Friday, 5 June 2026
World

6 โมงเช้าอีเมลข่าวร้ายวงการเทค พนักงาน Oracle อินเดีย เม็กซิโก สหรัฐ ช็อค ปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 30,000 คน อินเดียเจอผลกระทบหนักสุดถึง 12,000 คน รับแรงกดดันปรับโครงสร้าง AI

การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของออราเคิลสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หลังมีรายงานว่าพนักงานอาจได้รับผลกระทบมากถึง 30,000 คนทั่วโลก โดยในอินเดียเพียงประเทศเดียวอาจมีผู้ถูกเลิกจ้างราว 12,000 คน ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากพนักงานจำนวนมากที่ระบุว่าได้รับอีเมลแจ้งเลิกจ้างอย่างกะทันหันในช่วงเช้ามืด โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขณะที่บริษัทกำลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อลุยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หลังจากมีกระแสคาดการณ์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รายงานล่าสุดระบุว่า ออราเคิลได้เริ่มกระบวนการปลดพนักงานครั้งใหญ่แล้ว และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบุคลากรในอินเดีย พนักงานหลายทีมตื่นขึ้นมาพบอีเมลในช่วงเช้าตรู่ บางรายได้รับตั้งแต่เวลา 05.00-06.00 น. เพื่อแจ้งว่าตำแหน่งงานของตนถูกยกเลิกโดยมีผลทันที

เชื่อกันว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ได้กระทบต่อบางส่วนของธุรกิจด้านการประมวลผลของออราเคิลในหลายภูมิภาค รวมถึงอินเดียและเม็กซิโก แม้บริษัทจะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการถึงขนาดของการเลิกจ้าง แต่กระแสบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Blind, Reddit และ X ต่างสะท้อนตรงกันว่ามีการปลดพนักงานเป็นวงกว้าง

อินเดียดูจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ มีรายงานว่าในอินเดียเพียงแห่งเดียว พนักงานเกือบ 12,000 คนถูกเลิกจ้าง จากจำนวนพนักงานทั้งหมดราว 30,000 คน ตามที่ ANI รายงานไว้

ในระดับโลก ตัวเลขผู้ถูกปลดถูกประเมินว่าอาจอยู่ใกล้เคียง 30,000 คน หรือคิดเป็นราว 18% ของพนักงานทั้งหมดของออราเคิล แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากบริษัทก็ตาม

ผู้ใช้ X รายหนึ่งโพสต์ว่า


“เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นผู้จัดการอาวุโสที่ Oracle ทีมเขามี 20 คน แต่ถูกให้ออก 6 คน หลายทีมโดนเกือบครึ่งทีม ยอดปลดทั้งหมดน่าจะเกือบ 20%”

ขณะเดียวกัน พนักงานที่ได้รับผลกระทบหลายรายก็ออกมาโพสต์บน Reddit เพื่อเล่าถึงลักษณะการปลดพนักงานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รายหนึ่งเขียนว่า
“เพิ่งได้รับอีเมลตอนตี 5 หลังทำงานมาเกิน 20 ปี เยี่ยมจริง ๆ”


อีกรายระบุว่า
“ผมก็โดนปลดเหมือนกัน ตอน 6 โมงเช้าตรงเป๊ะ เดือนหน้าก็กำลังจะครบ 4 ปีพอดี”

พนักงานจำนวนมากกล่าวตรงกันว่า ก่อนหน้าการแจ้งปลด ไม่มีการพูดคุยจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือแม้แต่การโทรแจ้งจากผู้จัดการโดยตรงเลย ทำให้หลายคนรู้สึกช็อกอย่างมาก อีเมลแจ้งดังกล่าว reportedly ถูกส่งตรงจาก “Oracle Leadership” และในหลายกรณี สิทธิ์เข้าถึงระบบภายในบริษัทก็ถูกระงับแทบจะทันทีหลังจากอีเมลถูกส่งถึง

ในเอกสารสื่อสารภายในบริษัท ออราเคิลระบุว่า พนักงานกำลังได้รับแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กร และว่า
“เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับกระชับการดำเนินงาน และด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งที่คุณดำรงอยู่ในปัจจุบันจึงจะกลายเป็นตำแหน่งที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นอีกต่อไป”

มีรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทได้เสนอแพ็กเกจชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยประกอบด้วย เงินเดือน 15 วันต่ออายุงาน 1 ปี ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เงินชดเชยวันลาคงค้าง เงินบำเหน็จตามเงื่อนไขการมีสิทธิ์ และเงินเพิ่มพิเศษเทียบเท่าเงินเดือนอีก 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม มีการระบุด้วยว่า แพ็กเกจดังกล่าวจะมอบให้กับผู้ที่ “สมัครใจลาออก” เท่านั้น

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า อาจมีการปลดพนักงานระลอกใหม่ภายในเวลา 1 เดือนข้างหน้า แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ออราเคิลกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับแนวทางการใช้ทรัพยากรครั้งใหญ่ของบริษัท อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในวงกว้าง ที่หลายบริษัทใช้มาตรการลดต้นทุนเพื่อทุ่มงบให้กับ AI มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทอย่าง Amazon ก็เพิ่งปลดพนักงานหลายพันคนในปีนี้เพื่อจัดลำดับความสำคัญด้านการลงทุนใน AI เช่นกัน

เมรูกู ศรีธาร์ อดีตพนักงานของออราเคิล อ้างว่า เขาเคยถูกปลดออกไปก่อนหน้านี้ หลังออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยเขากล่าวว่า
“ผมติดต่อเพื่อน ๆ และคนที่อยู่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล พวกเขาบอกว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ทำงานให้บริษัทในสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะกฎหมายท้องถิ่นที่นั่นเข้มงวดมากในเรื่องการเลิกจ้างพลเมืองของตนเอง”

แม้ออราเคิลจะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ขนาดของการปลดพนักงานที่มีรายงานออกมา รวมถึงลักษณะการแจ้งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ได้ทำให้พนักงานในอินเดียและอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างหนัก

ที่มา : https://www.indiatoday.in/jobs/story/oracle-is-firing-30000-employees-early-morning-layoff-emails-have-started-arriving-tchc-2889761-2026-03-31?fbclid=IwdGRjcAQ5ZTBjbGNrBDllKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvb37EKLbIH53VZLY7hzLn7lUxRwSt4XY1DcJHkLrFSqcaj-4FVYZEEPZsgw_aem_ckYKVCsLDkbQuWBsdLs0nQ

 

มอสโกเปิดเกมแข็ง!! รัสเซียลั่นหมดศรัทธาเจรจา “เซเลนสกี” เดินหน้ารุกตะวันตกต่อ เตรียมขยายเขตกันชนลึกเข้าแนวรบยูเครน เตรียมเพิ่มเงื่อนไขใหม่กดยูเครน

การ “ปลดปล่อย” สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ เป็นสัญญาณว่ารัสเซียได้หมดความเชื่อมั่นต่อการเจรจากับเซเลนสกีแล้ว ซึ่งมีแต่ “คำพูดว่างเปล่าและการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ” เท่านั้น อเล็กเซย์ เลียนคอฟ นักวิเคราะห์การทหารและบรรณาธิการของ Arsenal of the Fatherland ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

อเล็กเซย์ เลียนคอฟ ระบุว่า จากนี้ไปรัสเซียจะมีข้อเรียกร้องใหม่ เนื่องจากกำลัง “ขยายเขตกันชนของตนให้ลึกเข้าไปอีกในพื้นที่ที่ยังคงถูกกองทัพยูเครนยึดครองอยู่”

เขาชี้ว่า หนึ่งในเงื่อนไขดั้งเดิมของการเจรจาคือ ยูเครนต้องถอนกำลังออกจากสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ รวมถึงแคว้นเคอร์ซอนและซาโปโรชเยของรัสเซีย แต่รัฐบาลเซเลนสกีกลับไม่ปฏิบัติตาม

“รัสเซียได้ขับไล่กองกำลังยูเครนออกไปด้วยกำลัง พร้อมสร้างความสูญเสียอย่างหนักในกระบวนการดังกล่าว” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

เลียนคอฟยังชี้ว่า คำกล่าวของดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ที่ระบุว่าเซเลนสกีต้องตัดสินใจถอนกองกำลังยูเครนออกจากดอนบาสในวันนี้ เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพนั้น “แทบจะหมดสภาพไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

ขณะเดียวกัน ยูเครนและผู้สนับสนุนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสงครามที่สหรัฐทำกับอิหร่าน ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและพื้นดินที่แห้งลงในเวลานี้ ทำให้ปฏิบัติการรุกของรัสเซียสามารถเคลื่อนตัวออกนอกเส้นทางถนนสายหลักได้ เปิดทางให้เกิดการโจมตีโอบด้านข้างและการทะลวงแนวลึกเข้าไปในแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

