Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ จับมือเห็นชอบแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ รอการตัดสินใจของฮามาส

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเสนอ “แผนสันติภาพกาซา 20 จุด” ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยแผนดังกล่าวมีข้อเสนอให้ อิสราเอลหยุดยิงทันทีและถอนกำลังเป็นระยะ พร้อมกับให้ ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การนิรโทษกรรมแก่สมาชิกฮามาสที่ยอมมอบตัวพร้อมปลดอาวุธ และห้ามไม่ให้ฮามาสมีบทบาทในการปกครองกาซาอีกต่อไป แทนที่ด้วยการจัดตั้ง “คณะผู้บริหารเทคนิค” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น “Board of Peace” ที่ทรัมป์จะเป็นประธานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เช่น เซอร์แอนโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (Sir Anthony Blair)

แผนยังระบุด้วยว่าจะมีการส่ง กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force หรือ ISF) เข้าไปควบคุมความมั่นคงภายในกาซาโดยตรง โดยที่ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการจัดการภายในพื้นที่

ส่วนด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ ระบุว่าจะฟื้นฟูเมืองกาซาภายใต้แนวคิด “New Gaza” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคมาดำเนินโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และโครงการรายใหญ่หลายโครงการร่วมทุน (public-private partnerships)

ทั้งนี้แผนเก่าที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ ยังเคยเสนอชื่อ “GREAT Trust” ซึ่งมีแนวคิดฟื้นฟูกาซาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และอาจมีการย้ายถิ่นชั่วคราวหรือจูงใจให้ชาวกาซาย้ายออกบางส่วนในระหว่างการก่อสร้าง

“นิตินัย” ส่งไม้ “รุ่งโรจน์” นำทัพ ตชด.  โชว์ผลงาน 1 ปี รบพิทักษ์ชายแดน ปราบยาเสพติดเข้ม

(30 ก.ย. 68) ตชด.ไร้รอยต่อ “นิตินัย” ส่ง “รุ่งโรจน์” รับ มอบหน้าที่แม่ทัพ “ช้างศึก 1” สมเกียรติ 1 ปี ตชด.กล้าแกร่งพิทักษ์ชายแดนไทย รบ ปราบปราม ดูแลประชาชน ครบเครื่อง โชว์ผลงานจับยาเสพติดรวบนักค้า 8,651 ราย ยึดยาบ้า 250 ล้านเม็ด ไอซ์ 10 ตัน

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มีพิธีรับ – ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดย พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) ให้แก่ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบช.ตชด.คนใหม่ 

โดยมีพิธีลงนามเอกสารส่งมอบหน้าที่  พิธีตรวจแถวกองเกียรติยศ พิธีส่งมอบธงประจำตำแหน่ง ผบช.ตชด. และแสดงมุทิตาจิตแก่ พล.ต.ท.นิตินัย และ คุณสุวรรณยา หลังยาหน่าย ประธานชมรมแม่บ้าน ตชด.  โดยมี รอง ผบช.ตชด., ผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ แม่บ้าน ตชด. และข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมพิธี

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่รับราชการในกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาคภูมิใจ ถือเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติ ประชาชน และร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อน ตชด. ซึ่งเปรียบเสมือนญาติพี่น้องที่พร้อมใจกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นเสียสละจนทำให้ภารกิจต่าง ๆ ประสบผลสำเร็จตามที่มุ่งหมายทุกประการ โดยเฉพาะตลอดปีที่ผ่านมาขอบคุณ ตชด.ทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทุ่มเล เสียสละท่ามกลางความท้าทายทุกรูปแบบ 

