Monday, 8 June 2026
Hard News Team

นักเคลื่อนไหวตุรกี แฉ!! การปฏิบัติที่เลวร้าย ถูกบังคับ!! ‘จูบธงชาติอิสราเอล’ กดขี่ทารุณ

(5 ต.ค. 68) เออร์ซิน เชลิก นักเคลื่อนไหวชาวตุรกีซึ่งอยู่บนเรือ Global Sumud Flotilla เปิดเผยว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทรมานเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนอย่างรุนแรง หลังจากเรือถูกยึดในน่านน้ำสากล

เชลิกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวและเพิ่งเดินทางถึงอิสตันบูลเมื่อวันเสาร์ (4 ต.ค. 68) ให้สัมภาษณ์กับ CNN Turk ว่า ธันเบิร์ก วัย 22 ปี ถูกทหารอิสราเอลปฏิบัติอย่างน่าหยามเกียรติในระหว่างการควบคุมตัว

“พวกเขาทรมานเกรตาอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเรา” เชลิกกล่าว “พวกเขาข่มเหงเธอ เกรตาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ พวกเขาบังคับให้เธอคลานและจูบธงชาติอิสราเอล พวกเขาทำในสิ่งเดียวกับที่นาซีเคยทำ”

เชลิกระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาแสดงเธอต่อสาธารณะ และเพราะเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง พวกเขาจึงตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เธอโดยเฉพาะ”

‘เส้นแดงปี 1893’ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่ ‘กัมพูชา’ ไม่มีสิทธิ์อ้างครอบครอง เปิดแผนที่ฝรั่งเศสชัด!! เส้นเขตแดนนี้ ไม่ใช่สิทธิ์ แต่คือรอยขีดของจักรวรรดิ

แผนที่ปี 1893: เส้นแดงแห่งอำนาจที่กัมพูชาไม่เคยมีสิทธิ์

การเปิดเผยเอกสารจาก Le Petit Journal วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 (ร.ศ. 112)

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ Le Petit Journal ได้ตีพิมพ์แผนที่ชื่อว่า 'Carte du Royaume de Siam' หรือ 'แผนที่ราชอาณาจักรสยาม' ในภาคเสริมพิเศษ (Supplément Illustré)

แผนที่ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุการณ์ รบปากน้ำ (Paknam Incident) ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 — วิกฤตการณ์ที่ทำให้สยามต้องยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสโดยปราศจากทางเลือก

แผนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็น 'ราชอาณาจักรสยาม' ที่ยังมีอำนาจเหนือดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง — ตั้งแต่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ลงมาถึงพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ

พื้นที่เหล่านี้ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสยามโดยตรง มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองและส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ไปดูแลอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากการเผชิญหน้าทางทหารกับฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้กำลังทางการทูตและกองทัพกดดันให้สยามต้องลงนามใน สนธิสัญญา พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เพื่อมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส — ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสได้นำไปรวมเข้ากับ 'อินโดจีนฝรั่งเศส' ที่ตนตั้งขึ้นใหม่

เส้นเขตแดนที่ขีดโดยอำนาจ ไม่ใช่โดยสิทธิ์ แผนที่ใน Le Petit Journal มิใช่เพียงเอกสารภูมิศาสตร์ แต่คือ 'ประกาศทางอำนาจ' ของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
เส้นสีแดงที่ลากผ่านกลางภูมิภาคนี้ คือรอยขีดของมหาอำนาจยุโรปที่ใช้ 'ปากกาและปืนใหญ่' กำหนดอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะนั้น 'กัมพูชา' มิได้มีสถานะเป็นรัฐอิสระใด ๆ เลย กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอารักขาของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 และเมื่อถึงปี 1893 ฝรั่งเศสได้ใช้ชื่อของ “การคุ้มครองกัมพูชา” เป็นเพียงข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางตะวันตกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขง เพื่อกดดันสยามให้ถอยร่นเขตแดนของตน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง — การกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาในเวลานั้น ไม่ได้มี 'รัฐบาลกัมพูชา' เข้าร่วมตัดสินใจใด ๆ เลย 

ทุกเส้นที่ถูกขีดลงในแผนที่ ล้วนเกิดจาก “ข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” โดยที่กัมพูชาเป็นเพียง 'ดินแดนภายใต้อารักขา' ซึ่งไม่มีอำนาจเจรจา ดังนั้น เขตแดนที่ปรากฏในปี 1893 คือผลลัพธ์ของ “สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” ไม่ใช่ 'สยามกับกัมพูชา'

อำนาจกับประวัติศาสตร์: ใครกันคือเจ้าของเส้น?
แผนที่ฉบับนี้ชี้ชัดว่าระหว่างปี 1893 นั้น โลกยังอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป และในบริบทนั้น 'อำนาจ' สำคัญกว่าทั้ง 'สิทธิ์' และ 'อัตลักษณ์ของท้องถิ่น' สยามเป็นเพียงไม่กี่ชาติในเอเชียที่ยังคงเอกราชไว้ได้ แม้จะต้องยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการดำรงอยู่ของชาติ ขณะที่กัมพูชาถูกลดสถานะเหลือเพียงรัฐอารักขาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ไม่อาจมีสิทธิกำหนดชะตาดินแดนของตนได้แม้แต่น้อย

