Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

นักวิชาการ จี้ ‘กระทรวงพาณิชย์’ ให้ส่งข้าวเข้าห้อง Lab เพื่อตรวจเชื้อรา ชี้!!การกินโชว์ พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย นอกจาก ‘มีมอด-ต้องซาวน้ำ 15 ครั้ง’

(11 พ.ค.67) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับข้าวเก่า 10 ปีว่า 

ใครก็ได้ที่กระทรวงพาณิชย์ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับว่า ถึงวันนี้ทำไมจึงไม่มีการสุ่มตัวอย่างข้าวอายุ 10 ปี ส่งเข้าห้อง lab เพื่อตรวจว่ามีเชื้อรา และสารพิษใดๆ ตกค้างอยู่ในข้าวหรือไม่ เพราะนี่คือสิ่งที่ไม่ใช่ควรทำ แต่ต้องทำ หากจะยังคงดึงดันที่จะเปิดให้คนมาประมูลซื้อ

เรื่องการกินข้าวโชว์ ควรจะหยุดได้แล้วนะครับ เพราะมันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย นอกจากพิสูจน์ว่าข้าวมีมอดเต็มไปหมด และเปลี่ยนสภาพไปจนต้องล้างน้ำ 15 ครั้ง เท่านั้น

นราธิวาส-ผบ.ทบ. เยี่ยมให้กำลังใจ และติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนนราธิวาส

วันนี้ ( 11 พฤษภาคม 2567 ) เวลา 09.00 น. พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมด้วย คณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล พร้อมติดตามการปฏิบัติภารกิจของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่ 33 อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส  และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของหน่วย และมอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่กำลังพล โดยมี พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมคณะตรวจเยี่ยม และ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ , ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือที่ 33 ,หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

พร้อมกันนี้ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ และคณะฯ ได้ลงนามในสมุดตรวจเยี่ยม พร้อมพบปะให้กำลังใจแก่กำลัง และสอบถามปัญหา ความเป็นอยู่ ข้อขัดข้อง เพื่อร่วมหาวิธีพัฒนาการปฏิบัติภารกิจ ทั้งการป้องกันตนเอง การป้องกันฐานปฏิบัติการ เพื่อการดูแลประชาชนให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และได้มอบเครื่องอุปโภค บริโภคแก่หน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแทนคำขอบคุณและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฎิบัติภารกิจในพื้นที่อีกด้วย

โอกาสนี้ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ระบุว่า กองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (อส.จชต. ) ในทุกตำบลของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่ง นายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน โดยกระทรวงมหาดไทย ได้ประสานให้หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ  ดำเนินการฝึกและเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำเสริมสร้างสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ เป็นกำลังหลักในการดูแลพื้นที่และพิทักษ์ประชาชน มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานตามหลักยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา พร้อมระบุว่า Marine คือ ทหารนาวิกโยธิน สำหรับเมืองไทย Marine คือ กองพลที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพเรือ พร้อมชื่นชมกำลังพลทหารนาวิกโยธินทุกนาย เป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถ เทียบเท่าทหารอเมริกัน  เห็นได้จากการดูแลพื้นที่ให้มีมั่นคง เป็นที่เชื่อมั่นแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งงานด้านยุทธการเป็นงานยุทธศาสตร์ ด้านการพบปะกับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่จะต้องดำเนินการควบคู่การดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ ให้พื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัย โดยเฉพาะพื้นที่แห่งนี้ คือ อำเภอสุไหงโก-ลก และ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีความเจริญและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่าง พร้อมย้ำว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับ มีความห่วงใย และขอส่งกำลังใจมายังกำลังพลทุกนาย ขอให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างมีสติ ไม่ประมาท หมั่นซักซ้อมการปฏิบัติให้พร้อมรับมือต่อสภานการณ์ฉุกเฉินและทุกเหตุการณ์อย่างทันท่วงที 

