Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

สาวสุดกลั้น โบกรถตำรวจให้ช่วยพาไปส่งที่ ‘ห้องน้ำ’ พี่จราจรไม่รอช้า พาซ้อน จยย. ส่งถึงที่ ชาวโซเชียลแห่ชื่นชม

(11 พ.ค.67) กลายเป็นคลิปที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์ เมื่อเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน เรื่องทุกข์ร้อนของประชาชนที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบให้ความช่วยเหลือ

เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นกลางในเมือง ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า การจราจรในกรุงเทพนั้นสาหัสแค่ไหน แน่นอนว่า ความปวดท้องหนักนั้นไม่เข้าใครออกใคร ถ้าข้าศึกบุกเราก็พร้อมจะแพ้พ่าย ทำให้กลายเป็นไวรัล เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยโดยด่วน โดยเพจสืบนครบาล ระบุว่า ...

สำหรับเหตุการณ์คับขันที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์จริง ใจกลางกรุงเทพมหานคร บนถนนศรีอยุธยา ในระหว่างที่การจราจรติดขัด เพื่อนในรถตู้เกิดปวดท้องทนไม่ไหว ต้องการเข้าห้องน้ำด่วน เพราะข้าศึกประชิดประตูเมืองแล้ว กระทั่งเปิดกระจกถามเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.พญาไท แล้วไหว้วานให้พี่ตำรวจพาไปส่งเข้าห้องน้ำ

เมื่อประชาชนกำลังเป็นทุกข์ขอหวังพึ่ง ตำรวจก็ไม่รีรอ ให้บริการประชาชน พาซ้อนรถจักรยานยนต์สายตรวจจราจร ไปส่งที่โรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งเป็นจุดที่มีห้องน้ำอยู่ใกล้ที่สุด เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

'รศ.ดร.ดนุวัศ' เปิดม่าน DAD NIDA หลักสูตรผู้นำแห่งปี รุ่นที่ 9 มุ่งสร้างผู้นำยุคดิจิทัลรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนองค์กร-พัฒนาประเทศ

ก้าวสู่รุ่นที่ 9 ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลกับหลักสูตร DAD NIDA ที่มุ่งสร้างผู้นำในยุคดิจิทัล เปิดหลักสูตรแล้วอย่างเป็นทางการ นำโดย รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก 

เปิดหลักสูตรแล้วอย่างเป็นทางการ กับหลักสูตร Development Administrator in Digital Era (DAD NIDA ) รุ่นที่ 9 หลักสูตรแห่งปี ที่มุ่งสร้างผู้นำยุคดิจิทัลรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาประเทศ รุ่นที่ 9 

โดยพิธีเปิดได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ณ VIE Hotel Bangkok, MGallery Hotel Collection นำโดย รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตร DAD NIDA โดยท่านได้ให้เกียรติ ในการกล่าวเปิดหลักสูตรอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจและการบริหารประเทศ ส่งผลให้องค์กรต้องปรับตัวด้วยการทำ Digital Transformation ดิจิทัลจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของธุรกิจ องค์กรที่ปรับตัวทันกับการเปลี่ยนแปลงจึงจะอยู่รอดได้ 

ผู้นำองค์กรยุคดิจิทัลในปัจจุบันจึงต้องมีองค์ความรู้รอบด้าน มีทักษะและทัศนคติที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล จึงจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่รอดรวมถึงแสวงหาโอกาสจากโลกยุคดิจิทัลได้

หลักสูตร DAD NIDA จึงได้ออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำยุคดิจิทัลเพื่อพัฒนาองค์กรและประเทศ ผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญในวงการชั้นนำระดับประเทศ ที่มีความรู้และประสบการณ์ที่อัดแน่น ทันสมัย สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล พร้อมทั้งกิจกรรม Design Thinking Workshop และ Bootcamp เน้นลงมือปฏิบัติงานจริง และสร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดการพัฒนาประเทศในอนาคต

