Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘สหรัฐฯ’ เล็งต่อยอดแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ใช้ในการเจรจาวิกฤติสงคราม ‘ยูเครน-รัสเซีย’

(1 ต.ค. 68) สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนทรัมป์ประจำตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า แผนสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อยุติการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาแบบทันที ถูกมองว่าเป็นแผนที่ก้าวหน้า และอาจสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเจรจาสันติภาพในยูเครนด้วย

ทรัมป์เผยแพร่แผน 20 ข้อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องปล่อยตัวตัวประกันภายใน 72 ชั่วโมง และกำหนดว่า ฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ ต้องไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารฉนวนกาซา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวระบุให้การควบคุมฉนวนกาซาถูกมอบให้แก่เจ้าหน้าที่เทคนิค ภายใต้การกำกับขององค์กรระหว่างประเทศที่ทรัมป์เป็นหัวหน้าเอง ซึ่งวิตคอฟฟ์หวังว่าแนวทางนี้อาจสร้างโมเดลสันติภาพที่สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น รวมถึงสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

‘เคทีซี’ แนะคนไทยทำ 3 ขั้นตอน “อ–อ–ม” สร้างร่มฉุกเฉินก่อนพายุการเงินจะมาเยือน

(1 ต.ค. 68) 62% ของคนไทยมีเงินสำรองใช้ไม่ถึง 3 เดือน แล้วถ้าวันพรุ่งนี้เกิดเหตุฉุกเฉินเช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน รถเสียกลางทาง หรือรายได้สะดุด ทุกคนพร้อมที่จะกาง “ร่มกันฝนทางการเงิน” จากที่ไหน
เพราะพายุการเงินไม่เคยบอกล่วงหน้า และฝนตกหนักครั้งนี้อาจทำให้ชีวิตสั่นคลอนได้

ฤดูกาลไม่ได้เปลี่ยนเพียงท้องฟ้า แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินของผู้คนไปพร้อมกัน ในภาษาอังกฤษมีสำนวน “saving for a rainy day” หมายถึงการเตรียมเงินไว้ใช้ในยามลำบาก ไม่ใช่แค่วันที่ฝนตกจริง ๆ ดังนั้นทุกคนควรต้องมี Rainy-day Fund หรือเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อเป็นร่มกันฝนทางการเงินไว้ปกป้องในวันที่ชีวิตไม่เป็นใจ

ผลสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2563–2565 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แม้คนไทยมีเงินออมเพิ่มขึ้นเป็น 74.7% จาก 72.0% ในปี 2561 แต่มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินสำรองเพียงพอเกิน 3 เดือน สะท้อนว่าคนไทยแม้ออมเงิน แต่ยังไม่พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินจริงๆ เคทีซีจึงได้รวบรวม 3 ขั้นตอน “อ–อ–ม” เพื่อเริ่มต้นสร้างร่มคุ้มกันทางการเงิน ที่จะช่วยให้ชีวิตมั่นใจได้แม้ในวันที่ฝนตกหนักที่สุด
1. อ – ออมก่อนใช้ 
ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ควรหักออก 5–10% เพื่อเก็บทันที เสมือนเป็นค่าใช้จ่ายประจำของตัวเอง หรือใช้หลักการ 50/30/20 ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ และ 20% สำหรับออมและลงทุน โดยให้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหนึ่งในส่วนนั้น 
2. อ – อยู่ในที่ปลอดภัย 
เงินสำรองไม่ควรถูกนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนตลาดเงินที่ปลอดภัย เพื่อให้เงินก้อนนี้งอกเงยเล็กน้อย แต่ยังสามารถถอนมาใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น 
3. ม – มีวินัยสม่ำเสมอ 

การเก็บเงินเพียงวันละ 50–100 บาท เมื่อสะสมอย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นก้อนใหญ่ในอนาคต แต่ควรทบทวนจำนวนเงินที่เก็บอย่างน้อยปีละครั้ง โดยปรับตามรายได้และค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เก็บเงินได้อย่างเหมาะสมกับรายรับ

เมื่อฝนตกเราอาจยืมร่มจากคนอื่นได้ แต่เมื่อการเงินสะดุด ไม่มีใครช่วยเราได้เท่ากับตัวเอง Rainy-day Fund ไม่ใช่แค่การออม แต่คือหลักประกันชีวิตที่คุณสร้างเองได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามคือ…คุณจะรอให้ฝนตกก่อนค่อยหาที่กางร่ม หรือจะเริ่มสร้างร่มของคุณตั้งแต่ตอนนี้?