รวมทั้งกล่าวขอบคุณที่ทุกท่านทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ และขออำนวยพร สวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ฃหลายอันเป็นมงคลยิ่งให้การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลปราศจากโรคภัย ไข้เจ็บ และปกป้องอันตราย ตลอดจนนำไปสู่ครอบครัวของทุกคน ยืนยันได้เห็นแววตาความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตั้งใจจริง ของทุกคน ที่เป็นผู้มีวินัย มีความเข้มแข็งของชายชาติทหาร แม้ในอนาคตเราจะไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่แห่งนี้แล้วก็ตาม  ขอเป็นกำลังใจ และเชื่อมั่นว่า ทุกคนทำงานที่ตั้งใจ อย่างมีความสุขและปลอดภัย ขอบคุณที่เสียสละเพื่อพี่น้องประชาชน และประเทศชาติ นำพาความผาสุข มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริง

‘รัดเกล้า’ เผย!! ครม.ไฟเขียวขยายเวลา 2 โครงการใหญ่ชลประทาน เหตุเพราะปัญหาและอุปสรรคจากสถานการณ์โควิด19

(11 พ.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ จำนวน 2 โครงการ สาเหตุเนื่องจากปัญหาและอุปสรรคจากสถานการณ์ Covid - 19 ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางให้อยู่ในวงจำกัด ส่งผลให้ผู้รับจ้างประสบปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้างเครื่องจักร เครื่องมือไม่เพียงพอ และไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสถานที่ก่อสร้างได้ นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ยังมีสาเหตุมาจากสภาพภูมิประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงมีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขแบบก่อสร้างเพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน และลดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับในขั้นตอนการจัดหาที่ดินมีเจ้าของทรัพย์สินบางส่วนไม่ยอมรับราคาค่าทดแทนทรัพย์สินที่ภาครัฐกำหนดและไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ รวมถึงที่ดินบางแปลงติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งจากปัญหาอุปสรรคดังกล่าว กษ. โดยกรมชลประทานจึงได้อนุมัติให้มีการขยายอายุสัญญาและอนุมัติงดค่าปรับจากการแก้ไขแบบแก้ไขสัญญา และให้ได้รับสิทธิ์กำหนดอัตราค่าปรับร้อยละ 0 ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงแพร่ระบาดโรค Covid - 19 ของทั้ง 2 โครงการด้วยแล้ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาดังกล่าว กษ. (กรมชลประทาน) จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ภายใต้กรอบวงเงินโครงการเดิมจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จังหวัดชลบุรี เสนอขออนุมัติขยายระยะเวลาจากเดิม 14 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553–2566) เป็น 17 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553–2569) และโครงการกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง จากเดิม 19 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548–2566) เป็น 22 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548–2569) 

“โครงการชลประทานขนาดใหญ่เป็นไปเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำ ทั้งสำหรับพื้นที่เพาะปลูก การอุปโภค บริโภค การอุตสาหกรรม ปศุสัตว์ รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ได้ในอนาคตอีกด้วย” รองโฆษกฯ กล่าว

ใครกินข้าวสารเก็บ10 ปี เสี่ยงติดโรคเชื้อรา-ที่ปอดแบบรุกราน

ผลงานการวิจัยของนักวิชาการ 4 ท่าน ที่เผยแพร่โดยกรมวิชาการเกษตร เมื่อปี 2528 เรื่อง การใช้สารรมฟอสฟีนเพื่อเก็บรักษาข้าวสารในระยะยาว ที่ทำการศึกษาโดย คุณชูวิทย์ ศุขปราการ (ปัจจุบันได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นบุคคลดีเด่นด้านอารักขาพืชสาขากีฏและสัตววิทยา ประจำปี2562) คุณกัญจนา พุทธสมัย คุณเครือวัลย์ อัตตะวิริยะสุข และคุณละม้ายมาศ ขาวไชยมหา 

ได้ข้อสรุปว่า การใช้สารรมฟอสฟีน30วันและ60วัน ปรากฎว่าไม่มีการทำลายของแมลง ไม่พบแมลงที่มีชีวิต และไม่พบสารแอลฟลาท็อกซิล 

แต่ พบว่ามีเชื้อราบางชนิดที่มีมากกว่าก่อนเก็บข้าวสาร คือเชื้อราชื่อ Aspergillus sp. จากการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม มีบทความของชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ที่เขียนโดย นพ.มั่นจิตต์ ณ สงขลา บุตรชายนายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า การติดเชื้อรา Aspergillus แบบรุกรานมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำนานมากกว่า 2 สัปดาห์ เป็นผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกที่มีภาวะ GVHD หรือผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลายขนาน 

