Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ‘พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล’ ถูกลอบยิงจนเสียชีวิต ขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ‘เสธ.แดง’ หรือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงขณะกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ และเสียชีวิต 4 วันต่อมา

สำหรับเหตุการณ์ลอบยิงเกิดขึ้นบริเวณทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสีลม ฝั่งสวนลุมพินี บริเวณแยกศาลาแดง เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงด้วยกระสุนจากพลซุ่มยิงมุมสูงเข้าที่ศีรษะท้ายทอยด้านขวา และทะลุท้ายทอยด้านซ้าย ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว หลังจากนั้นทางญาติจึงตัดสินใจย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลในกลางดึกของวันเดียวกัน โดยทางแพทย์ผู้ให้การรักษาได้ให้เหตุผลว่าทางวชิรพยาบาลมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เพียบพร้อมกว่า อาการของ พลตรีขัตติยะ อยู่ในสภาพทรงตัวมาตลอดจนกระทั่งเสียชีวิตด้วยภาวะไตวายเฉียบพลันเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.20 น. โดยมีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร ในวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เวลา 17.00 น.

‘เอกนัฏ’ ย้ำ ‘หน.-เลขาฯพรรค’ ทำงานร่วมกันได้ดี แบ่งหน้าที่กันลงตัว ทุกคนในพรรคสามัคคีกลมเกลียว เป็นครอบครัวเดียวกัน

(12 พ.ค.67) เมื่อเวลา 13.50 น. ที่โรงแรมรีเจ้นท์ชะอำบีชรีสอร์ท อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมสัมมนาพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ เลื่อนจากกำหนดการเดิมที่วางไว้เนื่องจากตรงช่วงเทศกาลสงกรานต์ และอยู่ระหว่างการปรับคณะรัฐมนตรี แต่บังเอิญที่มาตรงกับการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่พรรครทสช.เป็นเจ้าภาพ และการสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พูดเรื่องภายในพรรค โดยประเด็นสำคัญจะเกี่ยวข้องกับภารกิจของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนให้ประชาชน โดยมีบางเรื่องที่ทำและเกิดผลแล้วแต่บางเรื่องต้องใช้เวลาดำเนินการ จึงต้องนำเรื่องนี้มาพูดกับสส.เพื่อนำไปสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้า การพิจารณาบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีแทนนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะพิจารณาโควตาคนนอกหรือจากสส.ในพรรค นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในการสัมมนาวันนี้ไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว และไม่เคยเอาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีมาหารือในที่ประชุมสส. แล้ววันนี้ไม่ได้กำหนดอยู่ในหัวข้อสัมมนา ส่วนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างนั้น เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยังเป็นโควต้าของพรรคหรือไม่ หรือหากจะเปลี่ยนเป็นกระทรวงอื่นต้องมีการพิจารณาหารือถึงผู้ที่เหมาะสม ทั้งนี้การเข้าร่วมรัฐบาลมีเงื่อนไขแค่ไม่เอาพรรคที่ผลักดันให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่แตะหมวดหนึ่ง หมวดสอง และมาตราอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามทุจริต ดังนั้นจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนขึ้นอยู่กับแกนนำรัฐบาลจะมอบให้รับผิดชอบกระทรวงใด และพรรคต้องหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นไปทำงาน ทั้งเรื่องคุณสมบัติและประสบการณ์ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโควตาภาคใด รวมถึงต้องลงตัวในภาพรวมของรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะให้ดูแลกระทรวงใดก็ทำงานเต็มที่ เห็นได้จากกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่รัฐมนตรีของพรรคทำงานอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทเต็มที่ ปฏิบัติภารกิจได้หลายเรื่อง สะสม และสะสางปัญหาที่หมักหมมในกระทรวงได้หลายเรื่อง

เมื่อถามย้ำว่าตำแหน่งที่ยังว่าง จำเป็นต้องเป็นสส.หรือมาจากคนนอกได้ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นสส. เมื่อครั้งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็มองว่านายกฤษฎา มีความเหมาะสม ทั้งนี้ยังไม่รู้ว่าตำแหน่งที่ว่างจะไปลงที่ตรงไหน โดยตำแหน่งรมช.สามารถไปลงตรงไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาพูดคุย  ทั้งนี้ตนมองว่าตำแหน่งรมช.ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบพิจารณา แต่ยืนยันว่าการปรับครม.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในเวลานี้นิ่งแล้ว ขอย้ำว่าภายในพรรคเวลานี้ไม่มีปัญหาอะไรตามที่มีข่าว