เชียงใหม่-Hylife Group เปิดตัว Miss Grand Lampang 2026 ทีมผู้บริหารและที่ปรึกษา Provincial Director

(1 ต.ค. 68) HYLIFE GROUP พร้อมนำทัพสร้างตำนานบทใหม่แห่งดินแดนล้านนาเปิดตัว Provincial Director - Miss Grand Lampang 2026 สู่เวที "Grand Luminary: Queen of the Future" อย่างยิ่งใหญ่ 

HYLIFE GROUP ผู้นำด้านธุรกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ ประกาศพร้อมเดินหน้าภารกิจครั้งสำคัญในการสร้างตำนานบทใหม่ให้กับเวทีการประกวดระดับจังหวัด ด้วยการเปิดตัวทีมผู้บริหารและที่ปรึกษา Provincial Director - Miss Grand Lampang 2026 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Grand Luminary: Queen of the Future" ราชินีแห่งอนาคต ผู้เปี่ยมด้วยความสง่างาม ล้ำสมัย และพร้อมเปล่งประกายเหนือกาลเวลา 

วันที่ 30 กันยายน 2568 ณ ลานโปรโมชัน 1 ชั้น 1 เซ็นทรัลเชียงใหม่ เวลา 17:00 น.-19.00 น. งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารนำทีมโดย คุณธนุช อาร์. นาเออร์ (Mr. Dhanush R. Nair) Co-Group CEO, HYLIFE GROUP คุณวัชราภรณ์ ลิน กรรมการบริหาร, HYLIFE GROUP คุณพิพัฒน์ กันทะรันต์ ที่ปรึกษาการประกวด

เวที Miss Grand Lampang 2026 ในปีนี้จะถูกยกระดับสู่มาตรฐานใหม่ ภายใต้รี่ม "Grand Luminary: Queen of the Future" ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามที่ก้าวข้ามขีดจำกัด ผสมผสานความสง่างามกับพลังแห่งอนาคตพร้อมมอบแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำและสร้างตำนานบทใหม่บนเวทีแห่งเกียรติยศ

งานแถลงข่าวยังได้ต้อนรับแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างสีสัน ได้แก่ คิม กู๊ดเบิร์น นายแบบ นักแสดง พิธีกร Mister International 2023 "แจน" ณัฏฐ์ทินี ธนัตพรภิญโญ Miss Grand Lampang 2025 และ รองอันดับ 2 Miss Grand Thailand 2025 ที่จะมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าประกวดรุ่นใหม่

การแข่งขันรอบตัดสิน Grand Final Competition จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต ร่วมส่งแรงใจให้กับ 16 สาวงามผู้เข้าประกวดบนเวทีแห่งความฝันและพลังของผู้หญิงยุคใหม่

พัฒนชัย/ เชียงใหม่

‘อริณชย์ ทองแตง’ แชร์โมเดลอนุรักษ์บนเวที ‘TCAC 2025’ พร้อมเดินหน้าแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติโลกเดือด

ประชุม TCAC 2025 ครั้งที่ 4 ‘อริณชย์ ทองแตง’ หรือน้องอิน เยาวชนนักอนุรักษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' เผยผลสำเร็จองค์กร ระดมทุนกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมเสนอแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด

(1 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีเสวนา “Youth Message from Local to Global พลังเยาวชน กู้โลกเดือด” เป็นการเสวนาอภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดของเยาวชน เพื่อนำเสนอรวบรวม Key Message หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์โลกเดือดสู่เวทีประชาคมโลกในเวทีการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ต่อไป

