Friday, 5 June 2026
World

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#

จีน-กัมพูชาจับมือแน่น!! เปิดกลไก 2+2 เสริมสัมพันธ์การเมือง-กลาโหม เสริมสร้างความร่วมมือทางการเมือง สนับสนุนความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศ เน้นแก้ปัญหาทางไซเบอร์และภูมิภาค

จีน-กัมพูชาจัดประชุมรมว.ต่างประเทศและกลาโหม ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกคู่เจรจา 2+2

พนมเปญ, 23 เม.ย. (ซินหัว) -- การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" จัดขึ้นเมื่อวันพุธ (22 เม.ย.) ณ กรุงพนมเปญของกัมพูชา มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในหลายสาขา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือในประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค และบรรลุฉันทามติในวงกว้าง

หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และต่งจวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และเตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อพัฒนากลไกนี้ให้เป็นเวทีเชิงกลยุทธ์สำหรับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระชับความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างจีนและกัมพูชา และเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนสนับสนุนกัมพูชาและไทยในการดำเนินการตามฉันทามติที่บรรลุร่วมกันในการประชุมจีน-กัมพูชา-ไทย ณ ริมทะเลสาบฝู่เซียน มณฑลอวิ๋นหนาน ใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เสริมสร้างการเจรจา ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจีนยินดีจัดหาเวทีเพื่อการสื่อสารที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างกัมพูชาและไทย

หวังเผยว่าจีนจะยังคงสนับสนุนกัมพูชาในการเร่งพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ตลอดจนความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และจีนยินดีให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้พักอาศัยตามแนวชายแดนกัมพูชาและด้านอื่นๆ รวมถึงผลักดันโครงการความร่วมมือสาธิตลดความยากจนต่อไป

ขณะเดียวกัน หวังเสริมว่าจีนยินดีกระชับความร่วมมือกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้กรอบงานของ 4 แผนริเริ่มสำคัญระดับโลกที่จีนนำเสนอ สร้างแบบจำลองความมั่นคงในเอเชียที่มีความมั่นคงร่วมกัน การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง รวมทั้งมีการเจรจาและการปรึกษาหารือ อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลโลกไปในทิศทางที่เป็นธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น 

ด้านต่งจวินกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อกระชับและเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในด้านความมั่นคงทางทหาร

ขณะที่สุคนกล่าวว่าจีนเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุดของกัมพูชา และแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างครอบคลุมจากจีน สุคนย้ำว่ากัมพูชายึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และสนับสนุนทุกความพยายามของจีนในการเดินหน้าบรรลุการรวมชาติ ส่วนเซยฮาเผยว่ากัมพูชายินดีสำรวจช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือ และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีน

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันประเทศ ร่วมกันต่อสู้กับการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทระดับภูมิภาคผ่านการพูดคุยเจรจา การร่วมกันต่อต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียวและการเมืองแห่งอำนาจ รวมทั้งการยึดมั่นในการค้าเสรีระดับโลกและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

(แฟ้มภาพซินหัว : การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" ในกรุงพนมเปญของกัมพูชา วันที่ 22 เม.ย. 2026)

ที่มา :Xinhua

ญี่ปุ่นเดินเกมใหม่!! เปลี่ยนชื่อยศ SDF ไม่ง่าย ญี่ปุ่นเจอเสียงคัดค้านหวั่นฟื้นภาพกองทัพจักรวรรดิ กระแสคัดค้านพุ่งในสังคมออนไลน์ ขัดแย้งภาพลักษณ์สงครามเก่าใหม่

รบ.ญี่ปุ่นเดินหน้าแก้ 'ชื่อชั้นยศ' กองกำลังป้องกันตนเอง จุดกระแสคัดค้าน-กังวล

เมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเดินหน้าแผนปรับเปลี่ยนชื่อยศของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) และตั้งใจจะยื่นร่างกฎหมายต่อสภาไดเอท หรือรัฐสภาญี่ปุ่น ภายในปี 2026 นี้

เนื่องจากชื่อเรียกชั้นยศที่ปรับใหม่บางรายการ เช่น การเปลี่ยนคำว่า "อิซสะ" (issa) ซึ่งแปลตามตัวว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนามชั้นหนึ่ง เป็น "ไทสะ" (taisa) ซึ่งเป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดความกังวลและข้อสงสัยอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1954 กองกำลังฯ ใช้ชื่อเรียกชั้นยศที่แตกต่างจากประเทศอื่น สะท้อนข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กองกำลังฯ มีสถานะไม่ใช่กองทัพแบบดั้งเดิม โดยรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขชื่อยศของกองกำลังฯ ครั้งแรก และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ยึดถือมายาวนานอย่างมีนัยสำคัญ