การติดเชื้อแบบรุกรานนี้สามารถพบได้หลายอวัยวะจึงมีอาการทางคลินิกได้หลากหลาย แต่ส่วนมากมักพบเป็นการติดเชื้อที่ปอดสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบบรุกรานทั้งหมด เรียกว่าโรคติดเชื้อรา Aspergillus ที่ปอดแบบรุกราน (Invasive pulmonary aspergillosis: IPA)  

ดังนั้น ข้าวสารเก็บไว้10ปี จะมีเชื้อรา Aspergillus มากเพียงใด และจะเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อรา-ปอดแบบรุกราน หรือไม่ ผู้ที่กินข้าวสารเก็บ10 ปี ท่านกำลังอยู่ในความเสี่ยง นะครับเจ้านาย

‘กระทรวงศึกษาฯ’ จัดโครงการ ‘อาชีวะล้างแอร์’ ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ประหยัดค่าไฟ ลดภาระค่าใช้จ่ายของ ปชช.

(11 พ.ค.67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินโครงการอาชีวะล้างแอร์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินกิจกรรมล้างแอร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฤดูร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และประหยัดพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

นายคารม กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มีนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ออกให้บริการในพื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ต่าง ๆ ที่ประชาชนขอรับบริการ พร้อมให้ข้อมูลความรู้พื้นฐาน แนะนำการดูแล บำรุงรักษา 

“ขอเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนใช้บริการล้างแอร์ ในกิจกรรมอาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ฟรี สามารถลงทะเบียนล้างแอร์ฟรีได้ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา www.vec.go.th หรือทางFacebook ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” นายคารม กล่าว

'อ.อุ๋ย-ปชป.' แนะรัฐบาลสั่ง 6 แบงก์รัฐ นำร่องลดดอกเบี้ย เดี๋ยวแบงก์พาณิชย์จะลดดอกเบี้ยตามเอง เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.67) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ดอกเบี้ยนโยบายเป็นอัตราที่ธนาคารกลางจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ที่เอาเงินมาฝาก หรือเป็นอัตราที่ธนาคารกลางเก็บดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ที่มากู้เงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าที่เป็นผู้กู้หรือผู้ฝากเงินต่อไป เป็นเครื่องมือหนึ่งของแบงก์ชาติ ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ให้เกินเป้าหมาย 3% ต่อปี ตามหลักเศรษฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติไม่มีอำนาจสั่งธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเพียงการส่งสัญญาณว่าธนาคารพาณิชย์ควรจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเท่าใด ส่วนแต่ละธนาคารจะตัดสินอย่างไร เป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร โดยดูจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ดังที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือจาก 4 ธนาคารใหญ่ และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 23 เม.ย.67 ซึ่งสุดท้ายสมาคมธนาคารไทยก็มีการปรับลดดอกเบี้ย MRR ลงร้อยละ 0.25 สำหรับผู้กู้บางส่วน ซึ่งไม่ตรงกับมติของแบงก์ชาติ (กนง.)  

ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับหลักความเป็นอิสระของแบงก์ชาติตามที่หลายฝ่ายกังวล รัฐบาลก็สามารถทำได้มากกว่าการขอความร่วมมือ โดยสั่งให้ธนาคารในกำกับดูแลของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธกส., ธอส., ธอท., ธพว. และ ธนาคารกรุงไทย ให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะเกิดผลกระทบหลายฝ่าย และรุนแรงในระยะยาว และเมื่อธนาคารของรัฐเหล่านี้ ซึ่งมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านคน หากลดดอกเบี้ยได้มากพอและนานพอ สุดท้ายธนาคารพาณิชย์ของเอกชนก็จะต้องลดดอกเบี้ยตาม เพราะมิเช่นนั้นก็จะเสียลูกค้าไป

การทำเช่นนี้แม้จะทำให้รายได้หรือกำไรของธนาคารลดลง แต่ในภาพรวมจะทำให้ประชาชนมั่นใจในการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้น และรัฐบาลก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น และเอาเงินมาช่วยธนาคารเหล่านี้ภายหลังได้ โดยไม่ต้องไปกดดันแบงก์ชาติให้กระทบกับหลักความเป็นอิสระ ตามที่หลายฝ่ายท้วงติง 

ผมจึงขอฝากให้รัฐบาลนำวิธีนี้ไปพิจารณา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และหันมาร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงจะดีกว่า

