Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กำชับตำรวจดูแลความปลอดภัยประชาชน 

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และผู้เกี่ยวข้อง ณ สภ.ป่าโมก เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์อุทกภัย มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการช่วยเหลือประชาชน

ผบ.ตร. กล่าวว่า จังหวัดอ่างทองได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเสริมคันดินกันน้ำ และเตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีการถอดบทเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรป่าโมก และสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ต่างสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเริ่มทรงตัวและลดลงแล้ว อยู่ในห้วงการฟื้นฟู จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน และดูแลทรัพย์สินของผู้ที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอาศัยอยู่บริเวณริมถนน รวมถึงให้ดูแลจัดการเส้นทางจราจรในพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรได้ และให้ลาดตระเวนตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้มีการก่ออาชญากรรมซ้ำเติมผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลในส่วนของข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อวางแผนให้การช่วยเหลือต่อไป 

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่หมู่ 4 บ้านสวนยายส้ม ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย ก่อนมอบถุงยังชีพ ยารักษาโรค สิ่งของบำรุงขวัญ แก่ประชาชน 108 หลังคาเรือน

ลำปาง-ผบ.มทบ.32 ต้อนรับผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ มอบถุงยังชีพช่วยชาวลำปาง

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.30 น. ณ ห้องรับรอง อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  พลตรี กวิน  ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ให้การต้อนรับ คุณสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ, คุณสุทธิพงศ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และคุณเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ พร้อมคณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.แม่เมาะ) โอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีกับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา 

ในคราวเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  นำคณะผู้บังคับบัญชา รับมอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด, น้ำดื่มจำนวน 200 แพ็ค (2,400 ขวด) เพื่อส่งต่อความห่วงใยแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่ประสบภัยพิบัติและผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนต่างๆ โดยผ่านภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 และหน่วยทหารในพื้นที่ อันเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดทั้งยังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน และหน่วยงานทหาร พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกโอกาส

‘ฮุน เซน’ โพสต์แก้ข่าว รพ.กัมพูชา ปฏิเสธรักษาเชฟไทย ย้ำรักษาทุกคนเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหยียดเชื้อชาติ

(8 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาโพสต์เอกสารของกรมอนามัยจังหวัดบันเตียเมียนเจย ชี้แจงกรณีข่าว “อดีตเชฟไทย” เสียชีวิตหลังโรงพยาบาลปอยเปตปฏิเสธรักษา ยืนยันไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “เลือกปฏิบัติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่เคยปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดหรือมีฐานะอย่างไร

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบศพชายไม่ทราบชื่ออยู่หน้าอาคารร้างในเมืองปอยเปต ต่อมาพบว่าเป็นคนไทยชื่อ “เมธาชาญ ยอแสง” อายุ 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้ามาทำงานในกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทีมแพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือหลักฐานว่าผู้ตายเคยมาที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต

ด้าน กรมอนามัยกัมพูชาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจยได้รักษาผู้ป่วยชาวไทยรวม 31 ราย โดยไม่เคยเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยที่ยากจน ย้ำว่าทีมแพทย์ให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา พร้อมเผยตัวเลขผู้ป่วยไทยที่ได้รับการดูแลในหลายแผนก รวมถึงสูตินรีเวช ศัลยกรรม และอายุรกรรม

สมุทรปราการ-วัดแตก!! ประชาชนหลายพันคนแห่ทอดกฐินวัดหนามแดง ครอบครัวรุ่งเสมอ หลีน้อย เจ้าภาพใหญ่

(8 ต.ค. 68) ณ วัดหนามแดง ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดย นาวาเอกหญิง สุนทรี รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณวีรชัย รุ่งเสมอ เรือโท ไพศาล รุ่งเสมอ ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ทอดถวายแด่วัดหนามแดง และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อ น.ต.ประจวบ รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณแม่สุนีย์ หลีน้อย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อสนองตามเจตนารมย์ของทางคุณพ่อและคุณแม่

