Thursday, 4 June 2026
World

ตอบประเด็นผลการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ สหรัฐฯต้องการอะไร และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่ อย่างไร

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการไปเยือนจีนและพบสี จิ้นผิงมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง

กำหนดการเยือนจีนต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความผิดพลาดของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน จนเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ทำให้สี จิ้นผิงได้เปรียบในการเจรจา โดย The Economist ยังชี้ว่าความผิดพลาดของทรัมป์คือโอกาสของจีน

จีนยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากมีพลังงานสำรอง เส้นทางเลือก และการลงทุนในพลังงานสะอาด (energy security)

ผลการเยือนครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะออกมาในเชิงบวกและชื่นมื่น แต่เป็นเพียง "เกมซื้อเวลา"
.
รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

พญามังกรบุกยุโรป!! JPMorgan ฟันธงปี 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% เขย่าบัลลังก์ยานยนต์เจ้าถิ่น สัญญาณชัดรถจีนกำลังเปลี่ยนเกม EV โลก

พญามังกรกินรวบ! JPMorgan ฟันธง 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% แซงหน้าเจ้าถิ่นขาดลอยยุโรปที่เคยเป็น “เจ้าแห่งยานยนต์” วันนี้กำลังโดนบุกถึงหน้าบ้าน 

เจพีมอร์แกนฟัน: ปี 2028 ค่ายรถจีนครองยุโรปตะวันตก  20%  ส่งมอบ  2.5 ล้านคัน  
หลักฐานปี 2025 ชัดยิ่งกว่าชัด: ยอดขายรถจีนในยุโรปโต  99%  ขายไป 8.1 แสนคัน แตะ 10% แล้ว

 เมื่อ “เสือดาวยุโรป” วิ่งตาม “มังกรจีน” ไม่ทัน
 เจาะตัวเลข “ขาขึ้น” ของค่ายจีน  
-  2025 : โต 99% ส่วนแบ่ง 10% เร็วกว่าที่ทุกคนคาด 
-  2028 : JPMorgan ชี้เป้า 20% = ถนนยุโรป 1 ใน 5 คันจะเป็นรถจีน

 ศึกสายเลือด EV :  BYD น็อก Tesla คาบ้าน
ก.ค. 2025 BYD แซง Tesla ในยุโรปสำเร็จ 
-  BYD : ส่วนแบ่ง 1.2% จดทะเบียน 1.3 หมื่นคัน รถมีตั้งแต่ Seagull ราคาประหยัดยัน SUV หรู 
-  Tesla : ร่วง 40% เหลือ 0.8% รุ่นน้อย ราคาสูง คนยุโรปรัดเข็มขัดเลือกไม่ลง 

 MG หัวหอกพญามังกร
SAIC ดัน MG ขายยุโรปปี 2025 ทะลุ **3 แสนคัน โต 30%** ติด Top 20 แบรนด์ยุโรป 
สูตรสำเร็จ “Glocal”: เทคจีน + หน้าตายุโรป คนซื้อไม่รู้สึกว่าขับรถจีน
ตรงนี้ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นคนยุโรป เงินเฟ้อ ค่าไฟแพง ต้องเลือก
A: BMW 1.5 ล้าน ได้เทคปี 2020 
B: BYD 8 แสน ได้แบตเบลด ชาร์จ 15 นาที แถมซอฟต์แวร์ฉลาดกว่า 
คนรุ่นใหม่เลือก B ไม่ต้องคิด

มุมคัดข่าว: ยุโรปกำลัง “แพ้ภัยตัวเอง”
1.  ช้ากว่า 1 ก้าว : ยุโรปยังง่วนกับเครื่องยนต์สันดาป จีนสร้างนิเวศ EV+แบต+ซอฟต์แวร์จบไปแล้ว
2.  กำแพงภาษีใช้ไม่ได้ : EU ตั้งภาษี EV จีน จีนแก้เกมตั้งโรงงานในฮังการี โปแลนด์ ลบภาษีทิ้ง จบ
3.  ความคุ้มค่าฆ่าแบรนด์ : ยุคเศรษฐกิจฝืด คนซื้อเพราะ “คุ้ม” ไม่ใช่ “โลโก้” รถจีนถูกกว่าครึ่ง ออปชั่นจัดเต็ม

