไม่ถูกตอบสนอง พวกเขาจะยกระดับการประท้วง ขยายการเคลื่อนไหวไปยังโรงงานอื่นทั่วประเทศ

‘Benz BKK Group’ ครอง!! แชมป์ยอดขาย จัดคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่!! ขอบคุณคนพิเศษ

(4 ต.ค. 68) กลุ่มบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ แถลงผลการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2568 พร้อมประกาศความสำเร็จขึ้นแท่นผู้นำดีลเลอร์กรุ๊ปด้วยยอดขายรวม 932 คัน ถือเป็นกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจาก 3 โชว์รูม 3 มุมเมือง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดย Benz BKK Bangna ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันออก Benz BKK Vipawadee ครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือ และ BKK Autohaus Kanchanapisek ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตก

สำหรับผลประกอบการธุรกิจตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึง 31 สิงหาคม 2568 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ลักชัวรี กลุ่ม Benz BKK Group ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งด้วยยอดขายรวม  932 คัน โดยมียอดจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz จำนวน 621 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ที่ 15.62% และ Mercedes-Benz Certified รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง จำนวน  311 คัน  ซึ่งมีอัตราการเติบโตเทียบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น  32% ก้าวขึ้นแท่นผู้นำกลุ่มตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

โดยภาพรวมส่วนของรถยนต์ใหม่ (New Car) ยังคงตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซกเมนต์ ทั้งกลุ่มรถสปอร์ต รถอเนกประสงค์ (SUV) รวมถึงไลน์รถยนต์ไฟฟ้า (EQ) ที่นับเป็นกลุ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วยขยายฐานลูกค้าและถือเป็นหัวใจของการเสริมพอร์ตสินค้าระยะยาว ในขณะเดียวกัน Mercedes-Benz Certified ได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดด้วยเช่นกันด้วยข้อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ทั้งพื้นที่โชว์รูมและขนาดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าด้วยโชว์รูม Experience Center แบบครบวงจร มีรถให้เลือกครบทุกเซกเมนต์หมุนเวียนกว่า 150 คัน รวมถึงรถทุกคันผ่านการตรวจเช็กแบบ Multi-point มากกว่า 200 รายการ รองรับบริการหลังการขายและการรับประกันคุณภาพที่มาพร้อมโปรแกรมสินเชื่อเฉพาะบุคคล และบริการซื้อ-ขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้รถยนต์ Mercedes-Benz Certified กลายเป็น “ตัวเลือกที่คุ้มค่า และเชื่อถือได้สำหรับลูกค้าที่มองหารถยนต์พรีเมียมพร้อมใช้งานในงบประมาณที่คุ้มค่า ซึ่งการตอบรับเห็นได้จากงาน BIG Motor Sale 2025 และช่องทางขายอื่นๆ ที่ยืนยันถึงศักยภาพของไลน์ Mercedes-Benz Certified ในการสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านแผนการดำเนินธุรกิจไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ทาง Benz BKK Group ยังคงเสริมทัพรถยนต์ Mercedes-Benz ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลาย  พร้อมมุ่งเน้นกลยุทธ์ Customer Centric เป็นการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นที่สุด มอบประสบการณ์การดูแลรถยนต์และการรองรับบริการที่เหนือระดับ เพราะลูกค้าคือคนพิเศษ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Benz BKK Group ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับ CRM (Customer Relationship Management) แบบ 360 องศา เพื่อเข้าถึง เข้าใจ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและความพึงพอใจอย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการสร้าง Brand Experience ผ่านกิจกรรม Lifestyle & Entertainment สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าในทุกมิติครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน  Benz BKK Group จึงได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษแห่งปีแทนความขอบคุณไม่สิ้นสุด
.
สำหรับกิจกรรมพิเศษแห่งปี “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” แทนความขอบคุณที่ไม่สิ้นสุดบนการเดินทางแห่งเสียงดนตรีและความซาบซึ้งใจ คือการถ่ายทอดความผูกพันอันยาวนานระหว่าง Benz BKK Group และลูกค้า ที่ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการเดินทางร่วมกันบนถนนแห่งความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความทรงจำที่งดงามตลอดหลายทศวรรษ ไฮไลต์สำคัญครั้งนี้จะเป็นการรวมกันครั้งสำคัญของลูกค้าคนพิเศษของ Benz BKK กว่า 5,200 คน ของกลุ่ม Gen X และ Gen Y  

คุณอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารยานยนต์กลุ่ม บีเคเค กรุ๊ป กล่าวว่า “กว่า 34 ปีที่เราอยู่เคียงข้างลูกค้า Mercedes-Benz วันนี้ Benz BKK Group ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ด้วยพลังศรัทธาและการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่าน เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาทั้งยอดขาย บริการ และประสบการณ์ เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกเส้นทาง”

คุณตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า “กลยุทธ์หลักของเราในไตรมาสที่ 4 คือการเดินหน้าทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อกับลูกค้าในทุกมิติ ทั้ง Online Marketing ที่เข้าถึงแบบ Personalized และ กิจกรรม Offline ที่สร้างประสบการณ์จริง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งมุ่งดึงลูกค้า Lapsed Customer ให้กลับมาใช้บริการ โดยใช้ CRM ที่แม่นยำ และกิจกรรมการตลาดเชิงประสบการณ์ (Lifestyle & Engagement Marketing) เป็นเครื่องมือสำคัญ เราเชื่อว่าความสำเร็จของ Benz BKK Group ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะยอดขาย แต่เกิดจากความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ และภารกิจของเราคือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่ยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน”

ไฮไลต์กิจกรรมพิเศษแห่งปี “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” นำทีมโดยสุดยอดศิลปินระดับแนวหน้ามากมาย อาทิ ปาล์มมี่, นูโว, บอย Peacemaker, กบ Taxi, ปู Blackhead และอี๊ด FLY โดยแต่ละบทเพลงและการแสดงจะเปรียบเสมือน “ช่วงเวลา” ของเส้นทางร่วมกัน ตั้งแต่วันแรกจนถึงก้าวสู่อนาคต  พร้อมจัดเต็มด้วยระบบแสง สี เสียง ย่านกลางใจเมือง ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ  UOB Live ศูนย์การค้า EmSphere พิเศษ!! สำหรับลูกค้า Benz BKK Group  เท่านั้น กิจกรรมสุดพิเศษนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คอนเสิร์ต แต่คือบทพิสูจน์แห่งความใส่ใจที่ Benz BKK Group มอบให้ลูกค้าเสมอมา   

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ 'ยุทธการสกัดยานรก' ภายใต้นโยบาย 'ยกระดับจัดการปัญหายาเสพติด' ของนายกรัฐมนตรี

(4 ต.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์  เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโท ณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิต ผอ.ศปป.2 กอ.รมน., พ.อ.เกียรติศักดิ์ ทรัพย์เมฆ รอง ผบ.ขกท. และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในรอบปีที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ สามารถจับกุมคดียาเสพติดรวม 265,446 คดี ผู้ต้องหา 265,109 ราย พร้อมของกลาง ยาบ้า 1,083 ล้านเม็ด, ไอซ์ 51,916 กิโลกรัม, คีตามีน 6,031 กิโลกรัม, เฮโรอีน 11,294 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินจากขบวนการค้ายาเสพติดได้รวมมูลค่าสูงถึง 14,905 ล้านบาท 

ในห้วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เร่งเครื่องปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ สามารถทลายเครือข่ายยาเสพติดสำคัญได้ถึง 9 คดี จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย ยึดยาบ้ารวม 18.25 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,488 กิโลกรัม, และคีตามีน 29 กิโลกรัม โดยมีคดีสำคัญที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงเมืองหลวง ดังนี้