ที่สื่อไปตีความว่าแตกแยกหรือมีปัญหา ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงสักเรื่อง ในข้อเท็จจริงบรรยากาศในพรรค เป็นไปอย่างดี ทุกคนตั้งตั้งใจทำงานเพื่อพรรค เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภาพลักษณ์ที่ถูกจับตามองว่าเลขาฯพรรคกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ เป็นทีมเดียวกัน เลขาฯพรรค กล่าวว่า ทุกคนรวมทีมกับเลขาฯพรรค ทุกคนในพรรคเป็นคนของเลขาฯพรรคอยู่แล้ว รวมถึงหัวหน้าและเลขาฯพรรคก็แท็กทีมกันเช่นเดียวกัน 

ผมเคยบอกแล้ว ถ้ามีพีระพันธุ์ ก็ต้องมีเอกนัฏ ถ้ามีเอกนัฏ ก็ต้องมีก็ต้องพีระพันธุ์ เราทำงานเหมือนเป็นคนเดียวกัน แต่แบ่งหน้าที่กัน เป็นเรื่องปกติ ยืนยันว่านายพีระพันธุ์ จะเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ว่าสื่อจะตีความอย่างไร แต่เราจับมือทำงานและพูดคุยกันทุกเรื่อง ส่วนตนทำหน้าที่เป็นกรมการเมือง เป็นแม่บ้านพรรค ดูแลเอาใจใส่คนในพรรค ทำให้ทุกคนในพรรคสามัคคีกลมเกลียว พรรคเรามาจากหลายพรรคการเมืองแต่วันนี้ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่อถามย้ำว่า นายพีระพันธุ์ จะเป็นหัวหน้าพรรคไปจนครบรัฐบาลนี้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนสนับสนุนนายพีระพันธุ์ ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาฯพรรค เราไม่ได้ตั้งตัวเองขึ้นมา แต่มาจากการรับเลือกของที่ประชุมใหญ่พรรค ดังนั้นตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค สามารถเปลี่ยนได้ตามมติที่ประชุมใหญ่ ตามข้อบังคับพรรค เวลานี้พรรคเดินหน้าทำงานต่อไม่มีปัญหาอะไร จึงต้องขอความยุติธรรมให้กับเราบ้าง

เมื่อถามกรณีที่มีกระแสข่าว นายกฤษฎา เตรียมลาออกจากสมาชิกพรรค นายเอกนัฏ กล่าวว่า ไม่ทราบ บางคนเมื่อเสร็จภารกิจนี้แล้ว ต้องการไปทำอย่างอื่น เช่น เป็นบอร์ดบริหารรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่น มีสิทธิไปทำงานตำแหน่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้  ทั้งนี้หลังจากนายกฤษฎา ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี รู้สึกเสียดาย และได้พูดคุยให้กำลังใจบ้าง รวมถึงสมาชิกบางคนที่ลาออกไปแล้วเช่น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ก็ยังได้พูดคุยและมีสัมพันธ์อันดี และอนาคตหากมีโอกาสกลับมาทำงานร่วมกันก็ทำได้

ต่อมาเมื่อถึงเวลา15.30 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้เปิดงานสัมมนา โดยในงานนี้มีบรรยายหัวข้อ ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย โดยรวมไทยสร้างชาติ’ โดยมีกรรมการบริหารพรรค บุคคลสำคัญของพรรค รวมทั้งสส. และรัฐมนตรีเข้าร่วมงานนี้กันมากมายหลายท่าน อาทิ

น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม กรรมการบริหารพรรค นายเจือ ราชสีห์ ผู้บริหารพรรค นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา

โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานในที่ประชุมได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้สส.ได้นำไปชี้แจงให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นและสะท้อนปัญหาในการทำงาน

รายงาน ชี้ ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ’ ใน ‘สิงคโปร์’ ลดลง ผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในฐานะ ‘ผู้บริหาร-ผู้นำทางธุรกิจ’

