Monday, 8 June 2026
Hard News Team

เมื่อปี 2015 ‘ดร.ถู โหย่วโหย่ว’ กลายเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่คนแรก คว้ารางวัลโนเบล สาขาวิทย์ฯ จากผลงานคิดค้นยารักษามาลาเรีย

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 องค์การโนเบลที่ประเทศสวีเดน ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 2015 ให้กับ ดร.ถู โหย่วโหย่ว (Tu Youyou) นักเภสัชศาสตร์ชาวจีน พร้อมกับวิลเลียม ซี. แคมป์เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช และซาโตชิ โอมูระ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น จากผลงานวิจัยด้านการรักษาโรคติดเชื้อปรสิต 

สำหรับ ดร.ถู โหย่วโหย่ว ได้รับรางวัลจากการค้นพบยารักษามาลาเรียชนิดใหม่ “อาร์ทีมิซินิน” (Artemisinin) ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้รับรางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ สร้างประวัติศาสตร์สำคัญให้กับวงการแพทย์และการแพทย์แผนจีน

โดยในทศวรรษ 1960–1970 ถู โหย่วโหย่วและทีมงานได้แรงบันดาลใจจากตำราแพทย์แผนจีนโบราณ และสามารถพัฒนายาจากสมุนไพรจนกลายเป็นการรักษาที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมาลาเรียนับร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งทุกวันนี้องค์การอนามัยโลกได้บรรจุอาร์ทีมิซินินเป็นยาจำเป็นขั้นพื้นฐานของโลกแล้ว

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการแพทย์ของจีน แต่ยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาตะวันออกและวิทยาศาสตร์ตะวันตก ดร.ถู โหย่วโหย่ว กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของนักวิจัยหญิง และเป็นแรงบันดาลใจให้วงการแพทย์ทั่วโลกเดินหน้าต่อสู้กับโรคร้ายด้วยความหวังใหม่

'ฮุน เซน' หัวร้อน หลังคนไทยนำภาพไปเป็นเป้ายิงปืน เรียกร้องคนเขมรแบนสินค้าไทย - เลิกใช้เงินบาทในกัมพูชา

(6 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์แชร์บทความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Samdech Hun Sen of Cambodia" ระบุข้อความว่า ... "นี่คือประเทศที่ศิวิไลซ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และอารยธรรมอันสูงส่งหรือ?

ชาวกัมพูชาทั้งหลาย โปรดอย่าทำสิ่งชั่วร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ ไม่ว่าวิดีโอนี้จะสร้างโดยมนุษย์ หรือเอไอ ก็ตาม วิดีโอนี้แสดงให้เห็นการกระทำที่ชั่วร้ายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือกลุ่มใด

ในอดีต พี่น้องของเราบางคนขอให้ผมตอบโต้ด้วยการถ่ายภาพหรือพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อรับรางวัล เหมือนที่คนไทยบางคนทำ ผมบอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขาคิดว่ากำลังทำสิ่งนี้ผิด โปรดอย่าพยายามทำผิดพลาดกับพวกเขา เพราะการกระทำเช่นนี้ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์

ผมอธิบายเพิ่มเติมว่าพวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อทำให้ผมหมดความอดทนในช่วงหยุดยิง ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง หรืออย่างน้อยก็เพื่อยุยงให้ทหารและประชาชนของเราตอบโต้ในลักษณะที่บ่อนทำลายอารยธรรม

ผมขอวิงวอนเพื่อนร่วมชาติของเราอย่านำพระมหากษัตริย์ไทยหรือภาพถ่ายของผู้นำไทยไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แม้ประเทศของเราจะเล็ก ประชากรน้อย และเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เราไม่ได้อ่อนแอทางศีลธรรม เราต้องรักษาชาติอันสูงส่งและมีคุณธรรมอันสูงส่งต่อไป

หากคุณรู้สึกขุ่นเคืองต่อประเทศไทย ไม่ชอบประเทศไทย อย่าซื้อสินค้าไทย และหยุดใช้เงินบาทไทยบนแผ่นดินกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเงินของประเทศ

