Thursday, 29 February 2024
POLITICS NEWS

เปิดอาคารรัฐสภาไทย ถกปัญหาความมั่นคง ‘เมียนมา’  น่ากังวลใจไหม? หากพลาดสะเทือนความสัมพันธ์ 2 ชาติ

ช่วงนี้ประเด็นข่าววัยหนุ่มสาวจากเมียนมาทยอยเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ของการอพยพ สะพัดหนัก ภายหลังจากที่รัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศบังคับใช้กฎหมายการเกณฑ์ทหาร โดยชาวเมียนมาทั้งหญิงชายอายุระหว่าง 18-27 ปีต้องถูกเรียกเข้ารับราชการทหารอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งหลังสงกรานต์จะเริ่มขั้นตอนการเกณฑ์ทหารโดยตั้งเป้าไว้ปีละ 5 หมื่นคนหรือเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 5 พันคน 

แน่นอนว่า พลันที่มีข่าวนี้ออกมา ก็เริ่มมีแรงขานรับจากบรรดา NGO, นักวิชาการฝ่ายซ้าย และ สส.สายส้มในไทย ออกมาแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกับการต้องบังคับสตรีมาเกณฑ์ทหารด้วย แม้ล่าสุดทาง โฆษกสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา หรือ SAC จะแถลงว่า แม้กฎหมายเกณฑ์ทหารมีผลใช้บังคับแล้ว แต่ปัจจุบัน SAC ยังไม่มีแผนที่จะเกณฑ์ผู้หญิงเป็นทหาร ก็ไม่ค่อยจะฟังกันเท่าไร

แต่ก็นั่นแหละ!! ข่าวสารที่ถูกตีฟองให้ก้องทั่ว และมีขั้วตรงข้างในประเทศต่าง ๆ รับลูกต่อเพื่อไปไล่บดขยี้ภาพลักษณ์รัฐบาลทหารเมียนมาให้ล่ม มักไม่น่าสนใจเท่าทหารเมียนมาออกจากจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ และรวมถึงมีการลงพื้นที่บอกกล่าวความจริงกับแนวทางของรัฐบาลทหารในหลายเรื่อง แต่อย่างใด

จริง ๆ เรื่องราวตลอด 3 ปีของเมียนมา ถูกเขย่าให้เห็นภาพของความรุนแรง เผด็จการ กดขี่ จากสื่อฝั่งตะวันตกเสมอมา ไม่ต่างกันกับประเทศไทย เพียงแต่ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘อำนาจ’ ที่อยู่ในมือคนดี ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติพังพินาศแต่อย่างใด แต่กลับมีความเจริญรุดหน้ามากกว่าใครได้อย่างประจักษ์ 

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ใช่คนในเมียนมาโดยตรง จะไปชี้วัดว่าอะไรดี หรือไม่ดี ก็ไม่ใช่สิทธิที่ควรไปตัดสิน และไม่ควรไปยุ่มย่ามด้วย ไม่ว่าจะผ่านวิธีการไหน!! หรือ หาวิธีการมาวิจารณ์บนเวทีสัมมนา-เสวนา ไม่ว่าจะวงย่อยหรือวงใหญ่ใด เราต้องไม่พยายามดัดจริตอยากเห็น ‘ประชาธิปไตย’ ในประเทศเพื่อนบ้านว่าควรไปในทิศทางนั้นหรือทิศทางนี้ 

เพราะทุก ๆ การถกเถียงเชิงวิจารณ์แบบสนุกปาก ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่า ‘เนื้อใน’ ของประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างไร มันอาจไปสะเทือนความรู้สึกของผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านเอาได้ง่าย ๆ

ล่าสุด ได้ไปเจอโปรโมตประชาสัมพันธ์งานสัมมนางานหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ‘3 Years After the Coup : Towards a Democratic Myanmar and Its Impact on Security Along the Thai Border’ หรือถ้าจะแปลกันคร่าว ๆ ก็ 3 ปีหลังรัฐประหาร : สู่ประชาธิปไตยเมียนมาและผลกระทบ ว่าด้วยความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย นั่นแล!!

ทว่า แว่บแรก!! ที่ได้เห็นหัวข้อและวิทยากรในงาน ก็พอเดาได้ว่า นี่มันเวทีแซะเพื่อนบ้านตามสไตล์อีเวนต์ที่อ้างอิงถึงการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะจัดกันในวันที่ 2-3 มีนาคม 2567 … แต่ๆๆ มาสะดุดเล็ก ๆ ตรงงานนี้ จัดขึ้นที่อาคารรัฐสภาไทย (สัปปายะสภาสถาน) ซึ่งเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทางการไทยด้วยนี่สิ!!

