Friday, 5 June 2026
World

ทุนการศึกษาสองแผ่นดิน โครงการพระราชทานหนุนแลกเปลี่ยน ไทย-จีนจับมือส่งนักศึกษาไปเรียน เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างอนาคต เสริมสัมพันธ์การศึกษาตลอดปี 2569

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองชาติ

เมื่อไม่นานนี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษาประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก (8 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีนในปี 2025 และจะส่งนักศึกษาชุดสอง (18 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นเวลา 2 เดือนในวันที่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดสาม (ราว 20 คน) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือและมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย

ที่มา : Xinhua

รัสเซียกักตัวชาวอิสราเอล!! สนามบินมอสโกควบคุมตัว 40 ราย สอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม บังคับตรวจโทรศัพท์ก่อนปล่อยตัว อิสราเอลประณาม "ยอมรับไม่ได้"

สถานการณ์ตึงเครียด! รัสเซียกักตัวและสอบสวนชาวอิสราเอล 40 ราย ณ สนามบินในมอสโก

มีรายงานความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สนามบินโดโมเดโดโว กรุงมอสโก หลังจากทางการรัสเซียควบคุมตัวชาวอิสราเอลประกอบด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือน รวม 40 คน เพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันทีที่เดินทางถึงรัสเซีย

สรุปข้อเท็จจริงจากรายงานข่าว

-มาตรการควบคุมตัวที่เข้มงวด

กลุ่มชาวอิสราเอลถูกกักตัวไว้นานกว่า 5 ชั่วโมง โดยรายงานระบุว่าไม่ได้รับความสะดวกด้านอาหาร น้ำดื่ม และการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย

-ประเด็นการสอบสวนและข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่รัสเซียตั้งคำถามเชิงรุกและกล่าวหาผู้ถูกกักตัวเกี่ยวกับประเด็นการก่ออาชญากรรมสงครามในพื้นที่ความขัดแย้ง ทั้งในกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน

-การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล

มีการบังคับให้ผู้เดินทางปลดล็อกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง

-เงื่อนไขก่อนการปล่อยตัว

ผู้ถูกกักตัวทั้งหมดต้องลงนามในเอกสารคำเตือนว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล หรือละเมิดกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย

ท่าทีจากอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ตอบโต้เหตุการณ์นี้ทันที โดยระบุว่าการกระทำของทางการรัสเซียเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

:RussiaNews

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276376894650668/?rdid=4seiI1u67ImWjb7t#

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

จีนลุยซ้อมรบร่วม!! เตือนญี่ปุ่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ อย่าเล่นกับไฟ ซ้อมรบ Balikatan ญี่ปุ่นร่วมซ้อมเพิ่มความตึงเครียด จีนชี้อาจทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

จีนเตือน ญี่ปุ่น สหรัฐ และฟิลิปปินส์ ว่าอย่า “เล่นกับไฟ” หลังทั้ง 3 ประเทศเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2026

จีนไม่พอใจการซ้อมรบ Balikatan ซึ่งจัดโดยฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ และปีนี้มี กองกำลังญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

โฆษกการต่างประเทศจีน Guo Jiakun กล่าวว่าการรวมกลุ่มด้านความมั่นคงเช่นนี้ “เหมือนเล่นกับไฟ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”

จีนมองว่าการจับมือทางทหารของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเป็นการเพิ่มความตึงเครียด และอาจกระทบเสถียรภาพในเอเชียแปซิฟิก

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การซ้อมรบนี้สะท้อนว่า ฟิลิปปินส์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น ท่ามกลางข้อพิพาททะเลจีนใต้

การเข้าร่วมของญี่ปุ่น แสดงถึงการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 3 ประเทศ

จีนตอบโต้ทางวาทกรรมเพื่อส่งสัญญาณคัดค้านการล้อมเชิงยุทธศาสตร์

 

ที่มา : https://globalnation.inquirer.net/319117/china-warns-ph-us-japan-vs-playing-with-fire-over-joint-drills?utm_source=chatgpt.com&fbclid=IwY2xjawRT4vJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDMElUUDY4ZTFzV0tJTEFJc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHk6QJBzXnb4abcmA1CmPVpNNycouwKcoE1fpELN7Zet0QnDzeQSe_7q6sQQr_aem_ezj3GE8PFcMGW3CekjW7Nw

