Friday, 24 May 2024
LITE

15 ธันวาคม...วันชาสากล วันที่ชวนทุกคนมาดื่มชา พร้อมกันนี้ยังเป็นวันที่รณรงค์ให้ตั้งราคา สินค้าใบชาอย่างเป็นธรรม

เครื่องดื่มกลิ่นหอมๆ ของคุณในตอนเช้าๆ คืออะไรกันครับ? กาแฟ? หรือว่าชา? ถ้าในถ้วยที่กำลังถืออยู่ เป็นชาร้อนหอมๆ บอกเลยว่า วันนี้ ‘ชาอร่อยเป็นพิเศษ’ อย่างแน่นอน

เพราะวันนี้ ถูกยกให้เป็น ‘วันชาสากล’ (International Tea Day) วันนี้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2548 จุดเริ่มต้นมาจากเกษตรกรผู้ปลูกชากลุ่มเล็ก ๆ ในเบงกอลตะวันตก และหลายรัฐทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องถึงสิทธิและความชอบธรรมในการค้าชาของตน โดยในช่วงนั้น แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แต่อุตสาหกรรมค้าชาในประเทศอินเดียกลับมีความอ่อนแอและบริหารจัดการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรผู้ปลูกชากลุ่มเล็ก ๆ จึงได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการปลูก ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตดีขึ้น และได้ชาที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

ทว่าเมื่อชาดี แต่เกษตรกรกลับไม่ได้รับความเป็นธรรมในการค้าขาย พวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกกดราคา กระทั่งองค์กรเพื่อการสื่อสารและการศึกษาของประเทศอินเดีย (CEC – Centre for Communication and Education) ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือสิทธิของเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยในประเทศ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยได้รับความร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติด้วยอีกทาง ในที่สุดจึงสามารถเข้ามาพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ค้าชากลุ่มย่อย ๆ ให้ได้รับความเป็นธรรมในการค้าชาและทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น 

ชาจึงได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมทั้งได้มีการจัดตั้งให้วันที่ 15 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันชาสากล เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ของชาและตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าเกษตรกรตัวเล็ก ๆ ผู้ปลูกพืชซึ่งกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าชนิดนี้

อ่านถึงตรงนี้ ใครที่มีถ้วยชาอยู่ในมือ โปรดยกขึ้นจิบให้สมกับคุณค่าของมัน หรือหากใครที่อยากจิบชาเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆ บ่ายๆ นี้ลองจัดสักแก้วหนึ่ง ฉลองให้กับวันชาสากลกันนะครับ Cheers!


อ้างอิงข้อมูล : teadayblog

14 ธันวาคม วันเจ้าจ๋อเจี๊ยก ๆ

เช้าวันนี้ ส่งภาพเจ้าจ๋อฉีกยิ้มฟันขาวมาให้ชมกัน ขอให้เริ่มต้นวันทำงาน หรือวันเรียนแบบสบายๆ กันนะครับ แต่จริงๆ แล้ว วันนี้ก็เป็นวันสำคัญของเจ้าจ๋อเช่นกัน เนื่องจากวันนี้ทั่วโลกต่างยกให้เป็น ‘วันแห่งลิง’ (Monkey Day)

วันแห่งลิงถูกริเริ่มขึ้นมาโดยศิลปินคนหนึ่งชื่อว่า เคซี ซอร์โรว์  เขาได้เขียนคำว่า "Monkey Day" ลงบนวันที่ 14 ธันวาคมในปฏิทินของเพื่อนคนหนึ่ง และหลังจากนั้น ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ก็ได้ยกให้วันที่ 14 ธันวาคมของทุกปี กลายเป็นวันแห่งลิง หรือ World Monkey Day

เหตุที่ต้องให้ความสำคัญจนมีวันของเจ้าจ๋อ เนื่องจาก ‘ลิง’ ถือเป็นสัตว์ที่มีความฉลาด มีมันสมอง และมีความใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างเราเอามากๆ แต่ปัจจุบัน มีข่าวคราวร้ายๆ ที่เกิดกับลิงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกทรมาน การถูกรุกรานพื้นที่ วันนี้จึงเป็นวันที่ต้องการให้ผู้คนได้ตระหนักถึงลิง หนึ่งในสัตว์โลกที่มีการสืบทอดสายพันธุ์กันมายาวนาน และเป็นเพื่อนร่วมโลกกับเรามายาวนานด้วยเช่นกัน

ไหนๆ วันนี้ก็เป็นวันเจ้าจ๋อแล้ว เห็นรูปนี้แล้วก็ส่งยิ้มกลับให้มันสักหน่อยแล้วกันนะครับ 1…2…3 Smileeee!

 

ย้อนดูความร้อนแรงของ BTS ตลอดทั้งปี 2020

ยิ่งใหญ่ได้อีก สำหรับบอยแบนด์แห่งยุค BTS เรียกว่าปี 2020 เป็นปีของพวกเขาก็ว่าได้ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน นิตยสารทรงอิทธิพลอย่าง TIME ก็ได้ออกมามอบรางวัล Entertainer of the year ให้กับ BTS ซึ่งไม่มีข้อกังขาใดๆ กับความเจ๋งของพวกเขา วันนี้เราเลยอยากจะมาย้อนดูความแรงของ 7 หนุ่มตลอดทั้งปี 2020 ไปดูกันว่า พวกเขาสร้างความยิ่งใหญ่อะไรไว้บ้าง 

เริ่มตั้งแต่ต้นปี มีการจัดงานประกาศรางวัล “34th Golden Disc Awards” ซึ่งจัดขึ้นที่โกซอก สกายโดม โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองให้กับความสำเร็จของศิลปินเกาหลีใต้ที่ทำยอดขายและผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่ง BTS ก็สามารถคว้ารางวัลแดซัง (รางวัลใหญ่) ได้ถึง 2 รางวัล และรางวัลบนซัง (รางวัลยอดจำหน่ายเพลงผ่านเกณฑ์มาตรฐาน) อีกหลายรางวัล

.

เดือนเมษายน พวกเขาก็ปล่อย Studio Album ล่าสุด MAP OF THE SOUL : 7 โดยบีทีเอสได้เล่าว่า เลข 7 หมายถึง เมมเบอร์ 7 คน และเป็นห้วงเวลา 7 ปีตั้งแต่เดบิวต์ผลงานกันมา ซึ่งเนื้อหาของอัลบั้มนี้ ได้สะท้อนเรื่องของเมมเบอร์หรือตัววงออกมาเป็นอย่างมาก 

.