'อ.วีระศักดิ์' เผย!! ผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนมานานกว่า 50 ปี พามนุษยชาติก้าวสู่สมรภูมิ 'เกินธรรมชาติ' ที่ยากจะถอยกลับ

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในประเด็น 'โลกร้อนสู่โลกเดือด' 

เมื่อถามว่าภาวะโลกเดือดคืออะไร? อ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า "เป็นปรากฏการณ์เกินธรรมชาติ ปกติเราจะสัมผัสอากาศร้อนทุก ๆ ปี แต่ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่ธรรมชาติแล้ว เกินธรรมชาติ เนื่องจากเราได้ก้าวย่างเข้าสู่สมรภูมิที่ถอยกลับไม่ทันแล้ว แต่แย่ลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากมนุษย์สร้างความเสียหายจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนมายาวนานกว่า 50 ปี อุณหภูมิโลกเริ่มค่อย ๆ อุ่นขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และก้าวกระโดดในยุคที่เราเริ่มมีโทรศัพท์มือถือใช้และในยุคอุตสาหกรรมก็ก่อให้เกิดโลกร้อนอย่างรวดเร็ว"

อ.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุเกิดจากภาคอุตสาหกรรม, การทำการเกษตร, การทำปศุสัตว์และการเผาป่า โดยแบ่งเป็นประเด็นหลัก ๆ ได้แก่...

1.มนุษย์ได้ทำลายที่ดินจำนวนมากเพื่อทำปศุสัตว์ ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก หรือจะเรียกว่า 'ปากพาพัง' ก็ได้  

2.ความสะดวกสบายในการขนส่ง 

3.เสื้อผ้า สิ่งทอ ทำให้เกิดขยะจากวัสดุ เสื้อผ้ามากมาย หรือการใช้พลังงานในการผลิตเสื้อผ้าที่เรียก Fast Fashion ซึ่งมีการผลิตออกมาในแต่ละฤดูกาลจำนวนมาก จึงทำให้ต้องโละเสื้อผ้าเก่ากลายเป็นขยะขนาดใหญ่ถูกนำไปทิ้งในทะเลทราย 

"ถ้ามองลงมาจากดาวเทียมในอวกาศก็จะเห็นกองเสื้อผ้าขนาดมหึมาที่มองเห็นได้ ในอเมริกาใต้ แอฟริกา ประมาณการได้ว่า Fast Fashion ได้ใช้พลังงานของโลกไปมากกว่าการขนส่งทางเรือและทางอากาศรวมกัน" อ.วีระศักดิ์ กล่าวเสริม

เมื่อถามว่ามนุษย์จะต้องเจอผลกระทบใดบ้างจากโลกเดือด? อ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า "ปัจจุบันนี้เราต้องสู้กับทั้งความร้อนและความชื้น เพราะอุณหภูมิในอากาศสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ส่วนผิวหนังภายในร่างกายเราอาจจะรู้สึกเกือบ 50 องศาเซลเซียส เพราะมันมีความชื้น ทำให้เหงื่อไม่ระเหย จึงทำให้รู้สึกอึดอัด ส่งผลให้เกิดฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้เวลาอยู่กลางแดดนาน ๆ...

"ปัจจุบันในต่างประเทศมีการประกาศคุ้มครองลูกจ้างพนักงานทั่วไป รวมถึงไรเดอร์เพื่อความปลอดภัยในเรื่องนี้ และให้ความสำคัญเกี่ยวกับคลื่นความร้อนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก เช่น การเปิดเทอมในประเทศอาเซียนปีนี้ ให้นักเรียนสามารถเรียนหนังสือจากที่บ้านแทนเรียนที่โรงเรียน ส่วนฟิลิปปินส์มีการนำเอารถอาบน้ำมาจอดให้บริการประชาชนสามารถมาอาบน้ำเพื่อผ่อนคลายได้...

