Sunday, 7 June 2026
World

อินเดีย เผยผลสอบสวน Air India 171 เครื่องบินตก ชี้เครื่องดับกลางอากาศ เพราะสวิตช์คุมน้ำมันถูกสับลง

(12 ก.ค. 68) รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศอินเดีย (AAIB) ระบุว่า เครื่องยนต์ของเที่ยวบิน Air India 171 ดับลงเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินอัห์มดาบาดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดของอินเดียในรอบเกือบ 30 ปี

จากข้อมูลที่บันทึกในห้องนักบิน สวิตช์ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ทั้งสองตัว “เปลี่ยนจากตำแหน่งทำงาน (run) เป็นตัดการทำงาน (cut-off)” อย่างลึกลับ ทำให้เครื่องยนต์ขาดเชื้อเพลิงและสูญเสียแรงขับ แม้นักบินจะพยายามเรียกคืนระบบกลับมาทำงานในเวลา 10-14 วินาที แต่ก็ไม่ทันการณ์

รายงานระบุว่านักบินทั้งสองคนมีประสบการณ์การบินสูงและได้พักผ่อนเพียงพอก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งไม่มีนกบินผ่านในเส้นทางเครื่องบิน จึงตัดความเป็นไปได้จากปัจจัยภายนอก ขณะที่ระบบ 'ram air turbine' ซึ่งจ่ายพลังงานฉุกเฉินได้ทำงานแล้ว แต่เครื่องก็เริ่มลดระดับก่อนข้ามเขตสนามบิน

แม้ยังไม่สรุปสาเหตุสุดท้าย แต่ AAIB ยืนยันว่า “ยังไม่มีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการใด ๆ” กับ Boeing ผู้ผลิตเครื่องบิน หรือ GE Aerospace ผู้ผลิตเครื่องยนต์ โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner

สำหรับโศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 241 คน และอีก 29 คนที่อยู่บนพื้นดินเมื่อเครื่องตกกระแทกอาคารวิทยาลัยแพทย์ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของสายการบิน Air India นับตั้งแต่ Tata Group เข้าซื้อกิจการเมื่อ 3 ปีก่อน โดยขณะนี้กำลังได้รับความช่วยเหลือในการสอบสวนจากหน่วยงานสืบสวนของสหรัฐฯ และอังกฤษ 

สื่อสวิตฯ เผยการยึดฝั่งตะวันออกโดยรัสเซีย จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ชี้ยูเครนถอยร่นสู่จุดวิกฤต!! อาจต้องถอนกำลังข้ามแม่น้ำนีเปอร์

(12 ก.ค. 68) สถานการณ์สงครามในยูเครนเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผัน เมื่อรายงานจากสื่อ NZZ ของสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ยูเครนอาจใกล้ถึงจุดที่ต้องถอยข้ามแม่น้ำนีเปอร์ ท่ามกลางตัวเลือกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ทาง และแต่ละทางล้วนไม่มีคำว่า 'ชัยชนะ' อยู่เลย

NZZ วิเคราะห์ว่า รัสเซียได้เปลี่ยนจากยุทธศาสตร์ค่อยๆ บั่นทอน มาเป็นการรุกไล่แบบเข้มข้น เพื่อหวังพลิกเกมในระดับยุทธศาสตร์ ขณะที่แนวหน้าของยูเครนเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด จนต้องเลือกระหว่างการถอยอย่างมีระบบหรือการถอนตัวข้ามแม่น้ำ ซึ่งเท่ากับการยกดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันออกให้รัสเซีย 

ทางเลือกแรกของยูเครน คือการถอยอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษากำลังพลและอาวุธไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ต้องยอมเสียพื้นที่สำคัญ ส่วนทางเลือกที่สอง คือการล่าถอยข้ามแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งจะหมายถึงการทิ้งดินแดนยุทธศาสตร์ทางฝั่งตะวันออกไว้ให้รัสเซีย 

หากสถานการณ์มาถึงจุดนั้นจริง ยูเครนอาจต้องสูญเสียฝั่งซ้ายของแม่น้ำนีเปอร์ทั้งหมด ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียมาตั้งแต่ต้นสงคราม และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ยุโรปตะวันออกในระยะยาว 