เมื่อก่อนยุโรปขาย “ความหรู” 
วันนี้จีนขาย “ความคุ้ม + เทคล้ำ” 
นวัตกรรมไม่เคยรอใคร และรอบนี้ มังกรวิ่งเร็วกว่าเสือดาวยุโรปไปหลายช่วงตัวแล้ว

**ทีนี้ตาเราบ้าง**
1. ปี 2028 ถนนปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน เต็มไปด้วย BYD + MG คุณคิดว่า VW, BMW, Mercedes จะ
A: ปรับตัวทัน  
  หรือ
B: กลายเป็น Nokia แห่งวงการรถยนต์  ที่เคยยิ่งใหญ่แต่หายไป?
2. ไทยเป็นฐานผลิตญี่ปุ่นมาตลอด ถ้ารถจีนยึดยุโรปได้ ไทยควร  ผูกมิตรจีนเพิ่ม  หรือ  อุ้มญี่ปุ่นให้รอด หรือทำทั้ง 2 อย่าง แท็กเพื่อนสายยานยนต์มาคิด
12 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

ที่มา: JPMorgan Research, ACEA, JATO Dynamics, ข้อมูลจดทะเบียน EU 2025
https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1533851104768453/?rdid=7R0PlAsecxHBQZGM#

ขีปนาวุธที่โลกต้องจับตา!! ‘ปูติน’ อวด “Sarmat ICBM” ขีปนาวุธทรงพลังสุดโลก ชี้หัวรบแรงกว่าตะวันตก 4 เท่า เจาะทุกระบบป้องกัน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า ขีปนาวุธข้ามทวีป ซาร์มัต (Sarmat ICBM) เป็น “ขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก” โดยกล่าวว่า อานุภาพของหัวรบมีมากกว่าขีปนาวุธตะวันตกที่ทรงพลังที่สุด “มากกว่า 4 เท่า”

หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของซาร์มัต คือการติดตั้งหัวรบแบบ MIRV หรือหัวรบแยกเป้าหมายได้หลายหัว โดยแต่ละหัวรบสามารถโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้อย่างอิสระ

ยูรี คนูตอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและประวัติศาสตร์ระบบป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวว่า
“ความพิเศษของขีปนาวุธรุ่นนี้อยู่ที่การติดตั้งหัวรบแบบหลายหัวรบอิสระ ซึ่งแต่ละส่วนมีระบบนำวิถีของตนเอง และสามารถโจมตีเป้าหมายตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้”

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธดังกล่าวยังสามารถบรรทุกหัวรบในยานร่อนความเร็วเหนือเสียง อวานการ์ด (Avangard) ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วระดับ มัค 26 และสามารถเปลี่ยนทิศทางเพื่อหลบหลีกมาตรการสกัดกั้นได้ พร้อมทั้งติดตั้งเป้าลวงและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามรับมือได้ยากขึ้น

ปูตินกล่าวเสริมว่า ซาร์มัตสามารถส่งหัวรบได้ไม่เพียงตามวิถีแบบขีปนาวุธทั่วไป แต่ยังสามารถใช้วิถีแบบ กึ่งวงโคจร (suborbital trajectory) ได้ด้วย ทำให้สามารถโจมตีจากทิศทางที่คาดไม่ถึง ในระยะไกลกว่า 35,000 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี

คนูตอฟกล่าวว่า คุณสมบัตินี้ทำให้ขีปนาวุธดังกล่าวสกัดกั้นได้ยากมาก ต่างจากขีปนาวุธข้ามทวีปทั่วไปที่มีเส้นทางบินค่อนข้างคาดการณ์ได้ ซาร์มัตอาจบินเข้าโจมตีสหรัฐฯ ผ่านขั้วโลกใต้และเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แทบไม่มีระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าหรือระบบป้องกันขีปนาวุธครอบคลุม