"ส่วนที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาหน่วยงานรัฐมีการซื้อสีทาบ้านสีขาวสมทบให้กับคนผิวดำรับสีไปเพื่อไปทาบ้าน ซึ่งสามารถลดอุณหภูมิไปได้ 2 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับที่อินเดียก็เปลี่ยนหลังคาให้สะท้อนความร้อนออกมาได้อย่างน้อย 1-2 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่เคยเห็นในประเทศไทย"

เมื่อถามว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร? อ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า ประชาชนทุกคนควรทวงสิทธิในเรื่องนี้จากฝ่ายการเมือง ว่านโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประชาชนต้องทำอย่างไรในฐานะเจ้าของสิทธิ ซึ่งประชาชนต้องเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ใหญ่ การปรับตัวเรื่องการบริโภคอาหารเนื่องจากอาหารจะมีราคาแพงมากขึ้น ต้องปรับตัวใช้จ่ายอย่างพอเพียง 

"เราต้องถนอมทรัพยากรและถนอมพลังงานมากขึ้น เช่น ในอินเดียรัฐบาลกลางร่วมลงทุนร่วมกันกับชุมชน โดยสร้างโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) คร่อมทางส่งน้ำ และลอยแผงโซลาร์เซลล์ในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ส่วนไทยตอนนี้ก็มีการใช้โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ที่เขื่อนสิริธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งเป็นสถานีไฟฟ้าลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนไปแล้ว อีกประเด็นสำคัญหน่วยงานรัฐต้องมีแผนแก้ปัญหาในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับเมือง ส่วนการแยกขยะของครัวเรือน จริง ๆ เป็นวิธีฝึกเรา หัวใจสำคัญที่สุดคือ การถาม มีกี่บ้านที่ถามคนเก็บขยะว่าอยากให้เราแยกขยะอย่างไร เพราะคนเก็บขยะเค้ามีรายได้เพิ่มจากการนำขยะไปแยกเพื่อขาย แต่ถ้าไม่สื่อสารกันก็อาจจะนำขยะมารวมกันอยู่ดี ทำให้เสียเวลามากขึ้น" อ.วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘WHAUP’ โชว์ฟอร์มเด่น ธุรกิจ ‘น้ำ-ไฟฟ้า’ ดันกำไรปกติพุ่ง 62% เร่ง!! เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์ ‘Green Logistics’ ผุดสถานีชาร์จรถ EV

(11 พ.ค.67) บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘WHAUP’ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2567 โดยบริษัทฯ รับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติ จำนวน 1,047 ล้านบาท และมีกำไรปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 372 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และ 62% ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มีกำไรสุทธิซึ่งรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของกำไรปกติมีสาเหตุหลักจากส่วนแบ่งกำไรปกติจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งจากในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ที่รับรู้ค่าความพร้อมจ่ายเพิ่มขึ้นจากการหยุดซ่อมบำรุงที่ลดลง และจากในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้รับปัจจัยบวกจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรในส่วนของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำทั้งในประเทศไทยและเวียดนามยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสาธารณูปโภค(น้ำ) ในไตรมาส 1/2567 มีปริมาณยอดจำหน่ายและบริหารน้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกันเท่ากับ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณจำหน่ายและบริหารน้ำในประเทศเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งมีการเติบโตขึ้นทุกผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำดิบ (Raw Water) จากปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ากลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-added Product) จากปริมาณการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหม่ที่ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว

ในส่วนของธุรกิจน้ำในต่างประเทศ ในช่วงไตรมาส 1/2567 ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มียอดจำหน่ายน้ำรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณยอดขายน้ำของโครงการ Duong River ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้โครงการ Duong River ยังมีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในงวดไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Duong River จำนวน 18 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนอยู่ที่ -11 ล้านบาท 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตในธุรกิจน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการน้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูง (Premium Clarified Water) ปริมาณการผลิต 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) โดยคาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 3/2567 

ด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ในไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรปกติจากธุรกิจไฟฟ้า จำนวน 301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงลดลง ส่งผลให้ได้รับค่าความพร้อมจ่ายเพิ่มขึ้น และจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPPs ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้กำไรจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นั้น ในไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ประเภท Private PPA เพิ่มจำนวน 15 สัญญา กำลังการผลิตรวมประมาณ 59 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีการลงนามในสัญญาโครงการ Private PPA สะสมทั้งสิ้น 242 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวม 125 เมกะวัตต์ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่บริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกจำนวน 5 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น 125.4 เมกะวัตต์นั้น ปัจจุบันได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ EGAT และ PEA เสร็จสิ้นแล้ว 4 โครงการ จำนวนรวม 85 เมกะวัตต์ สำหรับอีก 1 โครงการที่เหลือคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้เร็วๆ นี้ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นจากโรงไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ราว 812 เมกะวัตต์  โดยบริษัทมีเป้าหมายในการเพิ่มสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นไปที่ระดับ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดผ่านการพัฒนา นวัตกรรมและโซลูชั่นด้านพลังงานใหม่ๆ อาทิ การเปิดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สอดรับกับแผนการลงทุนใน Green Logistics แบบครบวงจรของ WHA Group โดยได้ตั้งเป้าขยายการให้บริการครบ 120 ตู้ชาร์จภายในปีนี้ 

