Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

สำรวจ!! มลพิษจากพลาสติกครึ่งหนึ่งของโลกราว 1.8 ล้านชิ้น มาจากผลิตภัณฑ์ของ 56 บริษัท ที่แปรสภาพเป็นขยะสิ่งแวดล้อม

(13 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

การศึกษาใหม่ได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของบริษัทใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์หลัก ๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยมลพิษจากพลาสติก หลังจากที่นักวิจัยติดตามขยะจำนวนมากและพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งมาจากบริษัทเกือบ 60 แห่ง

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เปิดเผยว่ามี 56 บริษัทที่ก่อให้เกิดขยะ พลาสติกมากกว่า 50% ใน 84 ประเทศ

เพื่อให้ได้ข้อมูลนี้ อาสาสมัครหลายพันคนทั่วโลกได้ดำเนินการ ‘ตรวจสอบ’ พลาสติก โดยพวกเขาจะสำรวจชายหาด สวนสาธารณะ แม่น้ำ และสถานที่อื่น ๆ เพื่อหาขยะพลาสติก อาสาสมัครตรวจสอบขยะแต่ละชิ้นและบันทึกแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้าที่มองเห็นได้ โดยกลุ่ม Break Free From Plastic ได้มีการรวบรวมการตรวจสอบ 1,576 ชุด ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2565

จากการสำรวจพลาสติกมากกว่า 1.8 ล้านชิ้น มีเกือบ 910,000 ชิ้นที่มีแบรนด์ที่มองเห็นได้

ในบรรดาพลาสติกหลายแสนชิ้นนั้น บริษัทชั้นนำ 5 อันดับแรกทั่วโลกที่พบว่ามีผลิตภัณฑ์แปรสภาพเป็นขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ได้แก่ The Coca-Cola Company (11%), PepsiCo (5%), Nestlé (3%), Danone (3%) และ Altria (2%) คิดเป็น 24% ของจำนวนแบรนด์ทั้งหมด ขณะที่ Unilever รั้งอันดับ 8, Moderlez International (เจ้าของแบรนด์ขนมหวาน ช็อกโกแลต และหมากฝรั่งชื่อด้่งอย่าง Oreo, Ritz,Toblerone, Cadbury,Trident, Dentyne, Chiclets และ Halls เป็นต้น) ตามมาในอันดับ 11 และ Mars, Incorporated (เจ้าของแบรนด์ขนมหวานระดับโลกอย่าง M&M’s, Snickers, Mars และ Twix เป็นต้น) อยู่ในอันดับ 12 ซึ่งสามบริษัทหลังนี้มีสัดส่วนไม่ถึงบริษัทละ 2% ขณะเดียวกันการศึกษานี้ยังพบว่าบริษัท 56 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของขยะพลาสติกที่สำรวจพบ

ขณะที่พลาสติกที่หลงเหลืออีก 50% ไม่มีตราสินค้าที่มองเห็นได้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในการรายงานความยั่งยืนของบริษัทต่าง ๆ

ขยะพลาสติกที่ไม่มีแบรนด์ประกอบด้วย 52% ของขยะพลาสติกที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ทั้งหมด แต่การระบุความเป็นเจ้าของของบริษัทให้กับขยะพลาสติกที่ไม่มีตราสินค้าเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ด้วยเทคนิคในปัจจุบัน โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับของพลาสติกที่ไม่มียี่ห้อ ได้แก่ การผุกร่อนด้วยน้ำ แสงแดด และอากาศ รวมถึงระยะเวลาที่วัสดุอยู่ในสภาพแวดล้อม คุณภาพของหมึกที่ใช้ และประเภทของวัสดุหรือสัณฐานวิทยา เมื่อไม่มีหลักฐานระบุตัวตนของผู้ผลิตพลาสติกที่ไม่มีแบรนด์ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบพลาสติกที่มีตราสินค้า

“สินค้าพลาสติกมากกว่า 50% ที่เราพบ เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีความโปร่งใสที่มากขึ้นเกี่ยวกับการผลิตและการติดฉลากผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและความรับผิดชอบ เราขอแนะนำให้สร้างฐานข้อมูลสากลที่เข้าถึงได้แบบเปิดซึ่งบริษัทต่าง ๆ มีหน้าที่ติดตามและรายงานผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ และการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณ นอกจากนี้ เราขอแนะนำให้พัฒนามาตรฐานสากลเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ของบรรจุภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการระบุตัวตน” รายงานการศึกษานี้ระบุ

จากบริษัทที่อยู่เหนือเส้นแนวโน้ม (Trend line) โดยทั่วไปแล้วเป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม (เส้นสีม่วง) ในขณะที่บริษัทที่อยู่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มส่วนใหญ่เป็นบริษัทในครัวเรือนและการค้าปลีก (เส้นสีเขียวนกเป็ดน้ำ) แม้ว่าบริษัททั้งสองประเภทจะผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แต่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมักจะมีระยะเวลาการใช้งานที่สั้นกว่าก่อนที่จะนำไปกำจัด รวมถึงมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าของสินค้าแบบใช้ครั้งเดียว (รวมถึงสินค้าที่มีอายุสั้น) ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มสูงในการบริโภคระหว่างเดินทาง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนและร้านค้าปลีกมีแนวโน้มสูงกว่าในการบริโภคภายในอาคาร ดังนั้นจึงมีโอกาสน้อยที่จะหลบหนีจากโครงสร้างพื้นฐานการจัดการวัสดุและรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม

กระนั้นสิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าเปอร์เซ็นต์นั้นอิงจากการนับจำนวน เป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์นี้จะแตกต่างออกไปหากเปอร์เซ็นต์เป็นมวล เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทค้าปลีกและในครัวเรือนมีแนวโน้มที่จะมีมวลโดยเฉลี่ยมากกว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม การประมาณมวลเฉลี่ยของพลาสติกที่ผลิตโดยแต่ละบริษัทจะต้องแปลงระหว่างจำนวนและมวล

“อุตสาหกรรมมักที่จะโยนความรับผิดชอบให้กับผู้บริโภค แต่เราอยากจะชี้ให้เห็นว่าควรเป็นความรับผิดชอบของแบรนด์ต่าง ๆ ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ยั่งยืน สินค้าแบบใช้แล้วทิ้ง และรูปแบบการจัดส่งที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล” Marcus Eriksen ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษจากพลาสติกของสถาบัน 5 Gyres Institute ผู้เขียนการศึกษานี้กล่าวกับ The Guardian สื่อชื่อดังของอังกฤษ

พลาสติกส่วนใหญ่ทำจากเชื้อเพลิงสกปรก เช่น น้ำมันและน้ำมันเบนซิน ดังนั้นการผลิตวัสดุดังกล่าวจึงก่อให้เกิดคุณภาพอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพและความร้อนสูงเกินไปที่เป็นอันตรายต่อโลกของเรา

