Sunday, 14 June 2026
SPECIAL

‘หมอวรงค์’ เปรียบ!! เรื่องสถาบันฯ หากไม่ ‘ศรัทธา’ ก็ควรต้อง ‘เคารพ’ อย่าเป็นแบบตะวันตก ‘ไม่ศรัทธา-ไม่เคารพ’ พระพุทธรูป แถมยังหมิ่น!!

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 66 ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน บนเวที ‘THE STANDARD DEBATE: เลือกตั้ง 66 ENDGAME เกมที่แพ้ไม่ได้’ ซึ่งจัดโดย THE STANDARD ที่มีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมประชันวิสัยทัศน์นั้น

ในช่วงหนึ่งของดีเบต ซึ่งดำเนินมาสู่ ‘Round 3 : The Last Stand ตอบชัด วัดจุดยืน’ กับคำถามที่ว่า...

“นพ.วรงค์ มีความคิดอย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ก็มีสังคมในฝันแบบหนึ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ผู้ใหญ่ก็มีสังคมที่ยึดถืออีกแบบหนึ่ง และสองความคิดนี้กำลังปะทะกันอย่างรุนแรงในสังคม ภาพฝันของสังคมที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ในแบบของคุณเป็นอย่างไร และการเสนอเพิ่มโทษ ม.112 จะทำให้ภาพฝันนั้นเป็นจริงได้อย่างไร”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ก็ได้ตอบว่า “จริงๆ แล้วผมว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝัน เกี่ยวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย นี่คือ ‘หัวใจหลัก’ นอกจากเคารพกฎหมายแล้ว ทุกคนต้องเคารพศรัทธาซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น องค์พระพุทธรูปของศาสนาพุทธ ที่ต่างชาติเขาอาจจะไม่ได้มีความเข้าใจ เขาก็นำมาล้อเล่น แต่คนไทยมีความรู้สึกว่าคุณกำลังละเมิดความศรัทธาของเรา ก็เหมือนกันกับความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้อยู่เบื้องสูง ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมากว่า 700 ปี เราต้องเคารพซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เราอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ ภายใต้มิตินี้ ถ้าน้องๆ ทุกคนบอกว่าเคารพสถาบันฯ ต้องการให้สถาบันฯ มีความเข้มแข็ง ถ้าในเมื่อเรามีความรู้สึกจริงใจต่อสิ่งเหล่านี้ ผมว่าเราสามารถเจรจา พูดคุยกันได้ และมันเคารพซึ่งกันและกันได้”

นพ.วรงค์ กล่าวต่ออีกว่า “แต่ในความเป็นจริง วันนี้เราต้องยอมรับว่า มีน้องๆ กลุ่มหนึ่งกระทำผิดกฎหมาย แม้แต่การไปทำโพล ผมไปอ่านบทความของการทำโพลมา ก็ได้เห็นคำถามชัดเจน ผมขออ่านให้ฟังเลยแล้วกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างเช่นคำถามที่ถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่? ที่รัฐบาลอนุญาตให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจได้ตามอัธยาศัย” นี่เป็นการทำโพลที่บิดเบือน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้กฎหมาย แต่การทำโพลแบบนี้จงใจบิดเบือน เพื่อที่จะทำลายสถาบันฯ

‘ครูพรีมมี่’ หนุน การศึกษาออนไลน์แก่ผู้สูงวัย ใช้ต่อยอดวิชาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง สอดคล้องนโยบายเรียนรู้ตลอดชีพ ของ ‘ภท.’

(26 เม.ย. 66) ที่ห้องเรียนศาลาอเนกประสงค์ริมน้ำ วัดทองบน นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ หรือ ‘ครูพรีมมี่’ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ยานนาวา-บางคอแหลม เบอร์ 10 พรรคภูมิใจไทย ได้เข้าร่วมกิจกรรมจัดการเรียนการสอนกับกลุ่มนักเรียนผู้สูงวัย ในโรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา วัดทองบน ถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับรองโดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เขตยานนาวา ตามหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