ภายในงานมีนักศึกษามหาวิทยาลัยจากเครือข่าย CCE CHILDREN & YOUTH เข้าร่วมงาน และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญ 4 คนที่ขึ้นเวที คือ นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง เยาวชนผู้ก่อตั้งองค์กร Below the Tides โดยนายอริณชย์ ได้นำเสนอการขับเคลื่อน Youth Climate Action สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเผยว่า องค์กร Below the Tides ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด ทั้งด้านการระดมทุน การอนุรักษ์ การสร้างความรู้ และกิจกรรมจิตอาสา

นายอริณชย์ เผยว่า ที่ผ่านมามีการระดมทุนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์ที่สำคัญ อาทิ โครงการอิ่มท้องน้องเต่า 660,000 บาท เพิ่มอัตรารอดชีวิตของลูก เต่าทะเล จาก 0.1% เป็นกว่า 70% โครงการปะ ปลา ยูน หญ้า 300,000 บาท เพื่อฟื้นฟูปะการังที่ เกาะหมาก และ โครงการอยู่ยงคงพะยูน 280,000 บาท สำหรับการอนุรักษ์ พะยูน ในน่านน้ำไทย นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมภาคสนาม เช่น ปลูกต้นกล้าชายเลนกว่า 2,100 ต้น และโครงการ Magic Big Blue ที่ใช้การเรียนออนไลน์เข้าถึงเด็ก 1,590 คน ใน 210 โรงเรียน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกทั้ง นายอริณชย์ ได้ส่ง Key Message ว่า “While oceans suffer, people suffer.” และเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้และสนับสนุนเยาวชนในเชิงโครงสร้าง ได้แก่ One Child, One Tree: ผลักดันให้ทุกเยาวชนปลูกและดูแลต้นไม้คนละหนึ่งต้น Carbon Credit Aggregator รวมพื้นที่ขนาดเล็กจากโรงเรียนและชุมชนเข้าสู่โครงการที่สามารถขึ้นทะเบียน คาร์บอนเครดิต ได้ และสนับสนุนกองทุนขนาดเล็ก (Micro-grant) เพื่อลดอุปสรรคและค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นโครงการเยาวชน และYouth Carbon Wallet: พัฒนาแพลตฟอร์มให้เยาวชนเห็นคุณค่าของต้นไม้ในรูปของ CO₂ ที่กักเก็บและคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้

“หากสามารถลดอุปสรรคและรวมพลังเยาวชนได้ ต้นไม้หนึ่งต้นของแต่ละคนจะรวมกันกลายเป็นป่าแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการศึกษา (Education & Awareness) อย่างแท้จริง” นายอริณชย์ กล่าวย้ำ

‘ชางเพ็ง เจา’ ผู้ก่อตั้ง Binance รวยขึ้นวันละเกือบ 2 พันล้านบาท Forbes ประเมินทรัพย์สินพุ่ง 80,600 ล้านดอลลาร์ แม้เพิ่งออกจากคุก

(1 ต.ค. 68) ชางเพ็ง เจา (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ชาวแคนาดาเชื้อสายจีน กลับมาเป็นมหาเศรษฐีติดจรวดอีกครั้ง หลังพ้นโทษจำคุกเพียงปีกว่า ๆ โดยข้อมูลจาก Forbes ประเมินว่าทรัพย์สินของเขาพุ่งขึ้นกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,743 ล้านบาท จาก 61,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันออกคุก ไปแตะระดับ 80,600 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

ขณะที่ Bloomberg ก็ประเมินใกล้เคียงกันว่า ทรัพย์สินของ CZ เพิ่มขึ้นจาก 30,800 ล้านดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 52,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.77 แสนล้านบาท)