บทสรุปของเส้นแดง
แผนที่ 'Carte du Royaume de Siam' ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1893 จึงเป็นพยานสำคัญในประวัติศาสตร์ มันไม่เพียงแสดงขอบเขตของสยามเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจของโลกในยุคนั้น โลกที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างสยามต้องต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของตน และโลกที่ประเทศอย่างกัมพูชา ยังไม่อาจลุกขึ้นพูดได้แม้แต่เรื่องเขตแดนของตนเอง

> เส้นสีแดงในแผนที่คือรอยขีดของจักรวรรดิ ที่เตือนเราว่า 'เส้นเขตแดน' ไม่เคยถูกเขียนด้วยความยุติธรรม แต่ถูกขีดด้วยอำนาจของผู้ถือปากกา

เอกสารและบทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแหล่งข้อมูลร่วมสมัยของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 ซึ่งตีพิมพ์ “แผนที่ราชอาณาจักรสยาม” เพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

การเปิดเผยเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างถูกต้อง ว่าการแบ่งเขตแดนในยุคนั้นเป็นผลของอำนาจจักรวรรดิ มิใช่การตกลงระหว่างสยามกับกัมพูชา

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

อนาคตยูเครน สะเทือน!! ‘เช็กเกีย’ อาจถอนตัวช่วยรบ หลัง ANO ชนะเลือกตั้ง ล้มดีล!! กระสุนกว่า 1.8 ล้านนัด

(5 ต.ค. 68) พรรค ANO นำโดยอดีตนายกฯ Andrej Babis กวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย 35% จากการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ทิ้งห่างคู่แข่งพรรครัฐบาล Spolu ที่ได้เพียง 23% นับเป็นชัยชนะที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเช็กเกียและยูเครน จากพันธมิตรสนิท สู่ปริศนาใหม่

ท่ามกลางการนับคะแนนกว่า 98% พรรค ANO คว้า 81 ที่นั่งจากสภาล่าง 200 ที่นั่ง แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก แต่ Babis กำลังเจรจาตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวาจัดและต่อต้าน NATO ส่งสัญญาณที่น่าวิตกสำหรับกรุง Kyiv เช็กเกียเคยเป็นนายแบกของยูเครน ส่งรถถัง จรวด เฮลิคอปเตอร์ รับผู้ลี้ภัยหลายแสนคน และที่สำคัญ ผ้าป่ากระสุนปืนใหญ่ที่จะส่งกระสุน 1.8 ล้านนัดภายในปี 2025

แต่ตอนนี้ทุกอย่างอาจพลิกผัน

Babis ไม่เพียงวิพากษ์โครงการนี้อย่างรุนแรง เขายังประกาศจะ “ยกเลิกมัน!” ชื่นชม Viktor Orban พันธมิตร Kremlin และกล่าวว่ายูเครนเข้า EU เป็น “หายนะสิ้นเชิง”

เมื่อถูกถาม Babis ตอบสั้นๆ ว่า “เรายังไม่พร้อมรับยูเครน… จบสงครามก่อน… โครงการกระสุนควรให้ NATO ดูแล”

คำถามที่หลายคนหวาดกลัวคือ เช็กเกียจะเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือ เป็นอุปสรรคต่อยูเครนหรือไม่?

ความช่วยเหลือจาก Prague อาจหมดลงพร้อมกับชัยชนะของ Babis - คำถามคือ ยูเครนจะรับมือกับพายุที่กำลังมาถึงได้อย่างไร?

เชียงใหม่-ครั้งแรก!! งาน 'ปลายฝนต้นหนาว' จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (4 ต.ค. 68) ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ นายชัยณรงค์ นันตาสาย ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ "ปลายฝนต้นหนาว" จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 "ร้อยเรียงความทรงจำใต้แสงดาวเหนือสายหมอก" โดยมีผู้แทนจากองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลง

จังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวฤดูหนาวในงาน "ปลายฝนต้นหนาว" ภายใต้แนวคิด "ร้อยเรียงความทรงจำใต้แสงดาวเหนือสายหมอก" ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ นำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และหัตถกรรม ผ่านการจัดแสดง และกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามและน่าประทับใจของช่วงปลายฝนต้นหนาวภายในงานตลอด 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 - 12 พฤศจิกายน 2568 ณ พื้นที่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ทุกท่านจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแข่งขันชกมวย ชิงถ้วยพร้อมรางวัล และกิจกรรมส่องดาวสุดโรแมนติก การแสดงดนตรีสดสร้างสีสันตลอดคืน งานประเพณีลอยกระทงอันยิ่งใหญ่ พร้อมเลือกชิม ช้อป และชิลไปกับร้านค้ากว่า 100 ร้าน รวมถึงการสักการะองค์พระพิฆเนศศักดิ์สิทธิ์แกะสลักจากไม้ตะเคียนทองอายุกว่า 1,000 ปี ห้ามพลาด!! งานใหญ่ครั้งสำคัญที่เชียงใหม่ ที่ทุกคนต้องมาเยือน