ทันทีที่งานนี้มีการแพร่กระจาย ก็พลันทำให้ผู้ใหญ่ในเมียนมาที่ได้เห็นหัวข้อและวิทยากร ก็เกิดความรู้สึกกังวลใจในระดับที่มีการส่งข้อความมาหาผู้ใหญ่ในเมืองไทยว่า “I worry will potentially hurt Thai / Myanmar relations.”

อะไรกัน!! กะอีแค่การระดมความคิดผู้คนเพื่อพูดคุยถึงมิติประชาธิปไตยและผลกระทบชายแดนในเมียนมาในเชิงสร้างสรรค์ มันจะไปสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอะไรขนาดนั้น!!

อยากให้ลองนึกภาพตาม!! งานที่จัดขึ้นที่รัฐสภา หรือสถานที่สำคัญของประเทศ หากเป็นการพูดคุยกันระหว่างคนของ ประเทศ กับ ประเทศ หรือ รัฐบาล กับ รัฐบาล หรือ รัฐมนตรี กับ รัฐมนตรี ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นการเจรจาพูดคุยและหารือกันในเชิงความร่วมมือได้อย่างแท้จริง

แต่หากสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มีการดึงเอาทั้งนักวิชาการอิสระทั้งนอกและในประเทศ รวมไปถึงนักการเมืองที่เรียกว่ามีชื่อชั้นต่อต้านเรื่องของเผด็จการนิยม ไม่ว่าจะเป็น สส.ของพรรคก้าวไกล อย่าง รังสิมันต์ โรม / กัณวีร์ สืบแสง สส.จากพรรคเป็นธรรม อีกทั้งยังมีสำนักข่าวอย่าง มิซซิมา (Mizzima) ซึ่งเป็นสำนักข่าวเสียงประชาธิปไตยเพื่อพม่า และสำนักข่าว The Irrawaddy ซึ่งเป็นสื่อที่มีการต่อต้านรัฐบาลเมียนมา มาอย่างต่อเนื่อง แถมพ่วงด้วยสื่อไทยอย่าง The Reporters อีกหัว มาร่วมเสวนาในหัวข้อในงานนี้ด้วยนั้น…

คงไม่น่าจะต้องตีความอะไรให้ลึกซึ้ง ก็คงเดาออกได้ถึงบทสนทนาและเนื้อความที่จะหลุดรอดออกมาได้ไม่ยาก

- ประชาธิปไตย จะเบ่งบานได้อย่างไรภายใต้รัฐบาลทหาร?
- การยึดอำนาจ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เมียนมาถูกประชาคมโลกมองแบบไหน?
- ปัญหาชนกลุ่มน้อย (เชิงตื้นเขิน) ที่ทำให้เกิดการเรียกร้องความเท่าเทียม?
- และที่สำคัญ กับ การวิพากษ์วิจารณ์ ‘นายพล มิน อ่อง หล่าย’ ผู้นำในทางพฤตินัยของประเทศคนปัจจุบัน และยังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา ที่เข้ายึดอำนาจในฐานะผู้นำรัฐในการรัฐประหารเมียนมาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 
- ฯลฯ

ประเทศไทยตั้งแต่ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความชัดเจนในเรื่องของการไปก้าวก่ายกิจการภายในประเทศต่าง โดยไทยมักจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ไปยุ่มย่ามกับการบริหารจัดการของประเทศใด ๆ ซึ่งหมายรวมถึงแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ และนั่นก็ทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีทางภูมิรัฐศาสตร์อาเซียนและระดับโลก