“นี่คือจังหวะเหมาะสมที่จะหักกระดูกสันหลังของกองกำลังติดอาวุธยูเครน” เลียนคอฟกล่าว

เขายังเชื่อว่า การ “ปลดปล่อย” แอลพีอาร์ ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กองทัพรัสเซียเดินหน้ารุกไปทางตะวันตก จนกว่าสองภารกิจหลักของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ได้แก่ การปลดอาวุธทางทหาร และการขจัดลัทธินาซี จะบรรลุผล โดยกล่าวเสริมว่า

“ตราบใดที่ศัตรูยังไม่ยอมจำนน และผู้สนับสนุนตะวันตกยังคาดการณ์ว่ายูเครนจะยืนหยัดต่อไปได้อีก 2-3 ปี กองกำลังของเราจะยังคงกดดันเดินหน้าต่อไป เพื่อทำลายภาพลวงตานั้นให้สิ้นซาก”

ที่มา : Sputnik

นิวยอร์กอ่วม!! น้ำมันเบนซินเกิน 4 ดอลลาร์ นิวยอร์กเผชิญราคาสูงสุดในรอบปี รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน กระทบตลาดน้ำมันโลกอย่างแรง

ราคาน้ำมันเบนซินในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ชาวนิวยอร์กหลายคนพบว่าค่าครองชีพด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาปลีกราคาน้ำมันพุ่งสูงมีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การยิงขีปนาวุธและเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ทำให้ตลาดขาดแคลนและราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงกลางปี 2022 มีผลต่อค่าครองชีพและการเดินทางของผู้คนในนิวยอร์กที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในโลกที่พึ่งพาน้ำมันเพื่อขนส่งและอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่สถาณการณ์สงครามในอิหร่านยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติเร็ว ๆ นี้

การเฝ้าติดตามราคาน้ำมันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ตั้งนโยบายต่างประเทศในเวลานี้

ที่มา : Xinhua

จับตาวอชิงตัน!! ผู้เชี่ยวชาญชี้ สหรัฐฯ หวังสกัดน้ำมันพุ่ง มากกว่าปิดเกมอิหร่าน ชี้คำพูดทรัมป์เป็นเพียงเกมยื้อเวลา เป้าหมายแท้จริงคือคุมตลาด

เป้าหมายหลักของวอชิงตันคือการรักษาเสถียรภาพของตลาด และหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ฟาอิก บูลุต ผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกี ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวอ้างในการปราศรัยเมื่อคืนวันพุธว่า สหรัฐฯ “ใกล้จะบรรลุ” เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลักของตนในสงครามกับอิหร่านแล้ว

บูลุตระบุว่า คำกล่าวดังกล่าวเป็น “เกมเชิงยุทธวิธีเพื่อซื้อเวลาให้กับผลประโยชน์ของตนเอง” ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านสงครามกับอิหร่านที่เกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวว่า สหรัฐฯ พยายามดึงยุโรปเข้ามาอยู่ฝ่ายตนแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะหันไปพยายามดึงประเทศอาหรับเข้าร่วมสงครามแทน ทว่าก็ไม่เป็นผลเช่นกัน

“ตอนที่ทรัมป์เข้าสู่สงครามครั้งนี้ เขายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากำลังเข้าไปพัวพันกับอะไร และตอนนี้เขาก็กำลังพบว่ามันยากที่จะทำให้สงครามยุติลง” บูลุตกล่าว

ที่มา : Sputnik

จีนจ่อเรียกยุติรบ!! 'เหมาหนิง' ขอทุกฝ่ายยุติรบทันที โจมตีทางทหารไม่แก้ปัญหา กังวลผลกระทบเศรษฐกิจโลก คัดค้านโจมตีพลเรือนอย่างหนัก

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ใช้ถ้อยคำเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านยุติปฏิบัติการทางทหารทันที และเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวมาหนึ่งเดือน

เหมาหนิงชี้ว่ามาตรการทางทหารไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง และการเพิ่มความขัดแย้งยิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด พร้อมกล่าวบนแพลตฟอร์มแถลงข่าวว่า "มาตรการทางทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง"