ความคิดเห็นที่แสดงความกังวลและตั้งข้อสงสัยต่อแผนดังกล่าวแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวเน็ตรายหนึ่งตั้งคำถามว่า คำเรียกอย่าง "ไทสะ" เป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงนำกลับมาใช้อีกในปัจจุบัน ขณะที่ชาวเน็ตอีกรายระบุว่า "รัฐบาลบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีเกียรติและความภาคภูมิใจ และทำำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ชื่อยศปัจจุบันไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้หรือ โดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางขวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ"

ด้านคาซึทากะ คิมูระ นักเขียนด้านการทหารชาวญี่ปุ่นผู้มากประสบการณ์ วิจารณ์แผนการเปลี่ยนชื่อเรียกยศดังกล่าวว่าเป็น "นโยบายที่โง่เขลา"

เรียว สึโนดะ นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ชี้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่นพยายามเว้นระยะห่างจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในอดีตมาโดยตลอด เพื่อแสดงถึงการทบทวนและสำนึกต่อความรับผิดชอบของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม พร้อมเสริมว่า ยังไม่แน่ใจว่าสังคมญี่ปุ่นจะมองการเปลี่ยนชื่อเรียกยศนี้ว่าเป็นแค่การพยายามสร้างความเคารพต่อกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตามที่รัฐบาลอ้างหรือไม่

ที่มา : Xinhua

ผลไม้ไทยแรงต่อเนื่อง!! ทุเรียนสดกว่า 6,300 ตันถึงกว่างโจว ช่วงวันแรงงานปี 2026 คึกคัก ศุลกากรตรวจกักกันโรคเข้มงวด ตลาดจัดเทศกาลขายสดทั้งไทย-มาเลเซีย

ทุเรียนสดจากไทยกว่า 6,300 ตัน บุกตลาดจีนช่วงหยุดวันแรงงาน

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ระหว่างช่วงเช้าวันเสาร์ (25 เม.ย.) จนถึงเช้าวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) โดยทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน

ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

ศุลกากรหนานซาได้ดำเนินการตรวจสอบและกักกันโรคอย่างเข้มงวดกับทุเรียนสดนำเข้าชุดนี้เพื่อรับประกันความปลอดภัยทางอาหารให้ผู้บริโภค โดยหลินเสี่ยวจิ้ง หัวหน้าฝ่ายห่วงโซ่ความเย็นของศุลกากรหนานซา เผยว่ามีการตรวจหาศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งสามารถตรวจสอบด้วยตาเปล่า รวมถึงสุ่มตรวจตัวบ่งชี้ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น ยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก ซึ่งต้องใช้วิธีการอันเข้มงวด

ทั้งนี้ ตลาดผลไม้สดของท่าเรือหนานซาจะจัดงานเทศกาลทุเรียนในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งจะปรับใช้โมเดลการดำเนินงาน "เรือเทียบท่า เปิดตู้คอนเทนเนอร์ ซื้อขายทันที" และคาดว่าจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นให้ผู้บริโภคสามารถซื้อทุเรียนสดโดยตรง ทั้งทุเรียนหมอนทองจากไทยและทุเรียนมูซังคิงจากมาเลเซีย

ที่มา : Xinhua

อิหร่านเร่งกระจายเส้นทางนำเข้า!! เพิ่มใช้ทางทะเลแคสเปียนแทนช่องแคบฮอร์มุซ โครงสร้างท่าเรือพัฒนาขึ้นมากในช่วงปีหลัง รัฐสั่งรับมือปิดล้อมและเร่งค้าข้ามพรมแดน หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านขยายเวลาอีกจนกว่าจะเจรจาเสร็จ

อิหร่านเพิ่มการนำเข้าผ่านทะเลแคสเปียน โดยใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นช่องทางลำเลียงสินค้าเข้าสู่ประเทศแทนช่องแคบฮอร์มุซ นายโมฮัมหมัด เรซา มอร์ตาซาวี ประธานหอการค้าเตหะราน กล่าวเมื่อวันจันทร์

“ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเส้นทางทางเลือก ปริมาณการขนส่งผ่านเส้นทางเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ รวมถึงศักยภาพในการขนถ่ายสินค้า ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ทะเลแคสเปียนกำลังอยู่ในช่วงที่มีความคึกคักมากที่สุดในด้านการขนส่งสินค้า” มอร์ตาซาวีกล่าวกับสำนักข่าวทัสนิม

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเสริมว่า พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงสินค้าเข้าสู่อิหร่าน โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรทางตอนใต้ของประเทศ เขาไม่ได้กล่าวถึงการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้โดยตรง แต่ระบุว่า เส้นทางทางเลือกแทนฮอร์มุซจะถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ “เฉพาะหน้า”

