Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ผบ.ทรภ. 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน 

ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร ด้วยยึดหลักมนุษยธรรมแม้ในวันที่โลกทอดทิ้ง

“ปี 1979 – วันที่คนไทยเปิดประตูให้คนเขมร”
ปี 1979 (พ.ศ. 2522) เป็นปีที่โลกจารึกความโหดร้ายไว้กลางหัวใจของคนกัมพูชาเอง — ช่วงที่ระบอบเขมรแดงเพิ่งล่มสลาย เสียงปืนยังดังไม่หยุด แต่เสียงร้องไห้ของผู้ลี้ภัยดังกว่า คนเป็นแสนเป็นล้านหนีตายข้ามเขตแดนเข้ามาไทย ทุกวัน ทุกชั่วโมง ไม่มีแผน ไม่มีอาหาร ไม่มีอนาคต มีเพียงชีวิตที่อยากรอด

ในเวลานั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะ "ผู้รุกราน" แต่อยู่ในฐานะ "ประเทศเจ้าบ้านที่ไม่พร้อมจะเป็นเจ้าบ้าน" เพราะตามกฎหมายของไทย ผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งต้องถูกผลักดันกลับ แต่เราก็รู้ดีว่า “กลับไป” หมายถึง “ตาย”

รัฐบาลไทยจึงเลือกทางที่ยากที่สุด คือ ยอมฝืนใจตามหลักมนุษยธรรม เปิดพื้นที่ชายแดนให้สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยดูแล ตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว — ซึ่งในเอกสารของทางการไทยขณะนั้นเรียกว่า “ศูนย์ลักลอบเข้าเมือง” — เพื่อคัดกรอง ตรวจโรค และจัดการส่งต่อไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของ UNHCR ตลอดแนวชายแดนฝั่งไทยทั้งหมด

ค่ายแห่งแรกที่ถูกตั้งขึ้นคือ ค่ายสระแก้ว (Sa Kaeo Refugee Camp) ใกล้ตัวเมืองสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนในปลายปี 1979 เพื่อรองรับผู้หนีตายจากฝั่งปอยเปตและพระตะบอง ภายในไม่กี่สัปดาห์ มีผู้ลี้ภัยกว่า สี่หมื่นคน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินแดงแห้งแล้งที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีระบบสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องระดมทหารเข้ามาสร้างศูนย์พักพิงกลางทุ่งเพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคระบาด ก่อนจะทยอยย้ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปอยู่ในค่ายที่ใหญ่และมั่นคงกว่าซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตไทย

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR ตั้งศูนย์ใหญ่ที่ ค่ายเขาอีด่าง (Khao-I-Dang Holding Center) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอรัญประเทศประมาณ 20 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1979 และกลายเป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีประชากรมากกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นคน ในปีถัดมา

ที่นี่เป็นค่ายที่มีระบบที่สุด มีโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์แจกอาหาร และระบบตรวจสุขภาพครบถ้วน ภายใต้การดูแลร่วมของกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ UNHCR ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ไทยในเวลานั้นทำหน้าที่ “เจ้าภาพโดยจำใจ” แต่เต็มไปด้วยเมตตาและภาระหนักหน่วง

ขณะเดียวกันยังมีค่ายอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดน เช่น ค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet Camp) ใกล้ตำบลคลองน้ำใส ซึ่งกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของ “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเขมร” (KPNLF) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเฮง สัมรินที่เวียดนามหนุนหลัง และ ค่ายหนองจันทร์ (Nong Chan Camp) ใกล้อำเภอโคกสูง ที่ต่อมาถูกกองทัพเวียดนามโจมตีในปี 1983–1984 ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องหนีตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะถูกย้ายไปยัง “Site Two” ซึ่งเป็นค่ายถาวรแห่งใหม่

ในค่ายเหล่านี้มีทั้งเด็กที่ผอมจนเห็นกระดูก หญิงชราที่แบกลูกหลานข้ามแดน และชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากสงครามกลางป่า หลายคนเล่าว่าเดินเท้ามาหลายวันโดยไม่มีอาหาร บางคนหนีมากับคนที่ไม่รู้จักเพราะคนในครอบครัวถูกสังหารหมดแล้ว