ครูพรีมมี่ได้ใช้เวลาช่วงเว้นว่างจากกิจกรรมนันทนาการให้ห้องเรียนรู้ เพื่อขอโอกาสแนะนำตัวและนำเสนอนโยบาย อันเป็นที่ถูกใจชาวสูงวัยเขตยานนาวาอย่างมาก เพราะครูพรีมมี่ อาศัยความเป็น ‘ครู’​ สอนหนังสือมาก่อน จึงสามารถเรียกร้องความสนใจของผู้ใหญ่ในห้องเรียนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อได้รับไมค์มา ครูพรีมมี่ก็เริ่มต้นด้วยประโยคที่คุ้นเคยทันทีว่า “หากพวกเรากำลังสบาย จงตบมือพลัน”​ ผู้สูงวัยทุกท่านก็พร้อมรับมุกโดยพร้อมเพรียง ตบมือเสียงดัง ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะด้วยความเป็นกันเอง ก่อนที่ครูพรีมมี่จะขอให้ทุกคนชูมือขึ้นทั้งสองข้างและถามไปว่า “ครูพรีมมี่เบอร์อะไร” แน่นอนว่าเหล่าผู้สูงวัยต่างประสานเสียงโดยพร้อมเพรียงกันว่า  “เบอร์10”

ครูพรีมมี่ได้แนะนำตัวเองว่า จบการศึกษาปริญาตรี BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นได้ทำงานกับกลุ่มซีพี ที่กรุงปักกิ่ง และไปศึกษาต่อปริญญาโท MBA สาขาการเงิน ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เปิดโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษให้กับคนจีน รวมทั้งได้เปิดคอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนอนุบาลที่ปักกิ่ง นับเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าไปเปิดธุรกิจด้านการศึกษาในประเทศจีน ต่อมาบังเอิญว่ามีผู้บริหารกระทรวงการศึกษาธิการของไทยในขณะนั้น ได้ไปศึกษาดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้มีโอกาสพบกับครูพรีมมี่ จึงได้เชิญชวนครูพรีมมี่กลับมาช่วยประเทศไทยด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนในไทย

“ผมโตมากับครอบครัวการศึกษา ที่บ้านทำโรงเรียนอนุบาล ได้ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าต้องช่วยเหลือสังคม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ก็คือการศึกษา พอเรามาเห็น เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้คือ การศึกษา วันนี้ยิ่งได้มาเห็นพี่ ๆ (ครูพรีมมี่อ้อนผู้สูงวัยขอเรียกพี่)​ ยังมาเรียนกันพร้อมหน้าแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เชื่อมั่นในความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งตรงกับนโยบายของพรรค

วันนี้รู้สึกประทับใจมากที่เข้ามาเห็นคุณครูกำลังสอนเรื่องภัยคุกคามด้านออนไลน์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ให้ความรู้เรื่องออนไลน์กับผู้สูงวัย ซึ่งเหมือนกับที่ผมตั้งใจมาสนับสนุนเรื่องการศึกษาเท่าเทียมอยู่แล้ว โดยสอดคล้องกับนโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ผลักดันการศึกษาตลอดชีพผ่านการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งจะพัฒนาหลักสูตรให้เข้มแข็งและตอบโจทย์กับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะให้เหมาะกับผู้สูงวัยด้วย เพราะวัยนี้การเรียนแบบในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะไม่คล่องตัว เพราะวัยนี้แล้วอาจจะมีภาระ มีงานมีการติดพัน ต้องค้าต้องขาย ไม่สะดวกมาเรียน แต่เชื่อว่าทุกคนอยากได้โอกาสพัฒนาตนเอง ฉะนั้น ถ้ามีหลักสูตรออนไลน์ จึงจะทำให้เรียนที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ จะทำธุระอะไรอยู่ก็สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เพราะเป็นหลักสูตรออนดีมานด์ ขอเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม” ครูพรีมมี่ กล่าว

ความสำคัญคือ การสร้างหลักสูตร ไม่ได้มุ่งหมายเพียงให้มีแต่ความรู้​ แต่หวังผลให้นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง ประกอบอาชีพ หรือสร้างอนาคตได้