สิ่งที่ผู้นำในยุคดิจิทัลทุกคนต้องจำขึ้นใจคือ "อย่าหยุดการเรียนรู้ เพราะชีวิตไม่เคยหยุดสอนเรา" เป็นสิ่งที่ รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก เน้นย้ำกับนักเรียน DAD NIDA เนื่องด้วยบริบทในโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเคยเรียนรู้ในอดีตอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เราจึงต้องเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันและเข้ากับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา 

ท่านจึงมุ่งหวังที่จะสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้นำยุคดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เน้นสร้าง Experience ให้กับผู้เรียนซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่อยู่นอกเหนือจากตำราผ่าน Activity-Based Learning และการถ่ายทอดประสบการณ์จากวิทยากรชั้นนำระดับประเทศ

ภายในพิธีเปิดหลักสูตรมีผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากหลากหลายวงการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งความรู้จากเหล่ากูรู วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ที่ปรึกษาหลักสูตร และมิตรภาพจากเพื่อน ๆ จาก DAD รุ่นที่ 8 ที่ตั้งใจมาแชร์ประสบการณ์ในการเรียนในหลักสูตร DAD นับเป็นบรรยากาศที่น่าอบอุ่น เป็นกันเองเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งงานในวันนี้ยังนับเป็นการได้พบปะกันครั้งแรกของเพื่อน ๆ DAD รุ่นที่ 9 นี้อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจ และความสำเร็จของหลักสูตร DAD ที่มุ่งหวังในการผลิตคนคุณภาพออกไปพัฒนาประเทศ และปีนี้พร้อมก้าวสู่รุ่นที่ 9 ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน 

ยังมีกิจกรรมอีกมากมายภายในหลักสูตรให้ได้ติดตามกัน ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมหลักสูตรได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.dadnida.com และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ DAD NIDA สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @dadnida (มี@) หรือโทร 092-728-6722

สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จากจีน 4 เท่าตัว เพิ่มจาก 25% เป็น 100% ขวางทางโต EV ขั้นสุด

(11 พ.ค.67) TechHangout รายงานว่า สหรัฐฯ กำลังจะประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนหลายประเภท รวมถึงสินค้ารักษ์โลกต่าง ๆ เช่น แผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ เวชภัณฑ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน จาก 25% เป็น 100%

ปัจจุบัน รถยนต์ที่ผลิตในจีนทั้งหมดต้องเสียภาษีนำเข้า 25% เมื่อนำเข้ามายังสหรัฐฯ นอกเหนือจากภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศอีก 2.5% ซึ่งรวมเป็น 27.5% ภาษีที่สูงนี้ส่งผลกระทบต่อการนำเข้ารถยนต์จีนเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากการส่งออกไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่าเป็นเรื่องง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาไม่แพง แม้จะมีภาษี 25% ราคาก็ยังคงแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่า ไม่ว่าอย่างไร รถยนต์ไฟฟ้าจีนก็อาจเข้ามาทำตลาดในสหรัฐฯ อยู่ดี

ทางการสหรัฐฯ จึงมองว่าภาษี 25% ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจีน ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะขึ้นเป็น 100% ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนจะมีราคาขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อนำเข้ามาสหรัฐฯ 

ทั้งนี้ นโยบายนี้ยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการประกาศเกี่ยวกับภาษีใหม่ในวันอังคารนี้ (14 พ.ค.67)

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ และยุโรป หลายรายเรียกร้องให้มีการขึ้นภาษี เนื่องจากการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดยในปี 2015 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าของจีนอยู่ที่เพียง 0.84% ซึ่งใกล้เคียงกับส่วนแบ่งการตลาดของสหรัฐฯ ที่ 0.66% แต่ในปี 2023 แม้ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 7.6% แต่ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกลับพุ่งสูงไปถึง 37% แซงหน้าหลายประเทศในอุตสาหกรรมนี้

ปัจจุบันภายใต้ความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การผลิตยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีรถล้นตลาดและพอที่จะทำให้มีรถเหลือเฟือสำหรับการส่งออก และผู้ผลิตรถจีนก็ได้เริ่มส่งออกไปยังยุโรปจำนวนมาก จนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาเรือขนส่งได้เพียงพอ

