Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘เมืองปอร์โต้’ โปรตุเกส เสน่ห์เงียบที่คนรวยแห่จับจอง ชนะใจเศรษฐีที่เบื่อความหรูหราใน ‘ลอนดอน-ปารีส-สิงคโปร์’

(1 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Annabel - Your Wealth Architect โพสต์แชร์เรื่องราวของ…ปอร์โต้ (Porto) เมืองริมแม่น้ำโดรู (Douro) ของโปรตุเกส กำลังกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแบบไม่ต้องประกาศ ต่างจากเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส หรือสิงคโปร์ ซึ่ง Porto ดึงดูดด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สงบ และความเป็น “discreet luxury” ความหรูที่ซ่อนอยู่ 

เสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือห้างแบรนด์เนม แต่คือศิลปะและวิถีชีวิต เช่น สถานีรถไฟ São Bento ที่เต็มไปด้วยกระเบื้อง Azulejos เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ หรืออาหารท้องถิ่นอย่าง Francesinha ที่เกิดจากความขาดแคลนหลังสงคราม แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับชาติ เมืองนี้สะท้อนว่า “ข้อจำกัดสร้างวัฒนธรรม” ได้จริง

ในมุมเศรษฐกิจ Porto ถูกจัดให้เป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บ้านริม Douro ราคาไม่กี่ล้านยูโรแต่ได้วิวแม่น้ำและไร่องุ่น ขณะที่คุณภาพชีวิตสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ โปรตุเกสยังติดอันดับประเทศที่ปลอดภัยและเหมาะกับการเกษียณ ทำให้เศรษฐีจากยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือแห่ย้ายมาใช้ชีวิตที่นี่

มากกว่านั้น Porto ยังถูกมองว่าเป็นเมืองอนาคตด้านพลังงานสะอาด เพราะโปรตุเกสเป็นผู้นำในยุโรปด้าน offshore wind ใครถือครองที่ดินริมมหาสมุทรแอตแลนติกวันนี้ ไม่ได้ถือแค่บ้าน แต่ถือ “อนาคตพลังงานโลก” ด้วย Porto จึงไม่ใช่เพียงเมืองไวน์ แต่กำลังจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของเศรษฐีที่เข้าใจว่า ความสงบและความจริงใจมีค่ามากกว่าทองคำ

‘ตั้ม จิรวัฒน์’ นักวาดการ์ตูน โดนคดี 112 โพสต์เริ่มงานใหม่ หลังเผชิญชีวิตไร้งาน – ไร้เงิน – ไร้โอกาสมาหลายปี

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ตั้ม จิรวัฒน์ นักวาดการ์ตูนล้อการเมือง แอดมินเพจ 'คนกลมคนเหลี่ยม' ซึ่งถูกดำเนินคดี มาตรา 112 ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรุ่งนี้ผมจะได้เริ่มงานใหม่แล้วนะครับ หลังจากไม่ได้ทำงานอยู่ในระบบมาหลายปี

มีประวัติคดี 112 การหางานทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

สมัครเป็นไรเดอร์วิ่งส่งอาหาร ส่งผู้โดยสารก็ไม่ได้

ทั้งสมัคร ทั้งสัมภาษณ์ ไปหลายที่กว่าจะได้

แม้จะมีอาการซึมเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำครับ เพราะไม่มีเงินติดตัวแล้ว

เริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกครั้งครับ

สำหรับ ตั้ม จิรวัฒน์ ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 กรณีวาดภาพเสียดสีสถาบันรวม 4 โพสต์ โดยแบ่งเป็นรัชกาลที่ 10 รวม 2 โพสต์ และรัชกาลที่ 9 อีก 2 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2565

และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามมาตรา 112 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมโทษจำคุก 12 ปี คดีนี้ จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน คงจำคุกรวม 4 ปี 24 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปีและให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง ใน 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 48 ชั่วโมง พร้อมริบโทรศัพท์ของกลาง

ผบช.ภ.2 อำลา รับหน้าที่ใหม่ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 10 เดือนตอกเสาเข็มติดอาวุธ AI สร้างตำรวจยุคดิจิทัล ลุยล้างบางปรสิต ซีลชายแดนสกัดแก๊งคอลเซนเตอร์