(12 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘รายงานความก้าวหน้าด้านการพัฒนาสตรีของสิงคโปร์ประจำปี 2024’ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวสิงคโปร์ เปิดเผยว่าผู้หญิงชาวสิงคโปร์ได้รับความเท่าเทียมในที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าอัตราการจ้างงานผู้หญิงสิงคโปร์อายุ 25-64 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 69.2 ในปี 2013-2023 เป็นร้อยละ 76.6 โดยช่องว่างของอัตราการจ้างงานระหว่างเพศลดลงเหลือ 12.4 จุด

ผู้หญิงสิงคโปร์มีบทบาทในฐานะผู้นำทางธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในบริษัทชั้นนำ 100 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ พบสัดส่วนของผู้หญิงที่เป็นคณะกรรมการบริหารเพิ่มขึ้นสามเท่าจากร้อยละ 7.5 ในปี 2013 เป็นร้อยละ 22.7 นับถึงเดือนมิถุนายนปีก่อน

กระทรวงฯ เผยว่ามีการปรับปรุงบริการด้านสาธารณสุขสำหรับผู้หญิงให้ดีขึ้น โดยจำนวนผู้หญิงอายุ 15 ปีที่ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.3 เป็นร้อยละ 89.4 ระหว่างปี 2014-2022

ทั้งนี้ หน่วยงานของสิงคโปร์ยังได้แก้ญัตติกฎบัตรสตรี (Women’s Charter) เมื่อปีก่อน เพื่อเพิ่มขอบเขตอำนาจของรัฐบาลในการเข้าไปแทรกแซงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

‘จีน’ ออกกฎหมายใหม่ ให้ตำรวจเช็กมือถือ ‘ปชช.-นทท.’ ได้ เพื่อ ‘ตรวจจับสายลับ-เสริมสร้างความมั่นคงของชาติ’ 

(12 พ.ค.67) กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน ประกาศกฎหมายใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และต่อต้านพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติและการตรวจจับสายลับต่างชาติ

เมื่อตำรวจอย่างน้อย 2 คนแสดงบัตรตำรวจก็จะสามารถตรวจสอบการส่งข้อความ อีเมล กลุ่มสนทนาในแอปพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงเอกสาร ภาพ ไฟล์เสียง และคลิปวิดีโอบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

กฎหมายใหม่นี้เปิดโอกาสให้ตำรวจเข้าหยุดประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของพวกเขาได้โดยไม่ต้องใช้หมายค้น หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนคดีอาญา

ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ากฎหมายใหม่นี้ จะสร้างความหวาดกลัวในจีน และทำให้ประชาชนต้องควบคุมพฤติกรรมของตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่

‘เกลือ กิตติ’ โพสต์ข้อความพร้อมภาพ ‘ข้าวที่ปลูกไว้เอง’ ชี้!! นี่คือ ‘เกษตรทฤษฎีใหม่-ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ 

(12 พ.ค.67) กลายเป็นกระแสชื่นชม และมีการพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ’ เกลือ กิตติ เชี่ยววงศ์กุล’ นักแสดง พิธีกร นักเขียนบท และผู้กำกับ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘กิตติ เชี่ยววงศ์กุล’ โดยระบุว่า … 

“ฉันผู้ซึ่งปลูกข้าวไว้กินเอง มีกิน มีใช้ เหลือพอแบ่งปัน #เกษตรทฤษฎีใหม่ #farmilyฟาร์มอีหลี #ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

‘ยายขาหัก’ อุ้ม ‘หลาน’ เดินส่งถึงมือหมอ ก่อนล้มพับหน้าห้องฉุกเฉิน พลเมืองดีเร่งช่วย ก่อนทราบบาดเจ็บหนัก เพราะมี ‘รถย้อนศร’ มาชนแล้วหนี

(12 พ.ค.67) ผู้ใช้ติ๊กต็อก ที่ชื่อว่า ‘fffdduxxxtg’ ได้โพสต์คลิปเรื่องราวของยายหลานที่ถูกชนแล้วหนี ระบุว่า “ดีใจที่ได้ช่วยเหลือเด็กน้อยคนแก่ ชนแล้วหนี” โดยเรื่องราวนี้ถือว่าเป็นนาทีบีบหัวใจ เพราะเด็กไม่ได้สติแล้ว และคุณยายก็ร้องไห้จนสุดเสียง พร้อมทั้งอุ้มหลานไว้กับอก พอส่งถึงหน้าห้องฉุกเฉินคุณยายก็ล้มพับไป เพราะด้วยความรักที่มีต่อหลาน เลยไม่รู้ตัวว่าตัวเองขาหัก