โปรดอย่ากระทำการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทไทยและคนไทยที่อาศัยและทำธุรกิจในกัมพูชา ผมยังคงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับชาวกัมพูชา คนไทยบางคน รวมถึงผู้นำไทยบางคน กำลังประเมินเศรษฐกิจกัมพูชาผิดพลาด โดยกล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่หลังจากที่ไทยปิดพรมแดนเนื่องจากขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค

ผมขอขอบคุณผู้นำไทยอีกครั้งที่โจมตีพวกเขาด้วยหัวของพวกเขาเอง เพราะกัมพูชาเคยใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อซื้อสินค้าไทย และนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในประเทศ ซึ่งทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีตลาดที่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างเศรษฐกิจกัมพูชา

เราไม่เคยขอให้สินค้าไทยมาขายในตลาดของเรา แต่กลับใช้เงินซื้อ ขอท่านผู้นำไทยอย่าเข้าใจผิดและดูหมิ่นกัมพูชาอีกต่อไป เรารู้ว่าท่านร่ำรวยกว่ากัมพูชา แต่ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็ใช้เงินซื้อสินค้าไทยเช่นกัน ซึ่งทำให้คนไทยมีตลาดหาเงิน

ขอท่านคนไทยที่เคยขายสินค้าให้กัมพูชา อย่าโกรธเคืองที่กัมพูชาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ต้องสูญเสียเงินไป นี่ไม่ใช่ความผิดของกัมพูชา

สุดท้ายนี้ ผมขอแจ้งให้ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ติดชายแดนไทย รีบแลกเงินบาทเป็นเงินเรียล หรือดอลลาร์โดยเร็ว เพราะในอนาคตท่านจะสูญเสียเงินจำนวนมากและอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกคุกคาม เช่น ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงในอดีต เลิกใช้เงินบาทและใช้เงินเรียลเถอะ เพราะมันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินของประเทศเรา

ผมขอแนบวิดีโอที่คนไทยโพสต์รูปผมเพื่อลุ้นรางวัล

“ผบ.ตร.” ดึง “พล.ต.ท.นพศิลป์” คืนรังนครบาล กำกับสืบคดีใหญ่ – ขยับเสริมทัพคุมเข้มงานสืบสวนเมืองหลวง

(6 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. มาช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมาย โดยเฉพาะการกำกับดูแล งานสืบสวนคดีสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

การกลับมาของ “พล.ต.ท.นพศิลป์” ถือเป็นการคืนถิ่นของ นายตำรวจสายสืบมือหนึ่งแห่งนครบาล ที่คร่ำหวอดในวงการสีกากีกว่า 32 ปี มีชื่ออยู่เบื้องหลังการคลี่คลายคดีใหญ่หลายคดี เป็นที่รู้จักในแวดวงตำรวจในฐานะ นักสืบหัวใจแกร่ง มุ่งมั่น ทุ่มเท และยึดมั่นในจิตวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ตลอดเส้นทางราชการ “พล.ต.ท.นพศิลป์” ไม่เพียงเป็นนักสืบมากประสบการณ์ หากยังเป็น ครูถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการสืบสวน แก่ตำรวจรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดแนวทางการทำงานอย่างมืออาชีพ ปราศจากความหวั่นไหวต่ออิทธิพลใด ๆ

การมาช่วยราชการครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการ เสริมทัพคุมเข้มงานสืบสวนเมืองหลวง ให้เดินหน้าอย่างมีพลังและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อคลี่คลายทุกคดีใหญ่ให้กระจ่าง และคืนความมั่นใจให้กับประชาชน

นักลงทุนหวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ อาจซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม ชี้การใช้จ่ายหลายล้านล้าน!! เสี่ยงผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

(6 ต.ค. 68) กระแสความร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัทยักษ์เทคโนโลยีต่างทุ่มเงินมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและลงทุนในชิปขั้นสูง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารายได้จาก AI จะเพียงพอคุ้มค่าการใช้จ่ายหรือไม่ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่ AI” ที่คล้ายกับวิกฤตดอทคอม (Dot-com Bubble) ในอดีตช่วงปี 1995-2000

ขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น OpenAI, Meta และ Nvidia ถูกจับตาจากแผนลงทุนระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI ได้เปิดตัวโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และระบุว่าบริษัทอาจใช้เงินถึง “หลายล้านล้านดอลลาร์” ขณะที่ Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประกาศทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่าการทุ่มลงทุนนี้ มากเกินไปหรือไม่

