Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘ชาวเน็ตเขมร’ บ่นประเทศไทยแล้งน้ำใจ หลังไม่ยื่นมือช่วยเหลือน้ำท่วมเหมือนเมื่อครั้งอดีต

(2 ก.ย. 68) ชาวเน็ตกัมพูชาบ่นผ่านโซเชียล อ้างไทยเมินช่วยเหลือน้ำท่วม ในช่วงที่กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏข้อความและคลิปวิดีโอจากผู้ใช้งานที่อ้างว่า “ทำไมประเทศไทยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” บางรายถึงขั้นตำหนิว่าเพื่อนบ้านใจดำ ไม่แสดงน้ำใจเหมือนครั้งก่อน ๆ

โพสต์เหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่สะท้อนความคับข้องใจต่อความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทาเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่า การช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ควรโยนความผิดให้กับไทยฝ่ายเดียว

ถึงแม้เสียงบ่นในโลกออนไลน์จะกลายเป็นประเด็นถกเถียง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานหรือแถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาที่กล่าวตำหนิไทยโดยตรง และสื่อกระแสหลักทั้งสองประเทศก็ยังไม่รายงานกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่ “โซเชียล” กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ ขณะที่ข้อเท็จจริงด้านการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศยังต้องรอติดตามจากความเคลื่อนไหวระดับทางการต่อไป

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ นัดเปิดตัว 'พรรคไทยก้าวใหม่' 3 ต.ค.นี้ ปักธงนโยบายด้านการศึกษาเดินหน้าสู่การเมืองยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) ทีมสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกหนังสือเชิญเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568

โดยหนังสือเชิญ ระบุช่วงหนึ่งว่า “ถึงเวลาประเทศไทยก้าวใหม่” ขอเชิญร่วมงานแถลงการณ์วิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

เพื่อก้าวสู่การเมือง ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งตะวันตก) ห้องแกรนด์ฮอลล์ (ฮอลล์ 2,3) ชั้น 3 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม ดร.เอ้ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตอธิการบดี สจล. หลังจากประกาศลาออกจากพรรคเก่าแก่อย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแส "เลือดไหลไม่หยุด" ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวเดินหน้าก่อตั้ง "พรรคไทยก้าวใหม่"

โดยชูอุดมการณ์หลักคือการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย "การศึกษานำการพัฒนา" ดร.เอ้ ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำนโยบายเข้าสู้ และพร้อมดึงบุคลากรระดับ "ปูชนียบุคคลด้านการศึกษา" เข้าร่วมทีม  

การลาออกของ ดร.สุชัชวีร์ เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนสำคัญที่เคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ใน “สปอตไลต์การเมือง”  

ดร.เอ้ ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยยืนยันว่าการลาออกไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับบุคคลในพรรค และจบกันด้วยดี แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มที่

"ประชาธิปัตย์เป็นโรงเรียนที่ดี แต่วันนี้ผมอยากลงมือเปลี่ยนประเทศจริงๆ" 

ดร.เอ้ ชี้ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่ง "รอไม่ได้จริงๆ" และปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากโครงสร้างการพัฒนาคนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว  

ชู ‘การศึกษานำการพัฒนา’ และ AI เป็นธงนำพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของพรรคการเมืองเดิม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการแก้ปัญหาระดับประเทศ

แกนหลักของอุดมการณ์คือ 'การศึกษานำการพัฒนา' ดร.เอ้ ระบุว่า หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นคือการพัฒนาคนและการสร้างการศึกษา  

พลเมืองชั้น 1 ของโลก: ดร.เอ้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และให้คนไทยเป็น 'พลเมืองชั้น 1 ของโลก' โดยการปฏิรูปการศึกษาคือ 'ธนูดอกแรก' ที่จะนำการเมืองเพื่อสร้างประเทศ

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย AI" โดย ดร.เอ้ ชี้ว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้ และต้องมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นต้นน้ำของสินค้ามูลค่าสูง

โมเดลการหาเสียงแบบไร้เงินทุน: ดร.เอ้ ยังได้ท้าทายขนบธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่า ด้วยการลั่นว่าพรรค 'ไร้เงินทุน' แต่พร้อมที่จะนำนโยบายเข้าแข่งขัน เพื่อท้าทายความคิดที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น"