กระทั่งเข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคม ในการจัดงาน Kids’ Choice Awards ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานมอบรางวัลผ่านหน้าจอออนไลน์ โดย BTS ก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญ Favorite Music Group มาครอง

เข้าสู่เดือนมิถุนายน มีการเปิดเผยข้อมูลสถิติและยอดขายของทาง Nielsen Music ซึ่งเป็นระบบที่จัดเก็บข้อมูลของอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกา พบว่า  Map of the Soul: 7 อัลบั้มเต็มลำดับที่ 4 ของ BTS สามารถจำหน่ายไปได้มากถึง 1.417 ล้านยูนิตในช่วงครึ่งปีแรก ที่สำคัญ ยังแซงหน้าอัลบั้มยอดขายดีตลอดกาลอย่าง Abbey Road ผลงานมาสเตอร์พีซของ Beatles ที่เคยถูกจำหน่ายในจำนวน 1.094 ล้านยูนิตไปเรียบร้อย

.

ตุลาคมที่ผ่านมา BTS ก็สามารถคว้ารับรางวัล Top Social Artist (ศิลปินยอดนิยมบนโลกโซเชี่ยล) เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ในเวทีการแจกรางวัล Billboard Music Awards 2020 

และในเดือนพฤศจิกายน BTS ก็ยังคงเก็บเกี่ยวความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คว้าอีก 2 รางวัล บนเวที American Music Awards 2020 ซึ่งรายการนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องศิลปินและอัลบั้มยอดนิยมของปี 2020 โดยบอยแบนด์จากเกาหลีใต้สามารถคว้ารางวัล Favorite Duo or Group – Pop/Rock (เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน) และรางวัล Favorite Social Artist (เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน)

.

และในงานงานประกาศผลรางวัล “2020 MTV Europe Music Awards” ครั้งที่ 27 BTS ก็ยังสามารถกวาดรางวัลมาครองได้มากถึง 4 รางวัลด้วยกัน ได้แก่ Best Song, Best Group, Biggest Fans และ Best Virtual Live

เข้าสู่ธันวาคม ในงานประกาศรางวัล 2020 Mnet Asian Music Awards หรือ 2020 MAMA ซึ่งศิลปิน BTS ก็กวาดรางวัลไปได้อีกมากมาย โดยแบ่งเป็นรางวัลเเดซัง (รางวัลใหญ่) 4 สาขา ประกอบไปด้วย รางวัล Artist of the Year, Song of the Year, Album Of The Year และ Worldwide Icon of the Year พร้อมด้วยรางวัลอื่น ๆ อีก ได้แก่ รางวัล Best Male GroupBest Dance Performance – Male GroupBest Collaboration, Best Music Video และรางวัล Worldwide Fans’ Choice Top 10 

.

และไม่กี่วันมานี้ Rolling Stone นิตยสารเเละเว็บไซต์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ก็ได้เผย 50 เพลงจากทั่วโลกที่ดีที่สุดในปี 2020 โดย BTS ติดอยู่ในอันดับที่ 7 จากเพลง Dynamite ซิงเกิลภาษาอังกฤษเพลงแรกของพวกเขา ซึ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อเดือนสิงหาคม แถมยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์ เป็นศิลปินจากเกาหลีใต้วงแรกที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ได้สำเร็จอีกด้วย

ปิดท้ายล่าสุด (แต่คงไม่ใช่ท้ายสุด) BTS ได้รับรางวัล Entertainer of the year หรือรางวัลศิลปินแห่งปี จากนิตยสาร TIME ไปครอง เป็นการจัดอันดับโดยนิตยสาร TIME ที่จะมอบรางวัลประจำปีให้กับบุคคลในแต่ละสาขาอาชีพ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนิตยสารผู้ทรงอิทธิพลฉบับนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 เป็นต้นมา

ตามไปชมคลิปการโชว์เพลง Dynamite ซิงเกิ้ลเพลงภาษาอังกฤษของพวกเขา ที่โชว์ให้กับนิตยสาร TIME ได้ในลิ้งค์นี้กันเลย

https://time.com/entertainer-of-the-year-2020-bts/?utm_campaign=person-of-the-year&utm_source=line_app&utm_medium=social

 

วิเคราะห์ศึกผ่าเมือง "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้" ใครจะเป็นผู้ชนะ?

โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้ง กับศึกผ่าเมืองแมนเชสเตอร์ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ งานนี้สนุกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ผลสกอร์ออกหน้าไหนก็เป็นไปได้หมด

ภาพรวมของทั้งสองทีมช่วงนี้ นิยามเบา ๆ ได้ว่า "ทรง ๆ" ขยายความต่อมาคือ กำลังหาทรงอยู่นั่นเอง ผ่าม!! ไม่ช่าย ทรง ๆ คือ ฟอร์มไม่ถึงกับดีมากมาย แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก โดยเฉพาะผีแดง - แมนฯ ยูฯ  ทำผลงาน 5 นัดในลีกหลังสุด ชนะ 4 แพ้ 1 อยู่อันดับ 7 ส่วนแมนฯ ซิตี้ หายใจรดต้นคอมาติดๆ อยู่อันดับ 8 ผลงาน 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 

อย่างที่บอกไปว่า ทรง ๆ กันทั้งคู่ ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฤดูกาลนี้ยังไม่ลงตัวสักที ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นเต็งลุ้นแชมป์ แต่ภาพรวมกว่า 10 เกม ตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา ก็ยังไม่แจ่มนัก โดยเฉพาะแผงกลางไปถึงหลัง ไม่ลงตัวเหมือนเที่คยเป็นมา 

ส่วนปีศาจแดง ในการทำทีมของน้าโอเล่ - โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งพาแมนฯ ยูฯ ตกรอบแบ่งกลุ่มในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาหมาดๆ โดยมิตรรักสหายผีแดงวิจารณ์ซะเละเทะ แต่ภาพรวมในลีกก็ยังพอรับได้ ค่อยๆ เก็บคะแนนไล่ตามจ่าฝูงอย่างสเปอร์ตอนนี้เหลือแค่ 5 แต้ม แถมยังมีนัดตกค้างเหลืออีก 1 นัด

ฉะนั้น นัดนี้ที่ปีศาจแดงได้เล่นในบ้าน ยังไงน้าโอเล่ต้องเน้นกับลูกทีมสุด ๆ เพราะถ้าชนะ นั่นหมายถึง คะแนนจากอันดับ 7 อาจกระโดดข้ามขึ้นไปอีก ซึ่งปีนี้แต่ละทีมคะแนนไล่เบียดคู่คี่กันมาก 