“ไม่มีระบบป้องกันขีปนาวุธใดในปัจจุบัน หรือในอนาคตอันใกล้ ที่สามารถสกัดกั้นมันได้” เขากล่าว

ปูตินระบุว่า ซาร์มัตถูกออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุ “ระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต”

คนูตอฟยังให้ความเห็นว่า แม้แต่โครงการโล่ป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ที่สหรัฐฯ วางแผนไว้ ก็อาจไร้ประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับหัวรบที่ใช้วิถีกึ่งวงโคจรและมีความสามารถในการร่อนหลบหลีกด้วยความเร็วเหนือเสียง

ที่มา : Sputnik

Nike เสียหลักในจีน? แบรนด์กีฬาท้องถิ่นโตแรง ท้าชบอเมริกันทั้งเทคโนโลยี ราคา และกระแสชาตินิยม WSJ ชี้ "สองพันล้านเท้า" หันซบแบรนด์ท้องถิ่น หลัง Anta-Li-Ning ไล่กันทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์

Wall Street Journal รายงานเรื่อง “สองพันล้านเท้า” ของจีนกำลังวิ่งหนีจาก Nike อย่างกะทันหัน

แบรนด์กีฬาภายในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้สามารถแข่งขันด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ได้ทัดเทียมกับแบรนด์อเมริกันแล้ว ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างยิ่งและมีแนวโน้มชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น

China's "Two Billion Feet' Are Suddenly Running From Nike

Quick-moving domestic athletic brands are now able to match American quality and cachet in the hypercompetitive and increasingly nationalistic market

ธุรกิจของไนกี้ในจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทอเมริกันในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงและกระแสชาตินิยมที่ทำให้ผู้บริโภคจีนหันไปสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น

เกือบครึ่งศตวรรษก่อน ฟิล ไนต์ ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้เคยเดินทางผ่านจีนและวางวิสัยทัศน์ “หนึ่งพันล้านคน สองพันล้านเท้า” เพื่อบุกตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศนี้ จนถึงปี 2010 จีนกลายเป็นหนึ่งในตลาดทำกำไรสูงสุดของไนกี้ และเป็นต้นแบบให้บริษัทสหรัฐจำนวนมากเข้ามาแสวงหาโอกาสในเศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจไนกี้ในจีนกลับตกต่ำ รายได้ในช่วงสามไตรมาสล่าสุดลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อห้าปีก่อน ทั้งที่ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาของจีนยังเติบโต บริษัทปลดผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง ยอมรับว่ากำลังเผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และจีนกลายเป็นภูมิภาคที่ผลงานแย่ที่สุดของไนกี้ทั่วโลก

ผู้บริหารแจ้งนักลงทุนว่ารายได้ในจีนและไต้หวันอาจลดลงราว 20% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ราคาหุ้นไนกี้ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี ก่อนที่บริษัทจะประกาศลดพนักงานราว 1,400 คน หรือประมาณ 2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

ไนกี้ไม่ใช่แบรนด์อเมริกันรายเดียวที่เผชิญปัญหาในจีน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้การใช้จ่ายอ่อนแรง ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลดความสนใจสินค้าอเมริกัน สตาร์บัคส์ขายหุ้นส่วนใหญ่ของธุรกิจจีนหลังแข่งขันหนักกับร้านกาแฟท้องถิ่น ลัคอิน คอฟฟี่ แบรนด์รถยนต์สหรัฐถูกบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนแย่งตลาด ส่วนแบรนด์เสื้อผ้า Guess ปิดร้านทั้งหมดในจีนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อดีตพนักงานไนกี้ระบุว่า ปัญหาหลักคือบริษัทปรับตัวช้าเกินไปต่อภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่ แบรนด์จีนอย่าง Anta และ Li-Ning พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถผลิตรองเท้าและอุปกรณ์ระดับพรีเมียมในราคาถูกกว่า พร้อมวงจรพัฒนาสินค้าที่รวดเร็วขึ้น Anta ยังร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนาโฟมรองเท้ารูปแบบใหม่ที่ให้แรงเด้งสูงจนลดความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของไนกี้