สถาบันพระปกเกล้าปักธงสันติ เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยปทุมวัน ดับไฟความขัดแย้ง สร้างสังคมอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

(2 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุมสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน และศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี พร้อมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การไกล่เกลี่ยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา ตามแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)”

ภายในงานมี รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน นายศุภณัฐ เพิ่มพูนนิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความจัดแย้ง(ส.พ.ส.) ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า คณะครู นักศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม Consensus มีเป้าหมายพัฒนา พื้นที่กลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมการเรียนรู้การไกล่เกลี่ยให้กับครู บุคลากร และนักศึกษา นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงทั้งในสถานศึกษาและชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการให้ได้ผลด้วย “สันติวัฒนธรรม” หรือวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงภาระของสถาบันพระปกเกล้าหรือกลุ่ม Consensus แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้าน รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังทำหน้าที่เป็น กลไกเชิงป้องกัน สร้างทักษะการสื่อสาร รับฟัง และหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง ขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิฯ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน

ขณะที่ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ย้ำว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว เป็นธรรม และลดภาระการเข้าสู่กระบวนการศาล ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนคดีความที่มีมูลค่าสูง ทั้งฝ่ายประชาชนและภาครัฐ

ภายหลังพิธีเปิด คณะนักศึกษาได้นำผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมศูนย์ฯ ก่อนเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยมีมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สนับสนุนวิทยากร พร้อมการสาธิตสถานการณ์จำลอง ฝึกการเจรจาไกล่เกลี่ย และปิดท้ายด้วยพิธีมอบใบประกาศนียบัตร

ศูนย์ดังกล่าวถูกคาดหวังให้เป็น ต้นแบบการสร้างเครือข่ายสันติวิธีในสถาบันการศึกษา และต่อยอดไปสู่การขยายผลในสังคมวงกว้าง ลดความรุนแรงและสร้างสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

ศาลมาเลเซีย ปรับชายชาวกัมพูชา 900 ริงกิต ทำตัวป่วน!! เทน้ำราดหัวพนักงานสายการบิน

(2 ต.ค. 68) ศาลมาเลเซียตัดสินปรับชายชาวกัมพูชา นายหลิน เว่ยต้า (Lin Weida) วัย 42 ปี เป็นเงินรวม 900 ริงกิต (ราว 7,200 บาท) หลังใช้ความรุนแรงและพูดคำหยาบใส่พนักงานสายการบิน Batik Air โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา

จากคำฟ้อง ระบุว่านาย หลิน เว่ยต้า ใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ Batik Air ที่อาคารผู้โดยสาร KLIA เวลาประมาณ 19.50 น. ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาเลเซีย มาตรา 352 โทษสูงสุดคือจำคุก 3 เดือนหรือปรับ 1,000 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 800 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่าพูดคำหยาบใส่พนักงานต้อนรับบนเครื่องเที่ยวบิน OD606 จากฮ่องกงมายัง KLIA เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ซึ่งความผิดนี้เข้าข่ายกฎหมายความผิดเล็กน้อย กำหนดโทษปรับสูงสุด 100 ริงกิต ศาลจึงสั่งปรับ 100 ริงกิต หรือจำคุก 1 เดือนแทนได้

ทั้งนี้ นายหลิน ยอมรับผิดและชำระค่าปรับทั้งสองกระทงในทันที 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท 

(2 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท 

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ประชาชนฮ่องกงนับหมื่น!! ต่อคิวแน่นในสภาพอากาศร้อนจัด เพื่อยลโฉมเรือรบจีน Qi Jiguang–Yimengshan

(2 ต.ค. 68) ประชาชนฮ่องกงจำนวนมากเข้าชมเรือรบจีน ฉี จี้กวง (Qi Jiguang) และ อี้เหมิงซาน (Yimengshan) ที่จอดประจำฐานทัพเรือ Stonecutters Island Naval Base ในฮ่องกง ภายใต้กิจกรรมเปิดเรือให้ประชาชนเข้าชม เชื่อมความสัมพันธ์กับกองทัพเรือจีน โดยตั๋วทั้ง 11,000 ใบ ถูกจองเต็มหมดอย่างรวดเร็ว แม้ในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ผู้เข้าชมก็ยังมุ่งมั่นรอคิวเข้าชมอย่างไม่ลดละ