ตามสถิติทั้งสองทีมพบกันมากว่า 159 นัด โดยเป็นแมนฯ ยูฯ ที่เอาชนะไปได้ 64 ครั้ง แมนฯ ซิตี้ ชนะไป 48 ครั้ง และออกผลเสมอกัน 47 ครั้ง ผลงานเจอกัน 6 นัดหลังสุดก็คู่คี่พอ ๆ กัน โดยทั้งสองทีมสามารถเอาชนะกันไป 3 ครั้งเท่า ๆ กัน แต่กับฤดูกาลล่าสุดที่ผ่านมา แมนฯ ยูฯ ดูจะทำผลงานได้ดีกว่าซิตี้นิดๆ สามารถเอาชนะได้ทั้งแมทซ์เหย้าและเยือน

ผลที่น่าจะเป็นของคู่นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะออกเสมอกัน แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น แต่หากจะมองว่าทีมใดที่มีโอกาสคว้า 3 แต้มมากกว่า ด้วยความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นของแมนฯ ซิตี้ ยังเหนือกว่าแมนฯ ยูฯ ในเวลานี้ ถ้าจะหาผู้ชนะในเกมนี้ ก็คงต้องเลือกจิ้มไปที่ทีมเรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ นี่เอง 

ส่วนสกอร์ของคู่นี้ ตามสถิติที่เคยเป็นมา ถ้าไม่ยิงกันเยอะ ก็ไม่ยิงกันเลย แต่เชื่อว่านัดนี้น่าจะสกอร์เกิน 2 ลูกแน่นอน และน่าจะเป็นเกมที่สนุก เปิดหน้าเล่นเกมบุกใส่กัน เพราะอย่างที่บอก ผู้ชนะได้ 3 แต้ม มีผลต่ออันดับที่จะกระโดดขึ้นไปอย่างแน่นอน 

เพราะฉะนั้น คืนนี้เวลา 00.30 น. หรือเที่ยงคืนครึ่ง ตามเวลาในประเทศไทย จะรักผี หรือเชียร์เรือใบ หรือจะแช่งทั้งคู่ ก็ไม่ควรพลาดแมทซ์ 5 ดาวนี้ด้วยประการทั้งปวง ง่วงยังไงก็ต้องเจอกันนะ ปู๊น ๆ

 

12 ธันวาคม พ.ศ. 2533 วันเกิดครบรอบ 30 ปี "ซึงรี" อดีตสมาชิก BIGBANG

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ "ซึงรี" หรือ "อีซึงฮยอน" อดีตสมาชิกวงบอยแบนด์เกาหลีใต้ชื่อดังอย่าง BIGBANG แถมเขายังเป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดของวงอีกด้วย สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของ BIGBANG จะทราบดีว่า ซึงรีมีความโดดเด่นในเรื่องการเต้น ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ BIGBANG ซึงรีเคยเป็นหัวหน้าและสมาชิกเต้นในวงที่ชื่อ II Hwa มาก่อน 

ซึงรี และ BIGBANG เปิดตัวผลงานของพวกเขาในช่วงราวปี ค.ศ. 2006 และหลังจากนั้น พวกเขาาก็โด่งดังแบบเปรี้ยงปร้าง ไม่ใช่แค่เฉพาะในเกาหลีใต้ แต่ดังไกลไปทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "Revolutionary Group of Hallyu Wave"

แต่แล้วเมื่อปี ค.ศ. 2019 ซึงรีก็ทำให้แฟน ๆ ของเขาต้องช็อก เมื่อมีออกมาว่า เขามีส่วนพัวพันกับการค้าประเวณี จัดหาหญิงสาวให้นักธุรกิจต่างชาติ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด โดยมีธุรกิจผับ Buning Sun ซึ่งเจ้าตัวมีหุ้นส่วนอยู่เป็นฉากหน้า รวมไปถึงการมีชื่ออยู่ในกรุ๊ปแชตสุดฉาว ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา 

ภายหลังที่ตกเป็นข่าวครึกโครม ซึงรีได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกวง BIGBANG และต้องต่อสู้กับคดีความอีกมากมายที่ดาหน้าเข้ามา กระทั่งเมื่อช่วงต้นปี 2020 หลังจากเคลียร์คดีความต่าง ๆ ให้จบลง ซึงรีก็เข้าสู่กรมทหาร เพื่อเข้ารับการฝึกการเป็นทหาร แม้ความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขาจะจบลงไปแล้ว แต่เจ้าตัวก็ได้ชื่อว่า เป็นศิลปินที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและความยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ได้ในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

วันนี้ครบรอบอายุ 30 ปี ไม่ว่าแฟน ๆ จะยังรัก หรือจะชิงชังในข่าวคราวของเขา อย่างไรก็ต้องขอกล่าวคำว่า แฮปปี้เบิรธ์เดย์ ทู ซึงรี!!

 

AirPods Max คุ้มค่าแค่ไหน ถามใจเธอดู

เปิดตัวให้ได้ซี้ดซ้าดกันไปเมื่อหลายวันก่อน สำหรับ AirPods Max หูฟังครอบหูหรือเฮดโฟนแบบไร้สายตัวแรกของแอปเปิ้ล งานนี้เปิดตัวมาในราคา 19,900 บาท มีเสียงลอยมาเบาๆ แต่ได้ยินช้าดชัดว่า "แพงจุง" อ่ะ! ตัวเลขราคาอาจจะสูง แต่หูฟังตัวนี้มาด้วยฟีเจอร์มากมาย 

ไม่ว่าจะเป็น EQ ที่ปรับแต่งเสียงให้พอดีกับหูฟัง โดยวัดสัญญาณเสียงที่ส่งออกมา และปรับความถี่ต่ำและกลางแบบเรียลไทม์ ทำให้ได้เสียงที่เต็มอิ่มครบทุกรายละเอียด แถมยังมีโอกาสที่เสียงจะเพี้ยนน้อยมาก อยู่ที่ 1 เปอร์เซนต์ เนื่องจากมีชิ้นส่วนของมอเตอร์วงแหวนแม็กเน็ตนีโอไดเนียมคู่ที่ออกแบบมาอย่างดีและมีคุณภาพ ต่อให้เปิดเสียงดังสุดแค่ไหน เสียงก็ยังคมชัดเป๊ะ 

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อกับ Device อื่น ๆ อาทิ  iPhone iPad หรือเครื่องคอมพ์ Mac ก็หายห่วง ผู้ใช้สามารถสลับอุปกรณ์ไปมาระหว่าง Device ได้เลย AirPods Max ตัวนี้สามารถสลับการเชื่อมต่อได้โดยอัตโนมัติ หรือหากจะแชร์เสียงระหว่าง AirPods 2 ชุด บน iPhone iPad iPod touch หรือ Apple TV 4K ก็เพียงแค่นำ AirPods Max มาใกล้กับอุปกรณ์และเชื่อมต่อด้วยการแตะเพียงครั้งเดียวก็เป็นอันเรียบร้อย