เนื่องจากพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะสลายตัวในระยะเวลาหลายสิบปีถึงหลายร้อยปี จึงก่อให้เกิดอันตรายเพิ่มเติมโดยกลายเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าและสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อพวกมันแตกออกเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘ไมโครพลาสติก’

การศึกษาล่าสุดชิ้นหนึ่งในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เชื่อมโยงอนุภาคเหล่านี้กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจวายในผู้ป่วยโรคหัวใจ ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งที่จัดทำโดยหอสมุดแห่งชาติด้านการแพทย์ชี้ให้เห็นว่าไมโครพลาสติกอาจอยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของกรณีมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และเรียกร้องให้มีการวิจัยเพิ่มเติมในเรื่องนี้

>> บริษัทขนาดใหญ่และความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามลพิษ

ในการต่อสู้กับมลพิษจากพลาสติกทั่วโลก มีศัตรูเพียงไม่กี่คนที่มีขนาดใหญ่กว่ารอยเท้าของบริษัทขนาดใหญ่ ด้วยประสบการณ์กว่าสามทศวรรษในการรายงานประเด็นด้านความยั่งยืน ฉันได้เห็นโดยตรงถึงปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ และความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับความรับผิดชอบ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงการผลิต การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวอย่างแพร่หลายได้ทิ้งร่องรอยที่ลบไม่ออกบนโลกของเรา พร้อมกับส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศ ชุมชน และคนรุ่นอนาคต

การแพร่หลายของพลาสติกในชีวิตประจำวันของเรานั้นไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ความสะดวกสบายกลับปฏิเสธต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอันมหาศาล บริษัทขนาดใหญ่ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรและความต้องการของตลาด มีบทบาทสำคัญในการยืดเยื้อวิกฤตนี้ โดยเลิกใช้บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติกจำนวนมหาศาลโดยไม่สนใจผลกระทบเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน จากกลุ่มบริษัทข้ามชาติไปจนถึงแบรนด์ในครัวเรือน มลพิษจากพลาสติกที่หลอกหลอนอยู่ทุกมุมของโลกธุรกิจ

หัวใจของปัญหานี้อยู่ที่ความไม่สมดุลขั้นพื้นฐานระหว่างการบริโภคและความรับผิดชอบ ในขณะที่ผู้บริโภคต้องแบกรับความรู้สึกผิดและการตรวจสอบการใช้พลาสติกอย่างถี่ถ้วน ความรับผิดชอบในท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิตและทำกำไรจากวัสดุเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทใหญ่ ๆ จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าอึดอัดใจ: พวกเขามีความสมรู้ร่วมคิดในการสานต่อวิกฤตการณ์ระดับโลกที่คุกคามโครงสร้างของโลกของเรา

แล้วบริษัทขนาดใหญ่ควรรับผิดชอบบทบาทของตนในการสร้างมลพิษจากพลาสติกอย่างไร?
ประการแรก พวกเขาจะต้องรับผิดชอบห่วงโซ่อุปทานของตน ปฏิบัติตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เข้มงวดเพื่อลด ใช้ซ้ำ และรีไซเคิลพลาสติกตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งรวมถึงการลงทุนในทางเลือกที่ยั่งยืน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้มากที่สุด และลดบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยที่สุดในทุก ๆ กระบวนการที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ ความโปร่งใสและความรับผิดชอบจะต้องเป็นเสาหลักของการกำกับดูแลกิจการที่ไม่สามารถต่อรองได้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในอุตสาหกรรม

บริษัทขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยการใช้พลาสติกและการปล่อยมลพิษ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งรวมถึงการติดตามและรายงานเกี่ยวกับการสร้างขยะพลาสติก วิธีการกำจัด และความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายการลดการลดการใช้พลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ไม่เพียงเท่านี้ การทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับความท้าทายเชิงระบบที่เกิดจากมลพิษจากพลาสติก บริษัทขนาดใหญ่ต้องทำงานร่วมกับรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ แบบไม่ตกหล่น เพื่อพัฒนาวิธีแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่จัดการกับต้นตอของปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการปฏิรูปนโยบาย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการขยะและการรีไซเคิล และการสนับสนุนความคิดริเริ่มที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

รวมถึงสนับสนุนและบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนให้กับชุมชนเพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้

บริษัทข้ามชาติ เช่น ผู้ผลิตมลพิษจากพลาสติกชั้นนำอย่าง Nestle, Coca-Cola และ Pepsi ควรควบคุมตนเองในเชิงรุก พวกเขาสามารถยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมด้วยการออกแบบของตนเอง เพื่อลดผลกระทบด้านลบจากมลพิษจากพลาสติกในขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้

The Washington Post รายงานว่า โฆษก Coca-Cola บอกถึงกลยุทธ์โลกไร้ขยะของบริษัท โดยตั้งเป้าที่จะ “ทำให้บรรจุภัณฑ์ของเราสามารถรีไซเคิลได้ 100% ทั่วโลกภายในปี 2568 และจะใช้วัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 50% ในบรรจุภัณฑ์ของเราภายในปี 2568 เรารู้ว่าต้องทำมากกว่านี้ และเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายโดยลำพังได้”

ด้าน Nestlé แจกแจงว่าบริษัทตั้งเป้าที่จะลดการใช้พลาสติกใหม่ลง 1 ใน 3 และนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในบรรจุภัณฑ์ให้มากขึ้น

ขณะที่ในแถลงการณ์ทางอีเมลของ PepsiCo ระบุว่าบริษัทสนับสนุนกรอบนโยบายระดับโลกเพื่อจัดการกับมลพิษจากพลาสติก และกำลังทำงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่พลาสติกถูกนำมาใช้ซ้ำ

ส่วน Altria ได้ตรวจสอบการศึกษานี้และเชื่อว่าไม่ถูกต้อง เพราะการศึกษานี้รวมข้อมูลจากกว่า 80 ประเทศ แต่ Philip Morris USA บริษัทบุหรี่ของ Altria ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม Win Cowger ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Moore Institute for Plastic Pollution Research และผู้เขียนหลักของการศึกษากล่าวในการตอบสนองต่อคำแถลงของ Altria ว่า “แนวคิดที่ว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทในประเทศใดประเทศหนึ่งจะอยู่ในประเทศที่สร้างผลิตภัณฑ์นั้นเท่านั้นไม่ได้รับการสนับสนุน”

ส่วน Danone ไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความคิดเห็นจาก The Washington Post