รายงานระบุว่า บทบาทของทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ต่อการนำเข้าสินค้าของอิหร่านจึงเพิ่มมากขึ้น
เมื่อวันที่ 14 เมษายน เอสกันดาร์ โมเมนี รัฐมนตรีมหาดไทยอิหร่าน กล่าวว่า เขาได้สั่งการให้รัฐบาลในจังหวัดชายแดนต่าง ๆ ดำเนินมาตรการรับมือผลกระทบจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ด้วยการกระตุ้นการค้าข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงในกรุงเตหะราน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีดินแดนอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่การเจรจาต่อเนื่องที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีผลลัพธ์

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะขยายเวลาหยุดยิงออกไปจนกว่าเตหะรานจะยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง และจนกว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้น

ที่มา : Sputnik

ยูเออีถอนตัว OPEC ยูเออีประกาศถอน OPEC และ OPEC+ กระทบเอกภาพกลุ่มน้ำมันในตะวันออกกลาง เผยไม่ต้องหารือซาอุดีอาระเบียก่อน ผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ Saudi Arabia ที่เป็นผู้นำโดยพฤตินัย

การถอนตัวของยูเออี ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC มายาวนาน อาจทำให้เอกภาพของกลุ่มอ่อนแอลง และเพิ่มความไม่เป็นระเบียบภายในกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พยายามแสดงจุดยืนร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และโควตาการผลิต

"ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล-มาซรูอี" (Suhail Mohamed al-Mazrouei) รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่า การตัดสินใจของ UAE ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องหารือกับประเทศอื่น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค แสดงความไม่พอใจต่อประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ “ยังทำได่ไม่เพียงพอ” ในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงสงครามที่ผ่านมา

Anwar Gargash ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเออี กล่าววิจารณ์

ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC - มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่ม) ให้การสนับสนุนเพียงด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร “อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”

แม้รัฐมนตรีพลังงานยูเออีจะกล่าวว่า การถอนตัวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลไปก่อนแล้ว แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นชัยชนะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่วิจารณ์ OPEC มาตลอด ว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อประเทศอ่าว เข้ากับประเด็นราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่าประเทศเหล่านี้ “ใช้ประโยชน์” จากการคุ้มครองดังกล่าวเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1282603994027958/?rdid=vUrfAwjLBIr8vnYf#

จีนเปิดเกมตลาดทุเรียน!! ตลาดทุเรียนจีนเติบโตแรง แหล่งผลิตอาเซียนแข่งขันเข้มขึ้น ผู้บริโภคจีนเปลี่ยนโฟกัสเป็นคุณภาพ อุตสาหกรรมทุเรียนขยายตัวทั่วภูมิภาค

ตลาดบริโภค 'ทุเรียน' ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

หนานหนิง, 28 เม.ย.--- ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ "ราชาแห่งผลไม้" จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ "ฤดูทุเรียน" โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

โม่เ.จียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่าการนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่าจำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกันความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่าผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง "ราคา" เป็นเรื่อง "คุณภาพ" โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นหลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่าตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหงเล็งจะทดลองโมเดล "ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง "สินค้าเฉพาะกลุ่ม" เป็น "สินค้ากระแสหลัก" ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ทองคำโลกโต!! ความต้องการเพิ่ม 2% ปี 2026 ทองคำแท่งพุ่ง 42% สะท้อนไม่หยุด นักลงทุนเอเชียนิยมทองคำเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางยังคงสะสมทองคำต่อเนื่อง

วันพุธ (29 เม.ย.) รายงานจากสภาทองคำโลกเผยว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการซื้อขายแบบนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็น 1,231 ตัน ในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026

รายงานระบุว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ราว 474 ตัน ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับสอง โดยนักลงทุนชาวเอเชียต่างแห่ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำกันอย่างคึกคัก

สภาฯ ระบุว่าการบริโภคเครื่องประดับอยู่ที่ 300 ตัน ลดลงร้อยละ 23 แต่ระดับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 บ่งชี้ว่ายังคงมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องประดับทองคำในเชิงบวก ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 244 ตันในไตรมาสแรก

นอกจากนั้น ความต้องการทองคำที่ใช้ในด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1 คิดเป็น 82 ตัน โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในไตรมาสแรกนี้ อุปทานทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 อยู่ที่ 1,231 ตัน โดยเป็นผลมาจากการผลิตจากเหมืองที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ควบคู่กับการรีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ยังไม่ปิดประตูเจรจา!! ท่ามกลางไฟสงคราม ‘ทรัมป์’ อ้างยังต่อสายคุยอิหร่าน หวังหาทางออกวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตฮอร์มุซเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคงมีการเจรจากับอิหร่านผ่านทางโทรศัพท์

“เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ในขณะนี้ และเราไม่ต้องบินนาน 18 ชั่วโมงทุกครั้งเพียงเพื่อไปดูเอกสารสักแผ่นอีกต่อไป เราทำผ่านทางโทรศัพท์” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเขาชอบการหารือแบบพบหน้ากันมากกว่าเสมอ แต่เขาเห็นว่าการต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบินสำหรับการประชุมทุกครั้งนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานได้ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป และทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการยุติการสู้รบออกไป เพื่อให้อิหร่านมีเวลาเสนอ “ข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

เมื่อวันที่ 13 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันยืนยันว่า เรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านยังสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ ตราบใดที่ไม่จ่ายค่าผ่านทางให้กับเตหะราน

ที่มา : Sputnik

“ปากีสถาน” เปิด6ระเบียง!! มุ่งเชื่อมอิหร่านเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ จีน-รัสเซียหนุนเบื้องหลังฉีกสหรัฐฯ เปิดทางส่งออกทะเลอาหรับเสริมอำนาจ สร้างกำแพงยูเรเซียสกัดดอลลาร์

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"ทะลวงปิดล้อมสหรัฐฯ
มองจากดาวอังคารยังเห็น! ว่างานนี้ไม่ได้มีแค่ปากีสถานกับอิหร่าน แต่คือยุทธศาสตร์ "ขั้วอำนาจใหม่" ที่มีพี่เบิ้มอย่าง จีน และ รัสเซีย นั่งแท่นเป็นผู้กำกับเส้นอยู่หลังม่าน เพื่อฉีกหน้ากากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ให้ขาดสะบั้น!

การที่ปากีสถานตัดสินใจเปิด 6 เส้นทางขนส่งทางบก เชื่อมต่อกับอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการ "เลือกข้าง" ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ใครได้ประโยชน์

จีนกลัวการโดนปิดล้อมที่ "ช่องแคบมะละกา" มาตลอด การเชื่อมท่าเรือกวาดาร์ ผ่านโครงข่ายถนนทั้ง 6 นี้เข้ากับอิหร่าน ทำให้สินค้าจีนไหลลงทะเลอาหรับและพุ่งตรงสู่ยุโรป/แอฟริกาได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อทางเรือแบบเดิม

รัสเซีย ต้องการทางออกสู่ "มหาสมุทรอินเดีย" เพื่อระบายสินค้าและพลังงานหนีการคว่ำบาตรจากตะวันตก เส้นทางนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้รัสเซียเชื่อมโลกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพุ่งลงใต้ มาออกที่พรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน ได้สำเร็จ

ปากีสถาน เมื่อเงินจากสหรัฐฯ และ IMF มาพร้อมเงื่อนไขที่น่ารำคาญ ปากีสถานเลยหันไปหา "ความชัวร์" จากจีนและรัสเซีย ทั้งน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านและการเป็นฮับขนส่งของภูมิภาค กินค่าธรรมเนียมผ่านทางนิ่มๆ ผ่านถนนทั้ง 6 เส้นนี้

ใครเสียทั้งเหลี่ยมและผลประโยชน์

งานนี้สหรัฐฯ "หน้าชา" เพราะปากีสถานที่เป็นอดีตเด็กสร้าง กลับกล้าเปิดบ้านให้ศัตรูเบอร์หนึ่งอย่างอิหร่านเดินผ่านสบายใจเฉิบ ส่วนอิสราเอลแม้จะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จะให้ "เปิดศึก" กับปากีสถานตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือ "มหาอำนาจนิวเคลียร์" การขยับหมากรุกตัวนี้จึงเสี่ยงเกิดสงครามล้างโลก แน่นอนว่าปากีสถานกำลังเล่นกับไฟ ความเสี่ยงโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจหรือโดนตัดความช่วยเหลือทางการทหารมีสูงมาก แต่ดูเหมือนปากีสถานจะคำนวณแล้วว่า "ขนมปังจากจีนและพลังงานจากรัสเซีย" อิ่มท้องกว่าคำสัญญาว่างเปล่าจากฝั่งตะวันตก

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนน 6 สาย แต่มันคือการสร้าง "กำแพงยูเรเซีย" ที่รวมเอา จีน-รัสเซีย-อิหร่าน-ปากีสถาน เข้าด้วยกัน

เพื่อปิด2ตำนาน

-ยุคผูกขาดอำนาจของดอลลาร์ในภูมิภาคนี้หมดไปอย่างสิ้นเชิง!
-ความเป็นนกสองหัวของอินเดีย

สุดท้าย สหรัฐฯก็รู้ว่า"เปโตรดอลลาร์" เป็นเส้นทางที่ไม่วันหวลกลับมาอีกต่อไป #สหรัฐฯแพ้แล้ว
source:รายงานการเปิดระเบียงขนส่ง 6 เส้นทาง (Gwadar-Gabd / Karachi-Taftan และเส้นทางที่เกี่ยวข้อง),สถานะตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3,000 ตู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวผ่านพรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน,ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ CPEC และ INSTC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1283519627269728/?rdid=9S5hCO6pt9Th8VCL#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top