‘ทอม ครูซ’ ยื่นมือช่วยเอเย่นต์ส่วนตัว ไม่ให้ถูกไล่ออก หลังวิจารณ์อิสราเอล โพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์

(12 ก.ค. 68) ทอม ครูซ นักแสดงชื่อดังระดับฮอลลีวู้ด ได้เข้าแทรกแซงเพื่อช่วย มหา ดาคิล (Maha Dakhil) เอเย่นต์คนสำคัญของเขาจากการถูกไล่ออกจากบริษัท Creative Artists Agency (CAA) หลังเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากโพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์บนอินสตาแกรมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566

ดาคิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงระดับสูงของ CAA ได้แชร์ข้อความที่กล่าวหาอิสราเอลว่ากำลัง 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงข้อความที่ชี้ว่าการเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ยิ่งน่าเจ็บปวดยิ่งกว่า ตัวโพสต์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายต่อต้านชาวยิว ทำให้เธอต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ร่วมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ทอม ครูซได้เดินทางไปยังสำนักงานของ CAA ด้วยตัวเองในวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อให้กำลังใจและแสดงจุดยืนเคียงข้างดาคิล ถือเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในแวดวงฮอลลีวูด ส่งผลให้เธอยังสามารถทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ต่อได้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งบริหาร

ต่อมา ดาคิลได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่าเธอเสียใจต่อ “ถ้อยคำที่สร้างความเจ็บปวด” และไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความแตกแยก พร้อมยืนยันว่าเธอเห็นคุณค่าของทุกชีวิตและความทุกข์ในทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งที่ซับซ้อนในวงการฮอลลีวูด ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในประเด็นอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านี้นักแสดงอย่างซูซาน ซาแรนดอน (Susan Sarandon) และเมลิสซา บาร์เรรา (Melissa Barrera) ก็เคยถูกลดบทบาทหรือถอดงานจากการแสดงจุดยืนในประเด็นเดียวกัน

‘ลิพ บู ตัน’ ซีอีโอ Intel รับไม่ติดท็อป 10 บริษัทชิปโลก ชี้ต้อง 'ถ่อมตัว' ปรับวัฒนธรรมองค์กร ยอมรับแพ้ Nvidia

(12 ก.ค. 68) ลิพ บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอคนใหม่ของ Intel ยอมรับกับพนักงานว่า บริษัทไม่ติดอันดับท็อป 10 บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอีกต่อไป โดยระบุว่าโลกเปลี่ยนไปมาก และ Intel ต้องปรับตัวใหม่เพื่อกลับสู่จุดแข็งในอดีต

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลัง Intel ปลดพนักงานในรัฐออริกอนกว่า 500 คน โดยคาดว่าจะปลดรวมกว่า 20% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก พร้อมยอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Nvidia, AMD และ TSMC ที่พัฒนาเทคโนโลยีเร็วกว่าและตอบสนองตลาด AI ได้ดีกว่า

ลิพ บู ตัน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนของ Intel จะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ซึ่งต้องใช้เวลา “เหมือนการวิ่งมาราธอน” พร้อมเน้นว่า การปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้บริษัทปรับตัวคล่องขึ้น คล้ายกับวิธีดำเนินธุรกิจของ Nvidia หรือ Broadcom โดยเขาย้ำว่า “เราต้องถ่อมตัว” และ “ฟังเสียงลูกค้าให้มากขึ้น”

โฆษก Intel พยายามชี้แจงว่าคำพูดของตันหมายถึงมูลค่าตลาด (market value) ไม่ใช่ด้านเทคโนโลยีโดยตรง แต่รายงานจาก OregonLive ระบุว่า ตันไม่ได้กล่าวถึงมูลค่าในบทสนทนา 20 นาทีครั้งนั้น แต่พูดถึงประเด็นวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตันยังแสดงความกังวลว่า Intel อาจเข้าตลาดชิป AI สำหรับองค์กรไม่ทันการณ์เพราะ Nvidia ครองตลาดนี้อยู่ และมีออเดอร์จำนวนมากจากบริษัทใหญ่เช่น Meta, OpenAI และ xAI ขณะเดียวกัน ชิปใหม่ Intel 18A ก็อาจได้รับการตอบรับช้ากว่าที่คาด แม้จะตั้งใจออกแบบมาแข่งกับเทคโนโลยีของ TSMC โดยตรงก็ตาม