กล่าวโดยสรุป ปัญหาเรื้อรังของมลพิษจากพลาสติกจำเป็นต้องได้รับการดำเนินการอย่างเร่งด่วนจากบริษัทขนาดใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะต้องแบกรับความรับผิดชอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่ออนาคตที่ปราศจากมลภาวะนี้ ด้วยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนอย่างแข็งขัน เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่โลกที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

ถึงเวลาดำเนินการอย่างเร่งด่วนแล้ว อย่าเสียเวลาอีกต่อไปเลย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “อาสาตาจราจร”มอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่พลเมืองดี ส่งคลิปขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร ช่วยคนดีชี้คนผิด

วันนี้ (13 พ.ค. 2567) เวลา 10.00 น. ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท. นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ , คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) , คุณนิตยา ลีธีระกุล ผู้บริหารสถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และ คุณอัจฉรา บัวสมบูรณ์ ผู้บริหารสถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตรโครงการอาสาตาจราจร โดยมอบรางวัลให้กับประชาชนเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่สำคัญ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2567 รวมรางวัลทั้งสิ้น 30 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท รวมเงินรางวัลที่จะมอบในวันนี้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 150,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย

นพ.แท้จริงฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการสร้างการตระหนักรู้ในการขับขี่ปลอดภัย ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร การมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐานทางสังคมให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า นับแต่เริ่มโครงการมาจนถึงปัจจุบัน สังคมมีความตื่นตัว มีคลิปการกระทำผิดกฎจราจรจากภาคประชาชนส่งมาให้คณะทำงานพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเบาะแสเหล่านี้ แสดงถึงความสนใจ ใส่ใจกับปัญหาการจราจร และจะเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ทาง  สำหรับผู้กระทำผิดที่ถูกบันทึกคลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำไปตรวจสอบและติดตามมาดำเนินคดี โครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ขับขี่ ยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปการกระทำผิดกฎจราจรมายังช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่ เพจอาสาตาจราจร , เพจตำรวจทางหลวง , เพจกองบังคับการตำรวจจราจร รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ , สวพ.91 และ จส.100  คลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้ว ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยประชาชนเรื่องการเมาแล้วขับ โดยสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากฐานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน พบว่าผู้ขับขี่ที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ เป็นสาเหตุของความสูญเสียจากอุบัติเหตุ 1 ใน 5 อันดับที่เกิดสูงสุด ตามกฎหมายผู้ขับขี่ที่ดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมีโทษทั้งจำคุก และโทษปรับ หากกระทำผิดซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 ในระยะ 2 ปีจากครั้งแรก จะได้รับโทษที่สูงขึ้นเป็นปรับสูงสุด 1 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 2 ปี รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ดังนั้น หากรู้ว่าตนเองมีอาการมึนเมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง โดยให้ใช้บริการรถสาธารณะ หรือให้อาศัยการเดินทางกับเพื่อน หรือคนในครอบครัวแทน จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อตนเองและผู้ใช้ถนนโดยส่วนรวม ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรกับผู้ที่ดื่มแล้วขับทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง

‘GC’ จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งแก่ ‘ณะรงค์ศักดิ์-ทศพร’ เดินหน้าสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนระดับโลก

(13 พ.ค. 67) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ให้แก่นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ และตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ (President) ให้แก่นายทศพร บุณยพิพัฒน์ อย่างเป็นทางการ โดยทั้งคู่จะมารับหน้าที่แทน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ (13 พ.ค. 67)

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้มีมติแต่งตั้ง นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายทศพร บุณยพิพัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มีผลตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 

โดยภายใต้การขับเคลื่อนองค์กรของนายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ และนายทศพร บุณยพิพัฒน์ จะสามารถสานต่อกลยุทธ์ของบริษัทฯ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ แสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในต่างประเทศ พร้อมมุ่งตอบโจทย์ธุรกิจ High Value & Low Carbon และรักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน 

ก่อนหน้านี้ นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ GC และนายทศพร บุณยพิพัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง GC

'สว.สมชาย' งัดเอกสารสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ชี้!! พิรุธกองข้าวค้างโกดัง 10 ปี ยิ่งตรวจยิ่งพบเงื่อนงำ

(13 พ.ค. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘สมชาย แสวงการ’ ดังนี้...

“ยิ่งตรวจสอบลึกยิ่งพบเงื่อนงำ #จำนำข้าว10ปีไม่เน่าจริงๆหรือ?

เพราะรายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ตรวจสอบการเก็บรักษาข้าวขององค์การคลังสินค้าหรือ อคส. นั้น ย่อมตรงไปตรงมาและน่าเชื่อถือที่สุด เพราะต้องออกตรวจสอบพื้นที่ ทุกโกดังคลังเก็บข้าวจริง

อ่านรายงานนี้แล้วจะเห็นพิรุธข้าว 2 โกดังนี้ที่เรียงตั้งไว้อย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อยผิดปกติ ทั้ง ๆที่กองเก็บไว้นานถึง 10 ปี ซึ่งรายงาน สตง.ชัดเจนครับ ว่า ตรวจนับข้าวไม่ได้ในปี 2565 และ 2566

เนื่องจากข้าวเปียกเน่าและล้มกอง

คำถามนี้ ข้าวกองนี้มาได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันให้ถึง DNA ครับ

ใครโกหก ใครปาหี่การเมือง ความจริงมีหนึ่งเดียวครับ

‘ชาวบุรีรัมย์’ เข้าป่าหาเห็ด พบภาพแกะสลักหินโบราณรูปสตรี คาด!! เป็น ‘พระนางสิริมหามายา’ ล่าสุดรอเจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบ

(13 พ.ค.67) ถือเป็นอีกหนึ่งการค้นพบโดยบังเอิญที่ชวนทึ่งไม่น้อย เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ประมูล กองกระโทก’ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไปเก็บเห็ดเจอสิ่งนี้ค่ะอยู่มานานเพิ่งรู้บ้านเรามีสาธุๆๆๆ

สำหรับสิ่งที่พบเจอคือภาพแกะสลักหินโบราณรูปสตรีมีใบหน้าสมบูรณ์ ซึ่งหลังจากนั้นได้ผู้มาโพสต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานที่พบภาพหินแกะสลักดังกล่าวอยู่ที่ บนเขากระเจียว ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Supachai Nong’ ได้ออกมาโพสต์ถึงการค้นพบภาพแกะสลักหินดังกล่าวว่า

สรุปเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็น ‘พระนางสิริมหามายา’ ขณะเหนี่ยวกิ่งสาละ (อยากเห็นรอบๆ รูปสลักนี้มากๆ) ส่วนศิลปะยุคไหนก็คงต้องรอกรมศิลป์

อย่างไรก็ตาม การค้นพบโดยบังเอิญครั้งนี้ หลังจากนี้คงต้องให้กรมศิลปากร นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบค้นต่อไป ว่าเป็นศิลปะในยุคสมัยใด มีอายุเก่าแก่ประมาณเท่าใด?