การทดสอบประสิทธิภาพพบว่ารองเท้าวิ่งระดับท็อปของ Li-Ning มีคุณภาพใกล้เคียงรองเท้าระดับสูงของไนกี้ นักกีฬาชื่อดังใน NBA และนักวิ่งระดับโลกจำนวนหนึ่งหันมาใช้แบรนด์จีน ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่มองว่าสินค้าอเมริกันไม่ “เท่” เหมือนเดิม

ไนกี้พยายามแก้เกมด้วยยุทธศาสตร์ “China-for-China” มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะตลาดจีน ปรับปรุงร้านค้า และตัดสต๊อกสินค้าที่ขายไม่ออก บริษัทระบุว่ายอดผู้เข้าร้านและยอดขายสินค้าเกี่ยวกับการวิ่งเริ่มฟื้นตัว แม้ผู้บริหารยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงยังช้ากว่าที่ต้องการ

อดีตพนักงานบางรายเห็นว่าไนกี้ขาดสินค้าที่โดดเด่นสำหรับผู้บริโภคจีน ตัวอย่างเช่น รองเท้าบาสเกตบอล S.T. Flare ที่ออกแบบสำหรับสนามกลางแจ้งได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ แต่ถูกวิจารณ์ว่าราคาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสินค้าจีนที่มีคุณภาพใกล้เคียง นอกจากนี้ไนกี้ยังผลักดันแบรนด์ Jordan ต่อเนื่อง แม้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเกิดหลังยุคของไมเคิล จอร์แดน และไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ดังกล่าว

ผู้บริโภคจีนจำนวนมากหันไปนิยมรองเท้า Li-Ning รุ่น Way of Wade ที่ร่วมมือกับดเวย์น เวด แทน ขณะที่ไนกี้เริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับนักออกแบบจีน เช่น รองเท้าทรงบัลเลต์ Shox Z Calistra

นอกเหนือจากการแข่งขันด้านสินค้า ไนกี้ยังปรับตัวช้าด้านช่องทางขาย บริษัทเปิดร้านแฟลกชิปบน Douyin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคล้าย TikTok ของจีนช้ากว่าคู่แข่งหลายปี อีกทั้งต้นทุนสินค้าสูงกว่าเพราะรองเท้าหลายรุ่นผลิตนอกจีนแล้วนำเข้า ทำให้แข่งขันด้านราคาได้ยาก

ในอดีต ไนกี้เคยประสบความสำเร็จสูง โดยปี 2019 บริษัททำยอดเติบโตสองหลักในจีนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 20 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อกระแสชาตินิยมออนไลน์โจมตีไนกี้หลังประกาศไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผู้บริโภคเผารองเท้าไนกี้ลงโซเชียล และคนดังรวมถึงศิลปินชื่อดังยกเลิกสัญญากับแบรนด์ ส่งผลให้ยอดขายตกหนัก

ช่วงโควิด-19 ที่จีนปิดประเทศทำให้สำนักงานใหญ่ไนกี้ในสหรัฐต้องพึ่งรายงานจากฝ่ายบริหารจีนมากขึ้น ซึ่งถูกมองว่านำเสนอภาพสถานการณ์ในแง่ดีเกินจริง ขณะเดียวกันบริษัทปรับโครงสร้างทีมขายโดยลดความเชี่ยวชาญเฉพาะกีฬา ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านสินค้าเฉพาะทางลดลง

แนวโน้มกีฬาในจีนก็เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันจากบาสเกตบอลและ NBA ไปสู่กิจกรรมอย่างโยคะ เดินป่า และกีฬากลางแจ้ง ซึ่งแบรนด์จีนตอบสนองได้รวดเร็ว Anta ขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุนกับแบรนด์ต่างประเทศและเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Amer Sports เจ้าของแบรนด์ Arc’teryx และ Wilson เพื่อครอบคลุมความต้องการผู้บริโภคหลายกลุ่ม