ฉะนั้นเพื่อไม่ให้โอกาสการขยายตัวของรถไฟฟ้าจีนเพิ่มไปกว่านี้ การขึ้นภาษีรถไฟฟ้าจีนที่จะเข้ามาในสหรัฐฯ จึงเป็นเกมกีดกันการค้าที่ดุเอาเรื่อง และนั่นก็จะส่งผลให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีโอกาสได้สัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าจีนราคาประหยัดและเทคโนโลยีล้ำสมัยน้อยลงด้วยไปโดยปริยาย

‘อัครเดช’ ชี้ โควตา รมช.คลัง เป็นเรื่อง ‘หัวหน้า-เลขา’ หารือร่วมกัน ยัน!! ไม่มีรอยร้าวในพรรค ‘สุพัฒนพงษ์’ ยังพร้อมช่วยงาน แม้ลาออกจากสมาชิก

(11 พ.ค.67) นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการสัมมนาพรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันพรุ่งนี้ (12 พฤษภาคม) ว่า กำหนดการจะเป็นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค เปิดสัมมนา จากนั้นจะเป็นการคุยเรื่องนโยบายรื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทยซึ่งจะเป็นการทำความเข้าใจกับ สส.ของพรรค และคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ถึงนโยบายพรรคในการดูแลพี่น้องประชาชนเรื่องพลังงานว่าจะมีมาตรการระยะสั้น ระยะยาวอย่างไรบ้าง เพื่อให้สส.ของพรรคนำไปชี้แจงให้ประชาชนและเครือข่ายได้รับทราบ

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยถึงโควตารัฐมนตรีช่วย แทนนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ลาออกจากตำแหน่งด้วยหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ในการสัมมนาพรรควันพรุ่งนี้ เบื้องต้นจะยังไม่มีเพราะเรื่องโควตารัฐมนตรีช่วย เพราะต้องเป็นเรื่องที่นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค จะได้ปรึกษาหารือร่วมกัน ส่วนจะมีความคืบหน้าอย่างไรจะมีแจ้งสื่อมวลชนอีกครั้ง

เมื่อถามต่อว่า ในโควตาจะยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า เบื้องต้นเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค รทสช. ยืนยันว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยังเป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ อยู่ 

เมื่อถามถึง กรณีมีกระแสข่าวว่าภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ มีรอยร้าว เพราะนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ ก็ได้มีหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคด้วยเช่นกัน นายอัครเดช กล่าวว่า นายสุพัฒนพงษ์ ลาออกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่นายกฤษฎาจะลาออก โดยกรณีของนายสุพัฒนพงษ์ ที่ลาออกเนื่องจากต้องไปดำรงตำแหน่งในภารกิจส่วนตัวของท่าน เพราะการเป็นสมาชิกพรรคอาจจะไม่เหมาะสมในเรื่องของคุณสมบัติ แต่ท่านยังยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมของพรรค และดูแลสส.อยู่ 

“ท่านยังผูกพันและไม่ได้มีปัญหากับพรรค ยังพร้อมที่จะช่วยงานพรรคอยู่ หากพรรคร้องขอไป ซึ่งหากมีกิจกรรมอะไรก็อาจจะได้เห็นท่านรองสุพัฒนพงษ์ ไปร่วมกิจกรรมด้วย และท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร” นายอัครเดช กล่าว

นายอัครเดช ยังกล่าวต่ออีกว่า ขณะที่กรณีของนายกฤษฎา ก็เป็นดุลยพินิจของท่านในการที่จะตัดสินใจ และเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของนายกฤษฎา เพราะเป็นเรื่องในกระทรวงการคลัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของพรรค ซึ่งนายกฤษฎาไม่ได้นำมาหารือในพรรคด้วย ฉะนั้น ปัญหาพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของนายกฤษฎาจึงไม่มีส่วนเชื่อมโยงกัน

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าในพรรคไม่ได้มีปัญหากันใช่หรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี”

‘เจ้าของโรงสี’ ชี้ ข้าว 10 ปี ถ้าดูแลดี นำมาหุงกินได้ ผิดกับข้าวหน้าคลัง ‘อคส.’ ถูกทิ้ง 9 ปี ‘เน่าหมดสภาพ-กินไม่ได้’