ทั้งนี้ สำหรับ ‘พระนางสิริมหามายา’ หรือ ‘มายาเทวี’ เป็นพระมารดาของพระโคตมพุทธเจ้า พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ และเป็นพระเชษฐภคินีของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา

เอกสารทางพุทธศาสนาระบุว่า พระนางสิริมหามายาสวรรคตหลังประสูติการพระโคตมพุทธเจ้าได้เพียง 7 วัน เพราะสงวนครรภ์ไว้แด่พระโพธิสัตว์เพียงพระองค์เดียว หลังจากนั้นพระองค์จึงจุติบนสวรรค์ตามคติฮินดู-พุทธ ส่วนพระราชกุมารนั้นได้รับการอภิบาลโดยพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระขนิษฐาที่ต่อมาได้เป็นอัครมเหสีในพระเจ้าสุทโธทนะ

'ดร.ตั้น' ยัน!! 'โครงการแลนด์บริดจ์' ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง เผย!! นักลงทุนสนใจมาก แต่ต้องใช้เวลาตัดสินใจที่ไม่ใช่แค่เดือนสองเดือน

(13 พ.ค. 67) นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโต้ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ปมโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยืนยันไม่ต้องนอนฝัน แต่เป็นเรื่องจริง!! ระบุว่า...

ผมเห็นข่าวที่นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยระบุว่า...

“แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ฝันที่ยากจะเป็นจริง” 

บอกได้เลยว่า เป็นการยุแยงที่อาจจะทำให้ประชาชนและนักลงทุนเข้าใจผิดไปกันใหญ่

ผมในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม คิดว่าปล่อยไว้ไม่ได้ เลยต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกันสักหน่อย เพราะหลังจากที่ผมได้สัมผัส และเห็นข้อมูลจริง ประกอบกับสอบถามมาจากผู้รู้จริง พบว่า สันนิษฐานที่นายสามารถออกมาเผยแพร่นั้น ไม่สะท้อนกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เหมือนตั้งข้อสังเกตกันลอ ๆ และจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด!!

ผมอยากอธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ส่งต่อไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า 'โครงการแลนด์บริดจ์' เชื่อมต่อ 2 ท่าเรือ คือ 'ชุมพร-ระนอง' ที่รัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย อยู่ระหว่างการผลักดันโครงการฯ นั้น เพราะมองเห็นว่า หากโครงการนี้ดำเนินการสำเร็จแล้ว จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศชาติอย่างสูงสุด

'โครงการแลนด์บริดจ์' ถือเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อลดระยะเวลาการขนส่งตู้สินค้าทางเรือ และสร้างผลกำไรให้กับผู้ประกอบการสายเรือ อีกทั้งผู้ประกอบสายเรือในแต่ละราย จะมีกลยุทธ์ต่าง ๆ รวมถึงศึกษาและวิเคราะห์เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจมาร่วมลงทุนในโครงการฯ อยู่แล้ว ทั้งในส่วนของระยะเวลา ต้นทุน และความคุ้มค่า โดยจากการคำนวณในทุกมิติอย่างครบถ้วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า สามารถช่วยลดต้นทุน และระยะเวลาในการขนส่งสินค้า หลีกเลี่ยงความแออัดของช่องแคบมะละกา ตามที่มีการคาดการณ์ที่เชื่อว่า ปริมาณการขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และที่เขาแจ้งว่า การขนส่งสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก อันนี้ก็เกิดจากกรอบความคิดการขนส่งแบบเดิม ๆ ที่จะต้องขน ซึ่งจากการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุริยะฯ ได้เดินทางไปดูการขนถ่ายสินค้าด้วยระบบอัตโนมัติที่เกิดขึ้นจริงในท่าเรือและรถไฟนั้นสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้น 'โครงการแลนด์บริดจ์' ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค ทั้งในเชิงพาณิชย์ และเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน สามารถช่วยลดระยะเวลาการขนส่งทางทะเล และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เกิดเป็นศูนย์กลางการขนส่ง และการค้าแห่งใหม่ของโลกด้วย

อีกหนึ่งหัวใจที่สำคัญ คือ โครงการแลนด์บริดจ์ จะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อคนไทยทุกคน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญ เปิดโอกาสให้กับพื้นที่ภาคใต้ และภาคต่าง ๆ ของไทย รวมทั้งยังจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถสร้างโอกาสให้กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคด้วย

แล้วที่บอกว่า โครงการแลนด์บริดจ์ 'เนื้อหอม' ก็ต้องยอมรับว่า เนื้อหอมจริง ๆ หลังจากที่ท่านนายกฯ ท่านรองนายกฯ 'สุริยะ' ได้เดินหน้าไปโรดโชว์ และประชาสัมพันธ์โครงการให้นานาประเทศได้รู้จักโครงการฯ เพิ่มมากขึ้น พบว่า ขณะนี้มีนักลงทุนที่มีศักยภาพจากหลายประเทศ ต่างให้ความสนใจโครงการฯ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง 

และอย่างที่ท่านนายกฯ เศรษฐา ว่าโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ นักลงทุนคงไม่ได้ตัดสินใจจะลงทุนในระยะเวลาเดือน สองเดือนครับ

ขอเน้นย้ำครับว่า การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องคนที่มีวิสัยทัศน์ ที่จะสามารถมองภาพของการขนส่งทางทะเลของโลกทั้งระบบออก จึงจะเห็นถึงโอกาสมหาศาลของประเทศไทย ไม่ใช่คนที่มองแค่ภาพของการขนส่งภายในประเทศยึดติดความคิดเดิม ๆ ตามประสบการณ์ส่วนตัวที่แคบและขาดความเข้าใจเท่านั้นที่พูดอธิบายยังไงก็ ไม่มีวันเข้าใจเพราะไม่มีความรู้พื้นฐานดีเพียงพอ ซึ่งแตกต่างจากนักลงทุนต่างประเทศที่อยู่ในแวดวง อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ของโลก ต่างก็มองเห็นถึงโอกาสมหาศาลนี้ออก และรอเพียงแค่ว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมที่จะประกาศเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะเข้ามาเสนอตัวลงทุน

ปัญหาในปัจจุบันคงจะมีเพียงแต่คนในประเทศเท่านั้นที่พยายามจะด้อยคุณค่าของโครงการลง เพื่อประโยชน์ส่วนตน