เอาจริง ๆ ด้วยรูปร่างหน้าตาของ AirPods Max ตัวนี้ก็คูลได้ใจแล้วล่ะ แถมมาในสีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีสเปซเกรย์, สีเงิน, สีสกายบลู, สีเชียว และสีชมพู โทนแต่ละสีไม่ได้เปรี้ยวปรู้ดปร้าด แต่ดูเท่ ๆ เฉี่ยว ๆ ตามสไตล์อุปกรณ์ค่ายแอปเปิ้ลนั่นเอง ถึงตรงนี้ ย้อนกลับไปดูที่ราคา ถ้า...ถ้าจะลงทุนกับหูฟังดี ๆ แล้วใช้งานกันไปยาว ๆ ไม่งอแง ก็ถือว่าคุ้มค่าน่าลงทุน  

 

11 ธันวาคม วันภูเขาสากล

‘ภูเขา’ นับเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการผลิดอกออกผล รวมถึงเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลากหลายสายทั่วโลก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับมนุษยชาติเสมอมา เป็นเหตุให้ในปีพ.ศ. 2548 ณ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้มีการตกลงร่วมกัน โดยกำหนดให้ วันที่ 11 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็น ‘วันภูเขาสากล’ (International Mountain Day)

 

ในวันนี้จะเป็นวันที่เราได้รำลึกและให้ความสำคัญกับ ‘ภูเขา’ ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแหล่งให้กำเนิดต้นน้ำ ต้นไม้ และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังเป็นการให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาทั่วโลก เนื่องจากเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ยังคงรักษารากแห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ไว้ได้อย่างยาวนาน

 

วันภูเขาสากลในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การรำลึกเพียงแค่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงการคงไว้ซึ่ง ‘วิถีอันเก่าแก่’ ของผู้คนกลุ่มหนึ่งของโลก ไม่ว่าโลกจะหมุนไปด้วยความรวดเร็วแค่ไหน แต่วิถีชีวิตบางหนบางแห่ง ก็ยังคงดำเนินต่อไป และยังคงตั้งอยู่ในความงดงามของตัวเอง

เรื่องราวของ ‘ร็อกสตาร์ฆ่าไม่ตาย’ Oasis

“Oasis คือวงดนตรีที่โลกอนุญาตให้ปากหมาได้ตลอดกาล” ประโยคนี้คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนักเมื่อเทียบกับวีรกรรมสุดห้าวของสองพี่น้องกัลลาเกอร์ที่ปรากฏบนหน้าสื่อตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในยุค ‘90s แล้ว ส่วนผสมที่ลงตัวแต่เข้ากันไม่ค่อยได้ของ ‘โนล กัลลาเกอร์’ มือกีตาร์ และ ‘เลียม กัลลาเกอร์’ ฟรอนต์แมน ดูเหมือนจะยิ่งสร้างสีสันให้แฟนๆ หันมาสนใจพวกเขามากยิ่งขึ้น ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า Oasis คือวงดนตรีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อประวัติศาสตร์บริตป๊อบ (Britpop) ของเกาะอังกฤษ

 

วง Oasis ได้ยุติบทบาทลงในปี 2009 หลังโนลตัดสินใจลาออกจากวงและไม่พูดจากับน้องชายนานร่วม 10 ปี ปัจจุบันนี้พี่น้องกัลลาเกอร์ต่างก็ผันตัวเป็นศิลปินเดี่ยว แต่แฟนเพลงกลับทำเหมือน Oasis แค่พักวงชั่วคราวเท่านั้น พวกเขาเฝ้ารอวันที่วงดนตรีที่พวกเขารักจะกลับมารียูเนียนกันอีกครั้ง ความน่าสนใจคือแม้ Oasis จะเป็นวงดนตรียุค ‘90s ทว่ากระแสความนิยมไม่ได้ลดลง ยังคงมีแฟนเพลงเดนตายติดตามอย่างเหนียวแน่นโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์ เพลง “Wonderwall” ของวง Oasis ก็ยังเป็นเพลงแรกจากยุค ‘90s ที่มียอดสตรีมมิ่งผ่าน Spotify ทะลุ 1,000 ล้านครั้ง!

 

 

เรื่องราวของวง Oasis เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราวเฮฮาที่น่าสนใจ บางเรื่องอาจเกรียนชนิดที่ศิลปินยุคนี้ไม่มีทางทำแน่ๆ เมื่อคนรุ่นใหม่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตพวกเขาสามารถสืบค้นข้อมูลและรับรู้ข้อมูลอีกด้าน ซึ่งแตกต่างจากที่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ในยุค ‘90s เคยประโคมข่าว ทำให้มุมมองที่มีต่อวง Oasis ในยุคนี้เต็มไปด้วยเรื่องสนุกที่เล่ากันไม่รู้เบื่อ ซึ่งมีหลายปัจจัยด้วยกันที่จุดกระแสความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ตามไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้…

 

จากครอบครัวชนชั้นแรงงานสู่ ‘ร็อกสตาร์’

เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นแรงงานในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ รวมตัวกันตั้งวงดนตรีชื่อ The Rain ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Oasis’ ในเวลาต่อมา เมื่อ ‘เลียม กัลลาเกอร์’ เข้ามาทำหน้าที่ฟรอนต์แมนของวง เขาชักชวนพี่ชาย ‘โนล กัลลาเกอร์’ ที่ทำงานเป็นเด็กขนเครื่องดนตรีประจำวงดนตรีท้องถิ่น Inspirals Carpets ให้มาร่วมวงในฐานะนักแต่งเพลงและมือกีตาร์ของ Oasis ไม่มีใครคาดคิดว่าบทเพลงที่โนลเคยแต่งไว้เล่นๆ จะได้นำมาใช้จริงๆ โดยเพลงส่วนใหญ่นอกจากจะพูดถึงวัฒนธรรมวัยรุ่นอังกฤษแล้ว ยังมีเนื้อหาที่สะท้อนการมองโลกในแง่ดีและความต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น “Whatever” เป็นเพลงที่โนลแต่งขึ้นสมัยทำงานเป็นกรรมกรในไซต์ก่อสร้างตามที่พ่อแนะนำ แต่เขาอยากจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง จึงแต่งเพลงนี้เพื่อระบายความรู้สึกที่ต้องการเป็นอิสระ หรือเพลง “Live Forever” มีเนื้อหาที่พูดถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เป็นต้น ในที่สุดพวกเขาก็แจ้งเกิดในฐานะศิลปิน โดยปล่อยอัลบั้มชุดแรก ‘Definitely Maybe’ ในปี 1994 ยกระดับสถานะทางสังคมจากชนชั้นแรงงานสู่ครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เริ่มมีชื่อเสียงและเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 

             