(30 ก.ย.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ประชุมบริหารตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี รอง ผบช.ภ.2 และ ผบก.ในสังกัด ภ.2 โดย พล.ต.ท.ยิ่งยศ ได้ขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 และอำลาตำแหน่ง ผบช.ภ.2 หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รับหน้าที่ ผบช.ภ.2 คนใหม่

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอบคุณตำรวจ ภ.2 ทุกนายที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ “ล้างบางปรสิต” ปราบปรามจับกุมกลุ่มแก๊งอาชญากรต่างชาติ สกัดกั้นปราบปรามอาชญากรรมแนวชายแดนปราบแก๊งคอกม้า ขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติอย่างจริงจังเด็ดขาด และร่วมภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย พิสูจน์ให้เห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมาตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ตำรวจตามแนวทาง “เชื่อมั่น ศรัทธา มืออาชีพ”   

ผบช.ภ.2 กล่าวด้วยว่า  ช่วงเวลา 10 เดือนที่ผ่านมาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ผบช.ภ.2 เป็นช่วงเวลาที่ดี ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทีมตำรวจภาค 2 ทุกนาย อย่างไรก็ตามเป็นธรรมชาติของที่อยู่กับเราต้องจากกันเป็นเรื่องปกติ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตลอด 10 เดือนได้ผลักดันขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีนำความรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยงานตำรวจโดยเฉพาะงานสอบสวน งานสื่อสารประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่งานสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม นำเทคโนโลยี AI เชื่อมระบบฐานข้อมูลมาช่วยป้องกันภัยอาชญากรรมแก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว 

“ผมตั้งใจตอกเสาเข็มวางรากฐานเอาไว้ ผมมาในยุคเชื่อมต่อสู่ยุคดิจิทัลการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี เล็งเห็นความสำคัญว่าเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์กับงานตำรวจ ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าทำหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหวังว่าสิ่งที่วางรากฐานได้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตด้วย” ผบช.ภ.2 กล่าว

เรือหลวงปิ่นเกล้า ยิงสลุตครั้งสุดท้าย ในพิธีรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.กองเรือยุทธการ ก่อนปลดระวางประจำการ 1 ต.ค.นี้

(30 ก.ย. 68) กองเรือยุทธการ ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ระหว่าง พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ท่านเดิม) และ พลเรือโท กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ท่านใหม่) โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง และกำลังพลกองเรือยุทธการร่วมพิธีอันทรงเกียรตินี้ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ท่าเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในพิธีสำคัญนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้า ได้ทำการยิงสลุตจำนวน 15 นัด เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการท่านใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของนักรบทางเรือ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งสุดท้ายก่อนปลดระวางประจำการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้ นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงเกียรติยศและประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรือ โดยกองเรือยุทธการยังคงมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยทางทะเลของชาติ และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนไทยด้วยหัวใจแห่งเกียรติยศ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมลงคำสั่งให้ปลดเรือของกองทัพเรือออกจากระวางประจำการ เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เนื่องจากเรือดังกล่าวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูง ไม่คุ้มค่าในการซ่อมเพื่อใช้งานต่อไป จึงเห็นสมควรให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ ดังนี้
    •    เรือหลวงปิ่นเกล้า (413) ประเภทเรือฟริเกต อายุ 66 ปี
    •    เรือหลวงภูเก็ต (333) ประเภทเรือเร็วโจมตีปืน อายุ 42 ปี
    •    เรือหลวงสมุย (832) ประเภทเรือบรรทุกน้ำมัน อายุ 78 ปี
    •    เรือหลวงสุริยะ (821) ประเภทเรือวางเครื่องหมายทางเรือ อายุ 46 ปี
    •    เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ ล.14 อายุ 56 ปี, ล.110 อายุ 54 ปี, ล.111 อายุ 54 ปี, ล.136 และ ล.144

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ปัตตานี-แม่ทัพไพศาล จัดพิธีการส่งมอบตำแหน่งหน้าที่ ในการเข้ามาแก้ไขปัญหา จชต. ส่งไม้ต่อให้ “บิ๊กยูร” พลตรี นรธิป โพยนอก เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า (คนที่ 30)       