(11 พ.ค.67) นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานบริษัทสิงห์โตทองไรซ์คอปอเรชั่น จำกัด ต.ธำรงค์ อ.เมืองกำแพงเพชร ที่รับซื้อขายข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวส่งออกจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งยังมีโกดังให้เช่า 15 หลัง นำสื่อมวลชนดูสภาพกองข้าว บริเวณหน้าโกดังคลังสินค้าหลัง A1 หรือที่เรียกกันว่าโกดังเก็บข้าว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 รวมระยะเวลา 9 ปี

ซึ่งเป็นกองข้าวสรรบรรจุในกระสอบและบิ๊กแบ็ก วางทับกันสูงประมาณ 3 - 5 เมตร ยาว 300 เมตร มีเมล็ดข้าวแตกออกจากกระสอบที่ผุพังและข้าวบางกองก็มีสภาพเน่าเสียจากการถูกน้ำฝนที่สาดเข้ามาหรือมีนกมาถ่ายมูลทิ้งไว้

นายมนต์ชัย เปิดเผยว่า สภาพของข้าวกองนี้เป็นข้าวที่เสียหาย หมดสภาพที่จะนำไปรับประทานได้ เนื่องจากไม่ได้ถูกจัดเก็บอย่างดีและไม่มีการดูแลคุณภาพข้าวตามมาตรฐาน ข้าวจึงอยู่ในสภาพที่นำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือแปรรูปเป็นพลังงานได้เท่านั้น

ส่วน การที่จะนำข้าวที่มีอายุ 10 ปีมารับประทานได้หรือไม่นั้น ในความเห็นของผู้ประกอบการที่ทำโรงสีมานานกว่า 30 ปีมองว่า ขึ้นอยู่กับการดูแลคุณภาพข้าวสาร หากเป็นข้าวที่ได้รับการจัดเก็บอย่างถูกต้องและดูแลเรื่องของคุณภาพข้าวที่ได้ตามมาตรฐาน เช่น อยู่ในโกดังที่มิดชิด มีอากาศถ่ายเท อบรมยาดูแลคุณภาพข้าวอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถนำมาปรับปรุงใหม่ นำมารับประทานได้ แต่หากดูแลไม่ดี สภาพข้าวก็จะมีทั้งกลิ่นทั้งสีที่ไม่น่ารับประทาน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษาคุณภาพข้าวของแต่ละพื้นที่แต่ละแห่งนั่นเอง

สำหรับกองข้าวที่ทิ้งไว้หน้าโกดัง A1 ของบริษัทนั้น นายมนต์ชัย บอกว่า เป็นข้าวที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เป็นข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายก อคส.หรือองค์การคลังสินค้า ได้นำข้าวมาฝากเช่าที่โกดังแห่งนี้ และเมื่อปี พ.ศ. 2558 เกิดเหตุไฟไหม้กลางกองข้าวในโกดัง หลังจากระงับไฟได้แล้วข้าวบางส่วน อคส. และเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย ได้มาตรวจสอบ-คัดแยกข้าวเคลื่อนย้ายออกมาไว้ที่หน้าโกดัง ในกรณีนี้ทาง อคส. ได้รับค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยไปกว่า 10 ล้านบาท

ต่อมา อคส.ได้เปิดประมูลข้าวในโกดังเมื่อปี พ.ศ.2562 ผู้ชนะประมูลได้มาเคลื่อนย้ายข้าวดีภายในโกดังและที่หน้าโกดังออกไปบางส่วน ยังคงเหลือข้าวอีกกว่า 3,000 ตัน ถูกกองทิ้งไว้ ทางบริษัทได้ส่งหนังสือแจ้ง อคส.หลายครั้ง แต่กลับปฏิเสธข้าวกองนี้ แต่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสต๊อกคงเหลือปีละสองครั้ง

ซึ่งทางผู้ประกอบการโรงสีได้ร้องขอให้ทาง อคส. มาขนข้าวออกจากพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบการได้ แต่ได้รับการเพิกเฉย ทางบริษัทจึงอยู่ในระหว่างฟ้องร้องต่อศาลเรียกค่าเสียหายต่อศาลปกครองกลาง รวมทั้งได้ยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีได้รับความเสียหายจากการกระทำขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ดังกล่าวด้วย