และล่าสุด คือ ตามที่ท่านรองนายกฯ สุริยะ ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นการ และได้โรดโชว์โครงการแลนด์บริดจ์ด้วยนั้น พบว่า บริษัท China Harbour Engineering ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด เรียกได้ว่า “ไม่ได้เงียบกริบ” อย่างที่นายสามารถเข้าใจผิดอย่างแน่นอน งานนี้! อาจจะมีคนเงิบ และรอฟังข่าวดีได้เลย 

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นโครงการที่ถูกหยิบยกมาหาเสียงเมื่อถึงคราวเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่รัฐบาลได้เร่งให้เกิดเป็นรูปธรรม แถมยังเคยมีนักวิชาการออกมายืนยันอีกว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน และเมื่อโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น จึงมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ และได้รับผลประโยชน์ด้านการขนส่งสินค้าของช่องแคบมะละกาที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นโครงการและเกิดขึ้นหรือไม่นั้น จะขอนำกำหนดไทม์ไลน์ของโครงการฯ ที่ระบุไว้ชัดเจน มาเปิดเผยให้ดูว่า หลังจากนี้ จะมีการสรุปข้อมูลจากการเดินทางไปโรดโชว์ รวมทั้งขอเสนอแนะจากนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่าง ๆ มาประกอบการจัดทำร่างประกวดราคา พร้อมทั้งจะมีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และจัดตั้งสำนักงาน SEC โดยคาดว่า จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการฯ ได้ภายในไตรมาส 2/2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกผู้ลงทุน และเริ่มก่อสร้างระยะที่ 1 แล้วเสร็จภายในปี 2573

สรุป!!
การดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม และความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ และผมมั่นใจว่า ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ จะมีนักลงทุนต่างชาติ มาร่วมลงทุนอย่างแน่นอน เพราะเป็นโครงการสำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลักดันให้ 'ประเทศไทย' ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าแห่งใหม่ของโลกครับ

‘อินโดนีเซีย’ อ่วม!! ฝนถล่มหนักติดต่อหลายชั่วโมง ส่งผล ‘น้ำท่วมฉับพลัน-ลาวาเย็นทะลัก’ ดับ 12 ราย

(13 พ.ค.67) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานข้อมูลจากหน่วยกู้ภัยอินโดนีเซีย ‘บาซาร์นาส’ เมื่อราว 22.30 น. วันเสาร์ (11 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดภัยพิบัติในท้องที่อากัมและตานาห์ ดาตาร์ จ.สุมาตราตะวันตก หลังฝนตกหนักนานหลายชั่วโมงเป็นเหตุให้น้ำท่วมฉับพลันและลาวาเย็นไหลทะลักจากภูเขาไฟมาราปี

นายอับดุล มาลิก หัวหน้าหน่วยกู้ภัย แถลง (12 พ.ค.) ว่า “ประชาชนเสียชีวิต 12 คน ร่างถูกนำไปโรงพยาบาลและระบุตัวตนได้แล้ว 9 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 3 ขวบหนึ่งคนและ 8 ขวบหนึ่งคน สูญหายอีกสี่คนในอำเภออากัม วันนี้เจ้าหน้าที่ยังปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่องในทั้งสองอำเภอ”

ทางการท้องถิ่นส่งทีมกู้ภัยและเรือยางค้นหาผู้ที่สูญหาย และขนย้ายประชาชนไปยังที่หลบภัย ทางการท้องถิ่นตั้งศูนย์อพยพและกู้ภัยฉุกเฉินหลายจุด

ทั้งนี้ ลาวาเย็น หรือที่เรียกกันว่าลาฮาร์ เป็นวัตถุจากภูเขาไฟ เช่น เถ้าถ่าน ทราย และหินกรวดที่ฝนชะลงมาตามลาดเขา

อินโดนีเซียนั้นเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มในช่วงฤดูฝน เมื่อเดือนมี.ค. เคยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้มาแล้วอย่างน้อย 26 คน ส่วนภูเขาไฟมาราปี เป็นภูเขาไฟที่คุกรุ่นมากที่สุดในสุมาตรา และเป็นหนึ่งในเกือบ 130 ลูกที่คุกรุ่นมากที่สุดในประเทศ

ในเดือน ธ.ค. ภูเขาไฟมาราปี ปะทุพ่นเถ้าถ่านสูง 3,000 เมตรขึ้นสู่ท้องฟ้า สูงยิ่งกว่าตัวภูเขาไฟเองเป็นเหตุให้นักปีนเขาอย่างน้อย 24 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเสียชีวิต

‘ตุ๊กตุ๊ก-รถแดงเชียงใหม่’ โอด!! ใกล้วิกฤต หลังแอปฯ ต่างชาติเกลื่อนเมือง ชี้!! รายได้หด-รายจ่ายเท่าเดิม ฟาก ‘ชาวเน็ต’ ซ้ำ!! “ทำตัวเองล้วนๆ”

(13 พ.ค.67) กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์จำนวนมาก หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่ม “กลุ่ม เชียงใหม่108 CM108” ที่มีสมาชิกมากกว่า 1.4 หมื่นคน โดยระบุว่า... 

“ตุ๊กตุ๊ก รถแดงเชียงใหม่ ตอนนี้ใกล้ถึงทางตันพอหมดฤดูกาลท่องเที่ยวแทบจะขายรถ รายที่เช่าก็ต้องคืนรถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางครอบครัว ตกงาน ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยเกษียณ

สาเหตุหลักก็คือ แกร๊บต่างชาติเกลื่อนเมือง ซึ่งตอนนี้เยอะมากในเมืองเชียงใหม่ เทียบกับสมัยก่อนที่ยังไม่มีแกร๊บเข้ามาตุ๊กตุ๊ก รถแดงพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง แต่ตอนนี้หน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงทางตันไปต่อไม่ได้ อนาคตคงเหลือแต่ภาพถ่ายและอนุสรณ์ตั้งโชว์หน้าร้านอาหาร อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลยครับ

อยากวิงวอนหลายฝ่ายให้ช่วยกันกู้ชื่อเสียงตุ๊กตุ๊ก รถแดงของบ้านเรากลับคืนมาดังเดิมจะดีมากก่อนที่มันจะสายไปครับ”

หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

- “ก่อนอื่นปรับปรุงที่คนขับรถก่อนเลย เจอมากับตัว รถแดงจากกาดสวนแก้วมาขนส่งช้างเผือก อู้เมือง 20.- พูดไทย 50.- จากกาดสวนแก้วไปเชียงใหม่แลนด์ 80.- ขากลับนั่งอีกคันมา 50.- รอบสุดท้ายที่ตัดสินใจบ่นั่งรถแดงอีกเลย มากัน 5 คน ขึ้นหน้าธนาคารปากซอย ตวด.มาปั๊มเชลข้างกาดสวนแก้ว บอกจะเอาคน 50.- ตัดสินใจพากันเตวมาเอาเจ้า ตั้งแต่หั้นมาก่บ่ขึ้นอีกเลยรถแดง”