(30 ก.ย.68) ที่ศาลาพิณประเสริฐ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ท่านเก่า) ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ได้กระทำพิธีส่งมอบตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้แก่ พลตรี นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ท่านใหม่) โดยมีพิธีถวายสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในค่ายสิรินธร การส่งมอบธงประจำหน่วย และเอกสารรับ–ส่งหน้าที่อย่างสมเกียรติ ท่ามกลางผู้บังคับบัญชาระดับสูง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง หัวหน้าส่วนราชการ และกำลังพลในสังกัดเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ท่านเก่า) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้กองทัพภาคที่ 4 ดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะสถาบันหลักด้านความมั่นคงของภาคใต้ ได้สนองพระเดชพระคุณ ทำหน้าที่ปกปักรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ และพิทักษ์รักษาพระบรมราชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ จนเป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด

ด้าน พลตรี นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ท่านใหม่) กล่าวน้อมรับหน้าที่ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมยกย่อง พลโท ไพศาล หนูสังข์ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นทหารอาชีพผู้มีอุดมการณ์มั่นคง ทุ่มเท เสียสละ และได้วางรากฐานให้กองทัพภาคที่ 4 มีความแข็งแกร่งและสง่างาม สมศักดิ์ศรีทหารอาชีพ ซึ่งจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ นำพากำลังพลทำงานด้วยความสามัคคี เพื่อเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงของภาคใต้ และจะสานต่อนโยบายอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทั้งนี้ พลตรี นรธิป โพยนอก เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 เริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งรองผู้บังคับชุดรบพิเศษ กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 2 ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพกำลังพล การใช้กำลังพลและยุทธปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเคยคุมหน่วยสำคัญในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานทั้ง 5 จังหวัด ปฏิบัติงานด้านการป้องกันอธิปไตยชายแดน การปราบปรามยาเสพติด การป้องกันอาชญากรรม การพัฒนาสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชน จึงมีประสบการณ์รอบด้าน และพร้อมจะนำมาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจจากประชาชนระดับรากหญ้า สู่ชุมชน และสังคม ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเร่งสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

สำหรับการสานต่อนโยบาย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนงานสำคัญประจำปี 2569 จำนวน 5 ด้าน ได้แก่

1. งานด้านการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย
2. งานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
3. งานด้านการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
4. งานด้านการสร้างความเข้าใจ
5. งานด้านบูรณาการด้านความมั่นคงและการพัฒนา

พร้อมทั้งนโยบายเฉพาะด้าน ได้แก่ การพัฒนากำลังพล การข่าว ยุทธการ และงานมวลชน–กิจการพิเศษ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีความต่อเนื่อง มุ่งสู่เป้าหมาย “พื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

ปธน.มาดากัสการ์ สั่งยุบรัฐบาล!! หลังกลุ่ม Gen Z ลุกฮือประท้วง จากปัญหาความยากจน-ขาดแคลนน้ำ-ไฟดับ เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ

(30 ก.ย. 68) มาดากัสการ์เผชิญวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ หลังประธานาธิบดีอังดรี ราเจอลินา (Andry Rajoelina) ประกาศยุบรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังการประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ หรือเรียกว่ากลุ่ม Gen Z ปะทุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 คน ตามรายงานของสหประชาชาติ สาเหตุหลักคือความไม่พอใจต่อความยากจน การขาดแคลนน้ำ และไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง

ราเจอลินา กล่าวในแถลงการณ์ทางทีวีว่า ขอยุติบทบาทของนายกรัฐมนตรีคริสเตียน นทเซย์ (Christian Ntsay) และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่จะให้ทำงานชั่วคราวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ภายใน 3 วัน โดยเขายืนยันว่าเขารับฟังเสียงของประชาชน พร้อมขอโทษที่รัฐบาลบางคนทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

การประท้วงครั้งนี้มีเยาวชนหลายพันคนออกมาเดินขบวน โดยใช้สัญลักษณ์ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece พร้อมชูคำปลุกใจ “เราต้องการมีชีวิต ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด” 