นักข่าวตะวันตกในเวลานั้น เช่น Sydney Schanberg จาก The New York Times และ Richard Dudman จาก St. Louis Post-Dispatch ต่างบันทึกไว้ตรงกันว่า

> “หากไม่มีการเปิดชายแดนของไทย คนเขมรนับแสนอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้”
ภาพข่าวและสารคดีจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นความห่วงใยของสังคมไทย — ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ นายแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครนับไม่ถ้วน ต่างผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่สระแก้วจนถึงสังขละบุรี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายและความมั่นคงของชาติอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” กับ “เสี่ยงอธิปไตยของตนเอง”

และสุดท้าย ประเทศไทยก็ไม่เคย “ผลักไส” ใครกลับไปตาย เราเลือกช่วย ทั้งอาหาร ยา และพื้นที่อาศัย — ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ศัตรู

หลายสิบปีผ่านไป เด็กในค่ายเหล่านั้นบางคนเติบโตในอเมริกา บางคนได้สัญชาติฝรั่งเศส บางคนกลับมาตั้งรกรากอยู่ในไทยอย่างเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ของกัมพูชาควรรู้คือ — ครั้งหนึ่งคนไทยเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกท่านไว้ ไม่ใช่เพื่อหวังบุญคุณ

แต่เพื่อเตือนว่า “ความดีไม่ควรถูกลืม”

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่มีเลือดและน้ำตาเหล่านั้น กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่บิดเบือนในโลกออนไลน์
เพราะความจริงก็คือ 

> “เมื่อปี 1979 ที่โลกทอดทิ้งเขมร... ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร”

ชาวภูเก็ตแสดงพลัง ร่วมกิจกรรม ‘รวมดวงใจสู่ปาเลสไตน์’ ต่อต้านรัฐเถื่อนไซออนิสต์อิสราเอล!! เรียกร้องยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) ประชาชนจังหวัดภูเก็ตร่วมจัดกิจกรรม “All Heart from Palestine Phuket – รวมดวงใจสู่ปาเลสไตน์” เพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และประณามการกระทำของรัฐเถื่อนไซออนิสต์อิสราเอล ภายในงานมีบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและสามัคคีของผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน

นักวิชาการ ศาสนบุคคล และประชาชนทั่วไป ต่างร่วมกันประกาศจุดยืนยืนหยัดเคียงข้างผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมร่วมกันส่งสารแห่งสันติภาพ ความยุติธรรม และความเป็นมนุษย์จากภูเก็ตสู่ประชาชนชาวปาเลสไตน์

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นกระแสการเคลื่อนไหวในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในพื้นที่ขัดแย้ง โดยย้ำว่าความสงบสุขและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญสูงสุด

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง

ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก

ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน

ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง

เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน

ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์

ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล

ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

เรื่องราวแห่งความรักความผูกพันของ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และหม่อมเอลิซาเบธ ฮันเตอร์

ในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรักแท้ที่หลายคนใฝ่หาดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่หายากและเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย เรื่องราวของ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ หม่อมเอลิซาเบธ ฮันเตอร์ ยังคงเปล่งประกายอย่างสงบงามและเรียบง่ายหากแต่โดดเด่นมีชีวิตชีวาอยู่ในหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของไทย เป็นดั่งบทเพลงที่ขับขานถึง “หัวใจสองดวง” ที่เลือกจะเดินร่วมทางกันจนถึงปลายทางสุดท้ายอย่างสง่างาม แม้เส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยขวากหนามของชาติกำเนิด ความแตกต่างและชะตาชีวิต

ใดๆ Digestในวันนี้ ขอพาผู้อ่านไปร่วมรับรู้ถึงเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจในความรักของบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสองท่านกันครับ