นอกจากนี้ เหมาระบุว่า ทุกฝ่ายควรแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานโลก เมื่อถูกถามถึงรายงานการโจมตีมหาวิทยาลัยในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เหมาย้ำว่า จีนคัดค้านการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงการโจมตีสถานศึกษาเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติด้านมนุษยธรรม

ที่มา : Xinhua

กู้นักบินหรือเกมลับ? นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยสหรัฐฯ เล็งคลังยูเรเนียมอิหร่าน ภารกิจช่วยนักบิน F-15 สหรัฐฯ ถูกมองอาจเป็นฉากบังหน้าปฏิบัติการใหญ่ในอิหร่าน

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงภารกิจกู้ภัย แต่ยังอาจถูกใช้เป็น “ฉากบังหน้า” สำหรับความพยายามเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของอิหร่านด้วย จากการที่มีการระดมทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และกำลังพลจากหน่วยรบพิเศษเข้าร่วมปฏิบัติการจำนวนมาก

ฟาร์คัด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik ว่า แม้สมมุติฐานดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ แต่หากสหรัฐฯ คิดจะเดินหน้าปฏิบัติการภาคพื้นดินจริง ก็ถือเป็นแนวทางที่เสี่ยงและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังพลเพียง 5,000-6,000 นาย ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง

เขาระบุว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ แม้ไม่ถึงขั้นยึดครองอิหร่าน แต่หวังจะกระทบต่อโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารอย่างน้อย 500,000 นาย หรืออาจมากกว่านั้น

อย่างไรก็ดี อิบรากิมอฟมองว่า การระดมกำลังและยุทโธปกรณ์จำนวนมากในภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองและการทหารว่า วอชิงตันพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือกำลังพลของตน เนื่องจากหากนักบินอเมริกันตกไปอยู่ในมืออิหร่าน ย่อมกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของเตหะรานในทางต่อรอง

ไม่เพียงเท่านั้น หากเกิดกรณีทหารสหรัฐฯ ถูกจับเป็นเชลย ก็อาจจุดกระแสกดดันภายในประเทศอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้านเดโมแครต และแม้แต่ฐานสนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์เอง

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเตือนว่า เวลานี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะเปราะบาง แต่กลับยังประเมินสถานการณ์ในอิหร่านต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเชื่อว่าเพียงเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินขนาดเล็กในพื้นที่ชายฝั่งบางจุด ก็อาจทำให้อิหร่านเกิดความไม่มั่นคงภายในได้

เขามองว่าแนวคิดเช่นนี้ “ทั้งบุ่มบ่ามและไร้ความเป็นจริง”

ที่มา : Sputnik

ขู่ถล่มไฟฟ้าอิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ ขู่โจมตีหนักกว่าครั้งก่อน อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายที่ล้มได้ง่าย อดีตทหารชี้ ระบบไฟฟ้าแข็งแกร่ง-ซ่อมเร็ว แผนถล่มอิหร่านของทรัมป์เสี่ยงล้มเหลว

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน “หนักกว่าที่เคย” แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้มีโอกาสไม่สำเร็จ เหตุโครงข่ายไฟฟ้าอิหร่าน “อึด-กระจายตัว-ซ่อมไว” ยากจะทำให้ล่มทั้งประเทศ

พันเอกสุลต่าน เอ็ม. ฮาลี อดีตนายทหารอากาศปากีสถาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถจบได้ด้วยการโจมตีเพียงระลอกเดียว เพราะระบบไฟฟ้าของอิหร่านมีลักษณะกระจายตัว ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และหลายจุดยังมีระบบเชื่อมต่อสำรองรองรับความเสียหาย

เขาระบุว่า ต่อให้ประเมินในแง่ดีที่สุด ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้ภารกิจบินโจมตีหลายร้อยเที่ยวตลอดหลายวัน จึงจะมีโอกาสทำให้ระบบไฟฟ้าของอิหร่านหยุดชะงักในวงกว้าง ขณะเดียวกัน อิหร่านก็เคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่าสามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

อดีตนายทหารรายนี้มองว่า หากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศจริง ผลกระทบก็น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องแลกคือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล และการเปิดความเสี่ยงให้เครื่องบินรบต้องเผชิญการยิงตอบโต้จากระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า หลักนิยมทางทหารของอิหร่านให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” และ “การอยู่รอด” ภายใต้แรงกดดัน โดยอาศัยการทำสงครามอสมมาตร เช่น การใช้ขีปนาวุธ โดรน และยุทธวิธีแบบไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทำให้แม้โครงข่ายไฟฟ้าจะถูกโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพการตอบโต้ทางทหารจะหมดไป