ทั้งนี้ ประเทศมาดากัสการ์มีประชากรเกือบ 30 ล้านคน แต่กว่า 75% อยู่ใต้เส้นความยากจน และเพียง 36% ที่เข้าถึงไฟฟ้า แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก UN ระบุที่ 22 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน แต่รัฐบาลมาดากัสการ์ปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูล ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงจำนวนมากยังคงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะถอยออกจากตำแหน่ง

ผบ.ทอ. ลั่นไม่มีเวลาเลี้ยงฉลอง-ยินดีรับตำแหน่ง เพราะยังมีทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน สั่งหน่วยขึ้นตรง ทอ. เตรียมพร้อมปฏิบัติ ย้ำ เราไม่ต้องการสงคราม แต่ถ้าต้องการสันติภาพ ต้องพร้อมรบ

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) คนใหม่ แถลงข่าวสั้นๆ กับสื่อทันทีหลังรับตำแหน่งจาก พล.อ.อ.พันธ์ภักดี  พัฒนกุล  ที่เกษียณราชการ ว่า ผมตั้งปณิธานไว้ว่าผมจะกระทำทุกวิถีทางโดยหน้าที่ ความรับผิดชอบ  และอำนาจที่ผมมี สานต่อแนวทางที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี ทำให้กองทัพอากาศเป็นกองทัพอากาศที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกด้าน

“ผมไม่คิดว่า ผมจะมีเวลาที่จะมาเลี้ยงฉลองการรับตำแหน่ง หรือแสดงความยินดีใดๆ ในขณะที่ยังคงมีพี่น้องทหารของเราอยู่ที่ชายแดน เพื่อรักษาอธิปไตย อยู่ทุกวันทุกคืน สิ่งแรกที่ผมจะกระทำ คือสั่งการให้ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงทั้งหมด เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจทันที เมื่อได้รับคำสั่ง”

ผมคิดว่า “เราไม่ได้ต้องการสงคราม แต่ถ้าเราต้องการสันติภาพ เราต้อง ‘พร้อมรบ’  ครับ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพอากาศ ครับ”

‘สี จิ้นผิง’ นำคณะผู้นำจีนร่วมพิธีสดุดีวีรชน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนวันชาติจีน 1 ต.ค. นี้

เมื่อเช้าวันที่ (30 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยคณะผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาล เข้าร่วมพิธีรำลึก 'วันสดุดีวีรชน' ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เพื่อวางพวงดอกไม้สดุดีเหล่าวีรชนผู้เสียสละ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นก่อนวันชาติหนึ่งวัน และปีนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

โดยผู้นำจีนที่ร่วมพิธี ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เชียง, จ้าว เล่อจี้, หวัง หูหนิง, ไช่ ฉี, ติง เสวี่ยเสียง, หลี่ ซี และหาน เจิ้ง รวมทั้งตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทุกคนได้ร่วมกันร้องเพลงชาติและยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงผู้ที่พลีชีพเพื่อการปลดปล่อยประชาชนและการสร้างสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีได้มีการวางพวงดอกไม้ขนาดใหญ่ 9 ชุด บริเวณอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน โดยมี ‘สี จิ้นผิง’ และผู้นำคนอื่น ๆ เดินขึ้นไปหน้าสถานที่เพื่อจัดริบบิ้นบนพวงดอกไม้ และเดินรอบอนุสรณ์เพื่อถวายความเคารพ ริบบิ้นบนพวงดอกไม้เขียนข้อความ “เกียรติยศนิรันดร์แด่วีรชนประชาชน”

พวงดอกไม้ถูกจัดถวายในนามขององค์กรและสถาบันสำคัญของจีน ทั้งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์, สภาประชาชนแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, สภาที่ปรึกษาการเมือง, คณะกรรมาธิการทหารกลาง, พรรคการเมืองอื่น ๆ, สหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้า, องค์กรภาคประชาชน ตลอดจนทหารผ่านศึก ข้าราชการอาวุโสที่เกษียณอายุ ญาติของผู้เสียสละ และเยาวชนจีน โดยพิธีครั้งนี้มีหยิน ลี่ สมาชิกโปลิตบูโรและเลขาธิการพรรคฯ ประจำกรุงปักกิ่ง เป็นผู้ดำเนินการ