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า WHAUP มีความมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานในรูปแบบต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดการเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group นอกจากนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero Greenhouse Gas Emissions by 2050) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.2525 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลที่ได้จ่ายให้ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 จำนวน 0.0600 บาทต่อหุ้น และอนุมัติจ่ายปันผลเพิ่มเติมอีก 0.1925 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ WHAUP  

รวบ! 'สมาชิกเครือข่ายวิตตอง' แหกโค้งหลบหนีการจับกุม ยึดของกลางมูลค่ากว่า 50 ล้าน บาทผบช.ปส. ลั่น! อย่าหาว่าไม่เตือน!

วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 เวลา13.30น. ณกองกับการ2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด2 อาคาร ด่านตรวจยานพาหนะสีคิ้วอ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา แถลงจับกุมสมาชิก“เครือข่ายวิตตอง”ภายใต้การทำงานของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด อำนวยการโดย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง และ พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส. บก.ปส.2 บช.ปส. อำนวยการโดย พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2.บช.ปส.,พ.ต.อ.พัฒนะ บูรณกลัศ รอง ผบก.ปส.2.บช.ปส.,พ.ต.อ.อุทิศ จันทะศรี รอง ผบก.ปส.2.บช.ปส.,พ.ต.อ.พชร โคตะ รอง ผบก.ปส.2.บช.ปส.,พ.ต.อ.ภวินทร์ ภานุมาส รอง ผบก.ปส.2.บช.ปส. ,พ.ต.อ.อัคควิทย์ กำแพงนิล ผกก.๒ บก.ปส.2, พ.ต.อ.ไพโรจน์ เขียวนรภัย ผกก.1 บก.ปส.2 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ก้องสกล ภูธร สว.กก.2 บก.ปส.2 , พ.ต.ต.ชัยรัตน์ ประสิทธิ์ สว.กก.2 บก.ปส.2

สืบเนื่องก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ปราบปรามยาเสพติดได้มีการจับกุม เครือข่ายผู้ลำเลียงยาเสพติดทางภาคอีสาน ที่พยายามลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในบริเวณกรุงเทพชั้นในซึ่งเป็นเครือข่ายวิตตองได้แล้วจำนวน6ครั้งด้วยกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 โดยการสกัดจับกุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการขยายผลและติดตามเป้าหมายมาโดยตลอดจนกระทั้งได้รับข้อมูลว่าเป้าหมายเดินทางขึ้นไปบริเวณริมแม่น้ำโขง โดยรถยนต์จำนวน2คัน มีลักษณะการลำเลียงรูปแบบขับรถยนต์เป็นขบวนมีรถยนต์ขับนำทางและต่อท้ายขบวน หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลก็ดำเนินการสะกดรอยตามเส้นทาง จนพบรถเป้าหมายที่ลำเลียงยาเสพติดเป็นรถยนต์ เก๋ง ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Yaris สีบรอนด์เทา ติดแผ่นป้ายทะเบียน 5กฬ 6401 กรุงเทพมหานคร (ป้ายทะเบียนรถคันอื่น) ขับเข้า ปั้มน้ำมันปตท.คำปิง ถนนสุระนารายณ์ ทล.205 กม.151 ต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ จว.ชัยภูมิ จึงเข้าสกัดรถดังกล่าวและขอตรวจค้น พบ 1. น.ส.ณัฐภัคฯ อายุ 36 ปี  ที่อยู่ หมู่ 3 ต.พระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี (เป็นผู้ขับขี่รถบรรทุกยาเสพติด)2. นายณัฐพลฯ อายุ 26 ปี ที่อยู่ ม.1 ต.หนองควายโซ อ.หนองแซง จว.สระบุรี (เป็นผู้โดยสารนั่งข้างคนขับรถบรรทุกยาเสพติด) ตรวจค้นในรถพบ ยาเคตามีน 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมยาไอซ์ 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ในระหว่างการเข้าจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยกลุ่มเป้าหมายได้มีการโทรประชุมสายส่งสัญญาณ ทำให้รถยนต์นำทาง ยี่ห้อมิตซูปาเจโร สีขาว ที่เจ้าหน้าที่อีกชุดกำลังติดตามอยู่รู้ตัว รถยนต์คันดังกล่าวจึงได้เพิ่มความเร็วที่200กิโลเมตร/ชม. แต่เนื่องจากถนนมีเส้นทางเป็นที่ลาดชันเชิงเขาและมีลักษณะโค้ง จึงทำให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหลักหลุดโค้ง และจับกุมได้ในเวลาต่อมาบริเวณริมทางหลวงถนนสุรนารายณ์ ทล.205 กม.123+800 ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จว.ชัยภูมิทราบชื่อนายฐิติธรรม ฯ อายุ 37 ปี ที่อยู่ หมู่ 6 ต.พุกร่าง อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี (เป็นผู้ขับขี่รถนำ),น.ส.สิริพร ฯ อายุ 21 ปี ที่อยู่ หมู่ 4 ต.บ้านแก้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.สระบุรี (เป็นผู้โดยสารนั่งข้างกับคนขับรถนำ) จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งสี่คน ซึ่งให้การรับว่าได้รับจ้าง 600,000 บาทลำเลียงจากบึงกาฬไปส่งแถวสระบุรี โดยได้รับมาเป็นค่าน้ำมันแล้ว 100,000บาท 