ต่อมา คุณกุลธนันท์ หงษ์ทอง เจ้าของคลิปซึ่งเป็นพลเมืองดี พายายหลานส่งโรงพยาบาล ได้เปิดเผยว่า วันนั้นตนออกไปทานข้าวกับลูกสาว กำลังขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางเห็นคนมุงอยู่เยอะมากที่ บริเวณถนนหน้าวัดขมงหัก ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร 

ตนก็มองดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะเห็นเป็นอุบัติเหตุ จึงได้ถอยรถกลับมา แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งพลเมืองดีตรงนั้น บอกว่ามีรถชนแล้วหนี ผู้บาดเจ็บคือยายหลาน ในตอนนั้นเห็นว่าคุณยายร้องไห้หนักมาก เหมือนจะไม่ไหวแล้ว และเด็กก็คือตัวอ่อนไม่ลืมตาแล้ว ตนกลัวว่าเขาจะเป็นอะไร ก็เลยพาขึ้นรถก่อน เกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวค่อยมาคุยกัน

หลังจากนั้นจึงได้ให้คนที่อยู่ตรงนั้นช่วยพยุงยาย และเด็กขึ้นรถ แล้วรีบพาไปส่งที่โรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาล น้องยังไม่ได้สติ และคุณยายก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองขาหัก เพราะความรักที่มีต่อหลาน จึงพยายามอุ้มน้องไปให้ถึงหมอก่อน ส่วนตัวเองนั้นไม่รู้เลยว่าขาหัก

พอส่งน้องให้คุณหมอแล้ว เมื่อคุณยายรู้ว่าตัวเองขาหัก ก็ล้มพับไปเลย เหมือนช่วยหลานให้ถึงที่สุดโดยไม่สนใจตัวเอง ซึ่งตอนแรกตนเองเห็นคุณยายก็นึกว่ามีแผลถลอกเล็กน้อยแค่นั้น พอไปเห็นอาการคุณยายที่โรงพยาบาล คือขาคุณยาย ‘ขยับไม่ได้แล้ว’

จากนั้นตนก็อยู่โรงพยาบาลช่วยประสานงาน ตามหาญาติของคุณยาย และตนก็ขับรถไปตามหาญาติให้มาที่โรงพยาบาล เพราะต้องเซ็นเอกสารอะไรหลายอย่าง และได้โพสต์ในเฟซบุ๊กให้คนกำแพงเพชรช่วยแชร์ตามหาญาติอีกทางหนึ่ง

คุณกุลธนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนเรื่องเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ตนไม่ทราบเลยเพราะตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่จากการพูดคุย ทราบแค่ว่า มีรถย้อนศรมาชนคุณยายกับน้องแล้วหนีไป แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรตนก็ไม่ทราบแน่ชัด

ล่าสุดทางคุณแม่ของน้อง ได้โทรมาขอบคุณ จึงได้สอบถามอาการน้องไป ตอนนี้น้องก็ได้รับความกระทบกระเทือนที่หัวกะโหลกร้าว และคุณยายก็รักษาอาการขาหัก ทราบข่าวแค่นี้ก็ดีใจแล้วที่ทุกคนปลอดภัย ส่วนคู่กรณีตอนนี้ก็ยังเงียบอยู่ ยังหาตัวไม่เจอ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็ตกใจมาก และลูกสาวที่ไปด้วยก็ตกใจ แต่รู้อย่างเดียวว่าต้องช่วยก่อน ไม่ว่าจะเป็นจะตายก็ต้องช่วยก่อน ตนยอมถอยรถกลับมา แล้วรีบให้ขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาลทันที ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่ต้องช่วยเขาให้ถึงที่สุด ให้เขาปลอดภัยก่อน