“​นโยบายภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายจะสร้างผู้ประกอบการนักธุรกิจออนไลน์ให้ได้ถึง 9 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งผู้สูงวัยชาวยานนาวาจะเป็นส่วนหนึ่งในนี้ด้วย การเรียนให้ได้มีความรู้ขึ้นมาก็ดี แต่เราจะต้องคิดต่อไปว่า จะสอนจะอบรมอย่างไรให้ทุกคนนำไปใช้ได้จริง ยกตัวอย่าง สอนให้ทำอาหาร ทำของขายแล้ว อาจจะไม่พอ ต้องมีคอร์สอบรมสอนให้รู้จักขายสินค้า นำเสนอขายแบบอินฟลูเอนเซอร์ หรือจะเป็นยูทูบเบอร์ ต้องทำอย่างไร ลองคิดดูผู้สูงวัยบางท่านอาจจะไม่มีงานทำเพราะเกษียณแล้ว แต่อาจจะสามารถไปรีวิวสินค้า หรือ มีทักษะทำอาหารขนมเก่งอยู่แล้ว แต่อาจจะเรียนเพิ่มเรื่องขายของออนไลน์ เพื่อจะเพิ่มช่องทางการตลาดให้ได้”​ ครูพรีมมี่ กล่าว

เกิน 100 ที่นั่ง 'ฝันกลางวัน-ฝันทะลุแดด' ของพรรคก้าวไกล ในจังหวะลิเกเซผิดบท ถูกตีตราเป็น 'คนโกหก' ไม่ทำชั่ว...ไม่มี!!

อีก 17 วันก็จะถึงวันเข้าคูหาชี้ชะตาประเทศไทยกันแล้ว...ต้องยอมรับว่าเกมบดขยี้กันเองในฝ่ายที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อย่าง 'พรรคเพื่อไทย' กับ 'พรรคก้าวไกล' ช่างแหลมคมและออกอาการได้เสียกันเด่นชัด

พรรคเพื่อไทยนั้นเพิ่งจะโงหัวขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเติมเงินดิจิทัลหมื่นบาท...และพอจะเริ่มตั้งหลักปราศรัยเรื่องดีลลับไม่ลับกับพรรคพลังประชารัฐได้บ้าง...ถ้าเป็นการชกมวยก็ต้องบอกว่าขณะนี้เป็นยกที่ประคองตัวไม่ให้ถูกน็อกหรือถูกนับยาว...ซื้อเวลารอออกอาวุธยกต่อๆ ไป...

ต่างกับพรรคก้าวไกล...กำลังก้าวยาวๆ ห้าวเป้งกันทั้งพรรค อานิสงส์จากลูกขยัน บวกนโยบายที่ชัดเจนและเวทีดีเบตที่ช่วยเป็นลมใต้ปีกให้เรตติ้งขึ้นสูง ส่งให้โพลทุกสำนักชี้ว่า 'กำลังพุ่ง' ถึงขั้นหัวหน้าและเลขาธิการพรรคฟันธงว่าจะไปไกลกว่า 100 ที่นั่ง...

ยามนี้ 'ติ่งพรรคแดง' กับ 'ติ่งพรรคส้ม' จึงบี้เบียดกันทั้งบนดินและใต้ดิน...ติ่งส้มบอกว่า “เลือกเพื่อไทยได้ป้อม” ติ่งแดงบอกว่า.."เลือกก้าวไกลได้ตู่"

อย่างหลังนี่พยายามอธิบายว่า ถ้าเทคะแนนให้ ก้าวไกล มากๆ พรรคเพื่อไทย จะอดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล   ฟากฝั่งลุงตู่จะจัดตั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจต่ออะไรประมาณนั้น...

ไม่ว่าจะอย่างไรต้องยอมรับในกระแสที่ร้อนแรงของพรรคก้าวไกล 'ชัยธวัช ตุลาธน' เลขาธิการพรรคถึงขั้นมั่นใจว่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ในระดับ 30 ที่นั่ง นั่นแปลว่าต้องได้คะแนนดิบถึง 10 ล้านเสียง...ซึ่งอาจจะเป็นไปได้แต่ก็ยากมาก เพราะปี 2562 พรรคอนาคตใหม่หรือก้าวไกลในปัจจุบัน ขนาดมีส้มหล่นจากพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบได้คะแนนพรรค 6.3 ล้านเสียงเท่านั้น...