1995-1997 ‘ยุคทอง’ ของ Oasis

อัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้พวกเขามากที่สุดคือ ‘(What’s The Story) Morning Glory?’ อัลบั้มชุดที่ 2 ที่วางจำหน่ายในปี 1995 เต็มไปด้วยเพลงฮิตมากมาย เช่น “Wonderwall” และ “Don’t Look Back In Anger” ทำให้กระแสความนิยมของ Oasis เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาทะยานสู่การเป็นวงบริตป๊อบอันดับต้นๆ แย่งความนิยมกับวง Blur อย่างดุเดือดจนนำไปสู่เหตุการณ์ ‘สงครามบริตป๊อบ’ ที่ทั้ง 2 วงเลือกปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ในวันเดียวกัน ชื่อเสียงของ Oasis ทำให้พวกเขาสามารถจัดคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ที่ Knebworth ในปี 1996 ซึ่งมีแฟนเพลงกว่า 2.5 แสนคนเดินทางมาชม อีกทั้งยังได้รับรางวัลการันตีความนิยมจากหลายสถาบัน ส่งผลให้การปล่อยอัลบั้มชุดที่ 3 ‘Be Here Now’ ในปี 1997 เกิดปรากฏการณ์แฟนเพลงแห่มายืนรอหน้าร้านขายซีดีทั่วอังกฤษเพื่อรอซื้ออัลบั้ม โดยในวันแรกที่ปล่อยอัลบั้มสามารถขายอัลบั้มได้กว่า 4.2 แสนก๊อปปี้ พิสูจน์ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว Oasis คือวงดนตรีที่ขึ้นไปยืน ณ จุดสูงสุดของวงการบริตป๊อบอย่างแท้จริง

 

 

 

จุดแตกหักของพี่น้องกัลลาเกอร์

แม้จะเป็นพี่น้องแท้ๆ แต่ลักษณะนิสัยของโนลและเลียมกลับต่างกันสุดขั้ว โนลเคยเปรียบเทียบว่าเขาคือแมว จริงจังและมีโลกส่วนตัวสูง ส่วนเลียมเป็นหมาที่พร้อมจะเล่นทุกครั้งที่มีคนโยนลูกบอลให้ เมื่อทั้งคู่ต้องมาทำงานใกล้ชิดกันเป็นเวลานานก็ย่อมมีปัญหากระทบกระทั่ง โนลที่มีความรับผิดชอบสูงจึงเอือมระอาพฤติกรรมของน้องชายที่บางครั้งหายไปโดยไม่บอกกล่าว ปล่อยให้เขาต้องทำหน้าที่ฟรอนต์แมนเอง ในขณะที่เลียมเองก็บอกว่าพี่ชายซีเรียสจนเกินไป การตัดสินใจทั้งหมดของวงแทบจะรวมอำนาจไว้ที่โนลแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงการเขียนเพลงในแต่ละอัลบั้ม ความสัมพันธ์พี่น้องเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2009 ระหว่างที่ Oasis เตรียมขึ้นเล่นคอนเสิร์ตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เลียมอาละวาดหลังเวที และพังกีตาร์ตัวโปรดของพี่ชาย ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่โนลตัดสินใจหันหลังให้วงดนตรีที่เขาอยู่มานานถึง 18 ปี และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็นำไปสู่การยุติบทบาททางดนตรีของวง Oasis

 

 

 

ตัวตนใหม่เมื่อศิลปินมี ‘สื่อเป็นของตัวเอง’

ภายหลังโนลได้ผันตัวเป็นศิลปินเดี่ยว ภายใต้ชื่อ Noel Gallagher’s High Flying Birds ในปี 2011 ส่วนเลียมก็เป็นศิลปินเดี่ยวในปี 2017 เช่นกัน ทั้งคู่ต่างมีเส้นทางดนตรีเป็นของตัวเอง ได้ทดลองทำเพลงใหม่และเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก แน่นอนว่าในเซ็ทลิสต์ก็ยังมีบทเพลงของวง Oasis ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันเช่นเดิม แต่สิ่งที่ทำให้ยุคนี้แตกต่างจากยุค ‘90s คือโซเชียลมีเดีย ศิลปินมีช่องทางสื่อเป็นของตัวเองในการประชาสัมพันธ์ผลงาน สื่อสารกับแฟนเพลง และแถลงตอบโต้ต่อประเด็นข่าวต่าง ๆ พร้อมทั้งสามารถสร้างการรับรู้ใหม่ให้แฟนๆ อย่างตรงไปตรงมาด้วยตัวตนและคาแรกเตอร์ของศิลปินที่สื่ออาจไม่เคยนำเสนอมาก่อน เช่น เลียมรับอุปการะแมวไร้บ้าน โนลบริจาคค่าลิขสิทธิ์เพลงให้เหยื่อก่อการร้าย เป็นต้น ทำให้ศิลปินได้สื่อสารกับแฟน ๆ โดยตรง ขณะที่แฟนเพลงเองก็ได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของศิลปินที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น อย่างตอนที่เลียมไปทัวร์คอนเสิร์ตที่เกาหลีใต้ เขาทำท่าเลียนแบบ MV เพลง ‘กังนัมสไตล์’ ทำให้ได้เห็นมุมน่ารักสวนทางกับท่าทีขึงขังที่สื่อหลักเคยเสนอมาตลอดหลายปี หรือแม้แต่การสนับสนุน #BlackLiveMatter ก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศิลปินที่สนใจความเป็นไปของสังคม แน่นอนว่าการแสดงออกที่มี Value เหล่านี้ย่อมโดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่

 

 

 

‘Oasis: Supersonic’ กระแสเรียกฐานแฟนเพลงคืนสู่อ้อมอก

ต้องยอมรับว่าหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กระแส Oasis กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งในหมู่แฟนเพลงก็คือ ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Oasis: Supersonic กำกับโดย Mat Whitecross ออกฉายเมื่อปี 2016 นับเป็นการเรียกแฟนเพลงกลับสู่อ้อมอกวงดนตรีวงนี้อีกครั้ง อีกทั้งสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ ๆ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นสารคดีที่ดำเนินเรื่องได้น่าสนใจ สนุกสนาน มีบทสัมภาษณ์และข้อมูลเอ็กซ์คลูซีฟทั้งจากฝ่ายโนล เลียม อดีตสมาชิกวง และผู้ที่เคยร่วมงานกับวง Oasis เล่าตั้งแต่เรื่องครอบครัวในวัยเด็ก ปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวของพ่อบังเกิดเกล้า จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งวง การเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง รวมถึงการเปิดเผยหญิงสาวปริศนาที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพลง “Talk Tonight” ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนนานถึง 20 ปี สารคดีนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ ให้แฟนเพลงได้รับรู้ สร้างการรับรู้ในแง่มุมที่น่าสนใจ ได้เห็นความตั้งใจในการทำงาน การรับมือกับดราม่าต่าง ๆ พิสูจน์ว่าพวกเขาคือร็อกสตาร์ที่ฆ่าไม่ตาย ที่สำคัญ Oasis: Supersonic ยังเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในประเทศไทย ถูกพูดถึงอย่างมากในสื่อโซเชียลมีเดีย ดึงความสนใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจวงดนตรีจากยุค ‘90s วงนี้!