 

https://www.facebook.com/100044191668273/posts/1513981480084893/?rdid=CCu2m0Pz6YRlFalV#

เกษตรกรจีนลุยดิจิทัล!! พลิกโฉมเมืองชิงหยาง ฝึก AI ไลฟ์สดขายสินค้า ยอดอีคอมเมิร์ซพุ่ง 6.91 พันล้าน ผสานพลังคลาวด์สร้างรายได้ใหม่

“เกษตรกรสายโค้ด” พลิกโฉมการไลฟ์ขายของบนที่ราบสูงดินเหลือง

ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

ณ เมืองชิงหยาง มณฑลกานซู การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ถักทอร่วมกันระหว่าง “ผืนดินสีเหลือง” กับ “พลังแห่งการประมวลผล” กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ เหล่าเกษตรกรที่เคยหลังขดหลังแข็งทำไร่ไถนา รวมถึงกลุ่มแม่บ้านที่เคยคลุกคลีอยู่แต่ในครัว ได้สลัดภาพจำเดิม ๆ สู่ตัวตนใหม่สุดล้ำในฐานะ “เกษตรกรสายโค้ด” นักขายออนไลน์มือโปร

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องอบรมรวมของสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เมืองชิงหยาง จะเห็นภาพผู้คนนั่งกันจนเต็มทุกที่นั่ง เพื่อเข้าฟังการบรรยายเรื่องการไลฟ์สดด้วยระบบ AI และอีคอมเมิร์ซอัจฉริยะ ตั้งแต่เทคนิคการคัดเลือกสินค้า การวางแผนเนื้อหา ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริงกับระบบไลฟ์สดผ่านมนุษย์เสมือน ซึ่งองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงเหล่านี้กำลังเข้ามาพลิกนิยามในการสร้างเนื้อสร้างตัวบนแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เมืองชิงหยางจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องมือ AI สุดล้ำอย่างสตรีมเมอร์เสมือน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากพลังการประมวลผลที่มีต้นทุนและความหน่วงต่ำของศูนย์ประมวลผลข้อมูลแห่งชาติเมืองชิงหยาง ภายใต้อภิมหาโปรเจกต์ “Eastern Data and Western Computing” (ข้อมูลตะวันออก ประมวลผลตะวันตก) ซึ่งช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ประหยัดลง โมเดลการทำงานแบบครบวงจรที่ผสานระหว่าง “ขุมพลังประมวลผลท้องถิ่น + การประยุกต์ใช้ AI + การบ่มเพาะบุคลากร” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของศูนย์กลางการประมวลผลในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เมืองชิงหยางมียอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซสูงถึง 6.91 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการค้าปลีกออนไลน์ถึง 3.271 พันล้านหยวน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 12.7% ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เมืองชิงหยางได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซให้บุคลากรไปแล้วกว่า 2,000 คน นับเป็นการวางรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากวิถีเดิมที่ “ทำไร่ไถนา” สู่ทักษะใหม่ในการ “ไลฟ์ขายของ” และจากชีวิตที่เคยต้อง “พึ่งพาฟ้าฝน” สู่การ “สร้างความมั่งคั่งด้วยพลังประมวลผล” เหล่า “เกษตรกรสายโค้ด” รุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศเข้าด้วยกันผ่านขุมพลังของอัลกอริทึม โดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์เป็นสะพานส่งต่อของดีจากดินแดนที่ราบสูงดินเหลืองออกสู่ตลาดที่กว้างไกลกว่าเดิม

ที่มา: ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

เปิดศึก 2 ช่องแคบ!! สองช่องแคบสะเทือนโลก ‘ฮอร์มุซ’ คุมพลังงาน และ ‘มะละกา’ คุมการค้าเอเชีย คอขวดโลกที่หากสะดุด ราคาพลังงานสะเทือนทั้งระบบ

เปรียบเทียบ "ช่องแคบฮอร์มุซ vs ช่องแคบมะละกา" สองช่องแคบที่กุมชะตาพลังงานโลก

​1. ตำแหน่งที่ตั้ง (Geography)

ช่องแคบมะละกา: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศไทย (ปากทางเข้าช่องแคบฝั่งแหลมมลายูเริ่มต้นที่จังหวัดสตูล) มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

​ช่องแคบฮอร์มุซ: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านและโอมาน

​2. มิติและขนาด (By the Numbers)

​ช่องแคบมะละกามีความยาวและกว้างกว่า แต่มีจุดที่แคบกว่ามาก:

-​จุดที่แคบที่สุด: มะละกาแคบเพียง 2.8 กม. ในขณะที่ฮอร์มุซกว้าง 39 กม.

