Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘ดร.สุวินัย’ ขอโทษ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ จากใจ หลังงับ Fake News ทำเข้าใจผิดคิดว่ายืนข้าง ‘ทักษิณ’

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  "สุวินัย ภรณวลัย" ระบุว่าสนธิไม่ได้กลับใจ: ข่าวเรื่องกลับใจคือ Fake News และบทเรียนว่าด้วยจิตวิทยาการเมืองของความอยากเชื่อ

1. คำขอโทษจากผู้ที่เคยงับ Fake News
ผมต้องเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำ “ขอโทษ” คุณสนธิ อย่างตรงไปตรงมา
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเองก็พลาด —
พลาดเชื่อข่าวที่ว่า “สนธิ ลิ้มทองกุลกลับใจ เห็นใจทักษิณ ชินวัตรที่เป็นแพะรับบาป” โดยไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของข้อมูลให้รอบด้าน
ต่อมาคนสนิทของคุณสนธิได้ติดต่อมาชี้แจง
พร้อมส่งคลิป TikTok ที่เจ้าตัวพูดเองยืนยันชัดว่า
ข่าวดังกล่าว เป็น Fake News
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้
ทั้งเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และเพื่อชวนทุกคนมองปรากฏการณ์นี้ในเชิงลึก
ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมาก — ไม่เฉพาะผม —
จึง “รู้สึก” ว่าคุณสนธิ "กลับใจ" ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

2. Fake News ที่เกิดจากความอยากเชื่อ
ยุคนี้ “ความรู้สึก” มักวิ่งเร็วกว่าความจริง
และหลายครั้ง ข่าวปลอมไม่ได้เกิดจากความจงใจหลอกลวง
แต่มาจาก “ความอยากเชื่อ” ของมวลชนเอง
ในโลกที่อารมณ์เป็นใหญ่เหนือข้อมูล
มนุษย์จะเลือกเชื่อสิ่งที่ สอดคล้องกับอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก (perception) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
Fake News จึงไม่ต้องการผู้สร้างเก่ง ๆ
แค่ต้องการผู้เชื่อที่กำลังเหนื่อยและอยากเห็นโลกง่ายขึ้น
กรณีข่าว “สนธิกลับใจ” ก็เป็นเช่นนั้น
มันแพร่ไวเพราะผู้คนอาจเหนื่อยหน่ายจากความขัดแย้งเก่า
และอยากเชื่อว่า “ถึงเวลาที่อดีตศัตรูจะคืนดีกันเสียที”
จึงเผลอร่วมสร้างภาพลวงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

3. ทำไมผู้คนจึง รู้สึก ว่าสนธิกลับใจ
หากมองอย่างเป็นธรรม
ต้นเหตุของความเข้าใจผิดไม่ได้อยู่ที่ “คำพูดของสนธิ”
แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนเป้าหมายในการวิพากษ์” ของเขา
จากที่เคยตำหนิทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
วันนี้คุณสนธิกลับหันไปวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บัดนี้กลายเป็นองคมนตรีแล้ว ด้วยน้ำเสียงเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในสายตาของผู้ที่คิดแบบ ขาว–ดำ
ภาพนี้ถูกตีความง่าย ๆ ว่า
“เขาคงเปลี่ยนข้างแล้วแน่ ๆ”
แต่ในความจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ผู้มีอำนาจที่ต้องตรวจสอบ”
ไม่ใช่ “จุดยืน” ของผู้ตรวจสอบ
คุณสนธิยังคงยึดหลักเดิม —
ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร

4. ไฟย้ายฟืน: จิตวิทยาของความเข้าใจผิด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ไฟย้ายฟืน”
คือเมื่อไฟแห่งความเกลียดหรือความเชื่อแรงกล้าต่อสิ่งหนึ่งเริ่มมอดลง
จิตมนุษย์ซึ่งคุ้นเคยกับการ “มีศัตรู”
จะหาฟืนใหม่มารองรับเปลวไฟนั้นเสมอ
ไฟไม่ได้ดับ มันแค่เปลี่ยนเชื้อเพลิง
คนที่เคยตั้งศัตรูไว้ชื่อ “ทักษิณ”
เมื่อไม่อยากเกลียดเขาแล้ว
ก็ย้ายความเกลียดไปเผา “ลุงตู่” แทนโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นคุณสนธิพูดถึงลุงตู่ด้วยน้ำเสียงเข้ม
ภาพในใจมวลชนที่รักลุงตู่จึงสรุปโดยอัตโนมัติว่า
“เขากลับใจแน่ ๆ” 
ทั้งที่เจ้าตัวเพียงใช้ไฟดวงเดิม
เพียงเปลี่ยนฟืนเท่านั้นเอง

5. Perception vs Reality : เมื่อภาพในใจชนะข้อเท็จจริง
เราทุกคนกำลังอยู่ใน “ยุคหลังความจริง” (post-truth era)
ซึ่ง "ภาพในใจผู้คน" มีอำนาจเหนือข้อเท็จจริง
ผู้ที่อยากเห็นการปรองดอง
จะมองทุกการพูดอ่อนเสียงลงว่าเป็น “การกลับใจ”
ผู้ที่อยากเห็นศัตรูเก่ากลับตัว
จะตีความความเงียบว่าเป็น “สัญญาณสำนึกผิด”
ในขณะที่ความจริงอาจเป็นเพียง “การพูดด้วยสติ” มากขึ้นเท่านั้นเอง
กรณีคุณสนธิจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
ว่าเรายังติดอยู่ในจิตแบบ binary politics —
ที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องตีความว่า “อยู่ฝ่ายไหน”
ทั้งที่ในความจริง
จิตที่เติบโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอีกต่อไป

6. บทเรียนแห่งสติ 
เหตุการณ์นี้สอนผมอย่างหนึ่งว่า
“แม้ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อ ก็ยังอาจพลาดได้ ถ้าใจอยากเชื่อ”
เพราะต้นเหตุของการหลงไม่ใช่ความไม่รู้
แต่คือความอยากให้โลกเป็นไปตามใจตน
จึงขอให้บทความนี้เป็นทั้งคำขอโทษ
และคำเตือนตัวเองว่า —
ในยุคที่ทุกคนถือไมค์อยู่ในมือ
การนิ่งและตรวจสอบก่อนพูด
คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบทางปัญญา
การเปลี่ยนเป้าของการวิจารณ์ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเปลี่ยนจุดยืน
จิตที่เติบโตจะไม่รีบตัดสินใครจากศัตรูที่เขาวิจารณ์
“โลกไม่ต้องการให้เราเชื่อเร็วขึ้น
แต่ต้องการให้เราเห็นชัดขึ้น”

‘อำนาจ รื่นเริง’ อดีตนักมวยทีมชาติ เปิดใจสาเหตุเมาเละเทะ เพราะเครียดตกงาน-แยกทางภรรยา สัญญาจะเลิกเหล้าเริ่มชีวิตใหม่

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นางจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ พร้อมคณะจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี เดินทางไปเยี่ยมอาการของอดีตนักมวยทีมชาติ “เพชร” อำนาจ รื่นเริง ซึ่งขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยพบว่านายอำนาจสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ตามปกติ

นายอำนาจเล่าว่า สาเหตุเกิดอาการเครียดมาจากการเลิกรากับภรรยา ความเป็นห่วงลูกชายที่อยู่ต่างจังหวัด รวมถึงการตกงานไม่มีรายได้ อีกทั้งยังเสียใจที่ถ้วยรางวัลพระราชทานและเหรียญเกียรติยศที่เคยได้รับสูญหาย หลังขายบ้านและภรรยาเก่าขนของออกไป โดยเมื่อสอบถามกลับถูกปฏิเสธไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความเครียดและหันไปดื่มสุรา จนเป็นเหตุให้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทตามที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ นางจันจิราเปิดเผยว่า ทางพัฒนาสังคมฯ จะช่วยติดตามหาถ้วยรางวัลและของที่หายไป พร้อมให้คำแนะนำให้นายอำนาจกลับไปอยู่กับญาติหลังรักษาหาย และรีบหางานทำ โดยย้ำให้หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งเจ้าตัวก็รับปากว่าจะปรับปรุงตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