เจ้าชายผู้เกิดระหว่างสองโลก
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พ.ศ. 2451–2506)
ทรงเป็นพระโอรสพระองค์เดียวใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5) กับ หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (นามเดิม คัทริน เดสนิตสกี ชาวรัสเซีย)

ทรงประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 ที่วังปารุสกวัน ทรงมีเชื้อสายไทย-รัสเซีย และทรงเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางความผันผวนของครอบครัว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณีและความวุ่นวายการเมือง

ในด้านการศึกษา ทรงได้รับการศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่พระชันษา 13 ปี ทรงศึกษาวิชาทหารที่วิทยาลัยแฮร์โรว์ (Harrow) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางประวัติศาสตร์จากทรีนิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลก

พระองค์ทรงมีความสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะในด้าน วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และการแข่งรถยนต์ ที่พระองค์หลงใหลอย่างมาก ต่อมาพระองค์ได้ก่อตั้งทีมแข่งรถชื่อ “White Mouse Racing” ซึ่งมีนักแข่งรถชื่อดังชาวไทย “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภานุเดช” หรือที่รู้จักกันในนาม “พระองค์เจ้าพีระ “เป็นหนึ่งในทีม นับเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ได้แสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถของเชื้อพระวงศ์สยามที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์

การพบกันของสองหัวใจ
ในช่วงปี 1930 ค่ำวันหนึ่งในงานเลี้ยงของมิตรสหาย พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้พบกับ เอลิซาเบธ ฮันเตอร์ (Elizabeth Hunter) หญิงสาวชาวอังกฤษเชื้อสายสกอตแลนด์จากเมือง Inverness ผู้มีจิตใจงดงามและมีความสนใจในศิลปะ วรรณกรรม และวัฒนธรรมตะวันออก ทั้งสองพบกันผ่านวงสังคมของเพื่อนในลอนดอน และเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ ดนตรี และชีวิต

เอลิซาเบธไม่ได้งามจับตาบาดใจในแบบสตรีในสังคมชั้นสูงของลอนดอน หากแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและแววตาที่จริงใจ บทสนทนาคืนนั้นเริ่มจากศิลปะ จบลงที่เสียงหัวเราะอันเงียบสงบของทั้งคู่เหมือนทั้งสองต่างเข้าใจโลกที่อีกฝ่ายมองเห็นโดยไม่ต้องอธิบาย

จากวันนั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์กับเอลิซาเบธก็เริ่มเขียนเรื่องราวเล็ก ๆ ของตนเอง ทั้งคู่พบกันในลอนดอน พูดคุยเรื่องหนังสือ เรื่องศิลปะ และเรื่องเมืองไทย ดินแดนที่เอลิซาเบธเพียงเคยเห็นในภาพถ่ายแต่กลับรู้สึกใกล้ชิดอย่างประหลาด

ในบางวัน เธอจะวาดภาพพระองค์ในชุดสูท หรือทิวทัศน์ริมแม่น้ำเทมส์ ส่วนพระองค์จะเล่าเรื่องราวของแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนให้เธอฟัง

ไม่นาน ความผูกพันก็กลายเป็นความรัก แต่ความรักนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในยุคที่สังคมยังตีกรอบว่าชนชั้นสูงจากตะวันออกไม่ควรคู่กับหญิงจากตะวันตก

ทั้งคู่ต้องเผชิญคำถาม คำตำหนิ และสายตาที่ไม่เข้าใจจากทั้งสองฝั่งของวัฒนธรรมของตน แต่ด้วยความรัก ความเข้าใจซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพในตัวตนของอีกฝ่าย ทำให้ทั้งคู่สามารถก้าวผ่านอคติทั้งหลายเหล่านั้นไปได้ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เพียงตรัสว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในความจริงของหัวใจ มากกว่าข้อจำกัดของกำเนิดใด ๆ”