‘ชาญชัย’ ฟาดใส่ ‘ภูมิธรรม’ คิดสั้นเอาข้าวเก่า 10 ปี ส่งขายต่างประเทศ ชี้!! เป็น ‘รมว.พาณิชย์’ ไม่ใช่ ‘ทนายแก้ต่างให้ยิ่งลักษณ์’ เรื่องจำนำข้าว

(11 พ.ค.67) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีข้าวหอมมะลิเก่าค้างโกดังโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี รวม 1.5 หมื่นตันที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีแนวคิดที่จะนำเข้าสู่ระบบข้าวเพื่อส่งออกไปขายให้แอฟริกานั้นว่า ข้าวที่ค้างโกดัง 10 ปี ในยุครัฐบาลนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้เป็นข้าวที่เสื่อมคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นอย่าเอาข้าวล็อตสุดท้ายจำนวน 1.5 หมื่นตันนี้ มาทำเล่นให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรชาวนา เพราะจะทำให้ต่างประเทศที่จะซื้อข้าวจากไทย ที่เราส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งหรือ อันดับสองของโลกต้องพลอยจะเสียชื่อของประเทศไทยไปด้วยว่า เราเอาข้าวเสื่อมคุณภาพเข้าระบบข้าว มาขายแล้วไปผสมให้เขา จะทำให้ต่างประเทศเขาสงสัยและเอาไปพูดต่อให้เสียหาย นี่เป็นเรื่องของการตลาดและความน่าเชื่อถือของข้าวไทย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าอยากจะช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ยึดความจริง อย่าไปเอาเรื่องไม่จริงไปหลอกลวงให้คนอื่นสับสนวุ่นวาย และมันจะกระทบต่อภาพรวมของวงการค้าข้าวทั้งระดับประเทศ ระดับโลก

ท่านจะซื้อข้าวนี้ไปเอง จะซื้อไปเก็บ หรือจะซื้อไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ แต่อย่าเอามาเล่นเป็นการเมือง ผมขอฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่าคิดสั้น ให้คิดยาว คุณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย ไม่ใช่ทนายแก้ต่างให้คุณยิ่งลักษณ์ในเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ศาลท่านตัดสินแล้วว่าพวกคุณทำผิดกันและก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีการใช้หนี้ไปจำนวนมากแล้วโดยใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนมาชดใช้หนี้เสียจำนำข้าว ไม่ใช่เอาเงินของคุณยิ่งลักษณ์ หรือของตระกูลชินวัตรมาชดใช้ หรือเอาเงินของพรรคเพื่อไทยมาใช้หนี้แม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้น ผมขอฝากชัด ๆ ว่า บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเล่น เราเป็นนักการเมืองเข้ามาอาสารับใช้ประชาชน ไม่ใช่มานั่งแก้ตัว หรือหาเรื่องค้าบ้านค้าเมือง หาผลประโยชน์กันต่อ ที่หาเรื่องถกเถียงในเรื่องที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว ถ้าคุณไม่ยอมรับว่า เรื่องที่ศาลตัดสินไปแล้วว่าถูกต้อง คุณก็กลับไปฟ้องว่า ใครเป็นผู้ที่ทำผิด