โดยกฐินสามัคคีในปีนี้ทาง บุตร-ธิดา หลาน รุ่งเสมอ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นาวาเอก อนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ร่วมในพิธีทอดกฐินครั้งนี้ โดยมี นายชาตรี อยู่วัฒนะ รองนายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ พร้อมด้วย กำนันกิตติพงษ์ อยู่วัฒนะ กำนันตำบลเทพารักษ์ นางสาวขวัญเรือน นาคทิม กำนันตำบลบางเมือง ตลอดจนกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกาย คณะเจ้าภาพ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนชาวตำบลบางแก้ว ร่วมแห่องค์ผ้ากฐินสามัคคี 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสงเคราะห์พระภิกษุตามพุทธบัญญัติ สนับสนุนให้พระภิกษุมีผ้าไตรจีวรใช้ และเป็นการเทิดทูนพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชา นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคในงานกฐินยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาวัดหนามแดง

โดยได้รับความเมตตาจาก ท่านพระครูวิทูรกิจจาทร (บุญเลิศ ปญฺญาธโร แก้วน้ำค้าง) พระอาจารย์จาบ เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิจารณาผ้ากฐินสามัคคี นำคณะสงฆ์วัดหนามแดงประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เจริญพระพุทธมนต์แด่คณะเจ้าภาพ ครอบครัวรุ่งเสมอและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมในพิธี

นอกจากนี้ ทางคณะเจ้าภาพยังได้มอบเงินสมทบทุนสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั้งในเขตพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บิดา มารดา

ทั้งนี้ สำหรับยอดผ้ากฐินสามัคคีในปีนี้ของวัดหนามแดงที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเบื้องต้นเกือบ 4 ล้านบาท

นายกเทศมนตรีหญิงถูกแทง 13 แผล อาการสาหัส ตร.คุมตัวลูกชายสอบ หลังข้างบ้านได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน

(8 ต.ค. 68) เกิดเหตุสะเทือนขวัญในเมืองแฮร์เดคเค รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ทางตะวันตกของเยอรมนี เมื่อ ไอริส สตัลเซอร์ (Iris Stalzer) วัย 57 ปี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนกันยายน ถูกพบถูกแทงถึง 13 ครั้งภายในอพาร์ตเมนต์ของตนเอง โดยเจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล ขณะนี้ยังอยู่ในอาการวิกฤต

ตำรวจเปิดเผยว่า ลูกชายของผู้บาดเจ็บถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังมีรายงานว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นผู้โทรแจ้งตำรวจ ส่วนลูกสาววัย 17 ปี ก็อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุเช่นกัน โดยพยานข้างบ้านระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่นานได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกันรุนแรง ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่พบหลักฐานชี้ว่าเป็นการโจมตีทางการเมือง และไม่ตัดความเป็นไปได้ของปมภายในครอบครัว

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) กล่าวประณามเหตุการณ์ว่าเป็น “การกระทำอันโหดร้าย” และเรียกร้องให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งสตัลเซอร์สังกัดอยู่ แสดงความเป็นห่วงและภาวนาให้เธอปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่เยอรมนีกำลังเผชิญความกังวลเรื่องความรุนแรงต่อบุคคลสาธารณะ โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า นักการเมืองกว่า 60% เคยเผชิญเหตุคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดและเสี่ยงอันตรายมากขึ้นในประเทศ

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

ปธ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเตือนไทย อย่าเปลี่ยนชายแดนเป็นสนามทดสอบอาวุธ ของมหาอำนาจ

(8 ต.ค. 68) แก้ว เรมี (Keo Remy) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เตือนผู้นำไทยอย่าบิดเบือนแผนที่หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นสนามทดลองอาวุธของจีนและสหรัฐฯ พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

แก้ว เรมี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์หรือสร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น และทุกการตัดสินใจควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ทดสอบอาวุธของมหาอำนาจ

ด้านพลตรี เอกสามอึน (Eak Sam Oeun) ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 5 ของกัมพูชา ส่งจดหมายถึงกองทัพภาคที่ 1 ของไทย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวทางทหารต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งมีอำนาจประชุมเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