รักแท้ในเงาสงคราม
ในปี 1938 ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกันอย่างสงบในอังกฤษ โดยมีเพียงเพื่อนสนิทไม่กี่คนเป็นสักขีพยาน ไม่มีขบวนแห่ ไม่มีราชพิธี ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเครื่องเพชรหรูหราไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนใดๆ มีเพียงคำมั่นสัญญาเรียบง่ายแต่มั่นคงว่า
“เราจะอยู่เคียงกัน ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด”
หลังจากนั้น ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตที่คอร์นวอลล์ในบ้านที่ชื่อว่า Tredethy
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางเนินเขาและกลิ่นดอกลาเวนเดอร์
พระองค์ทรงเขียนหนังสือ ขณะที่หม่อมเอลิซาเบธวาดภาพ
ชีวิตของทั้งคู่เรียบง่ายราวบทกวี มีแสงแดดยามบ่าย เสียงนกร้อง และการเดินเล่นริมสวนทุกเช้า

แม้ว่าในช่วงแรกของการสมรส พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จะทรงดำริที่จะไม่มีโอรสธิดา เพราะทรงกังวลถึงปัญหาของเด็กที่เกิดจากหลายเชื้อชาติ (ดังที่ทรงเคยประสบเอง) ดังที่เคยเขียนในจดหมายถึงหม่อมเอลิซาเบธไว้ว่า “ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กที่เกิดมาหลายเชื้อชาติจะมีปัญหาตลอด”

แต่ด้วยความรักและความผูกพันอันมั่นคงที่ทั้งสองมีให้แก่กัน ทำให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เปลี่ยนความคิดในที่สุด และภายหลังจากเสกสมรสได้ 18 ปี หม่อมเอลิซาเบธก็ได้ให้กำเนิดพระธิดา คือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ในปี 1956 และทารกน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นมานี่เองคือสายใยที่เชื่อมสองวัฒนธรรมไทยและอังกฤษเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเรียกลูกสาวด้วยความรักเต็มเปี่ยมในหัวใจว่า “ของขวัญจากฟ้า” ส่วนหม่อมเอลิซาเบธมักวาดภาพลูกในอ้อมแขนของพระบิดาไว้เป็นที่ระลึกอยู่เสมอ

แม้เอลิซาเบธจะเป็นหญิงสามัญชน แต่เธอมีความสง่างามและความอบอุ่นที่สัมผัสใจ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงพบ “ความเรียบง่ายที่แท้จริง” ในตัวของเธอ และเอลิซาเบธเองก็เข้าใจในหัวใจของเจ้าชายผู้ต้องอยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ทั้งสองต้องอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ถูกตัดขาดจากราชสำนักบางส่วนด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองอันคุกรุ่นในสยามอันเนื่องมาจากบริบทของสงครามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งทำให้รางวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ต้องลี้ภัยอยู่ในยุโรปรวมถูกตัวพระองค์เองด้วยแต่เอลิซาเบธไม่เคยทอดทิ้งและอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ เธอกล่าวไว้ในบันทึกว่า “เรามิได้มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ แต่เรามีความเข้าใจ และนั่นคือความมั่งคั่งที่แท้จริง”
…………. คำพูดนั้นยังสะท้อนอยู่จนวันนี้

เจ้าชายผู้จารึกประวัติศาสตร์ด้วยปากกาและบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนแห่งสยามในยุโรป

บทบาทของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และหม่อมเอลิซาเบธ ต่อราชสำนักสยามและประเทศไทยในเวลานั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นมิติสำคัญ คือ มิติทางการทูตและผู้แทนพระองค์ และ มิติทางวัฒนธรรมและมรดกทางปัญญา

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ซึ่งทำให้พระราชวงศ์หลายพระองค์ต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นเสมือน "ทูตวัฒนธรรมและผู้แทนพระองค์" ของสยามในเวทีนานาชาติ อาทิ

1. บทบาททางการเมืองและการทูต
-นายทหารและเจ้าหน้าที่สถานทูต: ทรงรับราชการเป็น นายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และทรงปฏิบัติหน้าที่ใน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญที่เชื่อมโยงสยามกับยุโรป
-ผู้แทนพระองค์ในงานพิธีสำคัญ: ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายพระองค์ในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีสำคัญในยุโรป เช่น งานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ยุโรปหลายพระองค์ บทบาทนี้ช่วย รักษาความสัมพันธ์และเกียรติภูมิของราชวงศ์ไทย ในเวทีนานาชาติในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