แต่หากใครที่ไม่ได้มีบทบาทต่อการรับผิดชอบผลดีผลเสียของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้วิพากษ์วิจารณ์และสร้างความสะเทือนในสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วพอพูดจบก็สะบัดก้นหนี โยนขี้ให้ภาครัฐ และหน่วยความมั่นคงไปรับหน้าต่อ คงมิใช่เรื่องดีเป็นแน่ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดูอย่างเมื่อวันที่ 18 ก.พ.67 ที่ผ่านมา ก็น่าจะรู้แล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนสัญญาณจากรัฐบาลทหารพม่าอย่างไรกับไทย เมื่ออยู่ ๆ ก็มีภาพการจัด ‘คอนเสิร์ตต้าน มิน อ่อง หล่าย’ ที่สมุทรปราการ เพื่อระดมทุนกลับเมียนมา จากกลุ่มที่ชื่อว่า GenerationZ ที่มีผู้ติดตามทางเพจกว่าครึ่งแสน คาดว่าเป็นชุมชนของชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ซึ่งในเพจนี้มีเนื้อหาระดมกำลัง มีอาวุธสงคราม และเป็นกองกำลังต่อต้าน พลเอก มิน อ่อง หล่าย ด้วย โดยในบริเวณจัดงาน มีการเก็บค่าผ่านประตู คนละ 299 บาท และมีการตะโกนชื่อ มิน อ่อง หล่าย เสียงดังกึกก้อง แต่ยังดีที่เรื่องนี้ ตำรวจ สภ.บางเสาธง ได้เข้าระงับเหตุทันก่อนคอนเสิร์ตจะเล่น ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น ก็ต้องปรบมือให้

ดังนั้นในวันที่ 2-3 มีนาคม 2567 ที่ อาคารรัฐสภา กับงาน ‘3 Years After the Coup : Towards a Democratic Myanmar and Its Impact on Security Along the Thai Border’ ซึ่งเท่าที่ทราบ ก็มีวิทยากรที่มาจากคนในรัฐบาลนี้ และรัฐบาลก่อนรวมอยู่ด้วยนั้น คงรู้ตัวดีว่างานนี้จะให้อะไรกับประเทศไทยและเมียนมา

จะสร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนบ้านจริงตามที่กล่าวอ้างว่ามาร่วมกันหาทางออก หรือ ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ เพื่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ไทย-เมียนมา’ 

เตือนไว้ ไม่ได้ขัดขวาง!! แต่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้านเพิ่ม พร้อม ๆ ไปกับศึกในประเทศ จากผู้หมายมั่นที่จะทำให้ประเทศไทย ลุกเป็นไฟ? ก็เชิญ!!

‘พีระพันธุ์ FC’ ปล่อยคลิป ‘จุดไฟในพายุ เดอะซีรีส์’  เปิดปูมชีวิต - การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ 

ช่องยูทูบ ‘พีระพันธุ์ FC’ ปล่อยคลิป ‘จุดไฟในพายุ เดอะ ซีรีส์’ ในวันเกิดครบรอบ 65 ปี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ เปิดปูมชีวิต หลักการและเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ย้ำชัด ไม่ต้องการเล่นการเมือง แต่อยากทำงานให้บ้านเมือง สมดั่งปณิธานที่ยึดมั่น ‘ยุติธรรมค้ำจุนชาติ’

ช่องยูทูบ ‘พีระพันธุ์ FC’ ได้เผยแพร่คลิปวีดีโอ ‘จุดไฟในพายุ เดอะ ซีรีส์’ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและการทำงานของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในโอกาสวันเกิดครบรอบ 65 ปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567

ทั้งนี้ ‘จุดไฟในพายุ เดอะ ซีรีส์’ มี 4 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 รากเหง้า ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตระกูล ‘สาลีรัฐวิภาค’

ตอนที่ 2 เบ้าหลอม บอกเล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กที่ผ่านการหล่อหลอม จาก ‘พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ คุณพ่อ ผู้เป็นต้นแบบความเห็นอกเห็นใจและการทำงานเพื่อส่วนรวม และ ‘โสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค’ ผู้ปลูกฝังเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ยึดมั่นจวบจนปัจจุบัน

ตอนที่ 3 ตัวตน ซึ่งบอกเล่าการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความถูกต้องชอบธรรมในฐานะนักกฎหมาย ที่ทำให้เห็นปัญหาด้านการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการและต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง 

และตอนที่ 4 หลักการ ซึ่งบอกเล่าถึงแนวคิดการทำงานที่ยึดแนวทางการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้คนและสังคม ด้วยปณิธานที่ยึดมั่นมาตลอดชีวิต นั่นก็คือ ‘ยุติธรรมค้ำจุนชาติ’

ในซีรีส์ ชุดนี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า ในอุปสรรคท้าทายยังมีความหวัง ในกระแสพายุแรงยังมีแสงแห่งดวงไฟ พร้อมบอกเล่าตัวตนและเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่เปรียบเสมือนการถือคบไฟนำทางท่ามกลางอุปสรรคท้าทาย โดยย้ำว่า การเข้ามาทำงานการเมืองนั้น ไม่ใช่เพื่อเล่นการเมือง แต่ของการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน 

>> ประวัติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ชื่อเล่น ตุ๋ย เป็นบุตรของ พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร และโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค (นามสกุลเดิม: สุมาวงศ์) อดีตดาวจุฬาฯ คนแรก ส่วนชีวิตครอบครัว สมรสกับ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (นามสกุลเดิม: โทณวณิก) มีบุตรธิดารวมกันทั้งหมด 4 คน 

นายพีระพันธุ์ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล จากนั้น เรียนต่อปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบเนติบัณฑิตไทย ที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จบปริญญาโท กฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และเรียนปริญญาโทอีกใบ ด้านกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) ที่มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา

โดย นายพีระพันธุ์ มีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการมาก่อนเข้าสู่สนามการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมทีมกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เคยได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.เขต 3 กรุงเทพมหานคร เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นฝ่ายค้าน ในปี 2550 นายพีระพันธุ์ ถูกรับเลือกให้ทำหน้าที่เป็น รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเงา และได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จริง ๆ ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2551

ขณะที่ผลงานอันโดดเด่น คือ การสอบสวนการทุจริต ‘ค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท’ ซึ่งถูกนำไปใช้ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลและประสบชัยชนะ ทำให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่พร้อมดอกเบี้ยนับหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยปกป้องเงินภาษีของประชาชนหลายหมื่นล้านบาท โดยนายพีระพันธุ์ ได้นำทีมต่อสู้คดี ‘ค่าโง่’ โฮปเวลล์ หรือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี 2533 แต่มีปัญหาสร้างไม่เสร็จ และถูกเอกชนฟ้องร้องเรียกเสียหายจำนวนมหาศาลจากการยกเลิกสัมปทาน แถมรัฐบาลยังแพ้คดีทั้งในชั้นอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2551 และในชั้นศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2562  ซึ่งทำให้รัฐบาลมีภาระที่จะต้องนำเงินภาษีไปจ่ายให้กับบริษัทโฮปเวลล์รวม 2.4 หมื่นล้านบาท และเป็นตำนาน ‘ค่าโง่’ ที่อาจทำให้คนไทยต้องเสียเงินค่าภาษีหลายหมื่นล้านบาทกับโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์

นายพีระพันธุ์ ได้ติดตามศึกษาคดีมหากาพย์โฮปเวลล์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2562 หลังจากที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ แต่ก่อนหน้านั้น ศาลปกครองกลางที่เป็นศาลชั้นต้นของศาลปกครองเคยมีคำตัดสินคดีเดียวกันนี้ว่า คดีโฮปเวลล์ขาดอายุความ

ท้ายที่สุด ศาลปกครองกลาง มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ชดใช้ค่าเสียหายแก่ บริษัทโฮปเวลล์ฯ เนื่องจากการใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทดังกล่าวขาดอายุความตามกฎหมาย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายค่าโง่หลายหมื่นล้านบาท แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นของ นายพีระพันธุ์ และทีมงานนั่นเอง 

สำหรับ ‘พีระพันธุ์ FC’ เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนนายพีระพันธุ์ คอยติดตามรายงานกิจกรรมของนายพีระพันธุ์ มาตลอด โดยซีรีส์ชุดนี้ ทางแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว ได้ถ่ายทำไว้นานแล้ว แต่เพิ่งเผยแพร่ออกมาในวันเกิดนายพีระพันธุ์ในปีนี้

ที่มา : ในอุปสรรคท้าทายยังมีความหวัง ในกระแสพายุแรงยังมีแสงแห่งดวงไฟ ติดตามเรื่องราวและแรงบันดาลใจใน ‘จุดไฟในพายุ เดอะ ซีรีส์’ เปิดปูมชีวิต ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ตอนที่ 1 - รากเหง้า  
(https://youtu.be/YGGM_7YwiaI) ตอนที่ 2 - เบ้าหลอม (https://youtu.be/NK6a0gE2DD0) ตอนที่ 3 - ตัวตน (https://youtu.be/jxv3JjqGtQk) ตอนที่ 4 - หลักการ (https://youtu.be/vJcQaYxQm3A)
 

เปิดราคาที่แท้ทรู ‘ทักษิณ’ ณ จันทร์ส่องหล้า ผู้บัญชาการตัวจริง ‘ชิงกระแส-หยุดก้าวไกล’

แทบจะเป็นไปตามความคาดหมายทุกประการ…‘ทักษิณ ชินวัตร’ ได้รับการพักโทษวันที่ 18 ก.พ.2567 และเดินทางออกจากชั้น 14 รพ.ตำรวจ ตอน06.09น.