ย้อนไปปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ 81 ที่นั่ง แยกเป็นส.ส.เขต 31 ปาร์ตี้ลิสต์ 50 แต่ปัญหาสำคัญของพรรคก้าวไกลในรอบนี้ก็คือ กติกาการเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบ (ร้อยหาร) จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดจาก 150 เหลือ 100 คน จุดชี้ขาดสำคัญจึงอยู่ที่ส.ส.เขต 400 ที่นั่ง...

แม้ขณะนี้ก้าวไกลจะมีคะแนนพุ่ง แต่ก็พุ่งอยู่ในลำดับ 2-5 เป็นส่วนใหญ่ แต่การจะได้เป็น ส.ส.เขต จะต้องมาเป็นที่หนึ่งในเขตเท่านั้น ไอ้คะแนนที่สองที่สามที่สี่ที่ห้า...ได้มาก็ถูกทิ้งน้ำ...นี่คือความโหดร้ายของการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ

‘เพื่อไทย’ จัดติวกลยุทธ์หาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส.  แนะลงพื้นที่ต่อเนื่อง - รุกพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น

(26 เม.ย.66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคเพื่อไทยได้จัดอบรมผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เพื่อปรับกลยุทธ์การหาเสียง นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (ผ่านระบบออนไลน์) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค และนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่ กทม.

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจ พร้อมขอขอบคุณที่ทุกคนยังอยู่กับพรรค เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะนี้โพลของพรรคพท.ดีมาก ก็ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท เพราะอีกกว่า 20 วันอะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงขอให้ทุกคนเร่งลงพื้นที่นำเสนอนโยบายกับพี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวลพรรคคู่แข่ง เนื่องจากเขาไม่มีศักยภาพเหมือนเรา จึงเล่นแต่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้โพลบางสำนักขยับขึ้น ดังนั้น ในช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ผู้สมัครทุกคนก็ต้องเน้นใช้โซเชียลสื่อสารกับพี่น้องประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่า พรรคพท.มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงคนทั้งประเทศได้

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จากโพลที่บางพรรคการเมืองขยับขึ้นนั้น มองว่าพรรคพท.มียุทธศาสตร์ที่ชนะได้คือ พื้นที่ เนื่องจากเราแข็งในพื้นที่กว่ามาก จึงขอให้ผู้สมัครทุกคนไม่ต้องกังวล แต่ก็ขอให้เพิ่มพื้นที่ในโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น เพื่อสื่อสารนโยบายของพรรคกับพี่น้องประชาชน ตนดูแววตาผู้สมัครวันนี้แล้ว มีความมั่นใจมากว่าจะได้ผู้แทนเข้าสภาจำนวนมาก ขอให้ผู้สมัครทุกคนช่วยสังเกตการณ์การทุจริตเลือกตั้งด้วย เช่น การเก็บบัตรประชาชน รวมถึงการปลอมบัตรเลือกตั้ง หากพบเห็นขอให้แจ้งมาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างเร่งด่วน

‘นฤมล’ ฝ่าสายฝน บุก ซ.ละลายทรัพย์ ชูนโยบายกระตุ้น ศก. ลดค่าครองชีพ-ฟื้นฟูย่านการค้า กระจายรายได้สู่ชุมชน

(26 เม.ย. 66) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่สีลมซอย 5 ซอยละลายทรัพย์ ช่วยนายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 11 หาเสียง เพื่อพบปะพูดคุยผู้ค้าขายในพื้นที่ท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก โดยมีประชาชนสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเรื่องราคาพลังงาน ไฟฟ้า แก๊ส การลดค่าครองชีพ และการฟื้นตัวของการค้าขาย

