Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ศาลสั่งจำคุก ‘วินัย เทพธานี’ 1 ปี คดีล้มมวย ‘หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา’ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน

(3 ต.ค. 68) ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ให้จำคุก นายวินัย เทพธานี อดีตนักมวยชื่อดังและอดีตเทรนเนอร์ค่ายสิงห์อาชา เป็นเวลา 2 ปี ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 มาตรา 48 และ 59 กรณีจ้างนักมวยล้มมวย แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ล่าสุดเจ้าตัวไม่ประสงค์อุทธรณ์ และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเริ่มรับโทษทันที

นายชวินทร์วุฒิ ก้องธรนินทร์ หรือ 'วิน สิงห์อาชา' หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา ผู้ร้องทุกข์ในคดี เปิดเผยว่า คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ใช่ชัยชนะของตนเอง แต่คือชัยชนะของกระบวนการยุติธรรมและวงการมวยไทย เพราะช่วยรักษาศักดิ์ศรีแม่ไม้มวยไทยและยืนยันว่ากติกาต้องมาก่อนทุกสิ่ง ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะยับยั้งไม่ให้ใครกล้ามาทำลายคุณค่าของมวยไทยอีก

นอกจากนี้ 'วิน สิงห์อาชา' ยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 5 ล้านบาท โดยตั้งใจจะนำเงินทั้งหมดไปบริจาคเพื่อการกุศล เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและเป็นคุณูปการต่อวงการมวยไทยต่อไป

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

‘คิม จอง อึน’ เชิญ ‘ทองลุน’ ผู้นำลาวเยือนเกาหลีเหนือ เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉลอง 50 ปีการทูต

เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) สื่อลาวรายงานว่า นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7–8 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ คิม จอง อึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี โดยครั้งนี้ประธานประเทศลาวจะนำคณะผู้แทนระดับสูงของพรรคและรัฐบาลเดินทางร่วมด้วย

การเยือนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ กระชับความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือ ที่ยาวนานระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองพรรคการเมือง สองรัฐบาล และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเยือนยังถือเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญ ได้แก่ ครบรอบ 60 ปี การพบปะสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานไกสอน พมวิหาน กับประธานคิม อิล ซุง ที่กรุงเวียงจันทน์ในปี 1965, ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 และครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอแนวทาง Quick Big Win การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลต้องผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร เพื่อแก้หนี้ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME ที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมแก้กฎหมายล้มละลาย ให้คนรายได้น้อยมีโอกาส ไม่เอาเครดิตบูโรมาเป็นนัยยะสำคัญในการกู้ การผ่อนชำระเงินกู้ต้องตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย จากการแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา 

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ได้เสนอแนะแนวทาง Quick Big Win ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน นอกเหนือจากนโยบายคนละครึ่ง ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่าย เพื่อประชานิยมของรัฐบาล คือการผ่อนปรนเครดิตบูโร กับทั้ง ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเข้าขั้นวิกฤต โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมๆ ออกมา ไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นกับดักหนี้ ในขณะที่วันนี้นายกรัฐมนตรี ยังคงแถลงนโยบายใช้มาตการเดิม ถือว่ายังคงเป็นการสร้างกับดักหนี้ให้ประชาชน และไม่ได้แก้ปัญหาโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่รายได้น้อย

รายได้ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขเครดิตบูโร รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายย่อย  SME หมดโอกาส หนทางลืมตาอ้าปาก เช่นนั้นแล้วรัฐบาลต้องหันกลับมาให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีเพียง 25 % เท่านั้นที่มีโอกาสขอสินเชื่อได้ รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร อย่างน้อย 1-2 ปี เริ่มจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการอภิปรายเพื่อพิจารณารับร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2483 โดย สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ได้อภิปรายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ เนื่องจาก กฎหมายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกฎหมายต้องใช้แก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนที่เป็นหนี้ ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง การแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องไม่แก้แบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่ผ่าน ท้ายสุดได้ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญชุดที่วุฒิสภาจะได้ตั้งขึ้นว่า ให้แก้กฎหมายการชำระหนี้เพื่อตัดวงจรหนี้โดยต้องตัดเงินต้นก่อน  ค่อยไปตัดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นจะเป็นหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

‘ผบ.ทบ.’ ลงนามแต่งตั้ง ‘พล.ท.บุญสิน’ อดีตแม่ทัพภาค 2 นั่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 68)กองทัพบกเปิดเผยว่า พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 1519/68 แต่งตั้ง พล.ท. บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และนายทหารนอกราชการ เป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกด้านความมั่นคง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

หน้าที่หลักของ พล.ท. บุญสิน คือการให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการบริหาร ความมั่นคง การป้องกันประเทศ และกิจการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปฏิบัติงานเฉพาะเรื่องที่ผู้บัญชาการทหารบกมอบหมาย เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของกองทัพบกอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมห้องทำงานของที่ปรึกษาไว้ที่ชั้น 6 อาคารกองบัญชาการกองทัพบก ใกล้กับห้องทำงาน ผบ.ทบ. เพื่อความสะดวกในการประสานงาน การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกองทัพบกในการดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงกลับมามีบทบาท เสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ

เชียงใหม่- พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 

กองบิน 41 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 “สืบสานภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและช่วยเหลือประชาชน”