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 6 คดี 
1. ยุทธการนักบินปราจีนบุรี: ทลายโกดังพักยาที่นครพนม ยึดไอซ์ 500 กิโลกรัม
2. สกัดรถบรรทุกนรก: จับกุมกลางสระบุรี ยึด ไอซ์ 468 กิโลกรัม และคีตามีน 29 กิโลกรัม ขัดขวางการลำเลียงสู่ภาคใต้
3. แก๊งซิ่งฝ่าแนวกั้น: บุกสกัดที่ปากช่อง นครราชสีมา ยึดยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด
4. แก๊งเจริญชัย: จับกลางปั๊มกำแพงเพชร ยึดยาบ้าลอตใหญ่ 6 ล้านเม็ด ขวางเส้นทางสู่ภาคกลาง
5. เครือข่ายพี่น้องชาวเขา: สกัดที่นครสวรรค์ ยึดยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด
6. เครือข่ายใต้ในแดนเหนือ: จับกุมที่เชียงราย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด ขณะเตรียมลำเลียงลงสู่ภาคใต้

กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทลายเครือข่ายสุพรรณบุรี ยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 3.08 ล้านเม็ด พร้อมผู้ต้องหาที่ติดกำไล EM ในคดีพรากผู้เยาว์
กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุมขบวนการลักลอบขนยา 2 คดี
1. เครือข่ายท้าวชัยน้อย: จับกุมขบวนการลักลอบขนยาเสพติดริมแม่น้ำโขง ยึดยาไอซ์ 300 กิโลกรัม และยาบ้า 1,472,00 เม็ด ในพื้นที่นครพนม มูลค่าประมาณ 75 ล้านบาท และถ้าส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 จะมีมูลค่าถึง 150 ล้านบาท
2. สกัดจับยาไอซ์ 220 กิโลกรัม ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและการสร้าง “กลไกเชิงระบบ” ที่เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

‘คนภาคตะวันออก’ เบื่อเต็มกลืน!! กระแสนิยมพรรคส้ม ดิ่งลงเหว เล่นแต่วาทกรรม!! ละครน้ำเน่า พอแล้ว!! การเมืองคอนเทนต์

(4 ต.ค. 68) ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล เผยผลสำรวจสุดละเอียดยิบ ปรากฏว่า กระแสนิยม พรรคส้ม ตกยับ!!

ในส่วนของความนิยมหัวหน้าพรรค อย่างคุณเท้ง พบว่ากระแสนิยมตกลงทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกตกลงถึง 10%

ส่วนกระแสในตัวพรรคการเมือง ยิ่งไปใหญ่ ลดลงทุกภาคเช่นกัน แต่ที่ลดลงสูงที่สุดจนถึงขั้นน่าเป็นห่วงก็คือภาคตะวันออก ลดถึง 21 % ! เรียกได้ว่าลงสูงสุดจากทุกภูมิภาคเลยทีเดียว

และจากผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้ประสงค์ที่ยังไม่เลือกพรรคการเมืองใดเลยในภาคตะวันออก มีอัตราสูงสุดในประเทศถึง 35% ทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนภาคตะวันออกเบื่อการเมืองแบบเก่าน้ำเน่า ที่โจมตีกันด้วยวาทกรรมเรียบร้อยแล้ว ถ้าหาเสียงแบบเดิมอีกก็เตรียมรับชะตากรรมได้เลย!!

ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวภาคตะวันออกบ้านเรา นับว่าคายส้มได้สูงสุดในประเทศไทยเลยทีเดียวครับ. อาจจะเพราะได้เห็นการทำงานของ สส. ส้ม ที่ยังวนเวียนอยู่กับรูปแบบเดิมๆ โพสต์แต่ภาพที่สภามาทำคอนเทนต์ อธิบายยกตัวเองได้สวยงามแต่ผลสัมฤทธิ์ และการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จได้จริงยังไม่มีให้เห็น หรือเฝ้าแต่โจมตีคู่แข่งทางการเมืองซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นบ้าง แถมพื้นที่ก็ลงน้อยแต่ข้ออ้างเยอะซะเหลือเกิน ระวังตัวไว้นะครับ ชาวบ้านเขาตื่นรู้กันแล้ว!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top