แม้ไนกี้เคยเชื่อว่ายอดขายเริ่มฟื้นในต้นปี 2024 แต่บริษัทกลับเผชิญกระแสวิจารณ์อีกครั้งเมื่อโฆษณาช่วงโอลิมปิกปารีสถูกมองว่าดูหมิ่นนักกีฬาจีน เหตุการณ์นี้เกิดในช่วงที่กระแสชาตินิยมเพิ่มสูง ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหาย

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2024 ซีอีโอคนเดิมถูกปลด และเอลเลียต ฮิลล์ เข้ารับตำแหน่ง พร้อมประกาศกลับไปเน้นกีฬาและนวัตกรรม บริษัทเตรียมตั้งสตูดิโอผลิตโฆษณา “Icon” แห่งแรกนอกสหรัฐที่เซี่ยงไฮ้ และตั้งศูนย์วิจัยกีฬาในจีนเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับตลาดท้องถิ่น แม้อดีตพนักงานบางส่วนเห็นว่าการพัฒนาสินค้ายังไม่เร็วพอและยังถูกกำหนดจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ

อีกความท้าทายสำคัญคือกระแส “กั๋วเฉา” (Guochao - 国潮) "กระแสแห่งชาติ" หรือความภูมิใจในวัฒนธรรมจีน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น แม้คู่แข่งตะวันตกบางรายอย่าง Adidas จะประสบความสำเร็จด้วยสินค้าที่ผสมผสานดีไซน์จีนดั้งเดิม ส่วนแบรนด์ตะวันตกอย่าง Lululemon และ On เติบโตจากการจับกลุ่มกีฬาเฉพาะทาง

ไนกี้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เปลี่ยนผู้บริหารจีน และให้หัวหน้าภูมิภาครายงานตรงต่อซีอีโอ นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทยังมีโอกาสกลับมาได้ หากสามารถพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่มให้แข่งขันได้จริง ตัวอย่างเช่น แคมเปญตรุษจีนล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับดี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่า การแข่งขันจากแบรนด์เฉพาะทางและความนิยมสินค้าท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นทำให้การฟื้นตัวไม่ง่ายอีกต่อไป จีนซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของไนกี้ อาจไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้เหมือนในอดีต แม้ผู้บริหารยืนยันว่าบริษัทจะไม่ยอมถอนตัว เพราะตลาดผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคนยังคงเป็นโอกาสสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3650899225062745/?rdid=ihku6nuBwOTFcQw1#

ราคาน้ำมันปาล์มโต!! นักวิเคราะห์ ชี้อุปสงค์ไบโอดีเซลเพิ่ม ธนาคารเมย์แบงก์คาดราคาน้ำมันดิบสูง สต็อกมาเลเซียพุ่ง 23.8% ชะลอส่งออก ไบโอดีเซลบี15 - บี50 หนุนตลาดเดือน มิ.ย.-ก.ค.

นักวิเคราะห์หลายรายมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อราคาน้ำมันปาล์ม โดยมองว่าอุปสงค์ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันดิบล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์ม แม้จะยังคงมีแรงกดดันในระยะสั้นทั้งจากปริมาณน้ำมันปาล์มที่สะสมอยู่ในคลังเพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนด้านการส่งออกในมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลก

ธนาคารเพื่อการลงทุนเมย์แบงก์ (Maybank Investment Bank) ระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะไม่กลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียเดินหน้าปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล

ด้านสถาบันวิจัยเอ็มบีเอสบี รีเสิร์ช (MBSB Research) คาดว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในเดือนพฤษภาคมจะยังทรงตัว โดยได้แรงหนุนจากผลผลิตที่ลดลงตามฤดูกาลในช่วงผสมเกสร รวมถึงความคาดหวังต่อการเริ่มใช้นโยบายไบโอดีเซลบี15 (B15) ของมาเลเซีย และบี50 (B50) ของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งเป้าดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2026

ข้อมูลทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ระบุว่าน้ำมันปาล์มคงคลังของมาเลเซียในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8 เมื่อเทียบปีต่อปี แตะราว 2.31 ล้านตัน เนื่องจากการส่งออกหลังช่วงเทศกาลชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตลดลงร้อยละ 3.4 เหลือ 1.63 ล้านตัน ส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 แตะ 1.3 ล้านตัน จากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีส่งออก