‘เคนโด้’ แจ้งความเพจอวตาร Rose รับจ้างแขวนคนบริสุทธิ์ หลังพบรับงานโจมตี–สร้างข่าวปลอม–ตบทรัพย์เหยื่อหลายราย

‘เคนโด้’ แจ้งความเอาผิดเพจอวตาร Rose Sharky eye รับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ เหยื่อเครียดคิดสั้นเสียชีวิต เตรียมยื่นร้องรมว. ดีอี ‘ไชยชนก’ ดำเนินการต่อ

‘เคนโด้’ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเอาผิดเพจอวตาร “Rose Sharky eye” ต่อ บก.สอท. ฐานรับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ หลังพบมีเหยื่อจำนวนมากถูกแขวนและเรียกเงินแลกการลบโพสต์ เผยบางรายถึงขั้นคิดสั้นปลิดชีพ เตรียมยื่นเรื่องต่อ รมว.ดีอี เร่งจัดการเพจอวตาร 

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกร ผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเพจอวตาร Rose Sharky eye มีพฤติการรับจ้างประจาน ตบทรัพย์ ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากโดนแขวน และเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หนึ่งในนั้นคือผม ที่โดนผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงจ้างเพจโพสข่าวปลอมบิดเบือนเพราะเคนโด้เป็นโต้โผในการช่วยเหลือผู้เสียหาย หลายครั้งที่เคนโด้ออกมาขับเคลื่อนคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากก็มักจะเจอเพจอวตารสร้างข่าวปลอมเกือบจะทุกครั้ง ล่าสุดโพสว่าผมโดนออกหมายจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในคดีดิไอคอนเพราะผมช่วยเหลือผู้เสียหายและยังเป็นพยานให้กับคดีนี้ทุกอย่างอยู่ในชั้นศาล และแถลงข่าวชี้แจงจนสิ้นข้อสงสัยไปหมดเป็นปีแล้ว เพจยังเอามาโจมตี เป็นการละเมิดขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก เพจพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในสังคมเลย และไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีผู้เสียหายรายอื่นๆติดต่อผมมา ผมต้องพบกับข้อมูลที่น่าตกใจมาก เพราะเพจ Rose sharky eye คือมิจฉาชีพรับจ้างประจานและตบทรัพย์เหยื่อมาแล้วหลายคน

เคนโด้ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้บางคนถึงกับคิดสั้นปลิดชีวิตตัวเองถ้ายังจำกันได้มีเยาวชนตัดสินใจกระโดดน้ำที่ภูเก็ตเพราะโดนแขวนและคุกคามจากเพจRose เพจไม่มีสิทธิ์ไปแขวนประจานผิดถูกว่ากันไปตามกระบวนการ และ เพจนี้ยังไปคุกคามพ่อของน้องที่เสียชีวิตอีกด้วย เพจRose มีเป้าหมายหลักคือตบทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ ตั้งเพจอวตาร รับงานประจาน โพสขู่ประชาชนให้กลัว (เช่นจะแฉร้าน แฉข้อมูลส่วนตัว) โพสต์ประจาน เหยื่อInbox ไปเจรจา ตบทรัพย์ถ้าไม่โอนโพสต์ต่อ โอนผ่าน payment gateway (เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อบัญชี) สร้างเพจไว้หลอกหลายเพจ เพจไหนโดนแบนก็สร้างใหม่ไม่จบสิ้น และยังท้าทายกฎหมายว่าทำอะไรตนไม่ได้ ขนาดหมายข่าวยังไม่เกรงกลัว