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ช่วงที่ถูกจำคุกเพียง 4 เดือน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 Forbes เคยคำนวณว่า CZ อาจทำกำไรได้สูงถึงวันละ 25 ล้านดอลลาร์ โดยในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มูลค่าทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 57,800 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม หมายความว่าเขาสามารถกอบโกยเพิ่มได้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์แม้ยังอยู่หลังลูกกรง

ความมั่งคั่งของ CZ ส่วนใหญ่ยังคงมาจากการถือหุ้น 90% ของ Binance และการครอบครองเหรียญ BNB มหาศาล ซึ่งราคาพุ่งขึ้นกว่า 80% หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลับมาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในอันดับที่ 22 จากการจัดอันดับของ Forbes

ปัจจุบัน CZ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในวงการคริปโต โดยสนับสนุน Aster แพลตฟอร์มเทรด Perpetual Dex ที่ได้รับทุนจาก YZi Labs (อดีต Binance Labs) พร้อมทุ่มเวลาให้กับ Giggle Academy แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ฟรีสำหรับเด็กทั่วโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขายังมีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงเทคโนโลยีการเงินและด้านสังคม

ตราด-หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เอาจริงเรื่องชายแดน

(1 ต.ค. 68) รับตําแหน่งใหม่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด จัดพิธี รับ - ส่ง หน้าที่ผู้การท่านใหม่ โดยมี น.อ.ภริศวร์ วงษ์ศรีเพ็ญ ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านเก่า) ส่งมอบหน้าที่ให้กับ น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านใหม่) 

น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด (ท่านใหม่) ได้พูดคุยกับกำลังพลที่เข้าร่วมพิธีและสื่อมวลชน ขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาที่ได้แต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ในพื้นที่จังหวัดตราด ผมรู้จักพิ้นที่และสถานการณ์เป็นอย่างดีตลอดจนปีที่ผ่านมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองยุทธการ ได้รับทราบการปฏิบัติงานของกำลังพลอย่างเสมอ และขอชื่นชมในความเสียสละของทุกท่านในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ปีนี้เราจะปฏิบัติงานกันอย่างสนุกมากยิ่งขึ้นเพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่รอเราอยู่ โดยเฉพาะปัญหาชายแดน เราจะค่อยแก้ไขตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อประเทศชาติของเรา เราจะให้ความสำคัญสถานการณ์ชายแดนในการรักษาอธิปไตยของประเทศ ในสโลแกนที่ว่า ปัญหาเก่าต้องแก้ไข ปัญหาใหม่จะต้องไม่มีต่อไป

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

‘เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย’ เปิดเวทีระดมสมอง 21 ต.ค. นี้ เวทีแห่งการเรียนรู้ พร้อมเติมอาวุธพลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

(1 ต.ค. 68) เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย ระดมพลังทุกภาคส่วน จัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก 21 ต.ค. นี้ ที่ กระทรวง อว. ลงทะเบียนร่วมงานฟรี “ดร.ทวารัฐ” ชี้องค์กรที่ขาดการจัดการความรู้ ต่อไปจะอยู่ยาก

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ OKMD ถ.วิภาวดีรังสิต - เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย (The Thailand Knowledge Management Network : TKMN) โดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (IKI-SEA), ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS) และสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) แถลงข่าวเตรียมจัดการงาน Thailand KM Network Forum 2025 ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568  เวลา 8.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ.ศรีอยุธยา ภายในงานจะมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “The New Global Order Unveiled Trends, Transformations and Leaderships” โดย ศ.(พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้และการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ผ่านการเพิ่มอำนาจ (Empower) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement)  ในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่เขาต้องการ ด้วยการพัฒนาและแก้ปัญหาที่มีคนและองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการสร้างประชาชนที่มีความยืดหยุ่น (Rescilience) ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากองค์กรใดไม่มีการจัดการองค์ความรู้ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้

