อดีตนายทหารสวีเดนชี้ ปฏิบัติการสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน “เร่งรีบ-ขาดการวางแผน” เสี่ยงเขย่าเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก
มิคาเอล วัลเตอร์สสัน อดีตนายทหารกองทัพสวีเดนและผู้เชี่ยวชาญด้านป้องกันภัยทางอากาศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik โดยประเมินว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังอิหร่าน เป็นการดำเนินการที่ “สมัครเล่นและวางแผนมาไม่ดี” พร้อมเตือนว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ
วัลเตอร์สสันมองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึง “ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งในด้านข่าวกรองและการวางแผน” โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาเปิดปฏิบัติการโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เขาระบุว่า แนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นความพยายามอย่างเร่งด่วนเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานและความมั่นคงทางทะเล
ในมุมของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ฝ่ายที่เปิดฉากโจมตี โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของปฏิบัติการยกพลขึ้นบก ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีความเปราะบางมากที่สุดสำหรับกองกำลังรุก
เขาอธิบายว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดฉากโจมตีในลักษณะดังกล่าว ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องกวาดทุ่นระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือก่อน แต่เรือเฉพาะทางที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ จะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของฝ่ายอิหร่านทันที เนื่องจากมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของปฏิบัติการ
นอกจากนี้ จำนวนกำลังพลของอิหร่านที่ประจำอยู่บนเกาะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่วัลเตอร์สสันคาดว่าอาจมีมากกว่ากำลังรบขนาดหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจ หรือ Marine Expeditionary Unit (MEU) เพียง 1 หน่วย ซึ่งหมายความว่า หากสหรัฐฯ ต้องการยกพลขึ้นบกให้สำเร็จ อาจต้องใช้กำลังสนับสนุนจาก MEU หลายหน่วย พร้อมยอมรับความเสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างหนักในช่วงเปิดฉาก
อีกหนึ่งปัจจัยที่เขาเห็นว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ คือ เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าใกล้ชายฝั่งเพื่อสนับสนุนภารกิจยกพลขึ้นบก ซึ่งทำให้เรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายมูลค่าสูงของฝ่ายป้องกันทันที โดยเฉพาะหากอิหร่านยังคงมีระบบอาวุธต่อต้านเรือพร้อมใช้งาน
วัลเตอร์สสันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากสหรัฐฯ สูญเสียเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ หรือ LPH แม้เพียงลำเดียว ก็อาจกลายเป็นความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ในทางยุทธวิธีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจทางทหารที่ถูกมองว่าแทบไร้เทียมทาน
ในด้านการสนับสนุนทางอากาศ วัลเตอร์สสันประเมินว่า แม้กองทัพสหรัฐฯ จะมีศักยภาพสูงในการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดอย่างมากเมื่อต้องรับมือกับหน่วยรบขนาดเล็กของอิหร่านที่มีความคล่องตัวสูง และติดอาวุธด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือ รวมถึงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ
เขาระบุว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนการรบระยะใกล้ในพื้นที่เช่นนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป ขณะที่การใช้โดรน แม้จะช่วยทดแทนได้บางส่วน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านพิสัยและความต่อเนื่องของปฏิบัติการ โดยเฉพาะหากยังไม่สามารถยึดพื้นที่ตั้งหลักที่มั่นคงได้
โดยสรุป วัลเตอร์สสันมองว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยปราศจากการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ก็อาจต้องเผชิญทั้งความสูญเสียทางทหาร ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ และผลกระทบในระดับโลก ทั้งต่อเส้นทางพลังงาน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ที่มา : Sputnik