"สังคมไทยมีเพจแบบนี้มากมายที่ทำให้สังคมเสื่อม คนถูกเป็นผิด คนผิดเป็นถูก หลังจากแจ้งความที่ สอท. จะเดินทางไปยื่นเรื่องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมป้ายแดง นาย ไชยชนก ชิดชอบ เพราะมองว่าท่านเป็นคนรุ่นใหม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโซเชียลมิเดีย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันการเปิดเพจต่างๆที่เป็นอวตาร เป็นโจรเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ประเทศไทยต้องเจรจากับFacebook ถึงการละเมิดสิทธิ์มากมายที่เกิดในประเทศไทย มีช่องทางร้องเรียนที่สามารถปิดเพจได้ไวก่อนเกิดความเสียหายและขอวิงวอนสื่อต่างๆอย่าหลงเชื่อเพจเหล่านี้ที่ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ การแชร์หรือนำเสนอข้อมูลอาจมีความผิดตามกฎหมาย ขอให้ลบข้อความและแก้ไขให้ถูกต้อง"

‘ไทย-อินโดนีเซีย’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมผลักดันสันติภาพเมียนมา แก้ปัญหากัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายซูกีโยโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและมองไปข้างหน้าในระยะยาว พร้อมจะประสานท่าทีในประเด็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน โดยได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา และยืนยันว่าประเทศไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม การประมงอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ และได้ขอให้อินโดนีเซียช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศด้วย

7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 วันเกิด ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ประธานาธิบดีรัสเซีย จากอดีตสายลับโซเวียต…สู่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก

วันนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) เป็นวันถือกำเนิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ผู้นำที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อเวทีการเมืองโลกมาอย่างยาวนาน

ปูตินเป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสามคน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานใน เคจีบี (KGB) หน่วยข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่การเมือง ในช่วงแรกเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศให้กับนายกเทศมนตรีอนาโตลี ช็อบจัก (Anatoly Sobchak) และค่อย ๆ ไต่เต้าในตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งเป็น รักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประกาศลาออกอย่างกะทันหันในปลายปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส่งผลให้ต่อมาปูตินก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)

ภายใต้บุคลิกที่ดูสุขุมนิ่งเรียบของปูตินนั้น เป็นที่รับรู้กันว่าแฝงไว้ด้วยความ เด็ดขาด และ หนักแน่น ในการบริหารประเทศ ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่อยู่ในสปอตไลต์ของโลกอยู่เสมอ 

12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ‘โรงเรียนประณีตศิลปกรรม’ ยกฐานะเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ สถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี 2476 เพื่อสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและนักเรียนไทยโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปกรรมเต็มรูปแบบ

ในปี 2478 โรงเรียนได้รวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากร” โดยมีผลงานของนักเรียนถูกนำไปจัดแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญ จนได้รับความสนใจจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ และลูกศิษย์สร้างผลงานประติมากรรมประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งกลายเป็นผลงานศิลปะสำคัญของชาติ

ต่อมา รัฐบาลประกาศ “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พุทธศักราช 2486” ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูศิลปกรรมของชาติ และเพาะศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่าง ๆ อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ และโบราณคดี โดยพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

การยกฐานะครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลให้การยอมรับว่า “ศิลปะคือศาสตร์แห่งชาติ” ที่มีคุณค่าทัดเทียมกับวิชาการระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยศิลปากรมีชื่อเสียงในด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี และขยายการเรียนการสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชาใน 3 วิทยาเขตทั่วประเทศ

ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา ที่ถูกลบจากความทรงจำคนเขมร หวังสร้างอัตลักษณ์ของชาติเปลี่ยนภาพ “ตรีมุข” เป็น “นครวัด”

(6 ต.ค. 68) “ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา” — ธงประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาพยายามลบ แต่รัสเซียบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1890

หนึ่งในหลักฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง คือภาพ “ธงชาติของกัมพูชา” ที่ปรากฏในหนังสือ Альбом штандартов, флагов и вымпелов Российской империи и иностранных государств (Album of Standards, Flags and Pennants of the Russian Empire and Foreign States) จัดพิมพ์ขึ้นโดย กองอุทกศาสตร์ กระทรวงทหารเรือแห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Главное гидрографическое управление Министерства морского флота) เมื่อปี ค.ศ. 1890 (พ.ศ. 2433)