‘ไฮเออร์’ ทุ่มหมื่นล้านผุดโรงงานแอร์อัจฉริยะในไทย วางเป้าเฟสแรกผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เน้นส่งออกกว่า 70%

(30 ก.ย. 68) นาย โจว หยุนเจี้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ กรุ๊ป กล่าวว่า ไฮเออร์ ผู้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 16 ปีช้อน ประกาศก้าวสำคัญด้านการลงทุนในประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ณ จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 324,000 ตารางเมตร

ออกแบบภายใต้แนวคิดการผลิตยุคใหม่ ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และระบบจัดการทันสมัย ตอบรับทั้ง ยุทธศาสตร์ S-Curve และ Thailand 4.0 เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก ด้วยกำลังการผลิตกว่า 6 ล้านเครื่องต่อปี

พร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในอาเซียน และต่อยอด ศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยในเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายน พร้อมตั้งเป้า 3 ปี (2568-2570) ผลิตกว่า 12.5 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 63,650 ล้านบาท

นาย โจว หยุนเจี้ย กล่าวต่อว่า "ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง

การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก

อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อน ถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

โดยการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่นี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ S-Curve และนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตใหม่ ผ่านเทคโนโลยี Smart Manufacturing และระบบจัดการที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) พร้อมวางแผนการผลิตไว้เป็น 3 เฟสอย่างเป็นระบบ

โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องปรับอากาศในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังผลิตเป็น 3.5 ล้านเครื่อง มูลค่า 17,800 ล้านบาทในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 31,150 ล้านบาทภายในปี 2570

ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเราเน้นส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 70%  เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชีย เป็นต้น

Haier มีเป้าหมายชัดเจนที่จะมุ่งสู่การเป็น แบรนด์เครื่องปรับอากาศยอดขายอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 13% โดยมีแผนเพิ่มยอดขายในประเทศไทยในปี 2568 ให้ได้ 5,500 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และ 1,108 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์

บริษัทได้ลงทุนสร้าง โรงงานแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่มุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างงานในท้องถิ่นกว่า 3,000 ตำแหน่ง โรงงานแห่ง นี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิตและส่งออกเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

การลงทุนของ Haier ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Haier ยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานให้เป็น Smart Factory เต็มรูปแบบ พร้อมตั้งศูนย์ R&D เพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในอาเซียน

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธี รับ – ส่ง หน้าที่และมอบการบังคับบัญชาแม่ทัพภาคที่ 3

(30 ก.ย. 68) ที่ สนามกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 ได้กระทำพิธีรับส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชาแม่ทัพภาคที่ 3 ระหว่าง พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 โดยได้มีพิธีการลงนามเอกสาร รับ - ส่งหน้าที่ แม่ทัพภาคที่ 3 และได้กระทำพิธีส่งมอบการบังคับบัญชา โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 กันยายน 2568 พร้อมกันนี้ พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวว่า สำหรับแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านใหม่ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เข้าใจสถานการณ์ และปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 อย่างแท้จริง จึงเชื่อมั่นได้ว่าภายใต้การบังคับบัญชาและการบริหารงานของท่านจะสานต่อภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ได้อย่างดี ซึ่งจะทำให้กองทัพภาคที่ 3 ได้รับการพัฒนาและมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

ขณะที่ พลตรี วรเทพ  บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ขอยืนยันเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่า จะทุ่มเทในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของกองทัพภาคที่ 3 ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ถูกต้อง ชอบทำ บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมและจริยธรรม ทั้งจะปกครองผู้ใต้บัพงคับบัญชาด้วยความเป็นธรรม ตลอดจนร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างสรรค์ความมั่นคง ความสงบสุข และความรักความสามัคคี ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ สำหรับ พลตรี วรเทพ  บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และเป็นแม่ทัพคนที่ 43 ของกองทัพภาคที่ 3

ปรีชา นุตจัรส รายงานข่าวพิษณุโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top