สายตาเก็บอาการไม่โศกเศร้าดีใจ ที่โดดเด่นคือมีเฝือกคอและห้อยแขนให้พอรู้ว่าเป็นคนป่วย...

แต่กิริยาอาการตอนนั่งรถครึ่งชั่วโมงไปบ้านจันทร์ส่องหล้า และตอนสายออกมานั่งชิลๆ ริมสระน้ำรับแดดให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลูกสาวคนโปรดถ่ายภาพโพสต์นั้น ชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ป่วยหนักอย่างที่ออกข่าวกันก่อนหน้านี้...

เชื่อ ‘เล็ก เลียบด่วน’ เถอะว่า กรณีป่วยจริงหรือป่วยทิพย์...เรื่องนี้จะมีการตรวจสอบร้องเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว  เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ...อย่างแน่นอน

ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาเป็นว่ากรณีปม ‘นักโทษเทวดา’ ที่ว่าๆ กัน...สุดท้ายจะมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.และต่อศาลอาญาคดีทุจริตหรือ ‘ศาลปราบโกง’...บุคคลที่อยู่ในข่ายจะถูกร้องไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงอดีตแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ 

‘เล็ก เลียบด่วน’ นั่งนับนิ้วดูแล้วมีประมาณสิบคน...ซึ่งอยู่หน่วยงานไหนบ้างท่านผู้อ่านก็พอจะเดาๆ กันได้...

กลับมาโฟกัสกันที่ทิศทางของทักษิณและครอบครัวชินวัตร...จากนี้ไปบ้านจันทร์ส่องหล้าก็จะเป็นรัฐบาลนอกทำเนียบหรือทำเนียบรัฐบาล 2 เพราะศูนย์อำนาจตัวจริงอยู่ที่นี่...เหตุที่ใช้บ้านจันทร์ส่องหล้าก็เพราะไม่พร้อมที่จะเปิดพื้นที่อื่นหรือบ้านอื่นเอิกเกริกวุ่นวาย...โดยเฉพาะอาณาจักรชินวัตรย่านนวมินทร์...

สำหรับอาณาจักรย่านนวมินทร์...วันที่ 20 ก.พ.ได้มีการดวลแข้งกระชับมิตรระหว่างนักการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลกับสื่อมวลชนที่สนามอัลไพน์ ฟุตบอล แคมป์ เทรนนิ่ง กรุงเทพฯ ของ ‘โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร’ ซึ่งเป็นมุมหนึ่งในอาณาจักร...

ไม่แน่ว่า..แต่เดิมอาจจะวางโปรแกรมเอาไว้ให้ ‘นายใหญ่’ มาปรากฏตัวที่สนามแห่งนี้ด้วยหรือไม่? แต่สำหรับวันนี้สถานการณ์คงไม่เอื้ออำนวยซะแล้ว...

กล่าวกันถึงที่สุด...ราคาและความสำคัญของทักษิณในนาทีนี้ก็คือ ความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงเสียงจริง...พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำของรัฐบาลผสมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือกลุ่มอำนาจเดิม...จนสื่อและสังคมหยวนๆ เรียกขานกันวันนี้ว่า...พรรคเพื่อไทยเป็นหัวขบวนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่...

การหยุดและตรึงแนวรบก้าวไกล...นี่คือ ราคา-ความสำคัญของทักษิณ คือที่มาของ ‘ดีลลับ’ คือการกลับบ้านอย่างเท่ๆ ของทักษิณ...ไม่ติดคุกไม่นอนคุกแม้แต่วันเดียว...เป็นบาดแผลของกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่...

เป็นราคาที่สังคมประเทศต้องจ่าย...

อย่างไรก็ตามว่ากันว่า..ถ้าทักษิณกลับใจสู่ฟากฝั่งจริงๆ สะกดคำว่าทุจริตเชิงนโยบาย หรือคำว่าธุรกิจการเมืองไม่เป็น...หันมาชูธงอนุรักษ์นิยมทันสมัยแต่ปกป้องสถาบัน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยสร้างความปรองดองสมานฉันท์ นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองที่กำลังศึกษากันอยู่...ก็จะเป็นอานิสงส์กับตัวเองและสังคม...