-​ความยาว: มะละกายาว 900 กม. ส่วนฮอร์มุซยาว 167 กม.

-​จุดที่กว้างที่สุด: มะละกากว้าง 250 กม. ส่วนฮอร์มุซกว้าง 97 กม.

​3. การขนส่งน้ำมันและพลังงาน (Oil & LNG)

-​น้ำมันดิบ: มะละกาคือแชมป์โลก ขนส่งน้ำมันถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สถิติครึ่งปีแรก 2025) ส่วนฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาร์เรล

-​ก๊าซธรรมชาติ (LNG): ในขณะที่น้ำมันดิบยังมีท่อส่งข้ามแผ่นดินหรือเรือวิ่งอ้อมไปทางอื่นได้บ้าง แต่ ก๊าซ (LNG) มีความเปราะบางกว่ามาก:

-ผูกขาดโดยฮอร์มุซ: 20% ของก๊าซ LNG ที่คนทั้งโลกใช้กันอยู่ "ต้องผ่านฮอร์มุซเท่านั้น" เพราะกาตาร์กับยูเออีผลิตก๊าซจากในอ่าวเปอร์เซีย แล้วไม่มีท่อส่งก๊าซข้ามแผ่นดินไปที่อื่นเลย

-มะละกาเป็นแค่ทางผ่านรอง: ตัวเลขการขนส่ง 9.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตที่มะละกา น้อยกว่าฮอร์มุซ เพราะก๊าซบางส่วนที่ผ่านฮอร์มุซอาจจะถูกส่งไปยุโรปหรืออินเดีย ไม่ได้วิ่งผ่านมะละกาทั้งหมด

​4. ปริมาณการจราจรทางน้ำ (Traffic)

มะละกา: เป็นช่องแคบที่การจราจรคับคั่งที่สุดในโลก ในปี 2024 มีเรือผ่านถึง 94,301 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่

ฮอร์มุซ: มีเรือผ่านเฉลี่ย 138 ลำต่อวัน หรือประมาณ 50,000 ลำต่อปี

​5. ความสำคัญต่อทวีปเอเชีย (Asia’s Reliance)

​เอเชียพึ่งพาพลังงานจากทั้งสองจุดนี้อย่างมหาศาล:

​จีน: นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบมะละกาถึง 48%

​กลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่: จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมกันแล้วนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 69%

​6. ภัยคุกคามและความเสี่ยง (Threats)

​ทั้งสองแห่งเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน:

มะละกา: เผชิญกับปัญหา โจรสลัด, ร่องน้ำตื้น และ ความเสี่ยงในการเฉี่ยวชน เนื่องจากปริมาณเรือที่หนาแน่นมาก

ฮอร์มุซ: เผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ถูกปิดกั้นโดยอิหร่านด้วยการวางทุ่นระเบิดและการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ภายหลังการโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

​สรุป:

​"มะละกาขนส่งทุกอย่าง (สินค้าและน้ำมัน) ส่วนฮอร์มุซขนส่งพลังงานเป็นหลัก" ทั้งสองจุดคือ "คอขวด" ที่หากเกิดปัญหาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานของคนทั้งโลกทันที

ด้วยบทเรียนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากนี้ เราจะเห็นความพยายามของหลายๆชาติในการกระจายความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง วิธีการขนส่ง แหล่งผลิตและตลาด รวมถึง disruption ที่ทำให้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเข้ามามีอิทธิพลและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/100014678801196/posts/2362859464213324/?rdid=z9XlVYe9dFHb5H5Y#

อ้างอิง : asiancenturypodcast, EIA, IEA

จีนเร่งสร้างความมั่งคั่งร่วม!! ภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญพักฐาน 10 เขตนำร้อยอัดฉีด GDP กว่า 60% มุ่งเน้นจ้างงานรายได้น้อย สังคมและบริการต้องแข็งแรงขึ้น

ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน : ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