หากเทียบตามลำดับเวลา ปี 1890 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงสยาม ซึ่งทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศและสร้างดุลทางการทูตกับมหาอำนาจตะวันตก ส่วนทางฝั่งรัสเซียอยู่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Emperor Alexander III, ค.ศ. 1881–1894) ผู้วางรากฐานราชนาวีรัสเซียและสถาบันภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ การตีพิมพ์หนังสือชุดนี้จึงอยู่ในบริบทเดียวกับยุคที่ทั้งสยามและรัสเซียต่างให้ความสำคัญกับ “สัญลักษณ์ของรัฐ” เพื่อแสดงความเป็นอารยประเทศทัดเทียมโลกตะวันตก

ในอัลบั้มเล่มดังกล่าว มีหน้าหนึ่งระบุชื่อประเทศว่า “Камбоджа.” (กัมพูชา) พร้อมคำอธิบายใต้ภาพว่า “Національный флагъ” หมายถึง “ธงชาติ”

ภาพธงแสดงพื้นสีแดง มีกรอบสีน้ำเงิน และมีภาพอาคารแบบ “ตรีมุข” หรือ “จตุรมุข” อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยในราชสำนักรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างชัดเจน แตกต่างจากภาพ “นครวัด” ที่ใช้ในธงกัมพูชายุคหลังอย่างสิ้นเชิง

การปรากฏของธงนี้ในปี 1890 มีนัยสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อารักขาฝรั่งเศส แต่ ยังไม่ถึงปี 1907 ซึ่งเป็นปีที่สยามลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม แลกคืนจันทบุรี ตราด และเกาะกูด กับการโอนพื้นที่พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อรวมเข้ากับเขตอารักขากัมพูชา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 1890 — นครวัดยังมิได้อยู่ในดินแดนของกัมพูชา และอยู่ในเขตอำนาจของสยามตามโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในเวลานั้น

ดังนั้น ธงกัมพูชาที่รัสเซียบันทึกไว้ จึงไม่เพียงสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของสยามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “รากวัฒนธรรมร่วม” ที่ปรากฏในสัญลักษณ์รัฐกัมพูชาในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความต่อเนื่องทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทย–ขอมที่ผสมผสานกันในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนอาณานิคม

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ได้ปรากฏแนวโน้มของ การบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ภายในกัมพูชาเอง โดยมีการเผยแพร่ภาพจำลองธงกัมพูชาปี 1890 ที่ถูก “ปรับแต่งใหม่” ให้มีรูป นครวัด (Angkor Wat) อยู่กลางผืนธง แทนที่อาคารทรงตรีมุขแบบดั้งเดิมที่ปรากฏในเอกสารรัสเซียต้นฉบับ

การกระทำเช่นนี้ แม้ดูเหมือนเพียงการ “แก้ไขภาพประกอบ” เพื่อให้เข้ากับอัตลักษณ์ปัจจุบัน แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นการสร้าง “เรื่องเล่าทางชาติพันธุ์” แบบใหม่ ที่มุ่งลบความทรงจำเดิม — เพื่อไม่ต้องยอมรับว่ากัมพูชาในช่วงก่อนปี 1907 ยังไม่ได้ครอบครองนครวัด และสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมของรัฐในขณะนั้นยังคงอยู่ในกรอบอิทธิพลของสยาม

ผลจากกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกัมพูชา ธงผืนนี้แทบไม่ปรากฏอยู่ในแหล่งข้อมูลภายในประเทศ และคนกัมพูชารุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคยเห็นธงทรงไทยผืนนี้มาก่อน

การ “ลบธง” และ “ใส่นครวัดเข้าไปแทน” จึงไม่ใช่เพียงการตกแต่งทางสัญลักษณ์ แต่เป็นการ บิดเบือนทางประวัติศาสตร์อย่างมีเจตนา เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเรื่องเล่าทางชาติ ที่ต้องการให้นครวัดเป็นหัวใจของอัตลักษณ์กัมพูชามาโดยตลอด