ทั้งนี้ ยูโอบี เคย์เฮียน (UOB Kay Hian) คาดว่าผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวสูงสุด แต่การส่งออกอาจยังซบเซา เนื่องจากราคาที่สูงทำให้ความต้องการชะลอตัว และน้ำมันปาล์มยังเสียเปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับน้ำมันถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้

ที่มา : Xinhua

“ทรัมป์ผู้สร้างชาติจีน” ? ชาวเน็ตจีนแซวทรัมป์ “ชวน เจี้ยนกัว” ผู้สร้างชาติจีน หลังนโยบายแข็งกร้าวดันโลกหันเข้าหาปักกิ่ง นโยบายข่มพันธมิตร–ถล่มอิหร่าน ถูกมองช่วยปักกิ่งเพิ่มอิทธิพลโลก

ใครคือ ผู้สร้างชาติ (จีน) !! ชาวเน็ตจีน เรียกทรัมป์ว่า "Chuan Jian Guo” ชวน เจี้ยนกัว" (川建国) คำเรียกชื่อเล่นเชิงเสียดสี แปลว่า 🇺🇸 "#ทรัมป์ผู้สร้างชาติ (จีน) 🇨🇳

เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำ เช่น การขึ้นภาษีประเทศอื่น ชอบข่มขู่ทำกร่างใส่พันธมิตรเดิมของตัวเอง ความผิดพลาดไปถล่มอิหร่านและนโยบายอื่นๆ  ของทรัมป์ ล้วนส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลับมีกระแสตีกลับส่งผลให้ประเทศต่างๆ สนใจเปลี่ยนมาคบกับจีน #ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน  🇨🇳 ในสายตาชาวเน็ตจีน  ทรัมป์จึงเป็นผู้สร้างชาติ (จีน) โดยแทร่ 🤭 ช่วยให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Make China Great Again !!

เครดิตภาพ : มิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่ง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w3zCey6m8PuK2wu6cSwSkEP5H7ESbKb96cDiRWRTgP7SfGKNnygRmZRXLGFw8AyWl&id=1037140385&mibextid=wwXIfr

‘สีจิ้นผิง’ ย้ำสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เผยผลหารือเศรษฐกิจลุล่วง เน้นประโยชน์ร่วมและความเท่าเทียม ชี้สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เรียกร้องรักษาแรงขับเคลื่อนบวก

สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สีจิ้นผิงระบุว่าเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงเผยว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ที่มา : Xinhua

มหาอำนาจจับตา!! จีน–สหรัฐฯ ถกตะวันออกกลาง ยูเครน เกาหลี และไต้หวันบนโต๊ะเดียว จีนย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นสำคัญสุดในสัมพันธ์สหรัฐฯ เตือนจัดการพลาดเสี่ยงปะทะตรง

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน

“ผู้นำทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ให้ประสบความสำเร็จ”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญ “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยพบในรอบศตวรรษ” และตั้งคำถามสำคัญว่า จีนกับสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่
ประธานาธิบดีสี ยังอีกกล่าวว่า เขาและทรัมป์เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

โดยจีนอธิบายว่า หมายถึง
-ความร่วมมือเป็นแกนหลัก
-การแข่งขันต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
-ความขัดแย้งต้องบริหารจัดการได้
-และรักษาสันติภาพระยะยาวที่คาดการณ์ได้

จีนยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นแบบ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” และความขัดแย้งต่าง ๆ ควรแก้ผ่าน “การหารืออย่างเท่าเทียม”

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “การปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้งโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ

ฝั่งทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เยือนจีน พร้อมชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และบอกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับสี จิ้นผิง เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างผู้นำของสองประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จ และต้องการร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

“กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่อธิบายว่า เมื่อมหาอำนาจเดิมรู้สึกถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต ความหวาดระแวงและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่สงครามได้ แม้ไม่มีใครต้องการสงครามตั้งแต่แรก