2. บทบาททางปัญญาและมรดกทางประวัติศาสตร์
-นักประวัติศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพล: งานที่ทรงคุณค่าที่สุดคือการทรงพระนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์และอัตชีวประวัติ เช่น "เกิดวังปารุสก์" และ "เจ้าชีวิต" (Lord of Life) โดยเฉพาะ "เจ้าชีวิต" ซึ่งเป็นหนังสือที่เล่าถึงพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 8 เป็นภาษาอังกฤษ
* วัตถุประสงค์: การนิพนธ์หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การโต้ตอบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ให้ชาวตะวันตกได้รับทราบ เพื่อถ่วงดุลมุมมองที่มีต่อสยาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ที่บิดเบือนในละครเวทีเรื่อง The King and I
-สร้างชื่อเสียงด้านมอเตอร์สปอร์ต: การก่อตั้งทีมแข่งรถ "คอกหนูขาว" (White Mouse Garage) และการสนับสนุนพระองค์เจ้าพีระฯ จนประสบความสำเร็จเป็น นักแข่งรถระดับโลก ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงของประเทศชาติในด้านกีฬาที่ทันสมัย ทำให้ธงชาติไทยถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาในยุโรปเป็นครั้งแรก ๆ

ภายหลังสงคราม พระองค์ทรงอุทิศพระชนม์ชีพให้กับงานเขียนและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้ชาวตะวันตกเข้าใจยิ่งขึ้น ผลงานอันโดดเด่นของพระองค์ มีหลายเล่ม ยกตัวอย่างเช่น
​•​Lords of Life (ประวัติราชวงศ์จักรี)
​•​Chaiyo! King Vajiravudh of Siam (ชีวประวัติรัชกาลที่ 6)
​•​The Twain Have Met (ชีวิตระหว่างสองโลกของพระองค์)

ผลงานของพระองค์สามารถประสานรอยต่อทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับยุโรปอย่างงดงาม และยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” ที่เท่าเทียมกันในทุกชนชั้นให้เห็นอย่างชัดเจน

สะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการยอมรับ สตรีผู้ยืนหยัดเคียงข้างคนรักจนวันสุดท้าย หม่อมเอลิซาเบธ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสยามในฐานะสะใภ้หลวงต่างชาติที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รักของพระราชวงศ์ไทยในยุคต่อมา คุณูปการของท่านต่อสยามและราชสำนักมีมากมายดังเช่น

1. การบูรณาการสู่ราชสำนักไทย
การยอมรับอย่างเป็นทางการ: หม่อมเอลิาเบธได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการพร้อมพระสวามี และถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็ได้รับการยอมรับจากพระราชวงศ์ชั้นสูง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง: ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) หม่อมเอลิซาเบธได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศชั้นสูงที่มอบให้แก่สตรีผู้มีความดีความชอบ

2. บทบาทในฐานะคู่ชีวิตและผู้สนับสนุนมรดกไทย
-คู่คิดในการทำนุบำรุง: หม่อมเอลิซาเบธเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมและงานเขียนของพระองค์เจ้าจุลจักนพง์ในอังกฤษ ทำให้งานเผยแพร่ประวัติศาสตร์ไทยสู่สายตาโลกดำเนินต่อไปได้อย่างดี
-ผู้สืบทอดมรดก: ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี หม่อมเอลิซาเบธได้ดูแลรักษาและสืบทอดมรดกของราชสกุลจักรพงษ์ โดยเฉพาะการดูแลพระธิดา ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ และทรัพย์สินในอังกฤษ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมที่สำคัญของราชสกุลมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวโดยสรุปได้ว่าทั้งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธทรงมีบทบาทในการเป็น ตัวแทนของไทยในต่างประเทศ และ ผู้ประนีประนอมระหว่างประเพณีราชสำนักกับโลกยุคใหม่ ทั้งคู่ได้สร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในยุโรปกับการดำรงความภักดีและเกียรติภูมิของสยามประเทศในสายตาชาวโลกได้อย่างงดงาม