บรรยากาศบนเรือ Qi Jiguang คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อเจ้าหน้าที่และนักศึกษาวิชาทหารเรือ 4 นาย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงประสบการณ์และความแตกต่างระหว่างการเป็นนักศึกษาวิชาทหารกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป นอกจากนี้ผู้เข้าชมหลายคนได้ชื่นชมคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้เข้าใจอุปกรณ์และโครงสร้างของเรือได้ง่ายขึ้น

นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ชมอาวุธยุทโธปกรณ์และความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น เมเบล ชุ่ย (Mabel Chui) กล่าวว่า นี่ถือเป็นโอกาสพิเศษในการเรียนรู้ “เห็นความทันสมัยของอุปกรณ์และความแข็งแกร่งทางทหารของประเทศอย่างใกล้ชิด” แม้อากาศจะร้อนมาก แต่ผู้คนยังต่อแถวเข้าชมไม่ขาดสาย ทำให้ฐานทัพกลายเป็น “ห้องเรียนลอยน้ำ” สร้างความรู้และความตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ นางสาวเซ่ (Ms. Sze) ที่พาบุตรเข้าชมเนื่องในวันชาติ และ ชาน เสี่ยว-หาง (Chan Siu-hang) ผู้สนใจด้านทหารกล่าวว่า “ความสามารถทางทหารของประเทศแข็งแกร่งขึ้นจนติดอันดับโลก ตนรู้สึกภูมิใจมากๆ” กิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเปิดโอกาสเรียนรู้ แต่ยังเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยและภูมิใจในความก้าวหน้าของประเทศ

ตชด.เหนือ – อีสาน ระดมช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจาก “พายุบัวลอย” ผบช.ตชด.สั่งเกาะติดสถานการณ์พร้อมสูงสุดเข้าบรรเทาสาธารณภัยดูแลชาวบ้าน

(2 ต.ค. 68 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุบัวลอยส่งผลให้หลายจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายพื้นที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด. ) ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ตชด.ได้ติดตามสถานการณ์พายุบัวลอยอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมสูงสุดทั้งกำลังคน อุปกรณ์ ยานพาหนะ เช่น  เรือท้องแบน รถบรรทุก  ทันทีที่เกิดน้ำท่วมได้ระดมกำลังตชด. ตชด.จิตอาสา หน่วยแพทย์ ลงพื้นที่ อย่างเร่งด่วน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

“ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 2 ต.ค.68  ได้ออกช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่  เช่น ร้อย ตชด.315 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน นำเรือท้องแบนพร้อมกำลังพลออกช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนออกนอกพื้นที่ อำนวยความสะดวก ประชาชน ผู้ป่วย ที่ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก   ร้อย ตชด.334  นำกำลังพลให้สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.แม่อาย, อ.ฝาง จ.เชียงใหม่    ร้อย ตชด.336 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนและหินสไลด์ปิดขวางเส้นทางสัญจร เข้าทำความสะอาดดินโคลนตามบ้านเรือน และทำความสะอาดเส้นทางสัญจร ในพื้นที่บ้านทรายขาว ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน   ขณะที่ ตชด.337 ช่วยประชาชนบ้านหนองป่าแขม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่วน ร้อย ตชด.214 นำกำลังพล ตชด.จิตอาสา อำนวยความสะดวกจราจร ถนนหลวงหมายเลข 24 อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเส้นทางจราจร”  ผบช.ตชด.กล่าว 

‘บิ๊กเล็ก’ ยัน จีนสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา เป็นข่าวเก่า เกิดก่อนที่จะมีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

(2 ต.ค. 68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนิวยอร์กไทม์ เปิดเผยถึงจีนได้ส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาว่า จากการตรวจสอบกับหน่วยข่าว เรื่องนี้เป็นข่าวเก่าและเป็นข่าวเปิด ตนขอยืนยัน