พูดกันตรงๆ ถ้าทักษิณสำนึกและปฏิบัติการล้างบาปความผิดพลาดของตัวเอง ให้อภัยกับคู่กรณีคู่ขัดแย้งกันแบบเห็นๆ ทักษิณก็อาจจะพลิกกลับเป็นวีรบุรุษได้ในพริบตา และจะเป็นกระดานหก ส่งผลเชิงบวกให้กับ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ที่เป็นแคนดิเดทนายกฯ ได้ไม่น้อย..

‘เล็ก เลียบด่วน’ ขออนุญาตมองโลกสวยบนพื้นฐานการวิเคราะห์ข่าวสักเล็กน้อยว่า...อีกไม่นานจนเกินรอ  เมื่อถอดเฝือกออกจากคอและแขนได้ ทักษิณจะได้เวลาแสดงออกถึงความจงรักภักดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง...และถ้าภาพนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นภาพมงคล ส่งผลให้เรื่องร้อนสงบเย็นลงได้พอประมาณ...

สาธุ!!

'นายกฯ' ย้ำ!! ลงพื้นที่ไม่ต้องตามไปเยอะ  เน้นแค่คนที่จำเป็น ไม่ต้องสนเรื่องบารมี 

(20 ก.พ.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯ ระบุว่าก่อนหน้านี้เคยสั่งการไปแล้วว่าขอให้ลดจำนวนผู้ติดตามในการลงพื้นที่ตรวจราชการ แต่ปรากฏว่าขบวนก็ยังยาวอยู่ คนติดตามก็ยังเยอะอยู่ นายกฯ จึงขอย้ำว่าจากนี้ให้ลดจำนวนผู้ติดตามลง อย่าทำให้มันเกิดปัญหากับประชาชนในเรื่องการจราจร และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งนายกฯ กังวลเรื่องนี้ ฉะนั้น ครม.ทุกท่านได้รับการย้ำแล้วว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องบารมีอะไร เอาคนไปเท่าที่จำเป็น อย่ายกกันไปเยอะเกินไป พี่น้องประชาชนจะไม่แฮปปี้

‘ก๊อง-ปรเมษฐ์’ ชี้!! ประเทศไทยกำลังมีปัญหากับคำว่า ‘วิกฤต’ เศรษฐกิจไม่วิกฤต ‘บอกวิกฤต’ ทักษิณนั่งวีลแชร์ ‘บอกวิกฤต’

(20 ก.พ. 67) นายปรเมษฐ์ ภู่โต อดีตผู้ดำเนินรายการ ‘คุยถึงแก่น’ ช่อง NBT2HD โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ประเทศไทยกำลังมีปัญหากับคำว่า ‘วิกฤต’

1.รัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับว่า ‘เศรษฐกิจวิกฤต’ จะได้ออก พ.ร.บ.กู้เงินมาแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งที่แบงก์ชาติ สภาพัฒน์ฯ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่บอกยังไม่วิกฤต

2.ข้าราชการ และหมอบางคน ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทำให้ทักษิณได้กลับบ้านโดยไม่ติดคุกเลย ก็บอกว่า ทักษิณ ป่วยเข้าขั้นวิกฤต

ล่าสุด...อธิบดีอัยการฯ บอกทักษิณ ‘ป่วยวิกฤต’ นั่งวีลแชร์ สวมที่ดามคอ พูดไม่มีเสียง

‘ดร.เอ้’ เตือนรัฐไม่ควรเอาง่าย แจกตังค์อย่างเดียว ชี้!! ไทยยังไม่มี ‘เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ 

(20 ก.พ.67) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สภาพัฒน์ฯ แจงเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.9% รัฐบาลไม่ควรเอาง่าย แจกตังค์อย่างเดียว ไม่ใช่ทางออก จะเป็นภาระลูกหลาน เพราะเราไม่มี ‘เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่เลย หวังแต่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว ใครก็รู้ ได้เงินน้อยลงทุกวัน แถมเปราะบาง เกิดเหตุโน่นเนี่ย เขาก็ไม่มาบ้านเรา

ขณะที่ทุกชาติ ประกาศพัฒนา 4 ด้าน

1. สร้างทักษะขั้นสูง ของคนในชาติ
2. สร้างธรรมาภิบาล การลงทุนโปร่งใส
3. สร้างสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย
4. สร้างนวัตกรรม พึ่งตนเอง ส่งออกมูลค่าสูง