ด้านพล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส.กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ได้ผู้ต้องหาที่เป็นสมาชิกของกลุ่มเครือข่ายที่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเฝ้าติดตามและอยู่ในขั้นตอนการขยายผล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจับกุมและอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอยู่หลายเคส ยอมรับว่ามีสมาชิกเครือข่ายดังกล่าวมีหน้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในข้อมูลเชิงลึกแล้วเชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตามตัวได้ไม่ยาก พร้อมทิ้งท้ายฝากเตือนผู้กระทำผิดและกลุ่มมือปืนรับจ้างที่รับงานของเครือข่ายขบวนการดังกล่าวให้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนลงมือกระทำความผิดเพราะ มันจะส่งผลได้ไม่คุ้มเสียซึ่งโทษอาจจะถึงขั้นประหารชีวิต

นราธิวาส-มท.1 ลงใต้ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จ.นราธิวาส ยืนยัน!! 'รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง' พร้อมหนุนทุกภารกิจ เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขของพื้นที่

(10 พ.ค.67) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนพร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสังกัดกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส  โดยจุดแรกได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชุดคุ้มครองตำบลลำภู อำเภอเมือง และมอบสิ่งของบำรุงขวัญกำลังใจจำนวน 49 ชุด และชุดยังชีพให้แก่กำลังพลในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ จำนวน 1,000 ชุด 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ในช่วงนี้ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐบาลเอง ก็รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก โดยจะต้องหาแนวทางมาตราการต่างๆ ในการป้องกันเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียหรือได้รับความเสียหายขึ้นอีก และจะต้องทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง โดยจะมีการบูรณาการกันหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครองเพื่อร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว 

รองนายกรัฐมนตรี ฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายจะให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีความใกล้ชิดกับชาวบ้านในท้องที่ให้เข้ามารักษาสถานการณ์ เพื่อให้กำลังทหารปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศได้อย่างเต็มที่ ก็จะมีการฝึกร่วมกัน ประสานการทำงาน ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงมหาดไทยและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะศอ.บต. กอ.รมน.ภาค 4 สน. ซึ่งมีความร่วมมือและตั้งใจร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุทุกๆภารกิจ และมีความปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ทุกคนต่อไป 

จากนั้นช่วงบ่ายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯ ได้เดินทางไปยังบก.ฉก. นราธิวาส ค่ายกัลยาณิวัฒนา อำเภอเมือง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และร่วมหาแนวทางมาตรการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีพลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พลตรี ศานติ ศกุนตนาค เเม่ทัพภาค 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 

นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯ ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกเสริมสร้างผู้นำสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 10 พฤษภาคม 2567 ณ ที่ว่าการอำเภอสุคิริน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top