และสุดท้ายนี้ ตนก็อยากฝากให้ทุกคนขับรถด้วยการระมัดระวัง อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ วันนั้นตนไปกับลูกสาว ก็คุยกับลูกสาวว่าถ้าเกิดเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ต้องรีบช่วย ต้องสงสารเขา เพราะว่าถ้าเกิดวันนึงเราประสบอุบัติเหตุ หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น คนอื่นก็จะได้ช่วยเราเหมือนกัน คุณกุลธนันท์ พลเมืองดีกล่าวปิดท้าย

‘ดร.เสรี’ ชี้ ‘ข้าว 10 ปี’ กินไม่ได้ เพราะมีสารพิษ เป็นอันตรายต่อร่างกาย ฟาด!! ‘ภูมิธรรม’ แสดงละครกินโชว์ หวังผลเอา ‘คนหนีคุก’ กลับประเทศ

(12 พ.ค.67) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีความพยายามในการจะนำเอาข้าวเก่า 10 ปี ออกมาขาย โดยได้ระบุว่า … 

อาจารย์เคมีนำข้าว 10 ปีไปทำการพิสูจน์ตามหลักวิชาการ ได้ผลออกมาบอกว่าข้าว 10 ปีกินไม่ได้ เพราะมีสารพิษ เป็นอันตรายต่อร่างกาย

หมอบอกว่ากินไม่ได้เพราะมี Aflatoxin ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง คนทำธุรกิจข้าวบอกว่าเกิน 2 ปี ก่อมีเชื้อราแล้ว เหม็นหืน กินไม่ดี 
คนส่วนใหญ่ซาวข้าว 1-2 น้ำเท่านั้นเพื่อทำความสะอาดข้าวและรักษาคุณค่าทางอาหารของข้าว ไม่มีใครซาวข้าว 15 น้ำ

รัฐมนตรีพาณิชย์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพรรคร่วม บอกว่ากินได้ และมีการกินโชว์ให้ดู สื่อมวลชนที่เป็นนายแบก นางแบกทั้งหลายก็ร่วมเป็นตัวแสดงในการแสดงละครนี้ด้วย กินโชว์แค่หนเดียวอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ถ้าชาวบ้านซื้อไปกินต่อเนื่องเป็นเดือนเป็นปี ผลลัพธ์อาจจะต่างกัน

กรมวิทยาศาสตร์บริการจะช่วยพิสูจน์ด้วยไหมคะ อย. จะมีบทบาทอะไรได้บ้างคะ นี่เป็นเรื่องอาหารนะ สคบ. จะคุ้มครองผู้บริโภคยังไงได้บ้างคะ

ถ้าพ่อค้าประมูลมาใส่ถุงขาย ประชาชนไม่รู้ ซื้อมากินต่อเนื่อง ถ้ามีปัญหาทางด้านสุขภาพกันมากๆ จะทำยังไง แล้วที่จะส่งไปขายAfrica ภาพลักษณ์ของข้าวไทยในตลาดโลกจะเป็นยังไง ลูกค้ายังจะเชื่อถือข้าวไทยอีกไหม

จะซักข้าว 10 ปี เพื่อซักผิดในอดีตคงไม่ได้หรอกนะ

นี่คือสารตั้งต้นของการเอาคนหนีคุกกลับประเทศหรือเปล่า อย่าทำอะไรล้ำเส้นมากเกินไปเลยนะ แค่นี้คนไทยก็เอือมระอาเต็มทนแล้ว

แทนที่จะ ‘ทำงาน’ ทำไมจึง ‘ทำแต่เรื่อง’ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่กันหน่อยนะคะ

‘สส.ก้าวไกล’ ฟ้องหมิ่นประมาท ‘อ.ทัน’  เหตุตั้งคำถาม ‘หนีเกณฑ์ทหารมาหรือไม่?’

(12 พ.ค.67) เพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร-สำรอง’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่ สส.แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.จากพรรคก้าวไกล ได้ยื่นฟ้อง อ.ทัน แนวร่วมเพจฯ ด้วยคดีหมิ่นประมาท ม.326 และ ม.328 รวมทั้งหมด 7 กรรม โดยได้ระบุว่า ...