กองทัพรัสเซียยึด ‘แหล่งลิเธียมสำคัญ’ ในยูเครน กระทบดีลแร่หายากสหรัฐฯ–เคียฟ ที่เพิ่งลงนาม

(12 ก.ค. 68) กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านเชฟเชนโก (Shevchenko) ในภูมิภาคโดเนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครนได้สำเร็จ หลังจากสู้รบกับกองกำลังยูเครนอย่างหนัก โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งแร่ลิเธียมขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรแร่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของยูเครน

แหล่งลิเธียมนี้อยู่ชานหมู่บ้านเชฟเชนโกฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ราว 100 เอเคอร์ หรือประมาณ 250 ไร่ และอยู่ในระดับความลึกที่สามารถทำเหมืองในเชิงพาณิชย์ได้ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การที่รัสเซียควบคุมพื้นที่นี้ อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงแร่ธาตุระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สำหรับข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิพิเศษแก่สหรัฐฯ ในการเข้าลงทุนด้านน้ำมัน ก๊าซ และแร่หายากของยูเครน และตั้งเป้าเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม อย่างไรก็ตามการที่ยูเครนสูญเสียแหล่งแร่สำคัญ อาจทำให้เงื่อนไขและมูลค่าของข้อตกลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

ด้าน มิคาอิโล แชร์นอฟ (Mykhailo Zhernov) ผู้อำนวยการบริษัทพัฒนาเหมืองแร่โลหะและแร่ธาตุสำคัญ Critical Metals Corp ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถือสิทธิการสำรวจแหล่งแร่แห่งนี้ ระบุว่า “หากรัสเซียยึดพื้นที่มากขึ้น ก็จะควบคุมทรัพยากรมากขึ้นเช่นกัน” 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัสเซียเผยว่า แหล่งแร่ลิเธียมนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ยูเครนส่งทหารจำนวนมากมาปกป้องพื้นที่ และหากสถานการณ์เอื้ออำนวย รัสเซียก็พร้อมจะพัฒนาแหล่งแร่แห่งนี้ต่อไป และจนถึงขณะนี้ รัฐบาลยูเครนยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ต่อการเสียหมู่บ้านเชฟเชนโกและแหล่งลิเธียมแห่งนี้ให้กับรัสเซีย 

ลาวปัดข่าวลือส่งทหารช่วย ‘รัสเซีย’ ร่วมรบในยูเครน ชี้เป็นข่าวปลอม!! หวังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

(12 ก.ค. 68) รัฐบาลลาวออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการต่อข่าวลือที่แพร่สะพัดในสื่อต่างประเทศบางแห่ง ซึ่งอ้างว่าลาวเตรียมส่งทหารหรือประชาชนเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน โดยยืนยันว่าเป็น 'ข้อมูลเท็จ' และอาจมีเจตนาสร้างความสับสนให้กับประชาคมโลก

ตามรายงาน จากข่าวปลอมดังกล่าวระบุว่ากองทัพรัสเซียพยายามโน้มน้าวทหารลาวให้ร่วมรบ โดยเสนอเงินค่าตอบแทนและสิทธิในการขอสัญชาติรัสเซีย แต่ทางการลาวชี้ชัดว่าไม่พบหลักฐานใดๆ รองรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง บิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ของลาวเน้นย้ำว่า กระแสข่าวดังกล่าวแพร่กระจายในช่วงเวลาที่ลาวและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ ผ่านการเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงจากลาว จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นความพยายามเจตนาร้าย ที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

รัฐบาลลาวยืนยันจุดยืนว่า ไม่มีนโยบายหรือความตั้งใจที่จะส่งทหารหรือประชาชนไปร่วมความขัดแย้งในต่างประเทศ และความร่วมมือทางทหารใดๆ กับมิตรประเทศ รวมถึงรัสเซีย ที่มีขึ้นบนหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อการพัฒนาด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงภายในเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลลาวขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการอย่างรอบคอบ ก่อนเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด พร้อมย้ำถึงพันธกิจในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ปลดเจ้าหน้าที่ 1,350 คน เดินหน้าปรับโครงสร้างตามนโยบาย ‘ทรัมป์’

