Monday, 8 June 2026
Hard News Team

เขมรอวดติดอันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก สุดภาคภูมิใจอยู่เหนือกว่าไทย - เวียดนาม

นิตยสารท่องเที่ยว Condé Nast Traveller จัดอันดับ “ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก” พบ กัมพูชาอยู่อันดับ 5 ส่วนไทยอยู่อันดับ 8

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน

Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า “ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ ‘เมตตา’ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม”

Condé Nast Traveller เสริมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”

สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า 'เคนยา' ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน

Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์และความเป็นท้องถิ่น

‘ปูติน’ ยอมรับ ‘รัสเซีย’ ยิงขีปนาวุธพลาด ทำเครื่องบินอาเซอร์ไบจานตก ดับ 38 ศพ

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียเป็นต้นเหตุที่ทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินอาเซอร์ไบจานตกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 38 คน ถือเป็นครั้งแรกที่มอสโกยอมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

ปูตินระบุว่า ขีปนาวุธของรัสเซียถูกยิงขึ้นเพื่อสกัดโดรนของยูเครน แต่เกิดระเบิดใกล้เครื่องบิน Embraer 190 ของอาเซอร์ไบจานซึ่งกำลังจะลงจอดที่เมืองกรอซนี ในแคว้นเชชเนีย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2024 ทำให้เครื่องบินพยายามหันหัวไปลงจอดในคาซัคสถานแต่ตกกลางทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 38 จาก 67 คนบนเครื่อง

โดยผู้นำรัสเซียกล่าวระหว่างการพบกับประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งอาเซอร์ไบจาน ที่กรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถาน ว่าจะลงโทษผู้เกี่ยวข้องและจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาดทางเทคนิค” ที่ทำให้ขีปนาวุธระเบิดห่างจากเครื่องบินเพียง 10 เมตร ด้านอาลีเยฟกล่าวขอบคุณรัสเซียที่เปิดเผยข้อเท็จจริงและติดตามคดีด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกและบากูที่เคยแน่นแฟ้นเริ่มตึงเครียดหลังเหตุเครื่องบินตก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุคนเชื้อสายอาเซอร์ไบจานถูกตำรวจรัสเซียจับกุมหลายรายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองผู้นำยืนยันต้องการฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานระหว่างสองประเทศให้กลับมาดังเดิม

กระบี่-รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Etihad Airways ขณะที่ ททท.ดันกลยุทธ์ Airline Focus เปิดเส้นทางบินใหม่ 

กระตุ้นการเดินทางกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1 ล้านคน

(10 ต.ค. 68) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดกระบี่ นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ หน่วยภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้เกียรติร่วมให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินเอทิฮัด (Etihad Airways ) เที่ยวบิน EY424 ที่เปิดบินตรงจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดย ททท.จัดแสดงมโนราห์ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสาร และเจ้าหน้าที่ของสายการบินด้วย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การเปิดเที่ยวบินใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักเดินทางทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ เมืองแห่งธรรมชาติ วัฒนธรรมและการบริการที่ดีงามในภาคใต้ของเรา กระทรวงคมนาคมมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและระบบคมนาคมขนส่งทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเท่าเทียม ตามแนวคิด “คมนาคมเพื่อประชาชน เดินทางสะดวก ปลอดภัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ” เราจะเดินหน้าพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคให้ได้มาตรฐานระดับสากล รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวภาคใต้ และเชื่อมโยงทุกเส้นทางจากอากาศ สู่ถนน และทางน้ำ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นกลยุทธ์ Airline Focus บุกตลาดดาวรุ่งตะวันออกกลางร่วมกับพันธมิตรสายการบิน Etihad Airways ในการเปิดเส้นทางบินใหม่เส้นทางบินตรงกรุงอาบูดาบี–กระบี่ ซึ่งการบูรณาการส่งเสริมตลาดจะเพิ่มจำนวนที่นั่ง (Seat Capacity) อีกประมาณ 7,650 ที่นั่งต่อเดือน ขยายความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจเดินทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูง โดยเฉพาะการเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม Health and Wellness ที่ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นและมุ่งมั่นสู่การเป็น Medical และ Wellness Hub ระดับโลก ควบคู่กับการเจาะกลุ่ม Luxury, Family และ Halal Friendly Tourism เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ครบถ้วนและเข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่ เพื่อนำสื่อมวลชน KOLs ตัวแทนบริษัทนำเที่ยว มาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในเมืองไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ Amazing Thailand ตอกย้ำประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมในใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีความยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจังหวัดกระบี่มีศักยภาพพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวเดินทางตามความสนใจ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญซึ่งเป็นจุดดึงดูดหลักให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่นำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย 