หลิวกล่าวว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

หลิวเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

‘ราเดฟ’ ลุยนำบัลแกเรีย!! ชนะเลือกตั้งรัฐสภาอย่างถล่มทลาย ตั้งพรรค "Progressive Bulgaria" ถึง 44.7% ย้ำเป็นสะพานเชื่อมรัสเซีย คัดค้านส่งอาวุธช่วยยูเครน

ปูตินไม่เคยขาดเพื่อน หลังออร์บาน จากฮังการีจากไป เขาได้ รูเมน ราเดฟ จากบัลแกเรียเข้ามาแทนที่

การเลือกตั้งรัฐสภาครั้งล่าสุดของบัลแกเรียจบลงด้วยชัยชนะชัดเจนของ "รูเมน ราเดฟ" (Rumen Radev) อดีตประธานาธิบดี จากพรรค “Progressive Bulgaria” ซึ่งจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป แม้นักสำรวจคาดว่าเขาจะชนะอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะชนะขาดเช่นนี้ โดยพรรคของราเดฟกวาดคะแนนไปถึง 44.7% ซึ่งคาดว่าจะได้ครองที่นั่งราว 130 จาก 240 ที่นั่ง ในรัฐสภา ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย

"รูเมน ราเดฟ" มีแนวคิดสนับสนุนรัสเซียและปูติน และมักจะวิจารณ์สหภาพยุโรปตลอดเวลา

"ราเดฟ" ปัจจุบันอายุ 62 ปี เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบัลแกเรียเกือบ 10 ปี ก่อนจะลาออกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การเมืองของบัลแกเรียตำแหน่ง "ประธานาธิบดี" เป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" คือผู้ถืออำนาจบริหารสูงสุดที่แท้จริง มีอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี กำหนดวาระของประเทศ และเป็นตัวแทนหลักในเวทีโลกอย่าง EU และ NATO

นโยบายต่างประเทศที่น่าจับตามอง ของ "ราเดฟ" แม้ว่าเคยประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 แต่คัดค้านการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครน เขายังเรียกร้องให้ฟื้นฟู "ความสัมพันธ์ที่ใช้ได้จริงกับรัสเซีย" บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน จากท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไป ทำให้ยุโรปเฝ้าจับตาราเดฟอย่างใกล้ชิด!

ในสายตาของนักการเมืองยุโรป เขาถูกมองว่าเป็นพวก "ฝักใฝ่รัสเซีย" (Pro-Russian) แต่เขาโต้แย้งว่า นั่นมันคือการมองโลกตามความเป็นจริง โดยระบุว่า "เราเป็นสมาชิก EU เพียงประเทศเดียวที่เป็นทั้งชาวสลาฟและนับถือออร์ทอดอกซ์ตะวันออก เราสามารถเป็นตัวเชื่อมสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียได้"

นโยบายด้านพลังงาน เขาเรียกร้องให้กลับมานำเข้าสินค้าจากรัสเซียอีกครั้ง แม้จะขัดกับมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU)

จุดยืนต่อสหภาพยุโรป (EU) : ราเดฟถูกมองว่าเป็นพวก "ตั้งคำถาม" ใส่ยุโรปอยู่เสมอ:

เขาวิจารณ์นโยบายพลังงานสะอาด โดยมองว่ายุโรปตกเป็นเหยื่อของความทะเยอทะยานที่อยากเป็นผู้นำทางศีลธรรมจนเกินไป

คัดค้านการใช้เงินยูโร เขาโจมตีนักการเมืองรุ่นก่อนที่นำเงินยูโรมาใช้โดยไม่ถามประชาชน และย้ำให้ประชาชนจำไว้เมื่อเห็นบิลค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่าบัลแกเรียจะ "เดินหน้าบนเส้นทางของยุโรปต่อไป" และพร้อมร่วมมือกับพรรคที่ฝักใฝ่ยุโรปในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276641461290878/?rdid=eDJg6YXvuDI27zSP#

‘ฮอร์มุซ’ หลุมศพมหาอำนาจ? สมรภูมิฮอร์มุซกับกับดักที่ทำมหาอำนาจจนมุม พญาอินทรีติดหล่มฮอร์มุซ แพ้ตั้งแต่ยังไม่กล้าเปิดฉาก เปิดเกมเองไม่ได้สุดท้ายต้องเข้าหาจีน เหตุเพราะรู้ดีว่าขยับผิด โลกพังทั้งระบบ


ฮอร์มุซ” หลุมศพมหาอำนาจ? เจาะลึกทำไมสหรัฐฯ ไม่กล้าปิดเกมเอง แต่เลือกคลานเข่าพึ่งจีน!