“การจัดงาน Thailand KM Network Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีแห่งความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ ที่รวบรวมเครือข่ายนักจัดการความรู้องค์กร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมสร้างการรับรู้และความสนใจเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา Knowledge Management in Action : Navigating Uncertainty and Crisis “การจัดการความรู้เชิงปฏิบัติ : ขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตและความไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการ KNIT และ ดร.จุลเทพ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์และนักวิจัย จาก IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

รศ.ดร.วินเซนต์ ริเบียร์ กรรมการผู้จัดการ IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง การจะปรับตัวและก้าวต่อไปได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ การเลิกยึดติด และการเรียนรู้ใหม่  โดยการสร้างและบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ซึ่งงาน Knowledge Management Global Network (KMGN) Forum ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้การจัดการความรู้เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านความไม่แน่นอนและวิกฤติได้อย่างมั่นคง

รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งในไฮไลต์ของงานจะเป็นการจำลองสถานการณ์ “เกมการจัดการความรู้” โดยใช้นโยบาย KM รูปแบบใหม่ที่ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ทีมผู้จัดการความรู้ (Knowledge Manager) ต้องรวบรวมองค์ความรู้จากพนักงาน 40 คน (แทนด้วยหมากบนกระดาน) ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งการสูญเสียความรู้ การต่อต้านภายใน และการถูกดึงตัวโดยคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมี ไพ่ปฏิบัติการ (Action Cards) กว่า 70 ใบ ที่พลิกเกมได้ทุกเมื่อ บางใบช่วยสนับสนุน KM แต่บางใบกลับสร้างแรงกดดันด้วยภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) คำถามคือ ผู้จัดการความรู้จะพิชิตภารกิจและรักษาทักษะสำคัญที่สุดไว้ได้หรือไม่ กลยุทธ์ใดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสจากเกมนี้

“การบริหารจัดการความรู้เชิงระบบไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน งานครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง” รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าว

ด้านดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS  กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตการจัดการความรู้ในระดับฐานของความคิด โดยเปลี่ยนกรอบความรู้ขององค์กรจากที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวเป็นกรอบความรู้ที่เป็นบริบทและมีความเป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงการจัดการความรู้อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการประสานกันทางความคิดระหว่างมนุษย์และ AI องค์กรยุคใหม่ต้องมีความเป็นเลิศในการแลกเปลี่ยนวิธีคิดระหว่างกัน โดยให้ประสบการณ์ของมนุษย์ชี้นำบริบทแนวลึก AI และให้ AI ช่วยขยายหรือหมุนมุมมองของมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่เชิงลึกที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำได้เพียงลำพัง เวที TKMN Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันในการรับมือกับภูมิทัศน์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อผสานระหว่างประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ขณะที่ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) กล่าวว่า ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความ จำเป็น การจัดการความรู้คือคลังความรู้ที่มีชีวิตขององค์กร ที่คอยนำพาให้องค์กรก้าวผ่านความพลิกพลัน และการ เปลี่ยนแปลงนานาประการ เมื่อความรู้มีการสะสม แบ่งปัน และต่อยอด วิกฤตจะกลายเป็นเส้นทางสู่การปรับตัวและ การเติบโต การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจสั่นคลอนสิ่งที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดขอบฟ้าใหม่แห่งความเป็นไปได้ ด้วยการ ถักทอภูมิปัญญามนุษย์เข้ากับปัญญาเครื่องจักร การจัดการความรู้จึงแปรเปลี่ยนความพลิกพลันให้เป็นโอกาส และเป็น พลังที่ทำให้องค์กรไม่เพียงทนทานต่อความผันผวน แต่ยังสามารถเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบวิธีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการสื่อสารความรู้ได้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และน่าติดตาม เน้นการใช้เครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที เช่น ChatGPT และแอปพลิเคชัน บนมือถือ เพื่อสร้างและนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ เหมาะสม และตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลงตัว 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/a7gFbpJ5r6mNcjE1A หรือ sacn QRcode ด้านล่าง และสอบถามข้อมูลและติดต่อการลงทะเบียนที่ คุณพลอยณิชชา (09 8465 4429) และคุณภูวนัย (06 4596 1565) 