- “ทำตัวเองครับ ผมมาจากเชียงใหม่ครั้งแรกนั่งตุ๊ก ๆ ไปธุระตกลงราคาเรียบร้อยขับไประหว่างทางตอนช่วงดึกเขาไปเจอฝรั่งกำลังยืนอยู่ข้างทางอยู่ดี ๆ ก็เบรครถแล้วหยุดไปถามไถ่แล้วไล่ผมลงตรงนั้นเอาฝรั่งไปแทนผมก็จำไม่ลืมจนทุกวันนี้ 7 ปีมาแล้วที่ไม่เคยกลับไปนั่งตุ๊ก ๆ ส่วนรถแดงผมขึ้นจากแยกไนท์พลาซ่าแล้วมาลงหน้าโรงพยาบาลราชเวชเรียกเก็บเงินผมเป็นร้อยแต่คนอื่นลงจุดเดียวกันและนั่งมาไกลกว่าผมจ่ายแค่ 40 บาทรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบไหมครับนั่งระยะทางมาสั้นกว่าเขาแต่เราเรียกเขาแล้วเขาจอดรับกลับมาเรียกเก็บเรา 100 บาทเพียงเพราะว่าเป็นคนต่างถิ่น”

“เรียก…ไม่มีแบ่งแยกคนเชียงใหม่คนต่างจังหวัดราคาเท่ากัน นักท่องเที่ยวไม่ใช่โง่ เทศกาลก็ฉวยโอกาสขึ้นราคาโขกสับคนไทยด้วยกัน แต่…คงราคาเดิมอาจจะเพิ่มนิดหน่อยแต่ยอมรับได้ แล้วใครเขาจะไปใช้รถแดง ส่วนตัวนั่ง… บริการดีพูดจาดีนี่กดทิปให้ด้วย”

“ล่าสุด จะเหมากลับสันกำแพง…เจอรถแดงบอก 500 กด… จ่ายแค่ 215 บาท เป็นคุณจะเลือกอะไรครับ คิดแต่ให้คนอื่นกู้ชื่อเสียง แต่รถแดงกลับไม่คิดจะกู้ชื่อเสียงตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองเป็น ‘สัญลักษณ์’ ของเชียงใหม่แล้วมาบอกให้คนอื่นมาอุ้มครับ รถแดงเป็นเอกชนครับ ไม่ปรับตัวตามโลกก็ดับหายไป”

“สองแถวที่กรุงเทพ ต้องแข่งกะอะไรบ้าง แต่ที่สุดแล้ว ราคาเขาชัดเจน ไม่โขกราคา เขาถึงว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน รับสภาพไปจ้าววว”

“คอมเม้นเป็นเอกฉันท์ ที่วิกฤตเพราะตัวเองทั้งนั้น”

“นี่ไม่รู้ตัวจริง ๆ เหรอ หรือตีมึนแล้วไปโทษแต่…”

“ล่าสุดไปเที่ยวแถว Zoey กลับดึกเรียกรถในแอพไม่มีสักคัน เจอตุ๊ก ๆ ผ่าน เราก็บอกจะไปรวมโชค นางบอก 500 ครับ (กูนี่โบกมือบ๊ายบายเลย)”

“จอดรถให้มันถูกที่ให้เป็นก่อน เกะกะมาก อยากจอดไหนจอด”

“โลกมันคือการแข่งขัน คุณแค่ต้องปรับตัวสู้กับเค้า ไม่ใช่มางอแง… หรือสู้เค้าไม่ได้ ก็แค่เข้าร่วม…มันจะไปยากอะไร”

“พฤติกรรมนำพาชะตาชีวิต”

‘วราวุธ’ กำชับ!! ศรส.ปทุมธานี รุดช่วยยายวัย 67 ปี หลังนอนจมอุจจาระ-ปัสสาวะ ในห้องเช่าเพียงคนเดียว

(13 พ.ค. 67) นางสาวซาราห์ บินเย๊าะ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เปิดเผยถึงการช่วยเหลือคุณยายอายุ 67 ปี ด้วยการงัดห้องเช่า เพราะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยออกมา ที่ จังหวัดปทุมธานี ว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนและศูนย์กลางการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. ได้สั่งการให้ ศรส.จังหวัดปทุมธานี ส่งทีมปฏิบัติการหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายโดยด่วน หลังได้รับการประสานงานจากเทศบาลตำบลบางเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 

นางสาวซาราห์ กล่าวว่า วันที่ 12 พ.ค. 67 ศรส.จังหวัดปทุมธานี , กันจอมพลัง , หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ร่วมกันลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือคุณยาย โดยได้งัดห้องเช่า พบว่า คุณยายอาศัยอยู่เพียงคนเดียว มีสภาพอิดโรย นอนจมอุจจาระและปัสสาวะ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากประสบอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อ 2 เดือนก่อน โดยจะมีเพื่อนบ้าน อสม. อพม. คอยเข้ามาช่วยดูแล แต่มีน้องสาวทำงานที่กรุงเทพฯ จะคอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ ด้วยการส่งเงินเป็นรายเดือน เนื่องจากป่วยเป็นมะเร็ง จึงไม่สามารถรับพี่สาวไปดูแลได้ 

นางสาวซาราห์ กล่าวว่า ได้นำคุณยายไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจสุขภาพและรักษาการอาการป่วยในเบื้องต้น อีกทั้งจะดำเนินการติดตามหาญาติพี่น้องของคุณยายเพิ่มเติม อีกทั้ง เมื่อโรงพยาบาลได้สิ้นสุดการรักษาคุณยายแล้ว ศรส.จังหวัดปทุมธานี จะรับตัวเพื่อเข้ารับการคุ้มครองสวัสดิภาพที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) จังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง หรือประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม ขอให้รีบโทรแจ้ง ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. กระทรวง พม. ผ่าน สายด่วน พม. 1300 บริการตลอด 24 ชั่วโมง

'ประกิต สิริวัฒนเกตุ' แชร์บทเรียนชีวิตในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 ผ่านมรสุมชีวิตมาได้ถึงวันนี้ เพราะพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 

(13 พ.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'ประกิต สิริวัฒนเกตุ' โดยคุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ได้แชร์บทเรียนจริงของครอบครัวช่วงที่ต้องพบเจอกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ไว้ว่า...