“ตลอดปีที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ว่าเราคือ ตชด. ตำรวจที่มี 3 คุณลักษณะ 1.เราสามารถทำการรบได้อย่างทหาร เป็นกำลังสำคัญแนวหน้าพิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา ดูแลรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เรามีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “นเรศวร 261” ที่มีความเชี่ยวชาญการปฏิบัติในระดับยอดเยี่ยมเป็นกำลังสำคัญในหลายสถานการณ์ 2.เราเป็นตำรวจที่สามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมมีผลงานการปราบปรามจับกุมเป็นที่ประจักษ์ สกัดกั้นจับกุมยาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมทุกรูปแบบได้จำนวนมาก และ 3. เราสามารถดูแลให้บริการประชาชนได้อย่างข้าราชการพลเรือน ตชด.เป็นตำรวจแนวหลังดูแลพี่น้องประชาชนชายแดนไทย กัมพูชา เรามีครู ตชด. หมอ พยาบาล ที่ดูแลชาวบ้านตามแนวชายแดนทั่วประเทศ เรามีกำลังพล ตชด.จิตอาสาที่ออกดูแลประชาชนในทุกภัยพิบัติ” ผบช.ตชด.กล่าว และย้ำว่า เชื่อมั่นว่าพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ผบช.ตชด.คนใหม่จะนำ ตชด.ก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคงและสง่างามด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์และภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเสียสละจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ตชด.
 
นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิตินัย เปิดเผยผลการปราบปราบยาเสพติดของ ตชด. ว่า ตชด.สืบสวนจับกุมยาเสพติดอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด สกัดกั้นการนำเข้าลำเลียงยาเสพติดผ่านแนวชายแดนทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาลทั้ง Seal Stop Safe ต่อเนื่องนโยบาย No Drugs No Dealers โดยเป็นทั้งหน่วยหลักและหน่วยร่วมปฏิบัติในการสืบสวนจับกุม โดยในปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 29 กันยายน 2568 จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด 7,936 คดี ผู้ต้องหา 8,651 คน ยึดของกลางยาบ้า 249,879,510 เม็ด ไอซ์ 10,209 กิโลกรัม ฝิ่น 48 กิโลกรัม เฮโรอีน 542 กิโลกรัม 

“ตชด.สามารถสืบสวนจับกุมขบวนการยาเสพติดรายสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ “ตชด.ภาค 2” โดย ร้อย ตชด.246 จับกุมผู้ต้องหา พร้อมยึดไอซ์ 504 กิโลกรัม เมื่อเดือนมิถุนายน 2568  “ตชด.ภาค 3”  โดย ร้อย ตชด.334 ตรวจยึดยาบ้า 4.2 ล้านเม็ดได้ที่ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และ “ตชด.ภาค 4” จับผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด ได้ที่ จว.นครศรีธรรมราช เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตชด.ยังคงเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมที่เล็ดลอดตามแนวชายแดนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะยาเสพติด การค้ามนุษย์ เพื่อความผาสุกของบ้านเมือง” ผบช.ตชด.กล่าว

‘รัสเซีย’ เตือน ‘ยูเครน’ อย่าเมินการร่วมโต๊ะเจรจา ย้ำยิ่งคุยกันช้า…ยิ่งทำให้เคียฟเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอง

(29 ก.ย. 68) รัสเซียยืนยันว่ายังไม่ได้รับสัญญาณใด ๆ จากยูเครนเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาสันติภาพ โดย ดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกประจำทำเนียบเครมลิน ระบุว่า ฝ่ายรัสเซียยังคงเปิดกว้างต่อการพูดคุย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีจากเคียฟเลยแม้แต่น้อย

สำหรับการเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นที่อิสตันบูลเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 ทั้งสองฝ่ายตกลงแลกเปลี่ยนเชลยที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บร้ายแรง และรัสเซียยังได้เสนอให้ยูเครนตั้งคณะทำงานด้านการเมือง มนุษยธรรม และการทหารเพื่อหารือออนไลน์ แต่ยูเครนยังไม่ตัดสินใจ ต่อมาในเดือนกันยายน รัสเซียยอมรับว่ากระบวนการเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

เปสคอฟระบุว่า ยูเครนอาจจงใจไม่ขยับ เพื่อแสดงต่อผู้สนับสนุนในยุโรปว่ายังพร้อมสู้ต่อไป แต่เปสคอฟย้ำว่า “ยิ่งปล่อยให้การเจรจาล่าช้า ตำแหน่งต่อรองของยูเครนก็จะยิ่งแย่ลง”