นางนฤมล กล่าวว่า ผู้สมัคร กทม.พรรค พปชร.ลงพื้นที่ต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้าย การลงพื้นที่ซอยละลายทรัพย์ จะเน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนฐานราก และนโยบายลดค่าครองชีพ ที่พรรคมีนโยบายภาพรวมแก้ปัญหาครบทุกภาค ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ และให้ความสำคัญสำหรับทุกภาคของประเทศไทย สำหรับการพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่ดูแลคน กทม.อย่างเดียว จะพัฒนาจังหวัดโดยรอบ เน้นไปที่ประชาชนว่าจะกระจายรายได้ไปถึงเขาได้อย่างไร

‘เพื่อไทย’ ชู ยกระดับบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง จัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์-เข้ารักษาได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย

(26 เม.ย.66) เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความถึงระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ที่อธิบายโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า…

พรรคเพื่อไทยจะยกระดับนโยบายโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่พรรคไทยรักไทยทำไว้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว ซึ่งหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า พรรคฯ จะดำเนินโครงการนี้ต่อ พร้อมกับการปฏิรูปงบประมาณทั้งระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะโอนมอบภารกิจในการเป็นหน่วยงานรับประกันด้านสุขภาพของประชาชนให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แทนที่โรงพยาบาลเหมือนในอดีต 

พร้อมนี้ ยังจะเพิ่มงบประมาณในโครงการเป็น 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อให้สปสช.ดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง สามารถเลือกแพทย์และโรงพยาบาลได้ตามที่ตัวเองต้องการ 

นอกจากนี้ ยังจะให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บข้อมูลและประวัติการรักษาพยาบาลของคนไข้ไว้ในระบบคลาวด์ เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้การเรียกหาข้อมูลของคนไข้ทำได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน

‘จุรินทร์’ ยกทัพออนทัวร์ ‘เชียงใหม่’ ขอคะแนน 27 เม.ย.นี้ โว!! หลายนโยบายครองใจเกษตรกร ไม่มีประวัติด่างพร้อย เห็นเป็นรูปธรรม

(26 เม.ย.66) พรรคประชาธิปัตย์ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 นี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะนำ ‘จุรินทร์ออนทัวร์’ พร้อมด้วยแกนนำพรรค เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชนร่วมกับผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายจักรวาลธวัฒน์ วรรณาวงค์ เบอร์ 7 เขต 2 นายกัมปนาท ธิสา เบอร์ 7 เขต 3 นายวิชิต กลิ่นทอง เบอร์ 7 เขต 4 นางสาวจิตพลอย จิตจักรวาลทอง เบอร์ 7 และเขต 5 ว่าที่ ร.ท. วิศธร เถาตระกูล เบอร์ 9 พร้อมกับรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26 

สำหรับกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่นั้น จะเริ่มด้วยการเดินหาเสียง บริเวณกาดแม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จากนั้นเดินทางไปหาเสียงที่ตลาดสามแยก อ.สันทราย ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 4 ต่อด้วยกาดสันป่าข่อย อ.เมือง ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 แล้วจะได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลเจ้าจีน ที่บริเวณกาดหลวง อ.เมือง ในเขตเลือกตั้งที่ 1 สำหรับในช่วงเย็นจะมีการปราศรัยที่บริเวณลานพลาซ่า สนามกีฬา 700 ปี อ.แม่ริม

‘เพื่อไทย’ โชว์ 14 แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง มั่นใจ!! หากได้เป็นรัฐบาล ปชช. มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

(26 เม.ย.66) เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยระบุว่า…

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน คือโลกแปรปรวน เกิดน้ำท่วม น้ำแล้งรุนแรงและถี่มากขึ้น สร้างความเสียหายให้ประเทศ การพัฒนาต้องหยุดชะงัก และต้องใช้งบประมาณมหาศาลเยียวยา ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มิติการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วยวิธีคิดใหม่อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะต้องไม่ท่วมไม่แล้ง ประชาชนต้องมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

พรรคเพื่อไทย มีมิติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด 14 ข้อ
1. จะมีประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม จะมีพ.ร.บ.อากาศสะอาด จะมี พ.ร.บ.น้ำเสีย และจะมีกฎหมายบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ ให้อำนาจการเป็น Regulator ที่สมบูรณ์ โดยกฎหมายมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา และมีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

2. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น Incentive และ Sanctions เช่น Tax ทุน ดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กัน

3. ปรากฏการหรือเป้าหมายใหม่ๆ เช่น Carbon Neutrality, Zero GHG Emissions, Good Agricultural Practices (GAP) และ Transboundary Haze Agreement (THA) จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน มีเจ้าของเรื่อง และมีการติดตามประมวลผลตลอด

4. Circular Economy จะต้องให้ความสำคัญทางด้านผลประโยชน์ควบคู่ไปกับผลผลิตสุดท้าย (ขยะ) อย่างเท่าเทียมกัน

5. การมองทรัพยากรป่าไม้ จะต้องปรับเปลี่ยนจากการมองแบบแยกส่วนทางด้านระบบนิเวศน์ (Ecological Approach) เป็นการมองแบบภูมิทัศน์ทางสังคม (Landscape Approach) แทน

6. ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์ทางทะเลมากขึ้น เพราะขณะนี้พบว่า บางจุดจะได้เข้าใกล้Planetary Limit and Tolerance แล้ว โดยใช้นโยบาย Blue Evolution 

7. ปัญหาคนทำลายป่าไม้ จะเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมคนอยู่กับป่า มาเป็นป่าอยู่กับคน เพื่อให้นโยบาย Green ประสบความสำเร็จทั้งในป่าและในเมือง

‘จุรินทร์’ ลั่น!! ‘ประชาธิปัตย์’ มีนโยบายรื้อสัญญาค่าไฟแพง เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ปชช. จ่อเดินหน้ามาตรการลดค่าไฟผู้มีรายได้น้อย

(26 เม.ย.66) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองชูนโยบายแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ประชาธิปัตย์ยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือได้เข้าร่วมรัฐบาล จะมีวิธีการแก้ปัญหาค่าไฟแพงอย่างไร ว่า ถ้าได้จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์เรามีแนวทางที่จะเข้าไปแก้ปัญหาราคาพลังงานที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งหมดจะเดินหน้าอย่างมีวุฒิภาวะ อะไรที่ทำได้จริงเราจะบอกชาวบ้าน อะไรที่มันทำไม่ได้เพราะเป็นสัญญาผูกพันมาช้านานตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า เราก็จะบอกตรงๆ แต่อะไรที่แก้ได้เราก็จะเข้าไปแก้ เช่น สัญญาที่ผูกพันมาตั้งแต่ในอดีต ตนไม่อยากพูดว่าพรรคไหน เพราะรู้กันทั้งประเทศอยู่แล้วและจะเข้าไปดูว่าเป็นเงื่อนไขที่เราสามารถใช้ข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงสัญญาเพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟกับพี่น้องประชาชนต่อไป ก็จะเร่งทำ รวมทั้งการเดินหน้ามาตรการที่เราทำอยู่ร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ เช่น มาตรการลดค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อยก็จะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป 

'ชัยวุฒิ' ชูนโยบายกองทุนประชารัฐเพื่อคนไทยทุกคน พร้อมย้ำ!! “เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง” พอกันทีวาทกรรม

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ในรายการพิเศษ เลือกตั้ง 66 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ ตอน แลกเปลี่ยนประเด็นร้อน กับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งได้ชี้แจงนโยบบายแจกเงิน 30,000 บาท ว่า แนวนโยบายหลักของพรรคคือการช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องที่เปราะบาง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ประกอบอาชีพได้ลำบาก พรรคพลังประชารัฐจึงได้คิดถึงการพัฒนาอาชีพ พร้อมเงินลงทุนให้ทุกคนไปประกอบอาชีพได้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน โดยให้ทุกคนไปบริหารจัดการเอง

ในส่วนเรื่องของการขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ทางกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่สำหรับผู้ที่ตกหล่นอีกครั้ง เพื่อให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของการให้เงินประชาชนเปล่า ๆ ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างเงินกองทุนหมู่บ้าน ตนก็ไม่เห็นด้วยเพราะทำให้ประชาชนเป็นหนี้ และไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ แต่ตนมองถึงการสร้างอาชีพ การให้เงินสนับสนุนอาชีพ 30,000 บาท ให้กับทุกครอบครัวไม่ว่าจะอาชีพอะไร รวมถึงการตั้งกองทุนเพื่อให้ประชาชนเอาไปลงทุนกับ SMEs ธุรกิจสตาร์จ Startup ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว ดังนั้นการให้เงินเป็นกลุ่มจึงตอบโจทย์ได้ได้ครอบคลุมมากกว่า