และถ้าเกิดคุณสงสัยว่าข้าวที่อยู่ในโครงการนี้ในอดีตที่ผ่านมาสมัย คสช.ใครไปทำผิด ผมแนะนำว่า คุณมีอำนาจ คุณไปจัดการสอบสวนและดำเนินคดีกับคนนั้น ถ้าใครทำผิดก็เอาไปจัดการ เอาเข้าคุกไปและไปยึดทรัพย์เลย ผมท้าให้พวกคุณไปทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน ผมจะขอบคุณด้วยซ้ำ ถ้าสามารถจับได้ว่า ใครที่ทำผิด จะมียศนายพลใหญ่ขนาดไหน ก็ไปจัดการตามกฎหมายเอา ถ้าแน่จริงขอฝากไปถึงนายทักษิณ และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และฝากถึงนายภูมิธรรม มือขวาของนายทักษิณด้วยว่า ถ้าแน่จริง ไปทำเลยถ้าไม่ทำก็แสดงว่า ไม่แน่จริง คุณกำลังเอาเรื่องนี้มาเป็นเกมการเมือง เพื่อจะช่วยเหลือน.ส.ยิ่งลักษณ์ตามที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์กันหรือไม่ สังคมกำลังติดตาม อย่ามาทำลายเกษตรกรชาวนาไทยด้วยวิธีนี้แค่ข้าว 1.5 หมื่นตัน มันเป็นเศษเสี้ยวของความเสียหายที่พวกคุณทำอะไรกันไว้ในอดีต ขอให้ยุติเรื่องพวกนี้และไปทำเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองจะดีกว่า นายชาญชัย กล่าว

‘หมอรุ่งเรือง’ เผยข้อมูลทางวิทย์ ‘แกงไตปลา’ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ย้ำ!! นี่คือเมนูเพื่อสุขภาพ ‘ป้องกันโรคหัวใจ-รักษาแผลในกระเพาะ-สร้างภูมิคุ้มกัน’

(11 พ.ค.67) จากกรณีเว็บไซต์ต่างประเทศที่ให้ข้อมูลอาหารจากทั่วโลก ออกมาเผยการจัดอันดับ 100 เมนูยอดแย่ของโลก ซึ่งปรากฏว่าเมนู ‘แกงไตปลา’ ของประเทศไทย ได้อันดับ 1 เมนูยอดแย่ของโลก นั้น

ล่าสุด นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับกรณีนี้ โดยระบุว่า แกงไตปลา เป็นอาหารที่เป็นภูมิปัญญาชาวปักษ์ใต้ กระบวนการทำแกงไตปลาอาศัยการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมในด้านอาหารของชาวใต้ จากข้อมูลศูนย์วิทยาศาสตร์ วศ.อว. ยืนนยันว่า เมนูแกงไตปลานิยมใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ในชุมชนและท้องถิ่น มีส่วนประกอบหลัก ได้แก่ พริกแกง (นิยมใช้กระเทียม พริกขี้หนู พริกไทย ตะไคร้ ขมิ้นชัน หอมแดง) ปลาย่าง (นิยมใช้ปลาโอ) ไตปลา (นิยมใช้เครื่องในปลากะพงขาว) กะปิ และเครื่องปรุงรส มีกระบวนการผลิตโดยนำไตปลาสดหรือไตปลาหมัก ใส่น้ำสะอาด ต้มให้เดือด กรอง ใส่เครื่องแกงและเครื่องปรุงรส ซึ่งแกงไตปลาเป็นอาหารที่มีรสจัด จึงนิยมรับประทานร่วมกับผักชนิดต่างๆ เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ ใบมะม่วงอ่อน สะตอ ลูกเนียงหรือลูกพะเนียง

ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า แกงไตปลาเป็นเมนูสำหรับผู้รักสุขภาพอย่างแท้จริง แกงไตปลามีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เนื่องจากมีส่วนประกอบของสมุนไพรหลากหลายชนิด เช่น กระเทียมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ขมิ้นชันรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ตะไคร้ช่วยขับปัสสาวะ ขับสารพิษ ขมิ้นชันรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หอมแดงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก พริกขี้หนูช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และไขมันเลว เป็นต้น อีกทั้งแกงไตปลายังมีโปรตีนสูงจากปลาย่างและให้พลังงานต่ำ เป็นผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่ผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับอาหารไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ในด้านรสชาติอันเผ็ดร้อนถึงใจ มีกลิ่นไตปลาและสมุนไพร อาจเป็นสาเหตุทำให้ไม่เป็นที่ถูกใจของผู้ได้ลิ้มลองรสชาติแกงไตปลา