จากลาแต่เพียงร่างกายแต่ใจครองคู่นิรันดร์
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1963 (พ.ศ. 2506) ที่บ้าน Tredethy ในคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ ด้วยวัย 54 ปี หลังจากใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างประเทศ ทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส โดยมีหม่อมเอลิซาเบธอยู่เคียงข้างพระองค์จนถึงวาระสุดท้าย และจากนั้นเป็นต้นมาหม่อมเอลิซาเบธก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมโดย และใช้ชีวิตหลังจากนั้นไปกับการทุ่มเทดูแลต้นฉบับ หนังสือ และภาพถ่ายของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ รวมทั้งเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทยและราชวงศ์ไทยให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจ ทุกคนที่เคยได้รู้จักและสัมผัสกับหม่อมเอลิซาเบธต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านคอยดูแลต้นฉบับ หนังสือ และภาพถ่ายของพระองค์ไว้อย่างประณีต และใส่ใจอย่างที่สุด ราวกับเก็บรักษาส่วนหนึ่งของหัวใจไว้ในนั้น

หม่อมเอลิซาเบธ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2006 (พ.ศ. 2549) ด้วยวัย 96 ปี ที่บ้านหลังเดียวกันกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

อัฐิของทั้งคู่ถูกบรรจุไว้เคียงกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความมั่นคงและซื่อสัตย์ต่อกัน และจงรักภักดีต่อราชวงศ์ไทยและสถาบันกษัตริย์ของไทย

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องราวความรักของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ

ความรักของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของชายหญิงสองคนที่มาจากคนละโลก แต่คือ “บทเรียนแห่งความเข้าใจ” ที่งดงามและทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

รักแท้เริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ทั้งสองต่างมาจากวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทำให้ความรักของพวกเขาอยู่ได้ไม่ใช่ “ความเหมือน” หากคือ “ความเข้าใจในความต่าง” พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงมองเอลิซาเบธด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่สายตาของเจ้านายผู้สูงศักดิ์ และเธอก็มองพระองค์เป็น “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่มีจิตใจงดงาม ไม่ใช่เพียงเชื้อพระวงศ์จากตะวันออก เมื่อหัวใจสองดวงเข้าใจกัน ความต่างใด ๆ ก็กลายเป็นเพียงสีสันของชีวิตร่วมกันเท่านั้น

ความเรียบง่าย คือความหรูหราที่แท้จริงของความรัก
ทั้งคู่ไม่เคยต้องการชีวิตฟุ้งเฟ้อหรือพิธีการใหญ่โต บ้านเล็ก ๆ ที่คอร์นวอลล์มีค่ามากกว่าปราสาท เพราะเต็มไปด้วยความสุขที่เกิดจากความจริงใจ การเดินเล่นทุกเช้าในสวน ทุกเย็นพูดคุยเรื่องชีวิตและความฝัน นี่คือ “ความหรูหรา” ที่เงินทองซื้อไม่ได้ เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรักและความเคารพซึ่งกันและกัน

รักแท้คือการยืนเคียงกันในวันที่โลกไม่เข้าใจ
ทั้งสองต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคม ทั้งจากตะวันออกและตะวันตก
แต่พวกเขาเลือกยืนเคียงกันอย่างสงบ โดยไม่ต้องต่อสู้หรือโต้แย้ง เพราะรู้ดีว่า “ความมั่นคงของหัวใจ” คือคำตอบที่ดีที่สุด พวกเขาไม่ต้องการพิสูจน์ให้ใครเห็น เพียงแค่รักและซื่อสัตย์ต่อกันอย่างแท้จริง