 

 

คอนเสิร์ตเดี่ยวของ ‘โนล-เลียม’ ในประเทศไทย

หลังจากกระแส Oasis เริ่มจุดติดอีกครั้งในปี 2016 จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Oasis: Supersonic ตามมาด้วย เลียม กัลลาเกอร์ ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในปี 2017 ก็ยิ่งทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น เลียมกลับมาด้วยภาพลักษณ์เท่และคูลเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใกล้ชิดแฟน ๆ มากขึ้น เลียมใช้ทวิตเตอร์ส่วนตัวในการอัปเดตความเคลื่อนไหวกับแฟนๆ กว่า 3.3 ล้านคนที่ติดตามเขา แถมยังขยันตอบคอมเม้นท์ด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่มีประเด็นสำคัญ ๆ เลียมไม่พลาดที่จะตอบทวีตแฟน ๆ รวมถึงเหตุการณ์หมูป่า 13 คนติดถ้ำหลวง กระแสความนิยมในตัวศิลปินนำสู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย Liam Gallagher Live in Bangkok 2018 ที่ถูกพูดถึงในทวิตเตอร์จนติดเทรนด์อันดับ 1 ทำให้คนที่ไม่รู้จักเลียมเกิดความสงสัยว่าเขาเป็นใครขึ้นมา จนกระทั่งปลายปี 2019 กัลลาเกอร์คนพี่อย่าง โนล ก็เดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตในประเทศไทยเช่นกัน Noel Gallagher’s High Flying Birds Live in Bangkok 2019 จนแฟนเพลงต่างแซวกันว่าเมื่อพี่น้องไม่ถูกกัน แฟน ๆ จะชมคอนเสิร์ตทั้งทีก็ต้องแยกกันชม ซึ่งลึก ๆ ก็ต่างรอวันที่โนลและเลียมคืนดีเพื่อขึ้นเวทีเดียวกันอีกครั้ง

 

 

เลียม: “ผมฟังผลงานเพลงใหม่ของโนลแล้ว เหมือนพวกมังสวิรัติพยายามจะขายเคบับเลยว่ะ”

โนล: “เพลงของไอ้เลียมคือเพลงที่ไม่ซับซ้อน เขียนขึ้นโดยคนที่ไม่ซับซ้อน และทำให้คนที่ไม่ซับซ้อนฟัง”

 

 

อย่างไรก็ตาม อีกเหตุผลที่ทำให้แฟนเพลงต่างติดตามเรื่องราวของวง Oasis และพี่น้องกัลลาเกอร์อย่างเหนียวแน่นก็เพราะความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยระหว่างโนลและเลียม ซึ่งมักจะตอบโต้กันอย่างเจ็บแสบผ่านสื่อทำให้แฟนๆ ได้อ่านเรื่องราวเฮฮาเป็นประจำ รวมถึงกระแสการรียูเนียนวงดนตรีที่หลายคนเฝ้ารอให้เกิดขึ้นเร็ววัน แต่ดูเหมือนทุกครั้งที่เข้าใกล้ความหวังก็มักจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้การรียูเนียนห่างไกลไปเสมอ

 

เรื่อง: Tatiya

ภาพ: Everwhere in Oasis

 

เลื่อนฉาย SEOBOK แฟนคลับ ‘กงยู-พัคโบกอม’ อดใจรอต้นปี 2021 ได้กรี๊ดแน่นอน

แฟนภาพยนตร์เกาหลี โดยเฉพาะ FC ‘กงยู & พัคโบกอม’ ตั้งตาเตรียมรอชมภาพยนตร์ที่ทั้งคู่โคจรมาเจอกันในเรื่อง SEOBOK ซึ่งหมายกำหนดการเข้าโรงภาพยนตร์เดิมคือ ราวปลายเดือนธันวาคมนี้ แต่ล่าสุดมีประกาศการเลื่อนฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไป ทั้งที่ประเทศเกาหลีใต้เอง รวมถึงประเทศไทย

 

ที่มาของการเลื่อนฉายภาพยนตร์ครั้งนี้ เป้นเพราะเหตุการณ์การระบาดโควิด-19 ที่ยังส่อเค้าวุ่นในหลายๆ ประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้และประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยจึงได้มีการเลื่อนการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไปก่อน

 

สำหรับ SEOBOK ที่นอกจากจะได้ซูเปอร์สตาร์แม่เหล็กอย่าง กงยู และ พัคโบกอม มาประชันกันบนจอภาพยนตร์แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ทาง CJ Entertainment ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ทุ่มทุนสร้างอย่างมหาศาลมาก 

 

โดยเป็นหนังแนวไซไฟที่บอกเล่าเรื่องราวของ มินกีฮอน (รับบทโดย กงยู) อดีตสายลับที่ได้รับภารกิจสุดท้ายในการปกป้อง ซอบก (SEOBOK) รับทโดย พัคโบกอม มนุษย์โคลนร่างแรกของโลก ที่เกิดจากการทดลองลับสุดยอด และประการที่สำคัญ ซอบกเป็นมนุษย์โคลนที่เป็นอมตะ เขาได้กุมปริศนาของการมีชีวิตอมตะเอาไว้ ซึ่งมินกีฮอนต้องปกป้องเขาจากกลุ่มคนที่หวังจะครอบครองซอบก และต้องการความลับอมตะนี้

 

เล่ามาขนาดนี้ หลายคนคงอยากดู ไม่ว่าจะดู กงยู หรือดู พัคโบกอม หรือจะดูภาพยนตร์ทั้งเรื่อง เอาเป็นว่า หนังยังไม่ฉายก็ไปอุ่นเครื่องกับภาพยนตร์ตัวอย่างกันเสียก่อน ส่วนข่าวคราวเรื่องกำหนดวันฉายใหม่ รวมทั้งความคืบหน้าต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะนำมารายงานให้ทราบต่อไป หรือสามารถติดตามความเคลื่อนไหวกันได้ผ่านทาง MONGKOL MAJOR และ twitter.com/Sahamongkolfilm

 

 

 

 

 

วิชาเกษตร 101

วิชาเกษตร 101

 

ไม่ใช่วิชาการเมืองนะคะนักเรียน โปรดอย่าเข้าใจอะไรผิดๆ คาบนี้เป็นวิชาการเกษตร 101 เหตุที่ต้องเปิดคอร์สสอนวิชานี้ เพราะช่วงนี้เห็นอุปกรณ์ทางการเกษตรไปอยู่ผิดที่ผิดทาง แห่ะๆ คุณครูก็เลยต้องนำเจ้าอุปกรณ์เหล่านั้นมาแนะนำแก่นักเรียน ตกลงมันใช้อะไรยังไง เน๊อะ!