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้ปรับรสชาติของแกงไตปลาให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น มีความเผ็ดน้อยลง เหมาะกับผู้บริโภคที่ไม่สามารถรับประทานอาหารรสจัดมากได้ แต่ยังคงคุณประโยชน์ของแกงไตปลา ซึ่งในท้องตลาดนอกจากจะมีแกงไตปลาสดจำหน่ายแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถหาซื้อแกงไตปลาสำเร็จรูป เช่น แกงไตปลาบรรจุกระป๋อง แกงไตปลาคั่วแห้งบรรจุกระป๋องหรือบรรจุถุง ที่สะดวกต่อการบริโภค เก็บรักษาได้นาน โดยในการซื้อผลิตภัณฑ์แกงไตปลาสำเร็จรูป ควรสังเกตผลิตภัณฑ์ที่ได้เครื่องหมาย อย. (มาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือ มผช. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัย

'ผู้ปกครอง' ชี้!! 'ปริญญาตรี-สูงกว่า' ไม่มีผลต่อการสมัครงานในอนาคต ยก!! อาชีพขายของออนไลน์ ปั้นตนเป็นอินฟลูเอนเซอร์หาเงินได้ง่ายกว่า

(11 พ.ค.67) BTimes เปิดเผยข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งระบุถึงการศึกษาของไทยว่า มีหลายประเด็นที่ภาครัฐคงต้องให้ความสำคัญในการวางแผนแก้ไขอย่างจริงจัง ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่นับวันจะสูงขึ้น เมื่อค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะมีการแข่งขันที่สูง หรือโรงเรียนที่มีหลักสูตรพิเศษอย่างภาษาต่างประเทศ หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษามากขึ้น 

คุณภาพการศึกษาของไทยที่ลดลง สะท้อนผ่านดัชนีการวัดความสามารถด้านความรู้ระดับประเทศหรือ PISA ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่ออนาคตของบุตรหลาน และตลาดแรงงานไทย ด้านทัศนคติการเรียนต่อระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีลดลง 

ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่าผู้ปกครองเกือบครึ่ง (49% ของกลุ่มตัวอย่าง) เห็นด้วยกับบุตรหลานที่เริ่มมองว่าการเรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าไม่สำคัญต่อการสมัครงานในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าอาชีพอิสระหาเงินได้มากกว่า และปัจจุบัน มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จและสร้างรายได้จากการใช้เทคโนโลยี ในการสร้างรายได้จากการขายของออนไลน์ การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) และการสร้างรายได้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีผลต่อตลาดแรงงานในระยะข้างหน้า

ดังนั้น เพื่อยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียม และเตรียมทักษะความพร้อมให้กับนักเรียน ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาทิ 1. การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา 2. การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไป 3. การยกระดับโรงเรียนอาชีวศึกษาด้วยการเพิ่มงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนา และ 4. การพัฒนาและยกระดับความรู้ใหม่ๆ (Upskill และ Reskill) ให้กับบุคลากรผู้สอน รวมถึงการเพิ่มบุคลากรครูผู้สอน

‘พิธา’ ชี้ ควรตรวจสอบ ‘ข้าว 10 ปี’ ด้วยห้องแล็บ ย้ำ!! น่าเชื่อถือกว่าการกินโชว์ พร้อมตั้งข้อสงสัย ทำไมไม่พูดถึงการส่งออกข้าวในภาพใหญ่ แต่มาเจาะในภาพย่อย

เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.67) ที่ร้าน Sol Bar Chaingmai อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ร่วมเวทีเสวนา เปิดรายงานก้าวไกล สถานการณ์ไฟป่า-ฝุ่นพิษ 67 และข้อเสนอต่อรัฐบาล

โดย นายพิธา ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ถึงกรณีที่มีการพยายามนำข้าวในโครงการการจำนำข้าว ที่ค้างอยู่ในโกดัง 10 ปี ออกมาขายและมีการให้สื่อมวลชนร่วมรับประทาน โดยนายพิธา บอกว่า ตนเข้าใจในภาพย่อย แต่สงสัยในภาพใหญ่ ภาพย่อยคือข้าวที่ค้างมา 10 ปี เริ่มต้นมาก็น่าจะกินได้ แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบทางด้านวิทยาศาสตร์ มีการจะเริ่มเปิดประมูล มีการส่งออกไปแอฟริกา นี่เป็นภาพย่อยที่ฟังมาเรื่อย ๆ ถ้าข้าวที่เก็บไว้ในโกดัง หรือในไซโล มีมอดหรือไม่มีมอด เป็นเรื่องรายละเอียดที่เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน แต่สงสัยในภาพใหญ่ว่า 