(3 ต.ค. 68) กองบิน 41 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการกองบิน 41 อย่างสมเกียรติ ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 โดย นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านเดิม ได้ส่งมอบภารกิจการบังคับบัญชาให้แก่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านใหม่

พิธีดังกล่าวได้จัดให้มีการบินผ่านของอากาศยานและการเดินสวนสนามของทหารกองเกียรติยศ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาท่านเดิม และต้อนรับผู้บังคับบัญชาท่านใหม่ ซึ่งพร้อมสานต่อภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศต่อไป

‘บก.ลายจุด’ ตั้งคำถาม?? ‘ลุงป้อม’ ยังเล่นการเมืองไปเพื่ออะไร หรือเพราะแค่เหงา

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ‘บก.ลายจุด’ สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงอยู่ในวงการการเมือง แม้อายุมากขึ้น โดยระบุว่าไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงว่าเป็นเพราะหวังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม หรืออย่างน้อยเพื่อคงสถานะหัวหน้าพรรคและ สส.

เจ้าตัวยังแซะด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพียงเพราะ ‘เหงา’ จึงยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองเพื่อหากิจกรรมฆ่าเวลา

3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ลงนามสงบศึกกับฝรั่งเศส ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อรักษาเอกราช

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” กับฝรั่งเศส ภายหลังเหตุปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112” ในรัชกาลที่ 5

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 เมื่อเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ พร้อมเรือสินค้านำร่อง ฝ่าปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และถูกปืนใหญ่ไทยยิงสกัดจนเกิดการปะทะ ไทยสูญเสียทหาร 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ขณะที่ฝรั่งเศสเสียทหาร 3 นาย และบาดเจ็บ 3 นาย ก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะแล่นเข้ามาถึงกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ

ผลจากสงครามนี้ ไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาที่บังคับให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านฟรังก์ (ราว 1.56 ล้านบาทในสมัยนั้น) และยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมกว่า 143,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งถูกฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้นานกว่า 10 ปี จนกว่าจะชำระค่าเสียหายครบถ้วน

กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีส่งมอบหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ

'พลโทบุญสิน พาดกลาง' อำลาตำแหน่ง ส่งต่อภารกิจให้ 'พลโท วีระยุทธ รักศิลป์' สานต่อภารกิจพิทักษ์แผ่นดินอีสาน

ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา วันที่ 2 ตุลาคม 68 กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีส่งมอบหน้าที่ให้แก่ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ซึ่งจะเข้ารับหน้าที่สานต่อภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคง และดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ในช่วงเช้า ได้จัดให้มี พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระภิกษุสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ กำลังพล และครอบครัว ก่อนเข้าสู่พิธีการรับ–ส่งหน้าที่อย่างเป็นทางการในภายหลัง

พิธีดำเนินต่อด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 อาทิ พระศรีสัมพุทธโมลี อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ ศาลพระนครราช ตลอดจนพิธีถวายสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความเสียสละของบรรพชนทหารไทย

ภายหลังพิธีสักการะ ทั้งสองนายทหารได้ร่วมลงนามในเอกสารรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย เพื่อประกอบพิธีส่งมอบ “ธงประจำหน่วย” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอดอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเกียรติภูมิในการบังคับบัญชากำลังพลกองทัพภาคที่ 2

ในโอกาสนี้ ยังได้จัดพิธีสวนสนามของหมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีข้าราชการทหารและสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ความศรัทธา และความสามัคคีของเหล่ากำลังพล

สำหรับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 45 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16 ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และรองแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่จะนำพากองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสู่ภารกิจอันทรงเกียรติต่อไป

พิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในการสืบสานภารกิจอันทรงเกียรติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และเกียรติภูมิของกองทัพบกไทยให้ยั่งยืน  

สหรัฐฯ จัดกัมพูชา อยู่ในเทียร์ 3 ระดับต่ำสุด!! 4 ปีซ้อน จากปัญหารัฐเอี่ยวค้ามนุษย์-แก๊งคอลฯ และขัดขวางการสืบสวน

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ เผยรายงานประจำปี Trafficking in Persons 2025 จัดให้กัมพูชายังอยู่ในระดับ Tier 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหตุรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานชี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ คุกคามเหยื่อและพยาน รวมถึงปกป้องผู้กระทำผิด 

รายงานยังระบุว่า เจ้าหน้าที่บางรายให้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น ทำให้ขบวนการมีเวลาย้ายเหยื่อออกจากพื้นที่ ขณะที่คอมพาวด์ที่ถูกสั่งปิดกลับเปิดใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ได้ รวมถึงที่ปรึกษาระดับสูงที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

แม้กัมพูชาจะมีมาตรการ เช่น การจับกุมครั้งใหญ่ การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) และความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่รายงานชี้ว่าความพยายามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ ขณะที่เหยื่อจำนวนมากยังถูกกักขัง และการช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง บางครั้งเหยื่อกลับถูกลงโทษจากการกระทำที่เกิดขึ้นเพราะถูกบังคับ

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ประเมินว่ามีแรงงานกว่า 150,000 คน ติดอยู่ในคอมพาวด์ราว 350 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่งกำลังย้ายฐานจากเมืองใหญ่และพื้นที่ชายแดน ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบปัญหาคอร์รัปชัน และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐถูกชี้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไร้ประสิทธิภาพ และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top