 

อ๊ะ! ไหนๆ ก็เป็นช่วงปลายปี อากาศมันก็จะดีๆ หน่อย ลองเรียนรู้อุปกรณ์ทางเกษตรเหล่านี้จากคุณครู จากนั้นถ้าคิดจะปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ดายหญ้า ลงปุ๋ย พรวนดิน ก็ทำได้ตามสบายเลยนะนักเรียน แต่จุดนี้ขอติงนิดนึง เมื่อรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ก็จงใช้สิ่งของนั้นๆ ให้ถูกหน้าที่ของมันนะจ้ะ

 

เริ่มเรียนตามแผนภูมิภาพนี้นะจ้ะ...

10 ธันวาคม...วันรัฐธรรมนูญ

วันนี้เมื่อ 88 ปีก่อน เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศ ให้แก่ประชาชนชาวไทย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

 

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อเป็นการระลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นฉบับถาวร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกำหนดให้ วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประจำพุทธศักราช 2560 (6 เมษายน 2560 – ปัจจุบัน)

ส่องคำขวัญวันเด็กและลายมือของ "นายกฯ ลุงตู่"

นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งมอบคำขวัญ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2564 ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2564 มีประโยคว่า "เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม"

สำหรับคำขวัญปีล่าสุดนี้ ถือเป็นการมอบคำขวัญครั้งที่ 7 ที่ "นายกฯ ลุงตู่" ได้มอบให้กับเด็กไทย โดย 6 ครั้งก่อนหน้านี้ มีประโยคและการสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป เรามาย้อนให้อ่านกัน พร้อมเทคนิคการตั้งคำขวัญ ดังนี้...

ปี พ.ศ. 2563 "เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย"

ปี พ.ศ. 2562 "เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ"

ปี พ.ศ. 2561 "รู้คิด รู้เท่าทัน รู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี" 

ปี พ.ศ. 2560 "เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง"

ปี พ.ศ. 2559 "เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต"

ปี พ.ศ. 2558 "ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต"

จะสังเกตได้ว่า คำขวัญของ "นายกฯ ลุงตู่" จะมีคำว่า "เด็ก" ขึ้นต้นเสียเป็นส่วนใหญ่ และมีคำว่า "อนาคต" ผสมผสานอยู่ในคำขวัญอีกด้วย และในระยะ 3-4 ปีให้หลัง คำขวัญจะเน้นย้ำในเรื่องเทคโนโลยี ยุคใหม่ แต่ทั้งหมดทั้งมวล คือต้องรู้หน้าที่ และมีความสามัคคี สร้างชาติ

ส่วนลายมือของนายกฯ ลุงตู่ ค่อนข้างอ้วน ตัวใหญ่ แต่อ่านไม่ยาก มีหางยาวฉวัดเฉวียน ดูสวยงาม (จบการรายงาน...นะจ้ะเด็ก ๆ)

 

 

วัคซีนต้านโควิด - 19 เริ่มออกปฏิบัติการแล้วจ้า!

เมื่อวานผู้คนทั้งโลกต่างพากันจับจ้องไปยังข่าวการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดสแรกของ "มาร์กาเรต คีแนน" คุณยายชาวอังกฤษวัย 90 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนครั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมย์ของประเทศในเครือสหราชอาณาจักร ที่ต้องการจะเริ่มการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นแนวหน้าในการรักษาผู้ป่วยโควิด - 19

ถึงตรงนี้ เริ่มเป็นสัญญาณที่ดี ที่การเดินหน้าการผลิตวัคซีนจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มมีประสิทธิผล พร้อมทั้งถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากที่เป็นเพียงแค่ข่าวคราวมาได้ระยะใหญ่ คาดว่าหลังจากกลางเดือนธันวาคมนี้ เลยข้ามไปจนถึงกลางปีหน้า การอนุมัติการสั่งซื้อวัคซีนต่าง ๆ รวมไปถึงการทดลองตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูขึ้น จะเริ่มทยอยตามออกมา

ช่วงนี้หลายประเทศเริ่ม "พรีออเดอร์" หรือมีการสั่งซื้อวัคซีนกันมากขึ้น ประเทศในอียูสั่งไปแล้วกว่า 700 ล้านโดส ส่วนสหรัฐฯ ประเทศเดียวก็สั่งไปกว่า 700 ล้านโดสเช่นเดียวกัน เนื่องจากยังเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสะสมสูงที่สุดในโลกอยู่ที่เกือบๆ 15 ล้านคน ส่วนประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อตามมาเป็นอันดับสองและสาม อย่างอินเดียและบราซิล ก็พรีออเดอร์วัคซีนไปประเทศละ 500 ล้านโดส และ 100 ล้านโดส 

ล่าสุดประเทศแคนาดา เพิ่งมีข่าวสั่งจองวัคซีนต้านโควิด - 19 จำนวนมากพอต่อประชากรแล้ว (ราว 38 ล้านคน) โดยเป็นการสั่งจองวัคซีนจากผู้ผลิตและทดสอบรายต่างๆ ไปมากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศเกือบ 4 เท่า อันนี้ก็ถือเป็นเรื่องโชคดีของพลเมืองแคนาดา แต่ในมุมกลับกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่า การกระจายของวัคซีนต้านโควิด - 19 นี้ จะไม่แพร่หลายไปยังผู้คนทั่วโลก หรือพูดง่าย ๆ ว่า เกรงจะเกิดความเหลื่อมล้ำในการแจกจ่ายวัคซีนขึ้น เนื่องจากประเทศที่ไม่ได้มั่งคั่ง อาจจะเข้าถึงตัวยาเหล่านี้ได้ยากกว่า

ด้วยเหตุนี้จึงมีพันธมิตรวัคซีนที่เรียกว่า "เกวี" เป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กรใหญ่ระดับนานาชาติ เช่น องค์การอนามัยโลก และมูลนิธิเกตส์ ได้ทำโครงการเข้าถึงวัคซีนโลก (โคแวกซ์) เพื่อช่วยกระจายวัคซีนไปทั่วโลก ถึงขณะนี้ได้รับการบริจาคจากประเทศ บุคคล และองค์กรการกุศลไปแล้วกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังต้องการอีก 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมไปทั่วโลก

เอาเป็นว่า ถ้าจะป้องกัน ก็อยากให้ป้องกันทั่วโลก เพราะหากทำไม่ได้ 100 เปอร์เซนต์ ถึงวันหนึ่ง โควิด - 19 ก็อาจวนกลับมายังประเทศของเรา หรือตัวเราได้อยู่ดี...