(13 ก.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐเริ่มปลดคนทำงานมากกว่า 1,350 คน ตามนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการยกเครื่องคณะทูตานุทูต ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าจะบั่นทอนความสามารถของสหรัฐในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ

การปลดคนทำงานที่เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ กระทบเจ้าหน้าที่พลเรือน 1,107คน และเจ้าหน้าที่การทูตที่ประจำการอยู่ในสหรัฐ 246 คน ผู้ถูกเลิกจ้างได้รับรายงานตรวจสอบการแยกทางความยาว 5 หน้ากระดาษที่แจ้งว่า จะไม่สามารถเข้าอาคารและอีเมลตั้งแต่เวลา 17.00 น.วันศุกร์ที่ 11 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ด้านนอกอาคารมีกลุ่มคนมาชูป้ายและปรบมือให้กำลังใจผู้ที่ถูกเลิกจ้าง

บันทึกภายในของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า กระทรวงกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานภายในประเทศให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นภารกิจสำคัญทางการทูต การลดจำนวนคนทำงานได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนให้มีผลเฉพาะหน้าที่ที่ไม่จำเป็น หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและเกินความจำเป็น และหน่วยงานที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะมีการลดจำนวนคนทั้งหมดเกือบ 3,000 คน รวมทั้งผู้สมัครใจลาออก จากจำนวนคนทำงานที่อยู่ในสหรัฐทั้งสิ้น 18,000 คน

สว.ทิม เคน รัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตแถลงวิจารณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศกำลังทำให้สหรัฐอเมริกาปลอดภัยและมั่นคงน้อยลงอีกครั้ง เพราะตัดสินใจในช่วงที่จีนกำลังเพิ่มบทบาททางการทูตทั่วโลกและสร้างเครือข่ายฐานทัพทางการทหารและการคมนาคมในต่างประเทศ ขณะที่รัสเซียกำลังเดินหน้าทำสงครามที่โหดร้ายกับประเทศอธิปไตย และตะวันออกกลางกำลังเหวี่ยงจากวิกฤตหนึ่งไปสู่อีกวิกฤตหนึ่ง

นายรูบิโอประกาศแผนการปรับองค์กรเมื่อเดือนเมษายนว่า จะคืนอำนาจให้แก่สำนักงานระดับภูมิภาคและสถานทูต จะขจัดโครงการและสำนักงานที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หลักของสหรัฐ แผนการนี้จะนำมาซึ่งการยุติบทบาทของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงพลเรือน ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และการปิดสำนักงานบางแห่งที่ติดตามเรื่องอาชญากรรมสงครามและความขัดแย้งทั่วโลก

คิม จองอึน ส่งสาส์นเรียกร้องทั่วโลกร่วมต้าน “อเมริกา-อิสราเอล” หนุนปาเลสไตน์

(14 ก.ค. 68) คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อ เรียกร้องให้ประชาคมโลก “ไม่วางตัวเป็นกลาง” ต่อเหตุการณ์ที่เขาระบุว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พร้อมชี้ว่า โลกควรยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในอนาคต โดยเนื้อหาทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Jaroensook Limbanchongkit Pone 

นอกจากนี้ คิม จองอึน ยังเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกัน “ต่อต้านอเมริกาและอิสราเอล” โดยปิดท้ายถ้อยแถลงด้วยข้อความว่า “เสรีภาพเพื่อปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นถ้อยคำรุนแรงและชัดเจนที่สุดจากคิม จองอึน นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

แม้ยังไม่มีการเผยแพร่คำแถลงนี้จากสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือโดยตรง เช่น KCNA แต่ข้อความดังกล่าวได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์

ซีอีโอ JPMorgan เตือนยุโรป “กำลังแพ้” GDP ร่วงเหลือ 65% ในช่วง 15 ปี จี้เร่งปฏิรูปก่อนถูกลืม

(14 ก.ค. 68) เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. ออกโรงเตือนยุโรปว่า “กำลังแพ้” ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหดตัวจาก 90% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ เหลือเพียง 65% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ายุโรปกำลังประสบปัญหาโตช้า ตลาดทุนกระจัดกระจาย และขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เด็ดขาด