ผมฝากท่านนายกด้วยครับ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน!! ‘นักการเมือง’ พยายามจะเข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ชี้!! ขัดประมวลจริยธรรม ซ้ำ!! ‘พักโทษ’ ไม่ได้แปลว่า ‘บริสุทธิ์’

เมื่อวานนี้ (18 ก.พ.67) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า…

“เห็นมีกระแสข่าวว่านักการเมืองบางคนโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือจะไปเข้าเยี่ยม/ขอคำปรึกษาจากคุณทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้ากันใหญ่ ซึ่งผมเห็นแล้วไม่สบายใจอย่างมาก 

ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ข้อ 10 (9) กำหนดว่า ข้าราชการการเมืองจะต้องไม่คบหาหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือมีชื่อในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน

ในพระราชหัตถเลขาอภัยโทษ กล่าวไว้ชัดแจ้งว่าคุณทักษิณยอมรับว่าได้กระทำความผิดฐานทุจริตจริงตามคำพิพากษา และได้สำนึกผิดแล้ว ประเด็นที่ว่าคุณทักษิณผิดจริงหรือไม่จึงยุติโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องโต้แย้งกันอีกว่าเป็นเพราะรัฐประหารหรือถูกกลั่นแกล้ง และการได้รับการอภัยโทษหรือพักโทษ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณทักษิณจะกลายเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์’ เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของรับโทษทัณฑ์ สิ่งที่คุณทักษิณทำไปนั้นผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดแจ้ง ซึ่งต่างจากการนิรโทษกรรมที่จะทำให้สิ่งที่กระทำกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความผิด

ดังนั้นจึงต้องถือว่าคุณทักษิณเป็น ‘ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย’ และเป็น ‘ผู้มีชื่อในทางเสื่อมเสีย’ อันอาจกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ซึ่งหากข้าราชการการเมืองคนใดไปคบหาหรือให้การสนับสนุน ก็จะต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดประมวลจริยธรรมข้างต้น และอาจเป็นสารตั้งต้นในการถูกดำเนินคดีทางจริยธรรมต่อไป

ผมจึงอยากฝากให้นักการเมืองทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งแห่งหน ว่าคิดจะทำอะไร หัดเกรงอกเกรงใจประชาชนด้วยครับ

ด้วยความปรารถนาดี”

‘วราวุธ’ ไม่สน!! ใครจะวิจารณ์มี ‘นายกฯ’ 2 คน เชื่อ!! ศักยภาพการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว

(19 ก.พ. 67) ที่กระทรวงพม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ และปล่อยตัวกลับบ้าน ทำให้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อ่อนกำลังลง ว่า เรื่องนี้หากใครจะมองว่าเกี่ยว ก็เกี่ยวได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วตนคิดว่าการทำงานของรัฐบาลตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมานั้น ได้เดินหน้าไปมากพอสมควร ซึ่งตนพูดในนามของกระทรวงอื่นไม่ได้ แต่พูดในนามของกระทรวงพม. ที่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอยู่นั้น ก็ได้ดำเนินการไปหลายเรื่องอย่างมาก ดังนั้นศักยภาพในการทำงานของรัฐบาลคงไม่น่าขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงบุคคลเดียวไม่ว่าจะอยู่โรงพยาบาล อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่ใด ตนคิดว่าศักยภาพในการทำงาน ของรัฐบาลขึ้นอยู่กับตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้ง 35 คนมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า บางคนมองว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นายวราวุธ กล่าวว่า อันนี้ตนเห็นต่าง เพราะการทำงานของครม. ตามที่ตนเคยได้พูดไปแล้วคือปัญหาของประชาชนมีอยู่ทุกวัน ดังนั้นบทบาทภารกิจการทำงานของทุกกระทรวงย่อมเดินหน้าเต็มที่เหมือนเดิม อย่างเช่นกระทรวงพม. ที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลอยู่ ถึงจะอย่างไรก็แล้วแต่ เราทำงานกันจนนาทีสุดท้าย เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมที่มีอยู่มากมาย