“ในทางทหาร อิหร่านจะยังคงต่อสู้ได้ต่อไป ส่วนในทางการเมือง การโจมตีลักษณะนี้อาจยิ่งให้ผลตรงข้าม เพราะอาจทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันต่อต้านวอชิงตันมากขึ้น” เขากล่าว

ที่มา : Sputnik

จีนคุมราคาน้ำมัน!! ประกาศควบคุมราคาน้ำมันต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ปรับราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลต่ำกว่ากลไก สั่งเข้มงวดตรวจสอบตลาดน้ำมันภายในประเทศ

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศว่าจะยังคงใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูง

ตามกลไกราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลควรจะปรับขึ้น 800 หยวน และ 770 หยวนต่อตันตามลำดับ แต่ด้วยมาตรการควบคุมที่ใช้ ราคาจะถูกปรับขึ้นเพียง 420 หยวนสำหรับเบนซิน และ 400 หยวนสำหรับดีเซลเท่านั้น

ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ 3 บริษัทของจีน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน ได้รับคำสั่งให้รักษาการผลิตและดูแลการขนส่งอย่างเข้มงวดเพื่อคงเสถียรภาพของอุปทาน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาดและปราบปรามการละเมิดนโยบายราคาน้ำมัน เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาด

มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการควบคุมผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและคุ้มครองตลาดภายในประเทศอย่างเข้มงวด "จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดในประเทศ" ตามรายงาน

ที่มา :  Xinhua

วีรบุรุษกองทัพออสเตรเลีย ‘เบน โรเบิร์ต-สมิธ’ สู่ผู้ต้องหาอาชญากรรมสงคราม โดน 5 ข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตทหารออสเตรเลีย
ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตทหารกล้าของออสเตรเลีย 'เบน โรเบิร์ต-สมิธ' ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม 5 กระทง ในคดีฆาตกรรม 3 คดีที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เขาถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ และจะนำตัวยื่นขอประกันในวันถัดไป

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian และสำนักงานผู้สอบสวนพิเศษของออสเตรเลีย ระบุว่าในคดีแรก โรเบิร์ต-สมิธมีส่วนในเหตุการณ์ยิงชายชาวอัฟกัน 2 รายในปี 2552 เหยื่อถูกยิงทั้งขณะยังอยู่ในท่าทางยอมจำนนและไม่มีอาวุธ

คดีที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าจับชายชื่อ 'อาลี จัน' ทรมานจนเสียชีวิต ด้วยการบังคับให้เหยื่อเดินไปยังหน้าผาสูงและสั่งให้ทหารรายหนึ่งยิงจนตาย ขณะที่คดีที่ 3 เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมพลเรือนอีก 2 รายในพื้นที่เดียวกัน ข้อมูลยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

รอสส์ บาร์เน็ตต์ ผอ.สำนักงานสอบสวนพิเศษเผยว่าเรื่องนี้เริ่มสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 หลังคดีถูกสื่อออสเตรเลียเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต-สมิธปฏิเสธข้อหาและเคยฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ แต่แพ้คดีทุกศาล

อนุสรณ์สถานสมรภูมิรบออสเตรเลียจะติดตามสถานการณ์และพิจารณาแก้ไขเกียรติยศของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซียังไม่แสดงความเห็นในคดีนี้

ที่มา : https://url.in.th/mxisU

ทรัมป์ขุด “เพิร์ลฮาร์เบอร์” เปิดแผลจักรวรรดิญี่ปุ่น ‘ทรัมป์’ พลั้งปากหรือจงใจ ใช้ประวัติศาสตร์กดหัวพันธมิตร จุดฉนวนถกเถียงในญี่ปุ่น หมดศักดิ์ศรีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชีย

“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “พลั้งปาก หรือตั้งใจ”

“เรื่องที่จริงจัง หรือเป็นเพียงตลกร้าย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ทางการทูตที่เกิดขึ้นใน วันที่ 19 มีนาคม 2026 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาว ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน จนทำให้อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และมำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ การเดินทางของเธอจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารและประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ นักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่า “ทำไมพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตีอิหร่าน?” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ตอบกลับไปว่า: “เราไม่อยากส่งสัญญาณมากจนเกินไป... เราต้องการเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่อง 'การโจมตีแบบลอบกัด' ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ? ทำไมคุณไม่บอกเราเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก่อนล่ะ?"