เมื่อถามย้ำว่าเป็นการส่งอาวุธมาก่อนเกิดเหตุสู้รบไทยกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถูกต้อง เรื่องนี้ตนได้เคยชี้แจงกับสื่อมวลชนเมื่อต้นปี 2568 ช่วงเดือนก.พ. ว่าจีนมีการสนับสนุนอาวุธให้กับกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วงนั้นไทย-กัมพูชา ยังไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ถ้ามีความขัดแย้งและความตึงเครียดในลักษณะนี้ ตนมั่นใจว่าจีน คงจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาจีนไม่ได้ส่งอาวุธเพิ่มให้กับกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ด้านการข่าวไม่มี

ส่วนที่จีนมอบอาวุธให้กัมพูชา เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมกัน แล้วไม่ได้เอาอาวุธกลับไปใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งทราบมาจากการข่าว เพราะกัมพูชาไม่ได้แถลงข่าวออกมา ซึ่งในแง่การข่าวของไทยจะต่างจากกัมพูชา โดยกัมพูชาจะไม่แถลงว่ามีอาวุธอะไร แต่ของไทยมีการซักถามไล่เรียงกันในสภาฯ จนฝ่ายกัมพูชารู้ของไทยเกือบหมด

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลความมั่นคง มีแนวโน้มจะเกิดสงครามไทย-กัมพูชาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามใช้การเจรจาแบบทวิภาคี แต่ฝ่ายกัมพูชาเจรจาก็เจรจากันไป พร้อมรบก็พร้อมไป

ส่วนความคืบหน้าการของบกลางจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ทดแทนของเดิมนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กำลังเร่งรัดดำเนินการ ปกติจะใช้เวลา 3-6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ปัจจุบันกรมบัญชีกลางได้ช่วยอนุโลมให้เฉพาะ ในช่วง 2-3 ปีนี้เพื่อเร่งรัดการจัดซื้อ และผ่อนผันหลักเกณฑ์ ให้จัดซื้อได้เร็วขึ้น คาดว่าเร็ว ๆ นี้ และช่วงสิ้นปี จะได้รับ

ส่วนที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณ 800 กว่าล้านบาท ให้กองทัพนำไปใช้จัดซื้ออะไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งเรื่องกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด

ขอนแก่น - ท่านทูตอังกฤษ จัดโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย กิจกรรมโรดโชว์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งที่ 3 ของกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ภายใต้ธีม “Our Shared Fun and Travel” หรือ “ความสนุกสนานและการท่องเที่ยวร่วมกัน” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และขอนแก่น เพื่อพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ชุมชนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ 

เอกอัครราชทูตมาร์ค กูดดิ้ง ให้ความเห็นว่า: “โรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและไทยอย่างแท้จริง ผ่านกีฬา วัฒนธรรม และการศึกษา กีฬามวยไทยซึ่งเป็นที่นิยมในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ การศึกษายังเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างสองประเทศของเรา โดยในแต่ละปีมีนักเรียนไทยมากกว่า 6,000 คนไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร” กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ 2025 ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยจัดขึ้นที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บุรีรัมย์ ในวันที่ 29 กันยายน และที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ขอนแก่น ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากชุมชนท้องถิ่นหลายร้อยคน ทั้งสองงานมีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย 

ตลอดระยะเวลา 2 วันของกิจกรรม ทีมงานสถานทูตได้พบปะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 100 คน และครูสอนภาษาอังกฤษ 50 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขตพื้นที่บริการการศึกษานครราชสีมา และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของเยาวชนระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง OBE เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซีของเราในจังหวัดบุรีรัมย์และขอนแก่น ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย” 

Cr.ฝ่ายสื่อสาร สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงเทพฯ
อีเมล: commsthailand @gmail.com

‘ตรีนุช’ เปิดเกมรุกยกระดับแรงงานไทยทั้งระบบ สู้วิกฤตขาดแคลน – เร่งพัฒนาทักษะ – เสริมสวัสดิการครอบคลุม

‘ตรีนุช’ มอบนโยบายแรงงาน ย้ำโปร่งใส เน้นแก้แรงงานขาดแคลน-ยกระดับสิทธิแรงงาน-พัฒนาทักษะดิจิทัล

(2 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน, การเร่งพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทย และการส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน โดยมุ่งเป้าเดินหน้านโยบายแรงงานให้สอดรับกับความท้าทายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ณ อาคารกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไขคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน

ในส่วนของสวัสดิการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาทเป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาทเป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว

นางสาวตรีนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า “นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top