‘น.ส.แอม’ ยังคงให้การปฏิเสธ หลังถูกนำตัวมากองปราบฯ แถมเครียดหนักความดันพุ่ง ทนายยันไม่ได้เป็นเท้าแชร์-ไม่ได้ขัดแย้งกับผู้ตาย

(26 เม.ย.66) นางสาว ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความ ของ น.ส. แอม สรารัตน์ ออกมาเปิดเผย หลังจากที่นำตัวนางสาวแอมมาที่กรมบังคับการปราบปราม ว่า หลังจากที่นำตัวมาที่กองบังคับการปราบปรามกว่า 6 ชั่วโมงแล้ว จนถึงเวลา 21:00 น. ยังไม่มีการเริ่มบันทึกถ้อยคำ หรือ สอบปากคำ โดยบอกว่ากำลังรอขั้นตอนต่าง ๆ อยู่

ซึ่งยืนยันว่า นางสาวแอม ยังคงให้การปฏิเสธ คือปฏิเสธตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ว่าไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่าเป็นคนอยู่กับผู้เสียหายคือนางสาวก้อยเป็นคนสุดท้ายจริง แต่ไม่ได้กระทำการอย่างที่ถูกกล่าวหา

ซึ่งนางสาวแอมก็ไม่ได้มีการหลบหนีแต่อย่างใด หากครบกำหนด 48 ชั่วโมง ก็จะมีการนำตัวไปส่งที่ศาล ซึ่งขั้นตอนต่อไป ก็จะเป็นการยื่นประกันตัวหรือประกันตัวชั่วคราว ตามขั้นตอน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

'มิ่งขวัญ' ย้ำ!! ลดค่าไฟ ค่าแก๊สได้จริง มั่น!! หาเงินได้ ใช้เงินเป็น วอนคนไทยเลือก พปชร. ชู 'ลุงป้อม' เป็นนายกฯ ทำทันที

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.66 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ ได้ไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์ เวทีดีเบต เลือกตั้ง 66 END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้ ในประเด็นเรื่องการขึ้นค่าจ้าง โดยมองว่า "การขึ้นค่าจ้างถ้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เงินเฟ้อสูงถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาตรงหน้า อย่างค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส เราต้องแก้ตรงจุดนี้ไม่อย่างนั้นเราจะสู้ประเทศอื่นได้ยาก"

นายมิ่งขวัญ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจสำหรับตน คือความต้องการที่จะให้ทุกคนในประเทศมีความสุข ตนจึงได้คิดแคมเปญ 3 4 5 6 7 8 โดยตนนั่งนึกถึงคน 3 เจเนอเรชั่น และจะได้ตอบโจทย์กับผู้สูงวัยว่าตนไม่เป็นภาระของลูกหลาน และถ้าตนมีอำนาจและกุมเศรษฐกิจประเทศนี้

'พังงา' แห่รับ 'เศรษฐา' ล้น!! เจ้าตัว ลั่น!! อบอุ่นได้กุหลาบเยอะมาก ยาหอม!! พร้อมนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส

เมื่อวานนี้ (25 เม.ย.66) ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองพังงา (หลังเก่า) ต.ท้ายช้าง อ.เมืองพังงา จ.พังงา พรรคเพื่อไทยจังหวัดพังงา นำโดย นายธะเนต นาวาล่อง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดพังงา เบอร์ 5 พรรคเพื่อไทย และนายกฤษ ศรีฟ้า ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จังหวัดพังงา เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง กรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย, นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายสุธรรม แสงประทุม ประธานขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมการปราศรัย ซึ่งสาระสำคัญในการปราศรัย เรื่องปากท้องชาวบ้าน​ ราคายางพารา​ การท่องเที่ยว​ เป็นต้น