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"

Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง

(1 ต.ค. 68) Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วประเทศ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านสายส่งแรงสูงไปยังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า และเชื่อมโยงหลายระบบเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและต่อเนื่อง แน่นอนว่า หากเกิดความเสียหายแม้เพียงจุดเดียวในระบบส่ง อาจนำไปสู่ไฟฟ้าตกหรือดับในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้น การดูแลรักษาให้ระบบส่งไฟฟ้าอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง

Hot Line กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เพื่อไฟฟ้าที่มั่นคง ภารกิจบำรุงรักษา: งานที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา ทีมงานที่รับภารกิจนี้คือ ทีม Hot Line ช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญการในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 

เพราะการบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าไม่ใช่แค่การซ่อมเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า อุปกรณ์ทุกชิ้นในระบบส่งจะมีแผนการตรวจสอบเป็นวาระ เช่น การตรวจสอบประจำปี การตรวจสอบทุก 5 ปี หรือ การตรวจสอบจุดร้อน (Hot Spot) เป็นต้น โดยข้อมูลจากการตรวจสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ งานของทีม Hot Line ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ความชำนาญ และความสามัคคี ในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติงานต้องปีนเสาสูง 24–70 เมตร (เทียบกับตึกสูงประมาณ 8-20 ชั้น) และไต่สายตัวนำออกไปยังจุดซ่อม ซึ่งต้องใช้แรงและความอดทนอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีม Hot Line ทาง กฟผ. จึงได้มีการพัฒนา “Lineman Lift” นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นปฏิบัติงานบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งสามารถยกคนหรืออุปกรณ์ขึ้นเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 70 เมตรได้ภายใน 3 นาที และไปยังจุดที่ต้องดำเนินการได้โดยตรง ควบคุมได้ด้วยรีโมตระยะไกล โดยมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ 

• สามารถรับแรงดึงสูงสุดได้ที่ 400 กิโลกรัม และรับแรงดึงอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงได้ที่ 200 กก.
• มี Emergency Switch ตัดการทำงานเมื่อเครื่องขัดข้อง
• โหมด Manual, Auto และ Remote สามารถควบคุมได้ไกลได้ 500 เมตร
• ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (LiFePO4) ซึ่งยากต่อการติดไฟ
• มีจอแสดงผลระดับแบตเตอรี่และสถานการณ์ทำงาน
Lineman Lift นั้นทำให้ทีม Hot Line ลดความเสี่ยงในการปีนเสาและไต่สาย เข้าถึงจุดซ่อมได้ตรงจุด ทำให้ลดเวลาในการทำงาน สามารถลดจำนวนผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และยังลดต้นทุนเนื่องจากการผลิตขึ้นเองมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
อีกทั้ง สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็น งานเปลี่ยนลูกถ้วย 500 kV ด้วยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า งานทำความสะอาดลูกถ้วย 230 kV งานติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า งานซ่อมสายไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

ปัจจุบัน Lineman Lift มีจำนวนรวม 15 เครื่อง ซึ่งได้ขยายผลไปนำใช้งานยังทุกภูมิภาคของประเทศ และยังได้มีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับบริษัทเอกชนในงานซ่อมสายส่งและกังหันลมอีกด้วย
ทั้งนี้ การนำ Lineman Lift มาใช้งาน ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์ต่อทีมบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าเท่านั้น แต่ผู้ใช้ไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ: ป้องกันเหตุขัดข้องเฉียบพลัน
2. ไฟฟ้ามีคุณภาพ: ลดไฟตก ไฟกะพริบ
3. รองรับโหลดที่เพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและภาคอุตสาหกรรม
4. สร้างความเชื่อมั่น: ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทีม Hot Line คือ จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะภารกิจของทีม Hot Line ไม่ใช่แค่การซ่อมสายไฟ แต่คือการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมอย่าง Lineman Lift เป็นแรงเสริมที่ช่วยให้ภารกิจนี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top