ด้าน นักวิเคราะห์เตือนว่า รายได้จาก AI อาจไม่สามารถชดเชยต้นทุนได้จริง รายงานของ Bain & Co. คาดว่า ภายในปี 2030 บริษัทด้าน AI ต้องทำรายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีแนวโน้มขาดเป้ากว่า 800 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยจาก MIT และ Harvard ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI แถมยังเกิดปัญหา “Workslop” หรือเนื้อหาที่ดูเหมือนงานคุณภาพแต่ไร้สาระสำคัญจริง

แม้ผู้บริหารเทคโนโลยีหลายรายยอมรับความเสี่ยงของฟองสบู่ แต่ก็ยังเชื่อว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายที่ร้อนแรงเกินจริง และการแข่งขันจากจีนที่นำเสนอโมเดล AI ราคาถูกกว่า อาจทำให้บริษัทยักษ์เทคฯ ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาล นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบว่า แม้ AI จะมีอนาคต แต่เส้นทางสู่ผลตอบแทนอาจเต็มไปด้วย “ความเจ็บปวดจากฟองสบู่แตก” อีกครั้ง

บุรีรัมย์-คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ชื่นชมทหารไทยรักษาข้อตกลง 

คณะผู้สังเกตการณ์ ชั่วคราว(IOT)ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ศปก.ทภ.2 ชายแดนไทย–กัมพูชา ชื่นชมกองทัพของไทยที่ยังยึดมั่นตามข้อตกลงยหยุดยิ่ง ไม่มีการเสริมกำลังทหารไม่มีการเสริมอาวุธ เตรียมรายงานไปลำดับขั้น

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 68 คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ระหว่างวันที่ 4–5 ตุลาคม 2568

การลงพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าไปตรวจสภาพทั่วไปของกองทัพทหารไทยสำรวจแนวเขตชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ช่องสายตะกู ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งคือพื้นที่ดังกล่าวไม่ค่อยมีปัญหาด้านเขตแดนมากนักต่างจากพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดสระแก้ว

พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้กล่าว โดยมีร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ เป็นนายทหารหญิงที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และเป็น นายทหารล่าม ของกองการภาษาต่างประเทศ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นคนแปล เป็นภาษาไทยว่า

เท่าที่สำรวจเบื้องต้นทหารไทยโดยกองทัพบกยังรักษากติกาหยุดยิง อย่างเคร่งครัดไม่มีการเพิ่มกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

สิ่งที่สำคัญคือการ เสริมสร้างและการร่วมมือทางทวิภาคีที่ตกลงกัน ภายใต้การประชุมRBC GBC และJBC ซึ่งจะต้องมีความจริงใจ ต้องปฎิบัติตามข้อตกลง หยุดยิ่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่ คาดคิดเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้หวังว่าการ เจรจา JBC จะเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะนำข้อมูลส่งไปตามลำดับขั้นต่อไป////////

ธีรยุทธ์  ชำนาญกอง

จ.บุรีรัมย์ รายงาน

‘ดร.สุวินัย’ มองกรณี ‘สนธิ’ หันมาเห็นใจ ‘ทักษิณ’ สะท้อนไฟแห่งอุดมการณ์มอดลงเหลือเพียงเห็นใจศัตรูเก่า

(6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...จิตวิทยาการเมืองของการกลับใจ : บททดลองอธิบาย จุดยืนที่เปลี่ยนไปของ สนธิ ลิ้มทองกุล

1. จุดหักเหของผู้เคย “ศรัทธา” โดยเอาธรรมนำหน้า
ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วยการเมืองสองขั้ว และสื่อเลือกข้าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคยลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ฝ่ายเราคือความถูกต้อง”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ
เรากลับเห็นภาพแปลกประหลาดชนิดแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...
ผู้ที่เคยเป็นแกนนำของเหล่า "นักรบแห่งธรรม" กลับหันมาปรบมือให้ศัตรูเก่าอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไม่เคอะเขิน
กรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงมิใช่เรื่องเฉพาะบุคคลและไม่ใช่กรณีเดียวของ "ผู้กลับใจ"
แต่มันคือกระจกสะท้อน “พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย” ที่หมุนวนในวงจรซ้ำ ๆ
จากศรัทธา → เกลียดชัง → เหนื่อยล้า → เข้าใจ → ปลงตก
และในบางกรณี…ก็กลายเป็นการ “กลับใจ” ชนิดพลิกขั้ว

2. เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์แปรเป็นเถ้าถ่านของความเข้าใจ
จิตมนุษย์ไม่อาจเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟแห่งความเชื่อไปได้ตลอดกาลหรอก
สักวันไฟนั้นย่อมมอดลงเองในที่สุด
และเมื่อไฟแห่งความเชื่อดับมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งประสบการณ์ที่เจ็บปวด -ผิดหวัง- ขมขื่น
ความเกลียดชังที่เคยมีต่อฝ่ายตรงข้าม
บางครั้งจึงกลับกลายเป็น "ความเห็นใจ" แบบแปลกประหลาด 
คือแลเห็นเขาเป็น “มนุษย์ที่ถูกกาลเวลาเผาไหม้” เฉกเช่นเดียวกับตนเอง
ทั้งเขาและ ศัตรูของเขาล้วนถูก "กาลเวลา" (พระกาฬ=พระกาล) กลืนกิน เหมือนกัน
ผมจึงมองว่า การกลับใจของคุณสนธิต่อเรื่องทักษิณ มิใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ในอดีตของตนเอง
แต่น่าจะเป็นสัญญาณว่าบ่งชี้ว่าจิตของคุณสนธิเริ่มแก่ชราแล้ว 
คือแก่พอจะเห็นว่า

“การตามจองล้างจองผลาญทักษิณเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน มันหมดความหมายไปมากแล้ว จงหันมาเกลียดตัวความชั่ว แทนคนที่ทำชั่วน่าจะดีกว่า”

แต่สิ่งที่แปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากคุณสนธิเปล่งวาจาเลิกเกลียดทักษิณและกลับมาเห็นใจทักษิณแล้ว คุณสนธิกลับแสดงออกถึงความเกลียดชัง "ลุงตู่"  แทน 

ราวกับว่า เปลวไฟแห่งความเชื่อ (ในธรรม) เปลี่ยนไปเป็น เปลวไฟแห่งความเกลียดชังล้วน ๆ แทน โดยที่ เปลวไฟดวงต่อไปที่จะมาแทน เปลวไฟแห่งความเกลียดชัง ย่อมเป็นเปลวไฟแห่งความเหนื่อยล้า อย่างแน่นอน
เพราะลุงตู่ ท่านเป็นองคมนตรีที่อยู่เหนือความขัดแย้งไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่จิตของคุณสนธิยังวนเวียนอยู่ใน วัฏจักรของ "พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย" อยู่เลย

3. ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์: โรคเรื้อรังของคนในยุทธภพทุกยุค
ขอให้เรามองให้ไกลกว่าเรื่องการกลับใจของคุณสนธิ  โดยมองให้เห็นป่าทั้งป่า มองให้เห็นพลวัตแห่งอุดมการณ์ทั้งหลายที่อยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์
ทุกยุคสมัยย่อมมี “นักรบทางความคิด” ของยุคตน
พวกเขาจุดไฟเพื่อเผาเงามืดของสังคม
แต่เมื่อไฟนั้นเผานานเกินไป
ไฟนั้นมันย้อนมาเผาใจของผู้ถือคบเพลิงเอง
จนบังเกิดปรากฏการณ์ "ธาตุไฟแตก"
นี่คือโรคเรื้อรังของชนชั้นนำทางความคิดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย
หรือผู้ศรัทธาในลัทธิ WOKE ยุคหลังโควิด
พวกเขาต่างต้องเผชิญ "ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์"
เมื่อพบว่าโลกจริงไม่เคยเดินตามอุดมคติที่ตนเชื่อมั่น
“เราสู้เพื่อโลกที่ดีกว่า
แต่โลกกลับสู้เพื่ออยู่รอดเฉย ๆ”
เมื่อความจริงเจ็บกว่าความเชื่อ
มนุษย์ย่อมหวนกลับมาหา “ความจริงเชิงอารมณ์” แทน
เช่น ความเมตตา ความสงสาร หรือแม้แต่ความเฉยชาต่อทุกฝ่าย
ซึ่งในภาวะนี้ เสียงของอัตตาเริ่มเงียบ
แต่เสียงของปัญญายังไม่ดังพอ
จึงเกิดภาวะกึ่งตื่นรู้–กึ่งสิ้นหวัง