ย้อนกลับไปปี 2540 ทำไมประเทศไทยถึงต้องเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ต้นเหตุ มันไม่ได้มีแค่การไร้ความสามารถของรัฐบาล หรือการฝืนต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่การบริหารงานที่ผิดพลาดมันเหมือนไปกดปุ่มระเบิดนิวเคลียร์ของปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ทั้งการเติบโตแบบไร้ทิศทาง เงินเฟ้อสูงเรื้อรัง ค่าแรงพุ่งจนทำให้ศักยภาพแข่งขันอ่อนลง การปล่อยสินเชื่ออย่างหละหลวมของสถาบันการเงิน การเปิดเสรีการเงิน (BIBF) ของรัฐบาลก่อนหน้า เปิดช่องให้เอกชนกู้เงินต่างประเทศ จนหนี้ระยะสั้นมีสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ธนาคารกลางคงค่าเงินไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์ โดยที่ประเทศไทยขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมาอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นช่องรูโหว่ใหญ่ให้ จอส โซรอส ถล่มค่าเงินบาท ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหลอ เกิดหนี้เสียในระบบการเงินมากมายและลุกลามต่อเนื่องจนประเทศต้องเข้าสู่สภาวะล้มละลาย 

เศรษฐกิจไทยพังพินาศ รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือการเงินจาก IMF ดัชนีตลาดหุ้นไทยดำดิ่ง 2539-2540 ร่วงไป -90% บริษัทต่าง ๆ พากันปิดกิจการ ต้องตัดขายสินทรัพย์ให้บริษัทข้ามชาติในราคาแสนถูก คนตกงานมากมายจนต้องพากันมาเปิดท้ายขายของตามตลาดนัด

ครอบครัวของผมก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน ความทรงจำในตอนนั้น คือความสงสัย เหตุใด ครอบครัวเราที่ขยันทำมาหากินอยู่ดี ๆ ต้องลำบากมากขึ้น สินค้าที่นำเข้ามาขายต้องจ่ายในราคาแสนแพง (เพราะเชื่อผู้นำประเทศตอนนั้นว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท) แต่ต้องขายต่อในราคาแสนถูกเพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ การเค้าซบเซาและขาดทุนหนัก ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแม่มาสารภาพบอกว่าเงินทุนการค้าไปจมสูญไปในตลาดหุ้นและที่ดิน แถมมีหนี้ก้อนมหาศาลที่แม่หยิบยืมมาในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเพื่อเอามาใช้จ่ายและหมุนเวียนทำการค้า (เงินการค้าเอาไปเล่นหุ้น)

ผมจำภาพวันที่ผมกลับจากโรงเรียนมาถึงหน้าบ้าน พี่สาวรีบวิ่งมาเปิดประตูแล้วบอกผมว่า พ่อจะฆ่าตัวตาย เพื่อหวังจะให้ครอบครัวได้เงินประกันชีวิต

นั่นคือความอ่อนแอของพ่อ ที่ผมเห็นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต ตอนนั้นผมเข้าใจพ่อเป็นอย่างดี ทำงานมาด้วยความเหนื่อยยาก 20 กว่าปี สุดท้ายนอกจากจะไม่เหลืออะไรแล้ว ยังต้องติดลบหนักอีกต่างหาก

พ่อผมเริ่มตั้งสติ และค่อย ๆ วางแนวทางแก้ไขปัญหา พ่อต้องเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารอีกครั้ง (พ่อเพิ่งปลดบ้านจากธนาคารได้ไม่นาน) พ่อดึงบัญชีจากแม่มาคุมเองทั้งหมด พ่อเลิกจ้างคนงาน และให้ลูกทุกคนช่วยงานหนักขึ้น (ปกติก็ช่วยงานหนักอยู่แล้ว) พ่อสั่งให้ทุกคนประหยัด ประหยัดในที่นี้คือประหยัดสุด ๆ อาหารในแต่ล่ะมื้อจากที่เคยกินกันอิ่มหมีพีมัน ต้องกินแบบเผื่อเหลือในมื้อต่อไป ข้าวสวยจากข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวแข็งๆและไม่อร่อยสุด ๆ (ทำให้ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินข้าวสวยตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้) ยามนอนต้องประหยัดไฟ เปิดได้แค่พัดลมหากใครอยากนอนแอร์ต้องมานอนห้องทำงานพ่อ (พ่อนอนในห้องทำงาน)

ครอบครัวผมไม่ได้ไปกินข้าวนอกบ้านกันอีกเลยตั้งแต่เกิดวิกฤติ ผมต้องกินแต่ข้าวบ้านกับข้าวที่โรงเรียน กินอย่างประหยัดจำเจวนไปเวียนมา พ่อผมบอกว่าถ้าแม่ไม่ทำพังเราสามารถกินเหลาได้ทุกมื้อ (กินภัตตาคาร) คำพูดนั้นฝังใจผมจนถึงทุกวันนี้

ส่วนแม่ของผม ด้วยพื้นเพนิสัยที่เป็นคนดีมีคุณธรรม ประหยัด ขยันทำงาน (แต่จัดการเงินไม่เป็น) ในสภาวะที่ย่ำแย่ แม่ไม่เลือกวิธี ‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’  แต่แม่เลือกที่จะเดินเข้าหาเจ้าหนี้ (เจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่เอ็นดูแม่) บอกถึงความจำเป็น ขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ทุกคนรู้จักนิสัยแม่ดี ทุกคนยอมไม่คิดดอกเบี้ย และให้เวลาแม่ในการผ่อนชำระ

แม่เป็นคนประหยัด ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่แม่ไม่ใช่คนขี้งก แม่สปอร์ตกับลูก แม่ยอมจ่ายไม่ยั้ง ถ้าเป็นเรื่องการกินอยู่ การเรียน และการรักษาพยาบาลของลูก ความที่แม่อยากให้ลูกอยู่สบายไม่ลำบาก มันทำให้ลูกทุกคนไม่รู้ตัวว่า ไอ่ที่กินใช้อยู่นี่มันคือเงินที่มาจากหนี้

พ่อและแม่ สร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นพนักงานบริษัท พ่อเป็นพนักงานขาย ส่วนแม่เป็นเสมียนและทำบัญชี พอทั้งคู่แต่งงานกัน จึงออกมาทำการค้า ความที่ไม่มีทุน จึงต้องเริ่มต้นการค้าด้วยการกู้เงินจากผู้ใหญ่ที่รู้จักต่าง ๆ

ก่อนวิกฤติในยามที่เศรษฐกิจดี กิจการขยายตัว มีรายได้มากขึ้น แต่ต้องมาหมุนเวียนกับการค้าและการชำระดอกเบี้ย หนี้สินจึงไม่เคยลดลง ผมและพี่น้องเกิดมาเมื่อพ่อแม่มีกิจการแล้ว แม้ต้องช่วยงานที่บ้านตั้งแต่ยังเล็ก แต่เรามีกินมีใช้ไม่เคยขาด เราคิดกันไปเองว่าเราเป็นชนชั้นกลางในสังคม