#ทุกคนคะ สส.แบงค์ ฟ้อง อ.ทัน แนวร่วมเพจฯ ด้วยคดีหมิ่นประมาท ม.326 และ ม.328 รวมทั้งหมด 7 กรรม 

ตัวอย่างถ้อยคำที่ถูกฟ้อง อ.ทัน ถามว่า " คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ คุณก็หนีทหารนี่ครับ ใช่ไหมครับ บอกหน่อยครับ "

โดย สส. แบงค์ ขอ ศาลเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้

1. ขอให้ อ.ทัน ลบข้อความบน X ออก
2. ขอให้ อ.ทัน โพสต์ขอโทษ 30 วัน
3. ขอให้ อ.ทัน ชดใช้ค่าเสียหาย 5 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย
4. ขอให้ อ.ทัน จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าทนาย

คิดเห็นอย่างไรกันบ้างคะ

‘พีเค’ ขอโทษ ยอมรับผิด ลั่น!! อยากเดินหน้าจีบ ‘อดีตภรรยา’ ชี้!! คนที่ตนอยากเห็นหน้าในทุกเช้าคือ ‘โยเกิร์ต’ 

(12 พ.ค.67) กลายเป็นข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโลกโซเชียล กับเรื่องราวของพิธีกรหนุ่ม ‘พีเค ปิยะวัฒน์’ ที่ก่อนหน้านี้ถูกนางแบบสาวชาวเวียดนาม ‘โจลี่ เหงียน’ ออกมาแฉว่าเป็นสตอล์กเกอร์

ก่อน พีเค จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ขอเลิกยุ่งกับ ‘โจลี่ เหงียน’ 100 % ซึ่งที่ผ่านมาเคยคบกับ ‘โจลี่ เหงียน’ หลังจากหย่ากับ ‘โยเกิร์ต’ และฝ่ายหญิงก็เคยแนะนำตัวเองว่าเป็นแฟนกับเพื่อนๆเขา พร้อมยืนยันตัวเองไม่ใช่สตอล์กเกอร์อย่างที่ถูกอีกฝ่ายแฉ

ล่าสุดทาง ‘พีเค ปิยะวัฒน์’ ก็ได้ออกมาพูดถึงโอกาสที่จะกลับมารีเทิร์นกับ ‘โยเกิร์ต’ โดยพีเคได้เปิดใจว่า “เรายังคุยกันตลอด ยังดูแลหมาด้วยกัน ตนถามเสมอว่าจีบใหม่ได้ไหม”

ซึ่งทาง โยเกิร์ต ก็ตอบว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้ ถามว่าตนมีหวังไหม มันก็หวังจะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน โยคือคนที่ตนอยากเห็นหน้าในทุกเช้า ตนยังหวังดีและรักเขาเหมือนเดิม ที่ผ่านมาตนรู้ว่าตนพลาด ตนขอโทษและยอมรับความผิดตลอดเวลา ตนยอมรับทุกๆอย่าง”

‘YG’ ประกาศขาดทุน 7 พันล้านวอน หลังชวดต่อสัญญา ‘ลิซ่า BLACKPINK’

(12 พ.ค.67) YG Entertainment อดีตค่ายเพลงของ ลิซ่า BLACKPINK ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีที่ 10 พบว่าการไม่มีอยู่ของวงดังส่งผลกระทบให้ค่ายเพลงขาดทุนทันที 7,000,000,000 วอน ซึ่งต่างจากปีก่อนช่วงเวลาเดียวกัน บริษัททำกำไร 36,500,000,000 วอนและตั้งแต่หมดสัญญาราคาหุ้นก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาแค่ 6 เดือน หุ้นของบริษัทตกลงมาเกือบ 30%

ทางบริษัทอ้างว่าการขาดทุนนี้มาจากการลงทุนใน 
ทรัพย์สินทางปัญญา และการปั้นวงใหม่ชื่อ BABYMONSTER โดยไม่ได้กล่าวถึงวง BLACKPINK แต่อย่างใด

และถึงแม้ทางค่ายจะพยายามต่อสัญญากับ ‘ลิซ่า’ ด้วยราคาแพงหูฉี่ 2,700 ล้านบาท แต่ลิซ่าก็ปฏิเสธ และไปเซ็นสัญญาแบบพาร์ตเนอร์กับ RCA รับเงินค่าสัญญาพร้อมอิสรภาพในการทำเพลงรวมถึงได้ครอบครองลิขสิทธิ์ผลงานตนเองในราคา 6,000 ล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top