กลายเป็นคำถามที่ตบหน้าแสนยานุภาพเบอร์หนึ่งของโลกอย่างรุนแรง เมื่อ “พญาอินทรี” สหรัฐอเมริกา ผู้มีงบประมาณกองทัพมหาศาลและเทคโนโลยีอาวุธที่ทิ้งห่างอิหร่านหลายปีแสง กลับทำได้เพียงแค่ “ยืนมองอยู่หน้าประตู” บริเวณปากอ่าวโอมาน ไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเหมือนที่เคยทำในสมรภูมิอื่น 

งานนี้ไม่ใช่เรื่องของความขลาดกลัว แต่มันคือ “กับดักภูมิรัฐศาสตร์” ที่ทำเอาอาวุธไฮเทคกลายเป็นเศษเหล็กได้ในพริบตา!

เมื่อเทคโนโลยีพ่ายแพ้ต่อชัยภูมิ คอขวดก็กลายเป็นนรก!

ทำไมสหรัฐฯ ถึงไม่เปิดช่องแคบเองให้รู้แล้วรู้รอด? คำตอบสั้นๆ คือ “Asymmetric Warfare” หรือสงครามไม่สมมาตร 

ในทางภูมิศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซคือ “คอขวด” ที่มีจุดแคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร แต่อิหร่านครองชายฝั่งยาวเหยียดพร้อมเกาะแก่งที่เป็นป้อมปราการธรรมชาติ เปรียบเสมือนเจ้าที่ที่ถือไม้หน้าสามรออยู่หน้าปากซอย

• ฝูงเรือมรณะ (Swarm Boats): เรือรบราคาพันล้านของสหรัฐฯ อาจถูกรุมกินโต๊ะด้วยเรือเร็วราคาถูกติดขีปนาวุธนับร้อยลำของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเรดาร์ตรวจจับได้ยากในระยะประชิด ยิ่งในที่แคบ เรือใหญ่ขยับตัวลำบาก กลายเป็นเป้านิ่งชั้นดี

• ทุ่นระเบิดราคาถูก: อิหร่านไม่ต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แค่โปรยทุ่นระเบิดน้ำลึกรุ่นเก่าๆ ลงในร่องน้ำเดินเรือ การค้าโลกก็เป็นอัมพาตทันที เพราะไม่มีบริษัทประกันภัยไหนในโลกยอมให้เรือน้ำมัน (Tankers) แล่นผ่านดงระเบิดเหล่านั้น และการเก็บกู้ในพื้นที่สงครามเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นี่คือเหตุผลที่สหรัฐฯ ต้องเดินสาย “ล็อบบี้” พันธมิตรนาโต้ให้มาร่วมรับบาป เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมทางสากล และที่แสบไปกว่านั้นคือการยอมกัดฟันไปขอให้ “จีน” ช่วยกดดันอิหร่าน เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่าลำพังกำลังทหารนั้น “เอาไม่อยู่” แต่ต้องใช้ “กำลังซื้อน้ำมัน” ของจีนเป็นตัวประกัน เนื่องจากจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน หากจีนขยับ เตหะรานย่อมต้องฟัง

การถอยมาตั้งหลักที่อ่าวโอมาน: ยุทธวิธีผู้ชนะ หรือแค่การซื้อเวลาของผู้แพ้?

การที่สหรัฐฯ ปรับยุทธวิธีมาจอดเรือรบปิดทางเข้าออกที่ “ปากอ่าวโอมาน” แทนการลุยเข้าไปข้างในนั้น มองในแง่บวกคือการดึงเกมออกมาเล่นในพื้นที่กว้าง (Open Water) ที่ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินและระบบป้องกันขีปนาวุธสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการถูกซุ่มโจมตีจากชายฝั่ง

แต่ในมุมมองนักวิชาการอย่างผม... นี่คือการ “ซื้อเวลา” และยอมรับความจำนนทางชัยภูมิอย่างชัดเจน! เพราะ

1. แม้ตัวเองจะคุมปากทาง แต่ข้างในยังตัน: ต่อให้สหรัฐฯ จะปิดปากอ่าวโอมานได้เบ็ดเสร็จ แต่มันไม่ได้ช่วยให้เรือน้ำมันกล้าแล่นออกจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียอยู่ดี ตราบใดที่อิหร่านยังคุม “วาล์ว” ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงานโลกก็ยังจะพุ่งทะยานเป็นจรวด และเศรษฐกิจโลกจะพังทลายก่อนที่อิหร่านจะยอมจำนนด้วยซ้ำ