 

9 ธันวาคม วันต่อต้านการทุจริตสากล

น้ำร้อนน้ำชา หลบไป! เงินใส่ซอง หลบไป! เงินใต้โต๊ะ หลบไป! เงินกินเปล่า แป๊ะเจี๊ยะ กระเช้าของขวัญ ข้าวของอภินันท์ เอ้ย! ก็บอกให้หลบไป! ไม่รู้หรือไง วันนี้เป็น วันต่อต้านทุจริตสากล

วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันต่อต้านทุจริตสากล หรือ International Anti-Corruption Day วันนี้เกิดขึ้นในที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (UN) มีมติเห็นชอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ. 2546 อย่างเป็นเอกฉันท์

จากนั้นประเทศภาคีสมาชิก UN 191 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว ระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ณ เมืองเมอริด้า ประเทศเม็กซิโก ด้วยเหตุนี้ UN จึงประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านการทุจริตสากล

โดยเจตนารมย์ที่ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นมา ก็เพื่อสร้างความตระหนักรู้ของผู้คนในเรื่องการทุจริต ซึ่งส่งผลกระทบไปในทุกๆ มิติของประเทศ รวมทั้งยังเป็นตัวถ่วงการพัฒนาเศรษฐกิจ กิจกรรมในวันนี้ ผู้นำทางการเมือง รัฐบาล หรือองค์กรสำคัญๆ ของประเทศทั่วโลก จะร่วมใจกันตีแผ่ถึงปัญหาการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ

เอาเป็นว่า วันนี้จะไม่มีใครติดสินบนใคร จะไม่มีประโยคทำนอง ‘พี่ช่วยหน่อย’ แต่หากอยากให้สังคมเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้ เราต้องมีวันที่ 9 ธันวาคมอยู่ในใจ ในทุกๆ วัน แล้วอะไรๆ ก็จะดีขึ้น

แล้วคำว่าน้ำร้อนน้ำชา สินบน เงินใต้โต๊ะ ฯลฯ จะกลายเป็นแค่คำโบราณที่อยู่แค่ในพจนานุกรมเท่านั้น สักวัน! สาธุ!

 

 

ลาทีปี 2020...คุณอยากให้อะไรหายไปพร้อมกับปีนี้บ้าง?

ปังเว่อร์! เมื่อนิตยสาร TIMES ฉบับล่าสุด ประจำเดือนธันวาคม จัดปกได้เจ็บปวด นำเครื่องหมายกากบาทมาขีดฆ่าตัวเลข 2020 แถมโปรยด้วยตัวหนังสือ The Worst Year Ever หรือประมาณว่า "แด่ปีที่แย่ฝุดๆ ตลอดกาล"

ชัดเจน! แจ๋มแจ๋ว! ตรงประเด็น! ไม่มีอ้อมค้อม! อะไรแย่บอกแย่! แฮ่! จะใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์ทำไมเยอะแยะ มาเหลากันต่อกับตัวนิตยสาร TIMES ทางทีมงานได้ขยายความเพิ่มเติมถึง "ไอเดีย" ในการเอากากบาทมาขีดฆ่าปี ค.ศ. แบบนี้ เนื่องด้วยที่ผ่านมา เคยมีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้นกับโลกมากมาย เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือโรคระบาดในปี ค.ศ. 1918 แต่ในชั่วชีวิตของคนทั่วไปในยุคนี้ เชื่อว่า ปี 2020 น่าจะเป็นปีที่แย่ที่สุดแล้วล่ะ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ TIMES เคยนำสัญลักษณ์ X ขีดฆ่าลงบนปกเช่นนี้ แต่เคยทำมาแล้วถึง 4 ครั้ง เช่น ในกรณีการเสียชีวิตของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, ซัดดัม ฮุสเซน, อาบู มูซาบ อัล-ซากาวี (ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์) และ โอซามา บินลาเดน ซึ่งปกหนล่าสุดนี้ก็ได้นำกลับมาทำอีกครั้ง แถมยังสร้างกระแสให้พูดถึงกันไปทั่วโลก

เพราะลึก ๆ ในใจของผู้คน คงคิดไม่ต่างกันว่า "ปี 2020 ถึงเลขจะสวย แต่โห๊ดโหด!" อะไร ๆ มันช่างดูเลวร้ายมาตั้งแต่ต้นปี เรื่องแย่ ๆ ที่มาวินไม่มีกล้าเถียง นั่นคือ การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังคงหนักหนาอยู่เหมือนเดิม ย้อนกลับมาที่เมืองไทยเอง ปี 2020 ก็จัดหนักกันหลายเรื่อง The States Times LITE ลองเช็กเสียงจากทีมงานกองบรรณาธิการ (คนใกล้ตัวนี่เอง) โดยตั้งโจทย์ว่า "ถ้าจะขีดฆ่าเรื่องราวใดให้หายไปจากปีนี้ อยากจัดการกับเรื่องอะไร?"

อาร์ตไดเรกเตอร์ประจำกองฯ บอกว่า : "ผมขอขีดฆ่าม็อบทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เบื่อความขัดแย้งมาก"

โซเชี่ยลแอดมินประจำกองฯ บอกเช่นกันว่า "คงเป็นเรื่องโควิด-19 อยากให้มันหายไปจากโลกนี้เสียที เบื่อ!!!"

นักเขียนกองฯ การเมือง ก็เห็นคล้ายๆ กับอาร์ตไดฯ "อยากให้ม็อบหายไป เพราะยืดเยื้อก็ไม่ส่งผลดีต่อใคร"

กราฟิกดีไซน์ ประจำกองฯ มาแนวแปลก บอกว่า "อยากกากบาทให้โจ ไบเดน หายไปครับ" (อ๋อ เป็นแฟนคลับโดนัลด์ ทรัมป์)

บก.โต๊ะข่าวธุรกิจ ใคร่ครวญอยู่แป๊บนึง แล้วฟันธงออกมาว่า "ขอขีดฆ่าปี 2020 แบบที่ TIMES ทำนี่แหละครับ เหมือนล้างไพ่ ว่ากันใหม่ปีหน้า"

นี่เป็นแค่เสียงส่วนหนึ่งจากกองบรรณาธิการ The States Times อีกไม่กี่สัปดาห์ปี 2020 ก็จะผ่านไปแล้ว ถามใจคุณว่า อยากขีดฆ่ากากบาทให้อะไรหายไป แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ปีหน้า...

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top