ในปีนี้ข้าวมีรอส่งออก เดาว่าน่าจะหลายสิบตัน แต่ภาพใหญ่อยู่ดี ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่พูดถึงเรื่องการส่งออกข้าว ในภาพใหญ่ แต่มาเจาะจงในมูลค่า 270 ล้านบาท ในภาพย่อย คือตนไม่เข้าใจภาพใหญ่ว่า ต้องการจะอธิบายว่าไม่มีปัญหา หรือว่าต้องการจะปิดบัญชี หรือจะบอกว่าโครงการจำนำข้าวไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด เพราะไม่มีเสียหายเลย สามารถส่งออกได้ ต้องถามจุดประสงค์ในการพูด ถ้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมข้าวไทยในปีนี้เป็นภาพใหญ่ ตนพอจะเห็นภาพอยู่ ซึ่งถ้าพูดมาทั้งหมดแล้ว มาพูดเรื่องนี้ตนพอจะเข้าใจอยู่ แต่ตนไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ เรื่องนี้ถึงโผล่ขึ้นมา ตนเลยอยากฝากสื่อมวลชน ไปถามคณะรัฐมนตรี ที่ก็ยังถูกถามว่ากล้ากินไม่กล้ากิน แล้วทำไมต้องมาทดลองกินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นกำลังใจให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหานี้ 

นายพิธา ยังกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการตรวจสอบข้าว เราตรวจสอบด้วยวิทยาศาสตร์ได้ ว่ามีสารทางเคมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าพิสูจน์ทางกายภาพได้ ของแบบนี้มีห้องแล็บที่พิสูจน์ได้ หลายๆ มหาวิทยาลัยในประเทศพิสูจน์ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาลองกินข้าว ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะเรื่องรสชาติเป็นเรื่องของแต่ละคน เรื่องข้าวพิสูจน์ผ่านวิทยาศาสตร์ได้ ไม่ต้องมาเถียงกันผ่านสื่อ

‘Honda’ ดึง ‘Prelude’ รถสปอร์ตในตำนาน หวนคืนตลาด ชูตัวท็อปพ่วง คาดเปิดตัวปีหน้า ราคาล้านต้น

(11 พ.ค.67) หลังจาก Honda เซอร์ไพรส์เปิดตัว Honda Prelude Concept ในงาน Tokyo Auto Show เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ในตอนนี้ทางบริษัทได้ยืนยันแล้วว่าจะผลิตรถสปอร์ตไฮบริด 2 ประตูอย่างแน่นอน และจะเปิดตัวในปี 2025

โดยจะมีเครื่องยนต์ 4 สูบ e:HEV ขนาด 2.0 ลิตรแบบเดียวกับที่ใช้กับรุ่นไฮบริดของ Accord และ Civic แต่จะให้กำลังมากกว่าเล็กน้อย โดยมีกำลังรวม 207 แรงม้า

คาดว่าขนาดมิติถัง Honda Prelude Hybrid จะมีความยาว 4,300 มม. กว้าง 1,790 มม. สูง 1,300 มม. และระยะฐานล้อ 2,575 มม. โดยจะมีขนาดเกือบใกล้เคียงกับ Toyota GR86 และใหญ่กว่า Mazda MX-5 Miata

มีรายงานว่า Honda จะวางให้ Honda Prelude Hybrid เป็นรุ่นพรีเมียมและจะเป็นคู่แข่งที่เหนือกว่าโตโยต้าสองประตูอย่าง Toyota GR86 ด้วย

ตามข้อมูล Honda Prelude Concept จะตั้งราคาในญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.2 ถึง 4.5 ล้านเยน (ประมาณ 1 - 1.07 ล้านบาท) มากกว่า Toyota GR86 ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 2.9 - 3.6 ล้านเยน (ประมาณ 7-8แสนบาท)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top