สายการบิน Etihad Airways กำหนดเปิดให้บริการเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เที่ยวบิน EY424 เดินทางจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 08.50 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เวลา 18.40 น. ด้วยเครื่อง Airbus A321LR ความจุผู้โดยสาร 160 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน ให้บริการจำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยในเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้มีสื่อมวลชน KOLs และตัวแทนบริษัทนำเที่ยวร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่ง ททท. สำนักงานดูไบได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยการทำ Agents FAM Trip พาตัวแทนบริษัทนำเที่ยว สำรวจสินค้าและบริการในจังหวัดกระบี่ เพื่อนำข้อมูลมาขยายผลการดำเนินงานในการเสนอขายแพจเกจต่อไป โดยมีกำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 13 – 16 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ได้จัดทำ KOLs FAM Trip นำ KOLs สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว Jurassic World ในจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2568 และวางแผนต่อยอดจัดทำ Media FAM Trip 2025 ระหว่างวันที่ 9 – 15 ตุลาคม 2568 เพื่อสำรวจและประชาสัมพันธ์เส้นทางกระบี่และเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางบินใหม่ กรุงอาบูดาบี – เชียงใหม่ ที่จะเริ่มบินในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 โดยใช้เครื่อง A321LR จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ และ อาทิตย์) 

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางถือเป็นตลาดศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยตั้งแต่ 1 มกราคม – 7 ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 948,513 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9  มีจำนวนวันพักเฉลี่ย 10.47 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเป็นจำนวนเงิน 100,612 บาท/คน/ทริป ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1 ล้านคน

'หมอยง' วิจารณ์ระบบการศึกษา - วิชาชีพในไทย ชี้!! 'ยังนับถือกระดาษ' มากกว่าความสามารถ

(10 ต.ค. 68) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Yong Poovorawan' ระบุว่า “ประเทศไทยยังนับถือกระดาษ” 

ผมไม่แปลกเลยว่าทำไมประเทศไทยสมัครเข้าสู่ ประเทศ OECD (The Organization for Economic Co-operation and Development) แล้วยังไม่ได้ เพราะประเทศไทยยังนับถือกระดาษ ไม่ได้ดูความสามารถของบุคคล

ทำไมทุกคนจึงไขว่คว้าหากระดาษ เรามีปริญญาเอกที่มีกระดาษมากมาย จึงไม่แปลกเพราะทุกคนต้องการ

ผมเอาเรื่องนี้มาเพราะว่า ผมเองเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท และมีลูกศิษย์ จบปริญญาเอกมากกว่า 30 คน จนลูกศิษย์ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วก็มี และเป็นที่ปรึกษารวมทั้งที่ปรึกษาร่วม มากกว่า 50 คน ไม่นับปริญญาโทนะครับ ที่รับมาตั้งแต่ปี 2540 

ผมเองไม่เคยได้ปริญญาเอก จบ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต และจบวิชาชีพทางกุมารเวชศาสตร์ ไปต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็ไม่สนใจที่จะเอากระดาษ เพราะถ้าเอากระดาษจะต้องเสียปีละ 7,000 ปอนด์ 

เป็นศาสตราจารย์ สอนมากว่า 40 ปี แต่วันดีคืนดี ในปีนี้ผมรับนิสิตปริญญาเอก ทางหลักสูตรบอกว่าผมไม่สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่ารับไม่ได้นั่นเอง เพราะไม่ได้จบปริญญาเอก ไม่มีกระดาษ จึงรับลูกศิษย์ปริญญาเอกไม่ได้ ผมก็แปลกใจว่าที่รับมาแล้วเป็นโมฆะไหม ทางหลักสูตรบอกว่าด้วยกฎเกณฑ์ของกระทรวง คนที่จะรับเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ จะต้องจบปริญญาเอก ผมเองก็บอกว่าไม่เช่นนั้น ผมก็เอาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต มาให้แทน เป็นกระดาษปริญญาเอก เรื่องจึงผ่าน และยอมได้ เพราะกระดาษใบเดียว 