ทันทีที่เขาพูดจบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา “ตาเบิดโต รอยยิ้มหายไป เธอเอนหลัง และลดมือลง” แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เธอตกตะลึงกับการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์มาตอบคำถามจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น จนทำให้ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องอับอาย และเป็นการจุดประเด็นการถกเถียงในญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของพันธมิตร

การต่อสู้เพื่อ "ศักดิ์ศรี" ของญี่ปุ่น: ความเงียบหรือความอัปยศ คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จุดประกายความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามภายในญี่ปุ่นสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ประเด็นความขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “เมื่อเผชิญกับ ‘ความอัปยศ’ จากพันธมิตร” ควรจะอดทนหรือคัดค้าน? โดยฝ่ายผู้สนับสนุนเชื่อว่า “การไม่ตอบโต้" ของทาคาอิจิเป็นการกระทำที่คำนึงถึงผลประโยชน์ ญี่ปุ่นต้องการการรับประกันความมั่นคง อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และเพื่อรักษาพันธมิตรโดยรวม ญี่ปุ่นจึงไม่ควรทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องโกรธเคืองจากการโต้เถียงด้วยวาจาด้วยอารมย์เพียงชั่วครู่

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเชื่อว่า นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง ฮิโตชิ ทานากะ อดีตนักการทูต วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำประเทศ พันธมิตรทั้งสองฝ่ายควรมีความเท่าเทียมกัน เขากล่าวว่า การประจบประแจงประธานาธิบดีทรัมป์ และคิดว่า ความสำเร็จตรงนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าสมเพช” ตราบใดที่ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ว่าเป็น “เรื่องไร้สาระที่เพิกเฉยและไม่สนใจต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์” ความเห็นที่แตกแยกนี้เผยให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น นั่นคือ ความจำเป็นในการรักษาความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงอย่างเท่าเทียมกัน

ตรรกะใน “เชิงแลกเปลี่ยน” จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ สิ่งนี้จึงไม่ใช่การพลั้งปาก แต่เป็นการ “ศิลปะแห่งการแลกเปลี่ยน” ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ด้วยการอ้างถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายสองประการได้อย่างชาญฉลาด:

1.  ปิดปากญี่ปุ่น โดยบอกเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปรียบทางศีลธรรมเหมือนกันในประเด็น "การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" ซึ่งเป็นการบั่นทอนข้อสงสัยใด ๆ ในประเด็นไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

2.  เป็นการเตือนญี่ปุ่นถึง “สถานะที่ด้อยกว่า”: ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า สิทธิของพันธมิตรในการรับรู้ข้อมูลสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางการทูต “อเมริกามาก่อน” (America First) และมุมมองของเขาต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรว่า เป็นเรื่องของ “การแลกเปลี่ยน”

พันธมิตรภายใต้เงาแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับญี่ปุ่นอย่างมากมาย เพราะไปแตะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหายสนิทของญี่ปุ่น การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา เป็นเรื่องต้องห้ามที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น จะได้วางพวงมาลาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และฮิโรชิมาในปี 2016 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วยการสร้างเรื่องราวของความ “ปรองดอง” แต่คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับทำลายเส้นบาง ๆ ที่แบ่งกั้นความรู้สึกนี้ออกไปอย่างง่ายดาย ทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่ “การพลั้งปาก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะนั่นคือ พลวัตอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ส่วนรอยยิ้มที่ดูอึดอัดและแข็งทื่อของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนมองว่า เป็นสัญญาณของการอดทนอดกลั้น ในขณะที่บางคนมองว่า เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งภายในที่ญี่ปุ่นและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอีกหลายประเทศรู้สึกเมื่อเผชิญกับการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างเช่น คำพูดที่บอกให้เจ้าชาย MBS มาจูบก้นเป็นต้น

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นอดีตศัตรูที่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงชาติเดียวในโลกใบนี้ที่เคยส่งกำลังทหารโจมตีดินแดนสหรัฐฯ ทั้ง “เพิร์ลฮาร์เบอร์” และส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง “เกาะ Attu” กับ “เกาะ Kiska” ใกล้กับมลรัฐ Alaska ได้สำเร็จ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top