แนวคิดนี้มาจาก “ทูซิดิดีส” (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่อธิบายว่าสงครามระหว่าง “สปาร์ตา” (Sparta) และ “เอเธนส์” (Athens) เกิดจากการที่สปาร์ตาหวาดกลัวอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเอเธนส์ ปัจจุบันคำนี้มักถูกใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีนที่กำลังผงาดขึ้นมาแข่งขันในเวทีโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน:
https://www.fmprc.gov.cn/.../202605/t20260514_11910330.html

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295882209366803/?rdid=lGkd9MGA8n0DYS53#

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

คิวบาไม่ได้แค่น้ำมันหมด!! แต่กำลังเผชิญวิกฤตรัฐล้มเหลว จากพลังงาน เงินตรา และแรงกดดันโลก ประเทศที่ไร้ความมั่นคงพลังงาน ย่อมสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

คิวบาไม่ได้แค่ “น้ำมันหมด”

บทความจากเพจ Annabel - Your Wealth Architect 

คิวบากำลังถูกบีบให้โลกเห็นว่า ประเทศหนึ่งประเทศพังได้อย่างไร เมื่อพลังงาน การเมือง เงินตราต่างประเทศ และศักดิ์ศรีของรัฐ ถูกมัดคอไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน

เมื่อคืนฮาวานาไม่ได้เงียบ คนออกมาตีหม้อบนถนน จุดไฟเผาขยะ ตั้งสิ่งกีดขวาง ตะโกนขอไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะอยากประท้วงให้ดูเท่ แต่เพราะบางพื้นที่ไฟดับยาวถึง 22 ชั่วโมงต่อวันและรัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับตรงๆ ว่า“เราไม่มี diesel แล้ว ไม่มี fuel oil แล้ว ไม่มี reserve แล้ว”

พูดภาษาคนธรรมดาคือ ประเทศไม่มีน้ำมันพอจะปั่นไฟ ไม่มีน้ำมันพอให้ระบบขนส่งเดิน ไม่มีน้ำมันพอให้เศรษฐกิจหายใจนี่ไม่ใช่แค่ energy crisis แต่มันคือ state failure แบบค่อยๆ ดับไฟทีละห้องค่ะคุณ

เวลาเราพูดว่า “เศรษฐกิจพัง” หลายคนจินตนาการถึงหุ้นตก ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อ แต่ความพังของจริงมันหน้าตาแบบนี้ โรงพยาบาลเลื่อนผ่าตัด ขยะไม่มีคนเก็บ อาหารกระจายไม่ทัน น้ำเริ่มขาดในบางพื้นที่

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญถูกกระแทกซ้ำ เพราะสายการบินและการเดินทางเจอปัญหาน้ำมัน

นี่คือจุดที่ประเทศไม่ได้จนอย่างเดียว แต่ “ระบบ” เริ่มหยุดทำงาน คิวบาผลิตน้ำมันเองได้ประมาณ 40% ของความต้องการในประเทศแปลว่าอีก 60% ต้องพึ่งโลกภายนอกและโลกภายนอกของคิวบาเคยมีชื่อหลักๆ ว่าเวเนซุเอลา เม็กซิโก รัสเซีย และจีนในบางรูปแบบปัญหาคือ เวลาประเทศหนึ่งพึ่ง supplier น้อยรายเกินไป มันไม่ต่างจากนักลงทุนที่เอาเงินทั้งชีวิตไปลงหุ้นตัวเดียว ตอนมันขึ้น ทุกคนบอกว่า genius ตอนมันพัง ทุกคนเพิ่งจำคำว่า diversification ได้ คิวบาเคยแลกน้ำมันจากเวเนซุเอลาด้วยแพทย์ บุคลากร และอิทธิพลทางการเมือง แต่เมื่อเส้นเลือดเวเนซุเอลาถูกตัด คิวบาก็เริ่มขาดเลือดทันที

เม็กซิโกเคยส่งน้ำมัน … แล้วก็หยุดภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