2. ความพ่ายแพ้ทางจิตวิทยา: การที่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งต้องถอยออกมาตั้งหลักข้างนอก คือการประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการว่า “อำนาจนำของสหรัฐฯ (Hegemony) มีขีดจำกัด” และไม่สามารถควบคุมน่านน้ำสากลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สุดของโลกได้อีกต่อไป

เกมยาวที่ไม่มีใครชนะ:

ในเชิงรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือการเล่นเกม "Containment" หรือการจำกัดวงล้อมที่อ่อนแรงเต็มที สหรัฐฯ กำลังเดิมพันกับ "เวลา" โดยหวังว่าการปิดล้อมทางเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านล่มสลายจากภายในก่อนที่ระบบเศรษฐกิจโลกจะล่มสลายตามไป

แต่ในความเป็นจริง อิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันได้ยาวนานกว่าที่คาด และชัยภูมิ "ฮอร์มุซ" คือไพ่ตายที่อิหร่านจะไม่มีวันสละทิ้ง การที่สหรัฐฯ หันไปพึ่งจีนและนาโต้ จึงไม่ใช่แผนการที่ชาญฉลาด แต่เป็น "ทางออกสุดท้าย" ของยักษ์ใหญ่ที่ขาติดหล่ม

บทสรุป: 

สมรภูมิฮอร์มุซไม่ใช่เกมหมากรุกที่เน้นกินตัวหมาก แต่มันคือเกมล้อมวงที่ใครขยับก่อนก็พัง แม้สหรัฐฯ จะใช้ยุทธวิธี “ล้อมกรอบ” เพื่อรักษาหน้าตาและประคองเศรษฐกิจโลก แต่ตราบใดที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังเข้าข้างอิหร่าน พญาอินทรีก็ทำได้เพียงแค่ “พ่นลมปาก” และใช้การทูตนำการทหารไปอีกนานแสนนาน! และหากสหรัฐฯ ยังดื้อแพ่งจะเปิดช่องแคบด้วยกำลัง สิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือการล่มสลายของระบบระเบียบโลกที่ตนเองสร้างขึ้นมากับมือ!

 

ด้วยความปรารถนาดี

 

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ.อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ, สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18HEJmSuKP/?mibextid=wwXIfr

ฝูเจี้ยนเปิดเกมท่องเที่ยว ประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับหมินหนานสู่โลก จัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟ เปิดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว

มณฑลฝูเจี้ยนจัดประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวปี 2569 ณ เมืองจางโจว มุ่งบูรณาการความร่วมมือและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม

คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

งานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน ณ เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภายใต้แนวคิด "สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสู่เสาหลักทางเศรษฐกิจ" โดยมุ่งถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมหมินหนาน (ฝูเจี้ยนตอนใต้) งานประชุมนี้สอดรับกับโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมินหนานระดับโลก ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลัก 6 รายการ พร้อมด้วยกิจกรรมเสริมอีก 60 รายการ เพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลก

ในพิธีเปิดงาน มีการจัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟในชื่อ "หวนคืนสู่หมินหนาน" โดยจำลองบรรยากาศท่าเรือเยว่กังอันเก่าแก่ ผสานกับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นอย่างวิจิตร ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง "ความกล้าหาญและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ" ได้อย่างมีชีวิตชีวา

งานประชุมนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีการเปิดตัวโครงการสำคัญหลากหลาย ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจการแสดง รวมถึงแนวคิด "ภาพยนตร์และโทรทัศน์ผสานการท่องเที่ยว"

เพื่อถ่ายทอดและส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในงานยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรมหมินหนานอันหลากหลาย ทั้งการแสดงตลก การแสดงงิ้วเกอจื่อ และงานกาลา นอกจากนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแคมเปญ "เปิดประสบการณ์ใช้ชีวิตสไตล์ฝูเจี้ยน" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันแรงงานและช่วงฤดูร้อน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสเสน่ห์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของฝูเจี้ยนตอนใต้อย่างแท้จริง

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา งานประชุมนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน
 
ที่มา: คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top