นอกจากนี้ พลตรี เอกสามอึน ระบุด้วยว่าการสังเกตการณ์ในพื้นที่พบว่ามีประชาชนไทยเข้าครอบครองและเพาะปลูกในดินแดนกัมพูชาเกินขอบเขตที่ตกลงไว้ สถานการณ์ที่ชุกเชยและเปรย์ชานจะต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม และกัมพูชากำลังเร่งให้การประชุมเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อหาทางออก

‘อรรถวิชช์’ เปิดเบื้องลึก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ถูกตีตก เผยโดนขางตลอดทาง เพราะขัดผลประโยชน์หลายกลุ่ม

'อรรถวิชช์' แท็คทีม ‘พีระพันธุ์’ สู้ไม่ถอย! เปิดเบื้องลึกร่างกฎหมายโซลาร์เสรีโดนขวางตลอดทาง เหตุขัดประโยชน์หลายกลุ่ม  ชี้กฎหมายเดิมยืนบังแดดประชาชน  คนไทยอดใช้ไฟฟ้าราคาถูก-ภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาส

(8 ต.ค. 68)  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ว่า ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก  และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน  ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้  จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น  นายอรรถวิชช์ชี้ว่า บทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป

นายอรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ 

“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือ พลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุด ก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกกะวัตต์ แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” นายอรรถวิชช์กล่าว

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี  และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว  จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ ยังเปิดเผยถึงการทำงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า นายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ละเอียดรอบคอบ หากจะร่วมงานด้วยต้องรู้จริงในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเดินหน้าทำงานแล้วก็จะสู้ไปจนสุดทางไม่มีถอย 

" ผมศรัทธา ‘พี่ตุ๋ย’ (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ตรงที่ว่า เวลาสู้ไม่มีเกียร์ถอยหลัง เวลาคุยงาน ‘พี่ตุ๋ย’ จะถามคำเดียวว่า ประชาชนจะได้อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

จีนใช้ ‘น้ำทะเล’ หล่อเย็นเครื่องจักร 1.88 แสนล้านตัน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจืดในอุตสาหกรรมชายฝั่ง

(8 ต.ค. 68) รายงานของสำนักงานข้อมูลและข้อมูลทางทะเลแห่งชาติ (NMDIS) และสมาคมกิจการทางทะเลจีน ระบุว่า จีนใช้น้ำทะเลกว่า 188.3 พันล้านตัน สำหรับระบบหล่อเย็นในปี 2024 เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำในทะเลสาบไบคาลถึง 8 เท่า

โดยน้ำทะเลเหล่านี้ถูกใช้ในโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเหล็กในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อช่วยลดการใช้น้ำจืดในภาคอุตสาหกรรม 

ขณะที่ดัชนีพัฒนาทางทะเลของจีนในปี 2024 อยู่ที่ 129.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% จากปี 2023 สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

‘ปูติน’ ประกาศ!! รัสเซียคุมเกมรบเหนือยูเครน หลังเข้ายึดดินแดนเพิ่มอีกราว 5,000 ตร.กม.

(8 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมกับผู้นำกองทัพ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า “กองกำลังรัสเซียยังคงถือครองยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างสมบูรณ์” พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 กองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้แล้วเกือบ 5,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 212 ชุมชน ซึ่งถือเป็นการรุกคืบที่ต่อเนื่องในสมรภูมิที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง

ปูตินระบุว่า แม้กองทัพยูเครนพยายามโจมตีเป้าหมายลึกเข้ามาในดินแดนรัสเซีย เพื่อแสดงผลงานต่อชาติตะวันตก แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในความได้เปรียบของมอสโก โดยชี้ว่ากองกำลังยูเครนกำลังล่าถอยในหลายแนวรบ ขณะที่กองทัพรัสเซียเดินหน้าควบคุมพื้นที่ในแคว้นซาโปริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ได้มากขึ้น

ด้าน พลเอกวาเลรี การาซิมอฟ (Valery Gerasimov) หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารรัสเซีย ยืนยันว่า กองทัพยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีจุดยุทธศาสตร์และฐานการผลิตอาวุธของยูเครนอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศกำลังเร่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารให้บรรลุเป้าหมาย “การปลดอาวุธและกำจัดลัทธินาซี” ในยูเครนตามที่เครมลินประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2022


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top