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงดับลิน ไดมอนแนะให้ยุโรปเร่งสร้าง “ตลาดเดียวที่แท้จริง” ทั้งในด้านธนาคาร เงินทุน การเปิดเผยข้อมูลบริษัท นโยบายภูมิอากาศ และความโปร่งใส เหมือนที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ทำสำเร็จ แม้จะมีขนาดเล็กแต่เติบโตได้เกินตัว

ไดมอนเคยเตือนลักษณะนี้มาก่อนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปี โดยวิจารณ์ว่ายุโรปมี “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้" และจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเร่งการเติบโต แต่ครั้งนี้เขาเตือนชัดขึ้นว่า “ยุโรปอาจหมดความสำคัญ” หากยังไม่เร่งมือ

นอกจากยุโรป ไดมอนยังเตือนตลาดการเงินว่ากำลังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป โดยประเมินว่าโอกาสเฟด (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยอีกอยู่ที่ 40-50% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้แค่ 20% พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยง เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ หนี้รัฐบาลสูง และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนทิศ

แม้ JPMorgan จะลงทุนเพิ่มในยุโรป แต่คำเตือนจากซีอีโอคนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล สะท้อนว่าแม้เขาจะหวังดีกับภูมิภาคนี้ แต่หากไม่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ยุโรปอาจเดินสู่เส้นทางถดถอยอย่างถาวร

งงทั้งสนาม ‘ทรัมป์’ โผล่ชูถ้วยบอลสโมสรโลก คนดูโห่สนั่น!! ร่วมเฟรมกับนักเตะเชลซีหน้าตาเฉย

(14 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความงุนงงเมื่อปรากฏตัวกลางเวทีตอนนักเตะเชลซีชูถ้วยแชมป์สโมสรโลก FIFA Club World Cup หลังถล่มเปแอสเช 3-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามกีฬาเมตไลฟ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยทรัมป์ได้รับเสียงโห่จากแฟนบอลที่มากันเต็มความจุสนาม 82,500 ที่นั่ง

ในช่วงพิธีมอบถ้วย ทรัมป์เดินเคียงข้างประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) เพื่อมอบถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันถือถ้วยขึ้นเวทีให้กับทีมเชลซี อย่างไรก็ตาม ขณะอินฟานติโนเบี่ยงตัวออกจากกล้อง ทรัมป์กลับยืนโดดเด่นกลางเฟรมในจังหวะที่ รีซ เจมส์ กัปตันทีมเชลซี ยกถ้วยขึ้นเหนือหัว สร้างความงงอีกครั้งให้กับทัพนักเตะสิงห์บลูส์ 

สำหรับเชลซีซึ่งมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ท็อดด์ โบห์ลี (Todd Boehly) ร่วมขึ้นเวทีฉลองกับทรัมป์, อินฟานติโน และประธานสโมสร PSG นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ (Nasser Al-Khelaifi) ชาวกาตาร์ แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 29 องศาเซลเซียส และเริ่มแข่งล่าช้ากว่าเดิม 8 นาที แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายจัดได้วางระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเป็นพิเศษ

โดยก่อนเริ่มเกม ทรัมป์เดินทางมาถึงสนามพร้อมขบวนรถประจำตำแหน่ง โดยใช้ทางเข้าสำหรับบุคคลพิเศษซึ่งอยู่ใกล้กับโซนของนักเตะ และรออยู่ในเต็นท์ส่วนตัว ฟีฟ่าจึงปรับเวลาเปิดเพลงชาติมาให้ตรงกับช่วงที่ทรัมป์ยืนอยู่กลางสนาม พร้อมฉายภาพของเขาบนจอใหญ่ ส่งผลให้ผู้ชมในสนามพร้อมใจกันโห่เสียงดังอีกระลอก

ทั้งนี้กล้องจับภาพทรัมป์นั่งในบ็อกซ์หรูร่วมกับชื่อดังอย่าง ทอม เบรดี (Tom Brady) นักอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) โดยมีคณะรัฐมนตรีของเขาหลายคนร่วมด้วย ซึ่งฝ่ายอินฟานติโนเองก็ยังคงเดินหน้าผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทรัมป์ ทั้งขึ้นเวทีด้วยกัน แถมยังพาถ้วยคลับเวิลด์คัพไปวางโชว์ไว้ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top