4. การกลับใจ: ปรากฏการณ์ทางจิตในยุค Post-Ideology
กรณีการกลับใจของคุณสนธิ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกหลังยุคอุดมการณ์ (post-ideological world)
นี่ไม่ใช่โลกที่คนไม่มีอุดมการณ์
แต่คือโลกที่ทุกอุดมการณ์ล้วนถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่สมบูรณ์” ต่างหาก
มนุษย์ยุคนี้จึงเริ่มหันมาหา “อุดมคติส่วนตัว” แทน "อุดมการณ์ลอย ๆ"
เช่น ศรัทธาในความสุขส่วนตัว ศรัทธาในการอยู่รอด หรือศรัทธาในความสมถะ (พอเพียง)
สำหรับบางคน การกลับใจทางการเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนน
แต่เป็นการถอนรากออกจาก “ความหลงในโครงสร้าง”
แล้วกลับมาอยู่ใน “ความจริงของชีวิต”
ทว่าถ้ามองลึกในเชิงจิตวิญญาณ
นี่คือจุดที่มนุษย์เริ่มเดินจาก เส้นทางนักรบ
เข้าสู่ เส้นทางผู้สังเกตการณ์  (ผู้ดูจิต)
จาก “ผู้พิพากษาโลก”
กลายเป็น “ผู้ดูโลกอย่างรู้เท่าทัน”

5. วิถีแห่งการกลับใจแบบไร้รอย
ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าได้เห็น การกลับใจของเหล่าเยาวชนชูสามนิ้ว
เพราะมันคือ พลวัตของจิตวิทยาการเมือง แบบเดียวกับการกลับใจของคุณสนธิ นั่นแหละ แค่ต่างกันที่เนื้อหาของการกลับใจเท่านั้นเอง
แต่ในกรณีของเยาวชนชูสามนิ้วที่กลับใจ เราควรมองว่า จิตของพวกเขามีวุฒิภาวะขึ้น มิใช่ จิตชรา แบบกรณีกลับใจของคุณสนธิ
ในเชิง “ไร้รอย” การกลับใจ มิได้หมายถึงการเปลี่ยนข้าง
แต่คือการ “คลายแรงยึด” จากขั้วทั้งสอง
ปล่อยให้จิตกลับคืนสู่ความนิ่งขึ้น กลางขึ้น
เป็นมองเห็นทั้งฝ่ายผิด–ฝ่ายถูก
โดยไม่ถูกดูดกลืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น่าเสียดายที่พลวัตการกลับใจของคุณสนธิยังมาไม่ถึงจุดไร้รอยนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
นี่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า
พลังของความเกลียดชังยิ่งใหญ่ได้ก็จริง
แต่พลังของ "ความว่าง" กลับทรงพลังยิ่งกว่า
การกลับใจแบบไร้รอย
จึงมิใช่จุดจบของการต่อสู้
แต่เป็นวิวัฒนาการของ “จิตนักรบ” สู่ “จิตโพธิสัตว์”
ที่ยังเห็นทุกข์ของโลก แต่ไม่ตกอยู่ในกับดักของอารมณ์ทางการเมืองอีกต่อไป

ผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่ง ย่อมมองผู้กลับใจว่า “ทรยศ”
ผู้ที่ผ่านความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์แล้ว จะมองผู้สุดโต่งว่า “ยังเด็กอยู่”
ส่วนผู้ที่บรรลุไร้รอย จะมองทั้งสองฝ่ายด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน
“เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์มอดลง
อย่าดับเถ้าด้วยน้ำแห่งความเย้ยหยัน
แต่จงเป่ามันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา”

‘เสี่ยโบ๊ท-เพื่อนวงการมวย’ แสดงความห่วงใย ‘อำนาจ รื่นเริง’ วอนหน่วยงานรัฐพาไปรักษา!! หลังเมาอาละวาดจนถูกชกกองกับพื้น