เมื่อเกิดวิกฤติ เราถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว เราแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ และไม่มีทรัพย์สินที่เป็นของเราจริงๆเลย

แม่ผมต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน จากที่เคยนั่งคุมบัญชีการค้าอยู่ที่บ้าน ต้องขับมอเตอร์ไซด์ เป็นเซลล์ขายสินค้าของกิจการ และพยายามหารายได้เพิ่มด้วยการขายถุงพลาสติกให้กับร้านอาหารข้างทางต่าง ๆ (ทุกวันนี้ผมจะชอบไปทานร้านเหล่านั้นเพื่อขอบพระคุณที่ช่วยแม่ผมในยามยากลำบาก)

ในความมืดมนของประเทศ และของครอบครัวผม วันหนึ่งผมนั่งรถเมล์เพื่อเดินทางไปโรงเรียน ในระหว่างที่ผมเหม่อลอย ครุ่นคิดว่า เราจะลำบากไปแบบนี้อีกนานแค่ไหน เราจะมีวันสบายอีกครั้งได้ไหม ผมเห็นป้ายขนาดใหญ่มีรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 และข้อความที่เขียนถึงเศรษฐกิจพอเพียง

“คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่โลภอย่างมาก ไม่สุดโต่ง คนเราก็อยู่เป็นสุข”

“การกู้เงินที่นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ได้ อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงินและทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ”

พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 เมื่อ 4 ธ.ค.2540 และ 4 ธ.ค.2541

ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกวันนั้นอย่างไร ในวันที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืดมน ป้ายของในหลวง คือป้ายแห่งความหวังจริง ๆ ป้ายที่บอกต้นตอของปัญหาและชี้ให้เห็นว่าทางออกควรต้องไปทางไหน

นับจากตอนนั้น ผมยึดคำสอนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ปี 2542 ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยไม่กู้ กยศ. ผมไม่อยากเรียนจบ และเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นหนี้  ผมเชื่อว่าหากผมกู้ กยศ. มา ชีวิตผมจะมีวังวนแบบเดิมเหมือนที่ครอบครัวเคยเป็นมา คือกู้เงินมาใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลิน ผมเห็นเพื่อนที่กู้ กยศ. ใช้จ่ายเหมือนเงินได้มาง่ายๆฟรีๆ เครื่องคิดเลขสำหรับวิศวกรรมสมัยนั้น casio ราคา 3,500 บาท ถือว่าแพง มาก ๆ แล้ว แต่เพื่อนผมกลับใช้เงิน กยศ. ซื้อเครื่อง Texas ซึ่งแพงกว่าเกือบ 2 เท่า

ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น ผมมีบทเรียนของครอบครัวมาแล้ว การใช้จ่ายด้วยเงินกู้ของคนอื่น มันคือการเป็นทาส ผมเลือกที่จะสอนพิเศษแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้มีเงินมาจ่ายค่าเทอม และใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ ผมตระเวนนั่งรถเมล์สอนทั่วกรุงเทพมหานคร ทั่วซะจนไม่มีเขตไหนในกรุงเทพที่ผมไม่เคยไปสอน

วันเวลาผ่านไป ความอดทน พยายามต้องสู้ของทุกคนในครอบครัวของผมเริ่มออกผล พ่อสามารถไถ่ถอนบ้านจากธนาคารในปี 2544 และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าต้นปี 2545 พ่อผมต้องป่วยหนักกลายเป็นเจ้าชายนิทรา แม่และพี่สาวได้มาช่วยกันดูบัญชีต่าง ๆ ที่พ่อทำเอาไว้

นอกจากบ้านที่พ่อไถ่ถอนออกมาได้แล้ว ผลจากการประหยัด ผลจากการที่ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างยากลำบาก พ่อมีเงินสดในบัญชี 3 ล้านกว่าบาท ขณะที่ยังมีหนี้สินค้างอยู่ 12 ล้านบาท แม่ผมได้ใช้เงินนั้นทำการค้าต่อด้วยความระมัดระวังจนเคลียร์หนี้สินได้หมด เจ้าหนี้ทุกคนได้รับเงินครบทุกบาทในปี 2553

ครอบครัวผมได้ประกาศเป็นไท แม่ผมได้สัมผัสถึงอิสรภาพครั้งแรกในวัย 60 ปีพอดิบพอดี ส่วนผมตอนนั้นอายุ 30  สนใจแต่เรื่องทำงานหนัก ไม่อยากเป็นหนี้อะไรทั้งนั้น ไม่มีความต้องการรถคันงามหรือบ้านหลังใหญ่ มีแต่อยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน อยากเป็นสุดยอดนักวิเคราะห์ของประเทศนี้ ผมต้องการแค่นั้นจริง ๆ

ทุกวันนี้ผมขอบคุณพระเจ้า บทเรียนของครอบครัวในอดีต ได้ทำให้ผมมีฐานะทางการเงินในปัจจุบันที่ดี ผมมีอิสรภาพทางการเงิน ผมได้ภรรยาที่ดี เข้าใจเรื่องการเงิน และรู้คุณค่าของคำว่า ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ แม้เราจะมีเงินในบัญชี มีทรัพย์สินต่าง ๆ แต่เราไม่เคยใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้ในแต่ล่ะเดือน กลับกันเราจะต้องกันเงินไปเก็บเพิ่มเสมอ เราไม่เคยประมาท และจะไม่มีวันประมาทเด็ดขาด

และไม่ใช่แค่ผมที่มีอิสรภาพทางการเงิน พี่สาวและน้องสาวของผม ทุกคนได้ประโยชน์จากบทเรียนในอดีต พี่สาวมีธุรกิจที่มั่นคงปลอดหนี้สิน เช่นเดียวกับน้องสาวที่ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อหนี้ใดๆทั้งนั้น

ขอบพระคุณคำสอนของในหลวง ร.9 เศรษฐกิจพอเพียง คือที่สุดของปรัชญาของการดำรงชีวิตในโลกทุนนิยม วันใดที่ผมได้นำคำสอนของในหลวงไปถ่ายทอดให้กับใครต่อใครฟัง ผมอยากบอกกับทุกคนว่า เศรษฐกิจพอเพียงช่วยพวกคุณได้ คุณควรเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินก่อนที่จะสายเกินไป คุณสามารถเปลี่ยนได้ในตอนนี้ด้วยความเข้าใจ มันจะดีกว่าถูกวิกฤติบังคับให้คุณจำใจต้องเปลี่ยน

คำพูดของพ่อผม ‘เราสามารถกินเหลาได้ทุกมื้อ’ ขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ผมยิ้มกับคำพูดนี้ได้แล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top