‘ดร.เพิ่มศักดิ์’ ยกคำอธิบายสีแดงในธงชาติไทย ของ ร.6 ชี้ชัด หมายถึงเลือดเนื้อและชีวิตคนไทยที่พร้อมสละเพื่อชาติ

ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ อาจารย์ประจำ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Phermsak Chariamphan’ ระบุว่า ช่วงนี้ไปไหนก็เห็นคนประดับธงชาติไทยที่บ้านหรือติดธงชาติไทยตามรถ เห็นแล้วเจอคนรักชาติอย่างน้อยก็รู้สึกดีกว่าไปเจอคนขายชาติหรือคนชังชาติบ่อนทำลายชาติ 

ช่วงนี้ครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย เลยได้มีโอกาสเห็นเนื้อหาในบทความเรื่องวิวัฒนาการชาตินิยมของประชาชน ที่คุณ Vee Chirareshtha แชร์มา เข้าไปอ่านแล้วก็งงว่ามีข้อเสนอแบบนี้ได้ยังไง

บทความนี้มีข้อสรุปว่า การเติมคำว่าประชาชนให้ท้ายคำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของกองทัพบกนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่า ในความหมายตั้งต้นของชาติก่อน 2475 ไม่ได้นับรวมถึงประชาชน?

ผมยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งมึนเข้าไปอีก ว่าสรุปแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตอนต้นของบทความนี้เองก็มีการยกคำอธิบายแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเอาไว้ในโอกาสพระราชทานธงไตรรงค์ ในปี พ.ศ 2460 ว่า

"สีแดง หมายถึงชาติ ซึ่งในที่นี้คือเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนชาวสยามที่พร้อมจะสละเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติ"

ซึ่งจริง ๆ แล้วประชาชนมันก็อยู่ในชาติอยู่แล้ว และ ร.6 ท่านก็อธิบายชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนชาวสยาม  แล้วจะสรุปว่าชาติก่อน 2475 ไม่มีประชาชนได้ยังไง? 

ยุคก่อน 2475 ที่ทำสงครามกับชาติอื่นเสียเลือดท่วมท้องช้าง ถ้าไม่ใช่เลือดของประชาชนที่เสียไป นี่มันจะเป็นเลือดแมวที่ไหน? 

ผมเคยเสนอไว้ทั้งในงานเสวนาที่ ม.ราม และในรายการ ฤาcovery ว่าการที่กองทัพบกเพิ่มคำว่าประชาชนเข้าไป ก็เนื่องจากการทำสงครามวาทกรรมช่วงชิงมวลชนของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงพวกสาธารณนิยม ที่ตั้งใจกล่าวหาโจมตีว่าคำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่มีประชาชนอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ ร. 6 ก็อธิบายชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้ว

แต่ก็อาศัยเป็นช่องในการโจมตีว่าไม่มีประชาชนอยู่ด้วย เพราะไม่มีคำว่าประชาชน กองทัพบกก็เลยต้องเพิ่มคำว่าประชาชนเข้าไปด้วยจะได้หมดข้อครหาทั้งๆที่ประชาชนก็คือชาติตั้งแต่ต้น 

นี่พอเพิ่มประชาชนเข้าไปด้วยก็ดันมาสรุปว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีประชาชนเข้าไปอีก ไม่ทราบว่านี่ไม่รู้จริงๆ (สติปัญญาไม่ดี) หรือรู้แต่ทำเป็นไม่รู้ (นิสัยไม่ดี) ก็ไม่ทราบ

และถ้าวิเคราะห์ลงไปลึก ๆ ก็จะพบว่าคำอธิบายแบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการวิพากษ์แนวคิดราชาชาตินิยมของธงชัย วินิจจะกูล ที่แกก็ยอมรับเองว่าแกเป็นคอมมิวนิสต์