ในทางกลับกัน เอกสารรัสเซียปี 1890 กลับกลายเป็นหลักฐานสากลที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่ากัมพูชาในยุคอาณานิคมตอนต้นเคยมีธงชาติที่แสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย และนครวัดยังไม่ใช่สัญลักษณ์ของชาติในเวลานั้น

ธงผืนนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายของรัฐในยุคอาณานิคม หากแต่เป็น “ประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์” ที่เปิดเผยให้เห็นกลไกการสร้างและลบอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งยังคงส่งผลสะเทือนต่อการตีความประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอินโดจีนมาจนถึงปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จัด 2 กิจกรรมในงาน “ เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

(6 ต.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่ทำงานด้านเอดส์จึงได้ร่วมกันจัดงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี  ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกัน HIV/AIDS เพื่อร่วมยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยในปี 2573 โดยในปีนี้มีการจัด 2 แคมเปญ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวคือ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานองค์กรดีเด่นที่ทำคุณประโยชน์ด้านเอดส์ และ เชิญชวนเยาวชนเข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest

โดยกิจกรรมแรก ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร ที่อุทิศตนในการทำงานด้านเอดส์ ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การส่งเสริมสิทธิด้านมนุษยชน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับผู้ติดเชื้อในครอบครัวและสังคม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน  8 ประเภท คือ บุคคลดีเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข บุคคลดีเด่นด้านสังคม สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่น องค์กรดีเด่น ครอบครัวดีเด่น และชมรมฯ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อฯ ดีเด่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเกียรติเข้ารับประทานโล่รางวัล ในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 2568 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
      
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานประเภทต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้ที่อีเมล [email protected] และ [email protected] ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมชาติ ทาแกง โทรศัพท์ 0 2255 7893-4 และ 08 1399 6121 หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.aidsid.or.th

และกิจกรรมที่ 2 คือ การประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” โดยเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล ในกิจกรรม “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทียนส่องใจ เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 85,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรการประกวดในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านดนตรี พร้อมส่งต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน โดยวงที่ชนะเลิศในปี 2567 ได้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง จ.ตรัง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครพร้อมส่งคลิปแนะนำทีมและการแสดงของวง 1 เพลง (ไม่เกิน 5 นาที) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568
 
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณณัฏฐากร วิริยะวงศ์ โทร. 0 2251 6717 เว็บไซต์ www.aidsid.or.th หรือเฟซบุ๊กเพจ คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย 

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

นายกฯ เยอรมนี ยกหูหา ‘ทรัมป์’ ชงแผนยึดทรัพย์รัสเซีย จำนวน 1.4 แสนล้านยูโร ปล่อยกู้ ‘ยูเครน’ เสริมกำลังรบ

(6 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ทซ์ (Friedrich Merz) ของเยอรมนี ได้โทรศัพท์หารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่ออธิบายแผนการใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดในยุโรป มูลค่าประมาณ 140,000 ล้านยูโร มอบให้ยูเครนในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยศูนย์ เพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครน โดยก่อนหน้านี้ แมร์ทซ์ได้เผยแพร่ข้อเสนอนี้ผ่านบทความใน Financial Times ของอังกฤษ

โฆษกรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังได้หารือถึงสถานการณ์ในยูเครน และเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันหาทางยุติความขัดแย้งต่อไป นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตในฉนวนกาซา โดยย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งเจรจาเพื่อปล่อยตัวตัวประกัน ยุติการสู้รบ และปลดอาวุธฮามาสในการประชุมที่อียิปต์เร็ว ๆ นี้