‘พุทธิพงษ์’ ควง ‘กรณิศ’ เยี่ยมชาวมุสลิมชุมชนสุเหร่าสามอิน ปลื้มใจ!! ปชช.อยากให้เร่งผลักดัน โซลาร์รูฟ-มอเตอร์ไซค์ EV

เมื่อวานนี้ (25 เม.ย.66) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผอ.การเลือกตั้งกทม. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้โพสต์ข้อความในเฟบุ๊ก ระบุว่า…

ลงพื้นที่เดินเคาะประตูบ้าน…

เดินเยี่ยมเยียนพี่น้องมุสลิมในชุมชนสุเหร่าสามอิน กับผู้สมัครเบอร์ 1 เขตคลองเตยวัฒนา อดีต ส.ส. กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ซอยทางเข้าชุมชนเป็นทางแคบ บางพื้นที่ต้องปีนบันไดข้ามกำแพงเข้าไปแต่ไม่ใช่ปัญหาครับ เสียงตอบรับดีมากๆ มีคำถามถึงนโยบาย ทั้งโซลาร์รูฟและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ประชาชนสนใจอยากให้เร่งทำ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าทุกนโยบายทำได้จริง ทำได้ทันทีครับ

‘กรณ์’ ลั่น!! เกลียดการผูกขาดทุกรูปแบบ ขอโอกาสคนไทยเลือก ‘ชพก.’ ไปสู้กับ ‘ทุนผูกขาด’ ที่ครอบงำการเมือง ย้ำ!! สู้มาตลอดและจะสู้ต่อไป

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 66 ที่รอยัล พารากอนฮอล สำนักข่าว The Standard จัดเวทีดีเบต เลือกตั้ง 66 END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้ มีตัวแทนจาก 10 พรรคการเมือง ร่วมประชันวิสัยทัศน์ โดยพรรคชาติพัฒนากล้า มีนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หมายเลข 14 เป็นผู้ร่วมเวทีดีเบตในครั้งนี้

นายกรณ์ กล่าวว่า ตนขอบอกกับพี่น้องประชาชนว่า ทำไมต้องเลือกพรรคชาติพัฒนากล้า ทำไมต้องเป็นกรณ์ จาติกวณิชหลายๆ ท่านอาจจะรู้จักตนในฐานะรัฐมนตรีคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า แต่เชื่อว่า หลายคนไม่รู้ว่าตอนทำงานการเมืองตนรักอะไร และเกลียดอะไรมากที่สุด สิ่งที่รักมากที่สุดคือการสร้างโอกาสด้วยการแข่งขัน โดยมองว่าทุกคนเกิดมารวยได้ จนได้ แต่ทุกคนมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในชีวิตด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม 

“ส่วนสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดคือการผูกขาดทุกรูปแบบ ผมไม่ได้มีปัญหากับทุนใหญ่ แต่ผมมีปัญหากับทุนผูกขาด ผมสู้เรื่องนี้มาตลอดชีวิตการทำงานของผม เมื่อสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรี ผมระงับความพยายามของ ปตท. ที่จะเข้าไปซื้อ โมเดิร์นเทรด เพราะผมกังวลว่าจะนำไปสู่การผูกขาด ผมเพิ่มใบอนุญาตธนาคารที่ต้องการจะเพิ่มการแข่งขัน ลดดอกเบี้ย จนผมพ้นตำแหน่ง ผมก็ยังสู้กับเรื่องนี้ต่อไป เมื่อผมตั้งพรรคการเมืองร่วมกับเพื่อนที่เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ และสู้กับเรื่องของต้นทุนพลังงานและค่าไฟมาโดยตลอด ฉะนั้นสิ่งที่ชาติพัฒนากล้าจะมาสู้วันนี้ คือสู้กับทุนผูกขาดที่ครอบงำการเมือง หลายคนอาจจะข้องใจว่าเราทำได้หรือไม่ แต่ถ้าเลือกชาติพัฒนากล้า เลือกผม เราจะสู้แทนคุณกับทุนผูกขาดเพื่อคุณ” นายกกรณ์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top