ข้อเสนอผมก็คือแนวคิดราชาชาตินิยมไม่ได้เป็นปัญหากับสังคมไทย  เพราะสอดคล้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ชาติไทยนั้นร่วมกันสร้างโดยสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

ในทางกลับกัน แนวคิดที่เป็นปัญหาก็คืออุดมการณ์ประชาชาตินิยม หรือประชาสากลนิยม (ถ้าไม่เอาชาติเลย) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ชาตินิยมแบบพลเมือง (civic nationalism) ได้รับอิทธิพลมาจากตัวแบบฝรั่งเศสและอเมริกา ของธงชัย วินิจจะกูลต่างหากที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีข้อบกพร่องทางประวัติศาสตร์สองเรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

เรื่องแรกคือ ผิดบริบท เพราะแนวคิดประชาชาตินิยมมีพัฒนาการมาจากยุโรปจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์ในยุโรปที่อ้างอิงกับทฤษฎีเทวสิทธิ์จึงเกิดการต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ขึ้นภายใต้ตัวแบบสาธารณรัฐ ในขณะที่บริบทของสังคมไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น

อีกเรื่องนึงก็คือ เป็นแนวคิดที่มีลักษณะที่ไร้รากเหง้า และอกตัญญู คือไม่รู้ว่าใครมีบุญคุณแก่ตัวและบรรพบุรุษ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างเอกราชร่วมกันกับบรรพบุรุษไทย ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง พระนเรศวร พระเจ้าตากสิน หรือการรักษาเอกราชไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5  ให้คนไทยในปัจจุบันไม่ตกเป็นขี้ข้าใครจนถึงทุกวันนี้  

แต่คนที่ใช้แนวคิดนี้ก็ยังประยุกต์ใช้ทฤษฎีอย่างนักตำราว่าหากเป็นสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันศักดินาจะไม่ดีหรือเป็นศัตรูกับประชาชนเหมือนกับสถาบันกษัตริย์ในยุโรปหรือตามทฤษฎีมาร์กซิสต์ไปเสียหมด

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาก็คือ อุดมการณ์ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ไร้รากเหง้า เข้ากันไม่ได้กับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของสังคม จะสามารถเป็นอุดมการณ์ที่เติบโตและสถาปนาอำนาจนำในสังคมได้อย่างไร

รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สน.สามเสน มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายหลังเหตุถนนทรุดตัว

(29 ก.ย. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว สน.สามเสน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว ซึ่งทำให้ต้องโยกย้ายไปพักอาศัยยังที่พักชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังนิชาดาแมนชั่น เขตดุสิต เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ครอบครัวตำรวจที่เข้าพัก พร้อมมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น โดยย้ำว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับสวัสดิการและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง”

จากนั้น รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังกองอำนวยการร่วม วชิรพยาบาล เพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัว พร้อมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งตำรวจในพื้นที่ หน่วยสนับสนุน บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมแรงร่วมใจแก้ไขสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างรอบด้าน แสดงถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลบุคลากรและประชาชนทุกระดับอย่างใกล้ชิด

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลเทพารักษ์ เปิดอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่น แจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ พร้อมให้บริการประชาชน

(29 ก.ย. 68) นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือกฤษ์ดีไหว้สักการะศาลพระพรหม ศาลเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานเทศบาลตำบลเทพารักษ์ เนื่องในโอกาสเปิดอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเทพารักษ์ ณ สำนักงานเทศบาลตำบลเทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดยได้รับเกียรติจากท่าน ประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี โดยได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป มาร่วมประกอบพิธีทางศาสนา โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูวิทูรกิจจาทร (พระครูจาบ) เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ 

พร้อมทั้งเจิมอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเทพารักษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา นายชยกร ตั้งยิ่งยง ท้องถิ่นอำเภอเมืองสมุทรปราการ และนายเลิศศักดิ์ เนียมรักษา ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองสมุทรปราการ ตลอดจนพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่และใกล้เคียงร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดอาคารครั้งนี้