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปและชาติกลุ่ม G7 ได้อายัดทรัพย์สินรัสเซียไว้เกือบ 300,000 ล้านยูโร ซึ่งมากกว่า 200,000 ล้านยูโรถูกเก็บในระบบการเงิน Euroclear ของเบลเยียม ขณะเดียวกัน รัสเซียตอบโต้ด้วยการแช่แข็งสินทรัพย์ของนักลงทุนจากประเทศไม่เป็นมิตร และประกาศว่า หากตะวันตกยึดทรัพย์สินรัสเซียจริง มอสโกก็พร้อมใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกข้อสงสัยปม “กฎหมายโซลาร์เสรี” ถูกตีตก ชี้ ไม่ซ้ำซ้อน–ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเสียประโยชน์

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกประเด็น โต้ข้ออ้างกฤษฎีกาตีตก ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ย้ำกฎหมายไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเอกชนจะเสียประโยชน์มหาศาล ลั่นพร้อม “สู้ต่อ!”

(6 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ที่ตนเป็นผู้เสนอในนามกระทรวงพลังงานและผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจหน้าที่ปัดตกร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว เพราะหน้าที่หลัก ๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกามีอยู่ 2 ส่วน คือ การให้ความเห็นปรับปรุงร่างกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์มากขึ้น และการเสนอแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่หรือเสนอยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่มีอำนาจในการล้มล้างร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมติ ครม. แล้วเว้นแต่ ครม.ชุดใหม่ จะมีมติใหม่เพื่อยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ในส่วนข้อกล่าวอ้างของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิด โดยนายพีระพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังเคยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอาทิตย์เป็นการเฉพาะ และร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีหลักการและเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น 1) พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2) พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 3) พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง 4) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล 5) พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 6) ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายพีระพันธุ์ระบุว่า กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ มีหลักการที่แตกต่างกันและอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่ต่างกัน อีกทั้งยังเน้นการ “ควบคุม” ไม่ใช่การ “ส่งเสริม” ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับหลักการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่แทนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วทีละฉบับ เพราะกลไกตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างกฎหมายฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กลับไม่โดนปัดตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายด้านสถาบันการเงินมากมายบังคับใช้อยู่แล้ว หรือ กรณีของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำไมจึงออกเป็นกฎหมายใหม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอาญาก็สามารถยึดเงินที่ผิดกฎหมายได้เช่นกัน ทำไมไม่เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกกฎหมาย ปปง. แบบเดียวกันกับที่ยกมาเป็นข้ออ้างในกรณี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "มาตรฐานที่ต่างกัน" ในการพิจารณา

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายนี้กลับให้สิทธิและโอกาสแก่ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” ติดตั้งโซลาร์เซลล์  ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถึง 5 หน่วยงาน มาเป็นระบบ “แจ้งติดตั้ง” เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้น  พร้อมย้ำว่าแสงแดดเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ มีสิทธิเข้าถึง โดยไม่ควรมีการจำกัด หรือต้อง “ขออนุญาต”

ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชนมากกว่าสร้างภาระ เพราะประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับผู้ติดตั้ง จึงไม่มีส่วนใดที่สร้างภาระให้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับข้ออ้างที่ว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานไม่ควรตราเป็นกฎหมาย เพราะธรรมชาติของกฎหมายคือการ “จำกัดสิทธิ” ไม่ใช่การส่งเสริมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ก็เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง โดยนายพีระพันธุ์กล่าวแย้งว่า กฎหมายทุกฉบับต้องออกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการไม่ให้จำกัดสิทธิของประชาชน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการไม่จำกัดสิทธิประชาชน  และเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่างเสรี

ในประเด็นเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งและผู้อื่นที่อาจได้รับอันตราย แล้วผู้ติดตั้งไม่ยอมแก้ไข ก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษให้แก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยบทลงโทษในร่างสุดท้ายก็ได้มีการปรับลดความรุนแรงลงแล้ว

นายพีระพันธุ์เปิดเผยอีกว่า ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เอกชนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์มหาศาล เพราะการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนลดลง โดย ณ สิ้นปี 2567 กฟผ. มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

“หากผมยังอยู่ในรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด และจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้ท้อหรือหมดหวังในการเดินหน้าทำงานการเมือง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพื่อทำงานรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top