เมื่อถามถึงกรณีเสียงวิจารณ์ที่ระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 2 คน หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า หากจะบอกว่ามี 3 หรือ 4 คน หรือ 5 คน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางครั้งนายกรัฐมนตรีจะต้องมีทีมที่ปรึกษาคอยให้คำปรึกษา หรือแม้แต่รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงก็ยังมีที่ปรึกษา เช่นตนก็มี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา เป็นที่ปรึษา รวมถึงคณะที่ปรึกษาอีกหลายคน จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรีจะมีที่ปรึกษา ส่วนนายกฯ จะปรึกษาใคร ก็เป็นสิ่งที่ท่านพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง แต่การที่จะมีนายกรัฐมนตรีหลายคน ตนก็ยังเห็นต่างอยู่ว่า มีคนเดียวอยู่เช่นเดิม 

เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คณะรัฐมนตรีบั่นทอนในการทำงานหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตอบแทนคนอื่นไม่ได้ แต่สำหรับตนไม่บั่นทอนแน่นอน เพราะปัญหาของประเทศชาติปัญหาของพี่น้องประชาชนคือกำลังที่จะทำให้ตนสามารถเดินไปข้างหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนๆ ข้าราชการในกระทรวงพม.ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนคนไทยทุกคน

'ชาวเน็ต' ถกสนั่น!! ผลโหวต 'ความนิยมนักการเมือง เดือน ก.พ.67 'ก้าวไกล' ติดโผเพียบ!! ไร้เงา รทสช. ส่อ!! 'โพลไม่โปร่งใส-ชี้นำ'

(19 ก.พ. 67) แม้จะเป็นเดือนแรก ๆ ของปี 2567 แต่บรรยากาศทางการเมืองยังคงน่าจับตามองไม่เปลี่ยนแปลง ‘LINE TODAY’ จึงขอชวนทุกคนมาสำรวจคะแนนความนิยมของนักการเมืองที่คุณชื่นชอบ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ซึ่งได้แก่…

- แพทองธาร ชินวัตร
- เศรษฐา ทวีสิน
- ชลน่าน ศรีแก้ว
- พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
- ปดิพัทธ์ สันติภาดา
- รักชนก ศรีนอก
- พริษฐ์ วัชรสินธุ
- รังสิมันต์ โรม
- วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
- สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
- ศิธา ทิวารี
- อนุทิน ชาญวีรกูล
- ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
- ชาดา ไทยเศรษฐ์
- ประวิตร วงษ์สุวรรณ
- ธรรมนัส พรหมเผ่า
- ชวน หลีกภัย
- ชัยธวัช ตุลาธน
- ศิริกัญญา ตันสกุล
- กัณวีร์ สืบแสง
- กรุณพล เทียนสุวรรณ
- วราวุธ ศิลปอาชา
- สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ทั้งนี้ ภายหลังโพลเรียกคะแนนโหวตดังกล่าวเผยแพร่ ก็มีความคิดเห็นชาวเน็ตเข้าไปท้วง ถึงการตีความบุคคลที่มาให้โหวตว่า ทำไมมีแต่คนจากพรรคก้าวไกล 

ขณะเดียวกัน ก็มองว่าการทำโพล Vote โดย Line หนนี้เหมือนตั้งใจชี้นำ เพราะไม่มีแคนดิเดตนายกฯ อย่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เลย

นอกจากนี้ในคอมเมนต์ยังได้มีการคุยกันว่า มีการบิดเบือนผลโหวต เช่น กดโหวตให้พี่ท็อปวราวุธ แต่คะแนนไปกระเด้งขึ้นที่พิธา เป็นต้นอีกด้วย

‘เจี๊ยบ’ โพสต์จิก ‘ทักษิณ’ ใส่ปลอกคอกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า พ้อ!! เจ็บปวดกับอภิสิทธิ์ชน หวังคนอื่นๆ ได้รับความยุติธรรมบ้าง

(18 ก.พ.67) นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟสบุ๊ก และ X ต่อเนื่องจากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ออกจากโรงพยาบาลตำรวจ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า โดยไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ดังนี้…

“ดิฉันน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดกับข่าวอภิสิทธิ์ชนของสังคมนี้ เมื่อไหร่ #อานนท์ และคนอื่น ๆ ที่แค่คิดต่างจะได้กลับบ้าน #ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด #ทักษิณ”

“พี่น้องครับ ถ้าเสียงปืนแตกนัดแรกเมื่อไร ผมจะกลับมานำพี่น้องเดินเข้ากรุงเทพเอง… กูรู้สึกโดนหลอกมาชั่วชีวิต”

ต่อมาเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ปลอกคอปลอกแขนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์? #ทักษิณกลับบ้าน”


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top