ความรักแท้คือการเติบโตไปพร้อมกัน
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ยังคงเป็นนักเขียน ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
ขณะที่หม่อมเอลิซาเบธเป็นแรงผลักดันและที่พักพิงของพระองค์เสมอ
ทั้งสองไม่เคยหยุดอยู่ที่คำว่า “รัก” แต่ใช้ความรักนั้นเป็นพลังให้กันและกันเติบโต เหมือนต้นไม้สองต้นที่หยั่งรากลึกลงในดินและเจริญงอกงามเคียงกันในสวนเดียวกัน ไม่บดบังกัน แต่ต่างช่วยให้อีกฝ่ายงดงามขึ้น และร่มเงาที่เกิดจากต้นไม้ที่แข็งแรงทั้งสองต้นนี้ก็ได้แผ่ขยายออกไปให้ความร่มรื่นและเป็นที่พักพิงแก่ชีวิตอื่นๆต่อไปอีกมากมาย

รักแท้คือการยอมรับ ไม่ใช่การครอบครอง
เมื่อวันหนึ่งที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ต้องจากไป หม่อมเอลิซาเบธก็ยังคงดูแลบ้านหลังเดิม ท่านไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์จากการสูญเสียหากแต่ใช้ชีวิตอย่างสงบและเต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ เนื่องเพราะท่านเข้าใจเป็นอย่างดีว่าความรักที่แท้จริงไม่สิ้นสุดลงพร้อมร่างกาย หากยังคงอยู่ในหัวใจอย่างอ่อนโยน นี่คือการยอมรับว่า “บางครั้ง ความรักที่ยั่งยืนที่สุด คือการได้รักโดยไม่ต้องครอบครอง”

ความหมายที่ยังคงอยู่และแรงบันดาลใจที่ถูกส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ ไม่เพียงเป็นความรักระหว่างชายหญิงเท่านั้นหากยังเป็นบทพิสูจน์ของ “ความเข้าใจและการยอมรับ” ที่ข้ามพรมแดนของชาติ ศาสนา และสถานะ ในยุคที่ศรัทธาในความรักแท้และคุณค่าของความดีงามดูจะสั่นคลอน เรื่องราวของทั้งคู่ยังคงสอนเราเสมอว่า

“รักแท้มิได้วัดจากยศศักดิ์หรือความมั่งมี แต่เกิดจากหัวใจที่เลือกจะยืนหยัดเคียงกัน แม้ในวันที่ไม่มีสิ่งใดเหลือเลย”

ใดๆ digest ขอแสดงความคารวะอย่างสูงสุดต่อบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้สร้างประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทยทั้งสองท่านนี้ และขอต่อส่งต่อเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและพลังงานดีๆให้กับหัวใจทุกดวงที่เหนื่อยล้ากับการตามหาความรักที่แท้จริงในโลกยุคปัจจุบันนี้ครับ

📚 อ้างอิงแหล่งข้อมูล
​•​Prince Chula Chakrabongse, Lords of Life (London: Alvin Redman, 1960)
​•​Mom Elizabeth Chakrabongse, The Twain Have Met (London: 1956)
​•​Silpa-Mag.com — “พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์: เจ้าชายผู้เขียนประวัติศาสตร์สยามในต่างแดน”
​•​National Museum Journal — “รักข้ามชนชั้นของจุลจักรพงษ์และเอลิซาเบธในยุคหลังสงครามโลก”
​•​Chakrabongse Family Archives, Bangkok

สุโขทัยแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 มาลอยกระทงที่ 'สุโข สุขี ที่สุโขทัย'