รัสเซียส่งน้ำมันมาได้หนึ่งรอบประมาณ 700,000 บาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่สำหรับประเทศที่กำลังดับทั้งเกาะ นั่นเป็นแค่การเอาแก้วน้ำไปราดบ้านที่กำลังไฟไหม้  มันจะพอได้ยังไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้คือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องยิงขีปนาวุธใส่คิวบาเลย …แค่ทำให้บริษัทเดินเรือ ธนาคาร ผู้ประกันภัย และประเทศคู่ค้า กลัวการโดนลงโทษ น้ำมันก็เดินทางไปไม่ถึงแล้ว

เพราะนี่คือสงครามสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีควันปืน แค่มี sanctions มี secondary sanctions มี tariff threat มี banking risk มี shipping insurance ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ประเทศก็เริ่มหายใจติดขัดแล้ว

UN experts ถึงขั้นเรียกมาตรการนี้ว่า “energy starvation” หรือการทำให้ประเทศอดพลังงาน

เพราะมันไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลคิวบา แต่มันกระทบอาหาร น้ำ โรงพยาบาล และสิทธิพื้นฐานของประชาชน  แน่นอน ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่า ปัญหานี้เป็นผลจากความล้มเหลวของระบอบคิวบาเอง

และเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 100 ล้านดอลลาร์ แต่คิวบาปฏิเสธ เพราะมองว่ามันคือความช่วยเหลือที่มาพร้อมเงื่อนไขทางการเมือง นี่คือจุดที่โลกจริงมันไม่ขาวดำ

คิวบามีปัญหาภายในจริงไหม จริง

ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์มากเกินไปไหม ใช่

โรงไฟฟ้าเก่าและพังง่ายไหม ใช่

รัฐบริหารผิดพลาดมานานไหม ใช่

แต่การบีบพลังงานจากภายนอกจนประชาชนไม่มีไฟใช้ มันเป็นเกมอำนาจที่โหดไหม ก็ใช่อีกเหมือนกัน

ความจริงของโลกไม่ได้สวยพอให้เราเลือกข้างง่าย มันไม่ใช่แค่ “อเมริกาเลว” และไม่ใช่แค่ “คิวบาล้มเหลวเอง” มันคือการที่รัฐหนึ่งอ่อนแอจากข้างใน แล้วถูกบีบจากข้างนอก จนคนที่รับแรงกระแทกจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นแม่ที่ต้องทิ้งอาหารในตู้เย็น คนไข้ที่ถูกเลื่อนผ่าตัด คนขับรถที่ไม่มีน้ำมัน เด็กที่เรียนหนังสือใต้ไฟดับ และประชาชนที่ออกมาตีหม้อกลางคืนเพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านั้น

บทเรียนของคิวบาโหดมาก ประเทศที่ไม่มี energy security สุดท้ายไม่มี economic sovereignty

ประเทศที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศ สุดท้ายซื้อสิ่งจำเป็นไม่ได้

ประเทศที่พึ่งพันธมิตรน้อยรายเกินไป สุดท้ายถูกโลกบีบคอได้ง่าย และประเทศที่ใช้ ideology นำ economics นานเกินไป วันหนึ่งประชาชนจะไม่ได้จ่ายด้วยทฤษฎีแต่จ่ายด้วยชีวิตประจำวัน 

เพราะประเทศก็เหมือนพอร์ตการลงทุน ถ้าพึ่งรายได้ทางเดียว พึ่งคู่ค้าทางเดียว พึ่งพลังงานทางเดียว พึ่งอำนาจทางเดียว วันที่เส้นนั้นขาด คุณไม่ได้แค่เจ็บ คุณอาจดับทั้งระบบ คิวบาวันนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ มันคือคำเตือนระดับโลกว่า ความมั่นคงไม่ได้เริ่มวันที่ประเทศมีเงินเยอะ แต่มันเริ่มวันที่ประเทศมีแผนสำรองพอ เมื่อโลกไม่ใจดีกับเราแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122133353319037349&id=61581120472611&rdid=f0aFuCzYuGx2dDZy#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top