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

สมุทรปราการ-ครบรอบ 69 ปี วันคล้ายวันเกิด แม่หมี 'ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล' แจกข้าวสารอาหารแห้ง กว่า 1000 ชุด ให้กับผู้ยากไร้ ผู้พิการ 

(5 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจำนวนกว่า 1000 คน ต่างเดินทางมาร่วมรับมอบของแจก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 69 ปี คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ณ วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยครอบครัวพาณิชย์พิศาล ร่วมกับชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้กับ คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ ได้แจกข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม พร้อมทั้ง มาม่า ปลากระป๋อง และขนมปังปิ๊บ นำมาแจกให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และผู้พิการ ในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวนกว่า 1000 ชุด

โดยมี นายอัครนันท์ พาณิชย์พิศาล พร้อมด้วย นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ นายธนิตพงษ์ นางทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ นอกจากนี้ยังมีกัลยาณมิตรผู้ใจบุญ ตลอดจนคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชมรมโฮปฯ และสมาคมกู้ภัยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันแจกข้าวสาร อาหารแห้ง ไอศรีม ให้กับผู้ยากไร้ และผู้พิการ 

จากนั้น ครอบครัวพาณิชย์พิศาล ได้ร่วมกันภวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เจริญพระพุทธมนต์ โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูสมุทรวชิรธรรม (สราวุฒิ โรจนธมฺโม) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์สวย แห่งวัดกลางวรวิหาร นำคณะสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับคุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล พร้อมครอบครัวพาณิชย์พิศาล และคณะเจ้าหน้าที่ชมรมโฮปฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

นราธิวาส- 'แม่ทัพภาค 4' 'ป้ายแดง' พลโท นรธิป โพยนอก เข้านมัสการ 'ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18' รวมทั้งเจ้าคณะ จ.นราธิวาส ก่อนพบปะ ปธ.ซาฟีอี เจ๊ะเลาะ และ คกก.อิสลามฯ เพื่อแนะนำตัวพร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิบัติ เป้าหมายคืนความสันติสุข จชต. 

(5 ต.ค. 68) เวลา 09.00 น. พลโท นรธิป โพยนอก หรือ 'แม่ทัพยูร' แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากกองทัพภาคที่ 1 ลงมารับภารกิจ 'สยบไฟใต้' เดินทางพร้อมคณะฯ ได้แก่ พล.ต.กรกฏ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส และส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าพบผู้นำศาสนา ที่ จ.นราธิวาส ภารกิจแรก ได้เดินทางไปยังวัดประชุมชลธารา ต./อ.สุไหงปาดี โดยได้เข้านมัสการ พระธรรมวัชรจริยาจารย์ (อ่อน ทนฺตจิตฺโต) อายุ 87 ปี 67 พรรษา ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 และเจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา อ.สุไหงปาดี พระผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยพุทธไทยมุสลิมในพื้นที่ โดยคำกล่าวของพระธรรมวัชรจริยาจารย์ เมื่อวันฉลองอายุวัฒนมงคล 7 ม.ค.68 ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน  

“ขอบคุณทุกแรงกายแรงใจของทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการจัดพิธีในวันนี้ ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นความความสมัครสมานสามัคคีของชาวไทยพุทธไทยมุสลิม เสมอมา ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำหลายสายที่ไหลเวียนมาบรรจบกัน แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเป็นสายใยแห่งความผูกพันธ์และความปรองดองระหว่างชาวไทยพุทธไทยมุสลิมในสังคมพหุวัฒนธรรม ท่ามกลางความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก”

ทั้งนี้ พระธรรมวัชรจริยาจารย์ เป็นพระนักปฎิบัติที่มีจริยวัตรที่ดีงาม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฎิบัติ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทุกศาสนาในพื้นที่ ตลอดจนเป็นที่พึ่งทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งในและนอกพื้นที่ และประเทศเพื่อนบ้านอย่างล้นหลามอีกทั้งได้นมัสการ พระโสภณคุณาธาร เจ้าคณะ จ.นราธิวาส และเจ้าอาวาส วัดทองดีประชาราม หรือวัดท่านแดง อ.สุไหงโก-ลก 

จากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น.วันเดียวกัน พลโท นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 เดินทางพร้อมคณะฯ ไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส โดยได้เข้าพบปะ นายซาฟีอี เจ๊ะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส รวมทั้งคณะกรรมการอิสลามฯ เพื่อแนะนำตัวพร้อมคณะทำงานฯ พร้อมทั้งได้หารือแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในทุกมิติ เน้นปัญหาความมั่นคง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ว่า จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราตั้งใจมาเยี่ยมคารวะ ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้ได้หารือกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความสงบในพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น

"นโยบายของผมเองจริงๆ แล้ว ไม่มีนโยบายเฉพาะตัว แต่เป็นนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้การดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน ผมอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เราในฐานะข้าราชการของรัฐ จากทุกภาคส่วน จะเข้ามาดูแลให้พี่น้องทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกคนพร้อมขับเคลื่อนงานตามแนวทางของรัฐบาล เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ”          


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top