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมีนางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มีหัวหน้าส่วนราชการร่วมงานแถลงข่าว ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนร่วมฟังกิจกรรมในการจัดงานในปีนี้ ซึ่งทางจังหวัดกำหนดจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีงานมรดกโลกของจังหวัดสุโขทัย โดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนและภาคเอกเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นภาคธุรกิจของจังหวัดและประเทศ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ จัด ณ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมแถลงข่าวจำนวน 9 ท่าน โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ดร.เกษร เอมโอด ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก ดร.เทียนชัย ทองวินิชศิลป รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย นางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย พ.อ.นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย และนายศักดิ์เกษม ตันติยวรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สุโขทัยพัฒนาเมือง จำกัด โดยมีการแสดง และหลังจากกมสร้างประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยสำนักงานจังหวัดสุโขทัย เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ กิจกรรมหลักเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวมรดกโลก กิจกรรมย่อย จ้างเหมาประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งได้ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี ดี ดีไซน์ 189 เป็นผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่าจังหวัดสุโขทัยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยปีนี้เน้นเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการคัดแยกขยะ กำหนดสัดส่วนการใช้พื้นที่ไม่ให้แออัดจนเกินไป การจัดการเรื่องฝุ่น รวมทั้งโทนสีที่ใช้ในบริเวณงานสวยงามเข้ากับโบราณสถาน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความประทับใจดังคำกล่าว "สุโข สุขี ที่สุโขทัย" ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย 10 วัน 10 คืน

‘มาครง’ หนุนแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามกาซา จี้อิสราเอลหยุดขยายนิคมยิว!! ชี้ทำลายหนทางรัฐปาเลสไตน์

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประกาศสนับสนุนแผนของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามอิสราเอล–กาซา โดยเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงถาวร” และปล่อยตัวเชลยทั้งหมด พร้อมตำหนิการขยายนิคมยิวในเขตเวสต์แบงก์ของอิสราเอลว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรัฐปาเลสไตน์และสันติภาพในภูมิภาค

มาครงกล่าวระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่มประเทศอาหรับและยุโรปที่กรุงปารีสเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าฝรั่งเศส “พร้อมมีบทบาทในกองกำลังรักษาเสถียรภาพกาซา” หลังสงครามสิ้นสุด โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนในกาซาที่ถูกทำลายอย่างหนักจากสงคราม และเตรียมแผนรับมือวันหลังสงคราม

การหารือเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังอิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เพื่อแลกกับการปล่อยเชลยอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนและก่อวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ข้อตกลงนี้มีอียิปต์เป็นตัวกลาง และสอดคล้องกับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้อิสราเอลแสดงความไม่พอใจที่ฝรั่งเศสจัดประชุมดังกล่าวโดยไม่ปรึกษาไว้ก่อน แต่มาครงยืนยันว่าการสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์และผลักดันแนวทางสองรัฐยังเป็นหนทางเดียวสู่สันติภาพถาวร พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นฟูเสถียรภาพและสร้างอนาคตใหม่ให้กับกาซา

‘เซเลนสกี’ ประกาศพร้อมเสนอชื่อ ‘ทรัมป์’ ชิงโนเบล สาขาสันติภาพ หากส่งขีปนาวุธ ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน และช่วยสงบศึกกับรัสเซีย

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน และช่วยเจรจาหยุดยิงกับรัสเซีย ยูเครนพร้อมจะเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 

เซเลนสกีเผยว่า ระหว่างการพบทรัมป์ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาไม่ได้ยินคำว่า “ไม่” จากผู้นำสหรัฐฯ แต่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการพิจารณา โดยเขามองว่าการหยุดสงครามแม้ไม่ง่าย แต่เป็นหนทางที่เกิดขึ้นได้ และหากทรัมป์ช่วยให้เกิดสันติภาพได้จริง “เขาควรได้รับรางวัลโนเบล”

ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า “เกือบตัดสินใจแล้ว” แต่ต้องการทราบก่อนว่าจรวดจะถูกนำไปใช้อย่างไร ด้านรัสเซียเตือนว่า หากสหรัฐฯ ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์รัสเซีย–อเมริกา

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนา ฝูงบิน 411 กองบิน 41

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาฝูงบิน 411 กองบิน 41 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, เสนาธิการกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ข้าราชการ ผู้แทนจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ และวิทยุการบินเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

พิธีในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ก่อตั้งหน่วย และอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่ล่วงลับ พร้อมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจหลักในการป้องกันภัยทางอากาศและการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนา ฝูงบิน 411 กองบิน 41


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top