(6 ต.ค. 68) จากกรณี อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยดีกรีแชมป์โลก IBF เมาหาเรื่องเด็กวัยรุ่นหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยตามคลิปและพยานระบุว่าเขาเข้าไปทะเลาะกับพลเมืองดีและพนักงาน ก่อนจะถูกชกจนล้มกับพื้น และถูกเตะซ้ำจนเกิดเหตุชุลมุน ก่อนที่ประชาชนจะล็อกประตูร้านและแจ้งตำรวจ สภ.ศรีราชา เข้าควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์

ล่าสุด คนในวงการมวยและโซเชียลมีเดียต่างออกมาแสดงความเป็นห่วง นำโดย ‘เสี่ยโบ๊ท’ โปรโมเตอร์ค่ายเพชรยินดี ระบุว่าเคยพา ‘อำนาจ’ ไปบำบัดจนอาการดีขึ้น แต่ขณะนี้เขาไร้ญาติคอยดูแล จึงขอให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือด้านการบำบัดรักษาเพราะชีวิตของอดีตแชมป์เสียศูนย์ มีแต่ความทุกข์ในจิตใจ ขณะที่ตำรวจส่งตัวไปให้แพทย์และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ จังหวัดชลบุรีตรวจสอบอาการและให้การช่วยเหลือแล้ว

ขณะที่ นาวาอากาศเอก วิชัย ราชานนท์ อดีตนักชกเจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 1996 โพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเมตตาให้กับอดีตนักมวยรายนี้ โดยกล่าวว่า 

“ขออย่าใช้ความรุนแรงกับน้องผมเลย อย่าถือสากับคนเมา หากเลี่ยงได้ขอโปรดเลี่ยง อย่าทำร้ายกันเลย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สงสารกันให้ความเมตตาต่อกัน ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย บ้านผมพูดกันเสมอเมื่อเจอคนเมา อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปซาคนเมา” 

ด้าน ญาติเปิดเผยว่าอดีตนักมวยรายนี้เคยมีชีวิตที่ดีกับครอบครัว แต่ 2–3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มแสดงอาการผิดปกติทั้งนั่งเหม่อ พูดคนเดียว ร้องไห้ และโวยวาย จนญาติพาไปเข้าเรือนจำในคดีเสพยา และเพิ่งประกันตัวออกมาได้เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนัดไปรายงานตัวในวันที่ 8 ตุลาคม ญาติวอนขอให้รัฐพาไปรักษาอย่างจริงจัง เพราะเขาอยู่ในสภาพเมาหนักและเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น

กุนซือแมนซิตี้ไม่ทน!! ‘เป๊ป’ หนุนการชุมนุมทั่วโลกรวมพลังหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

(6 ต.ค. 68) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องหยุดสงครามกาซา ที่จะจัดขึ้นในบาร์เซโลนา เมืองบ้านเกิดของเขา ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีกว่ายอดเข้าชม 5 ล้านครั้ง กวาร์ดิโอลากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า เด็กนับพันถูกสังหาร และอาจมีอีกมากที่จะต้องตาย”

เป๊ปเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค พร้อมเรียกร้องให้สังคมพลเมืองออกมากดดันรัฐบาลทั่วโลกเพื่อยุติความรุนแรง “เราจะลงถนนเพื่อเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กวาร์ดิโอลากล่าว พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์การเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความรักในชีวิตและเพื่อนมนุษย์”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกมาพูดถึงประเด็นกาซา ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวระหว่างรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามันเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะเด็ก ๆ ที่ถูกสังหาร แต่เพราะเราทุกคนอาจเป็นรายต่อไป” ซึ่งเขาเผยว่าเมื่อเห็นเด็กกาซา เขามักนึกถึงลูก ๆ ของตัวเองเสมอ

ทั้งนี้ เป๊ป เป็นหนึ่งในบุคคลแวดวงฟุตบอลที่ออกมาสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพกว่า 50 คน ที่ร่วมลงนามจดหมายเรียกร้องให้ยูฟ่าแบนอิสราเอลจากการแข่งขัน ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลในสเปนก็ร่วมแสดงจุดยืน ทั้งการเปิดสนามต้อนรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และแฟนบอลร่วมประท้วงระหว่างเกมลีก ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 คน

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top