ด้านนายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยเทศบาลตำบลเทพารักษ์ ได้ดำเนินการจัดตั้งอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้บริการประชาชนในด้านงานทะเบียนราษฎร รวมถึงงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

รวมทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการด้านงานทะเบียนราษฎร ยื่นขอบ้านเลขที่ แจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ คัดและรับรองสำเนารายการเอกสารทางทะเบียนราษฎร แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎร และเตรียมความพร้อมในการให้บริการด้านงานบัตรประจำตัวประชาชนในอนาคตต่อไป 

ทั้งนี้ เทศบาลดำบลเทพารักษ์ พร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30 น. - 16.30 น.(หยุดวันเสาร์-วันอาทิตย์ วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)

จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก ‘ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์’ สูง 625 เมตร!! ช่วยเดินทางเร็วขึ้น จาก 2 ชม. เหลือเพียง 2 นาที

เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก 'ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์' (Huajiang Grand Canyon Bridge) ในจังหวัดกุ้ยโจว โดยสะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเป่ยผาน มีความสูงถึง 625 เมตร สามารถช่วยย่นเวลาเดินทางข้ามหุบเขาลึกจากเดิม 2 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 3 ปีเต็ม

สำหรับตัวสะพานมีความยาวรวม 2,890 เมตร และช่วงกลางยาว 1,420 เมตร ทำให้กลายเป็นสะพานแขวนเหล็กที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในพื้นที่ภูเขา โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โครงการนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ที่ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่ 100 กิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่เพียงร้อยกิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ปัจจุบัน มณฑลกุ้ยโจวแม้จะเป็นพื้นที่ยากจน แต่มีการสร้างสะพานแล้วกว่า 30,000 แห่งในพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน และยังครองตำแหน่งบ้านของสะพานสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของสะพานที่สูงที่สุด 100 แห่งในโลก อยู่ในมณฑลแห่งนี้เอง

‘ลีน่าจัง’ ประกาศเป็นปาร์ตี้ลิสต์แทน ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ ลั่น!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ พรรคเดียวแลนด์สไลด์

นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรวมตัวส่งเสียงให้กำลังใจ เปิดเพลงเก่าที่นายทักษิณเคยขับร้อง และร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งต้มยำไก่น้ำใส แกงส้มชะอมกุ้ง หนูนาย่าง และบวชเผือกมัน 

นอกจากนี้ ‘ลีนาจัง’ นำยำวุ้นเส้นและยำมาม่า 40 ชุดมามอบให้พี่น้องคนเสื้อแดง พร้อมยกย่องผลงานของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายเกี่ยวกับ LGBTQ ถูกผลักดันขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล แตกต่างจากสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง พร้อมทำนายผลเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ได้ 280 ที่นั่ง และประกาศว่าจะขึ้นเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 แทนนายเฉลิม อยู่บำรุง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มอบทุนการศึกษา ทุกระดับปีสุดท้าย และทุนฯ ต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 รวมงบประมาณกว่า 12.5 ล้านบาท 

(29 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม 

โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม. จ่ายหนี้ BTS 1.1 หมื่นล้าน ปมค่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสีเขียว – ยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้าน

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม.จ่ายค่าจ้าง O&M ให้ BTS รถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1 หมื่นล้านบาท ภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ขณะที่ปัจจุบันยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

(29 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญา

โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามที่สองฝ่ายได้ทำสัญญากันไว้ รวมเป็นเงินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

ด้านแหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า หลังศาล ตัดสินเรื่องดังกล่าว คงต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม. ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในชั้นของศาลปกครองกลาง แต่หาก กทม. ยื่นอุทธรณ์ก็จะส่งผลให้วงเงินในคดีนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจาก บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องครั้งที่ 1 แบ่งเป็น ค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค. 2562 - พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย. 2560 – พ.ค. 2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท โดย กทม. ได้ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567

ขณะที่ปัจจุบัน กทม.ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย 

หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสิน วันนี้ (29 ก.ย.68) ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2564 - ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 - พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top