ผมไม่มีกระดาษ ที่จะบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ และก็ไม่เคยสนใจกระดาษเลย 

ช่วยกันบอกไปถึงผู้ใหญ่ ให้ที กฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ แต่ผู้ออกกฎเกณฑ์ผมไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร ถ้าผมไม่มีความสามารถ ผมคงไม่รับลูกศิษย์และมีลูกศิษย์ปริญญาเอกจบมากกว่า 30 คน โดยที่ไม่มีกระดาษปริญญาเอกแม้แต่ใบเดียว  

ผมจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมประเทศไทยจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ และจนถึงวันนี้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญาเอก เพื่อให้ได้กระดาษมา เราจึงไม่มีวิชาชีพที่มั่นคง สายอาชีวะคงไม่มีใครอยากเรียน เปรียบเสมือนเป็นสายอาชีพ ทุกคนอยากมีกระดาษเพื่อเป็นวิศวกรกันหมด

นราธิวาส-รมว.กลาโหม เยี่ยมให้กำลังใจ 'สิบเอก บุริศวร์ ระดาชัย' ชื่นชมความกล้าหาญ หลังบาดเจ็บจากการปกป้องประชาชน เหตุปล้นทองสุไหงโก-ลก

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) เวลา15.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระบารมี โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พลเอก ณัฐพล นาควานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการของ สิบเอก บุริศวร์ ระดาชัย นายสิบอาวุธเบา สังกัด ชป.รพศ.408 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการพยายามเข้าระงับเหตุปล้นร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงความกล้าหาญ เข้าขัดขวางการก่อเหตุของคนร้าย โดยไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จนได้รับบาดเจ็บ

แพทย์ผู้ดูแลได้แจ้งว่า อาการบาดเจ็บของสิบเอก บุริศวร์ฯ ดีขึ้นตามลำดับ โดยบาดแผลบริเวณต้นขาเริ่มฟื้นตัวดี ภายใน 2–3 วัน จะสามารถเย็บปิดปากแผลได้ ขณะนี้แพทย์ให้การรักษาโดยเน้นการทำความสะอาดบาดแผล ควบคู่กับการให้ยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดตามอาการ รวมถึงอนุญาตให้รับประทานอาหารอ่อนและน้ำได้แล้ว ทั้งนี้ ผู้บาดเจ็บได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ และยืนยันว่าความเจ็บปวดทุเลาลงมาก

ในการนี้ พลเอก ณัฐพล นาควานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมในนามของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ

โอกาสนี้ พลเอก ณัฐพล นาควานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า “ขอชื่นชมในความกล้าหาญและจิตวิญญาณความเป็นทหาร ที่ได้ปกป้องประชาชนและสร้างชื่อเสียงให้แก่กองทัพ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ขอให้หายไว ๆ ด้วยศักยภาพและกำลังใจที่มี เชื่อว่าคนไทยทุกคนต่างรับรู้ข่าวสารด้วยความห่วงใย และพร้อมส่งแรงใจให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 4.6 แสนบาท ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังละ 12,000 บาท รวมจำนวน 32 หลัง  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 384,000 บาท (สามแสนแปดหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครเฉพาะกิจ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ คณะผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เป็นผู้สำรวจ ประสานงาน และร่วมในพิธี ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

โดยวานนี้ (วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 4 หลัง ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 3 หลัง ณ ที่ว่าการอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นลำดับถัดไป 

รวมงบประมาณดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือชาวอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสิ้น 468,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นแปดพันบาทถ้วน)

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น และล่าสุดมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดพิธีสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขอให้ทรงหายจากอาการพระประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) น.อ.พัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิต ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

โดยมีข้าราชการและลูกจ้างของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารอำนวยการ รพ.ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขา พระราชนาม ‘อานันทมหิดล’ พระนามแห่งเจ้าฟ้ารัชกาลที่ ๘

วันนี้ในอดีต 10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เป็นวันที่ “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล” พระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (เจ้าฟ้ามหิดล) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า “อานันทมหิดล” (Ananda Mahidol) ซึ่งต่อมาพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี

พระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น มาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มีไปถึง หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระนัดดา “ได้รับพระราชทานนามแล้ว” พร้อมระบุการสะกดชื่ออย่างถูกต้องว่า Ananda Mahidol

พระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งระบุว่า “เจ้าวรรณไวทยากร เธอโทรเลขไปยังลูกแดงด้วยว่า เดี๋ยวนี้ลูกของลูกแดงได้รับพระราชทานชื่อแล้วว่า ‘อานันทมหิดล’ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า ‘Ananda Mahidol’ ดังนี้ ให้โทรเลขเป็นคำตรงกับชื่อที่สะกดมานี้ มิฉะนั้นจะผิดไป โทรเลขส่งไปวันจันทร์...” โดย “ลูกแดง” ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แม้จะทรงครองราชย์ในวัยเยาว์ แต่ทรงได้รับความรักและเคารพจากพสกนิกรทั่วแผ่นดินในฐานะ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินไทย”

‘จีน’ เผยเอกสารจุดยืน!! มติ UN 2758 คือหลักฐานสากล มีเพียงจีนเดียวในโลก ‘ไต้หวัน’ จะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีน

(9 ต.ค. 68) รัฐบาลจีนเผย 'เอกสารจุดยืน' เกี่ยวกับมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1971 ย้ำชัดว่ามติฉบับนี้คือหลักฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองว่า “มีเพียงจีนเดียวในโลก” และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนคือผู้แทนโดยชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของประเทศจีนในองค์การสหประชาชาติ พร้อมระบุว่า มติ 2758 ได้แก้ไขปัญหาการเป็นตัวแทนของจีนอย่างสมบูรณ์ รวมถึงดินแดนไต้หวันด้วย

จีนชี้ว่ามติ 2758 เป็นการยืนยันหลักการ 'จีนเดียว' อย่างเป็นทางการ โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'สองจีน' หรือ 'จีนหนึ่ง ไต้หวันหนึ่ง' ทั้งยังระบุว่าการที่รัฐบาลปักกิ่งเข้ามาแทนที่รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ในปี 1949 เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาลภายในประเทศเดียวกัน ไม่ได้กระทบต่ออธิปไตยหรือเขตแดนของจีน และไต้หวันจึงเป็นส่วนหนึ่งของจีนในทางกฎหมายและข้อเท็จจริง

จีนยังกล่าวถึงความพยายามของบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เคยพยายามขัดขวางไม่ให้จีนแผ่นดินใหญ่กลับเข้าสู่สหประชาชาติในช่วงก่อนปี 1971 แต่ในที่สุดมติ 2758 ก็ผ่านด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น ซึ่งเป็น “ชัยชนะของประชาชนทั่วโลกในการต่อต้านลัทธิเฮเกะโมนีและการเมืองอำนาจ” พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันกว่า 180 ประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนบนพื้นฐานของหลักการจีนเดียว

ทั้งนี้ จีนเตือนว่า การบิดเบือนมติ 2758 หรืออ้างว่า “สถานะของไต้หวันยังไม่ชัดเจน” ถือเป็นการท้าทายระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นภัยต่ออำนาจของสหประชาชาติ ปักกิ่งย้ำว่า ไต้หวันไม่เคยเป็นประเทศอิสระในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต และจะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีนอีกครั้ง เพราะ “อธิปไตยและดินแดนของจีนไม่อาจแบ่งแยกได้”

เพจดังภูเก็ต เผย การท่องเที่ยวภูเก็ตส่อเค้าวิกฤต หลังยิว เปิดขายทัวร์ให้คนชาติเดียวกันผ่านโซเชียลฉ่ำ

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68) เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความถึงกรณี ‘ชาวอิสราเอล’ จำนวนมากเข้ามาเปิดให้บริการนำเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับเปิดขายทัวร์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลโดยไม่สนใจกฎหมายในประเทศไทย โดยในโพสต์ระบุว่า 

‘ภูเก็ต’ หมดกันท่องเที่ยว ‘อิสราเอล’ เปิดเพจขายแพ็กเกจทัวร์ให้ชาติเดียวกันเอง โฆษณากันฉ่ำในโซเชียลทุกช่องทาง

พร้อมกันนี้ ทางเพจ เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ ยังระบุด้วยว่า ‘เกาะภูเก็ต’ จะมีการรวมกลุ่มกันแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้าน ไม่เอายิว อิสราเอล โดยจะจัดกันขึ้นที่ แถวบางเทา เชิงทะเล ในเย็นวันนี้ (9 ต.ค. 68)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top