Sunday, 7 June 2026
World

‘อินโดนีเซีย’ เล็งสั่ง J-10 จากจีนแทน Rafale ของฝรั่งเศส เหตุราคาถูกกว่า 3 เท่า แม้ต้องเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้

อินโดนีเซียลุ้นรับข้อเสนอ J-10 จากจีน ราคาถูกกว่า Rafale ถึง 3 เท่า แต่เสี่ยงสูญเสียความเป็นกลางในทะเลจีนใต้ กระทบสมดุลภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลจีนยื่นข้อเสนอขายเครื่องบินขับไล่ J-10 ให้จาการ์ตา ซึ่งหากข้อตกลงนี้สำเร็จ อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่สามของโลกต่อจากจีนและปากีสถานที่มี J-10 ประจำการในกองทัพอากาศ

จุดขายหลักของ J-10C รุ่นล่าสุดคือราคาที่แข่งขันได้อย่างมากในตลาดโลก ด้วยราคาประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง เมื่อเทียบกับ Rafale ของฝรั่งเศสที่อินโดนีเซียสั่งซื้อ 42 ลำในปี 2022 ซึ่งมีราคาสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง ความแตกต่างด้านราคาถึง 3 เท่านี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดเพื่อสนับสนุนโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่

กระแสความสนใจใน J-10 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังมีรายงานว่าเครื่องบินรุ่นนี้ของปากีสถานสามารถยิงเครื่องบินรบอินเดียตกหลายลำ รวมถึง Rafale รุ่นใหม่จากฝรั่งเศส ผลงานทางการรบนี้ส่งผลให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม รัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียประกาศเตรียมส่งนักบินไปฝึกและเยี่ยมชมโรงงานผลิต J-10 ที่เฉิงตู ประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการซื้อ J-10 อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในประเด็นทะเลจีนใต้ เนื่องจากจีนยังคงอ้างสิทธิ์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของอินโดนีเซียผ่านเส้นประเก้าขีด การซื้ออาวุธจากจีนอาจทำให้สถานะความเป็นกลางของจาการ์ตาถูกตั้งคำถาม

ปัญหาด้านเทคนิคและความพร้อมรบก็เป็นข้อกังวลสำคัญ เนื่องจากอุปกรณ์และระบบของ J-10 อาจไม่สามารถใช้งานร่วมกับอาวุธและระบบสื่อสารมาตรฐาน NATO ที่อินโดนีเซียใช้อยู่เดิมได้ดีนัก ขณะที่ประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์และการสอดแนมยังเป็นข้อกังวลที่หลายประเทศไม่ไว้วางใจเทคโนโลยีทางทหารของจีน

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การตัดสินใจซื้อ J-10 อาจจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคอาเซียน โดยอาจกระตุ้นให้ประเทศเพื่อนบ้านเร่งจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เพื่อรักษาดุลอำนาจ เช่น ไทยที่เตรียมซื้อ Gripen จากสวีเดน ฟิลิปปินส์ที่เซ็นสัญญาซื้อ FA-50 จากเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ที่กำลังรับมอบ F-35A จากสหรัฐฯ

พันธมิตรทางทหารเดิมของอินโดนีเซีย เช่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และประเทศ NATO อื่นๆ อาจไม่พอใจหากจาการ์ตาเลือกซื้อ J-10 เพราะส่วนใหญ่ยังมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางทหารและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคต นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อบทบาทของอินโดนีเซียในสมการอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

(ข้อมูลเพิ่มเติม)
ไทย → Gripen จากสวีเดน
ฟิลิปปินส์ → FA-50 เกาหลีใต้
สิงคโปร์ → F-35A สหรัฐฯ

‘อิหร่าน’ ลั่นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ ‘อิสราเอล’ ผู้รุกราน หลังก่อสงครามทำลายการเจรจานิวเคลียร์ ‘อิหร่าน-สหรัฐฯ’

(10 ก.ค. 68) นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เปิดเผยว่า สงครามของอิสราเอลได้ทำลายการเจรจาทางการทูต แต่สหรัฐฯ สามารถฟื้นฟูได้ ความมุ่งมั่นของอิหร่านในการดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ควรถูกตีความอย่างผิด ๆ ว่าเป็นความอ่อนแอของอิหร่าน

“ในการประชุมเพียง 5 ครั้งตลอดเวลา 9 สัปดาห์ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และผมประสบความสำเร็จมากกว่าที่ผมทำได้ในสี่ปีของการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลวกับรัฐบาลไบเดน เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อจัดการกับความกังวลของสหรัฐฯ ที่ว่า ในสักวันหนึ่ง อิหร่านอาจเบี่ยงเบนเป้าหมายจากโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ เราจึงได้หารือกันอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา รวมถึงเกี่ยวกับอนาคตของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน มีแนวคิดมากมายสำหรับทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ซึ่งนำเสนอโดยทั้งสองฝ่ายและโดยโอมาน.

ที่สำคัญไม่แพ้กัน เรายังมุ่งเน้นไปที่การยุติการคว่ำบาตรและการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ อิหร่านเปิดรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจอิหร่านและตอบสนองภารกิจสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกันที่กำลังล่มสลาย เช่น ภาคพลังงานนิวเคลียร์

สถานการณ์กำลังดูดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อความกันอย่างมากมาย แต่เพียง 48 ชั่วโมงก่อนการประชุมสำคัญครั้งที่ 6 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีประเทศของข้าพเจ้าโดยไม่มีการยั่วยุ นอกจากโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว บ้านเรือน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของเรา และแม้แต่เรือนจำก็ถูกทิ้งระเบิด นอกจากนี้ยังมีการลอบสังหารนักวิชาการและครอบครัวอย่างขี้ขลาดอีกด้วย นี่เป็นการทรยศต่อการทูตอย่างร้ายแรง ขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น การโจมตีอย่างไม่ยั้งคิดนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน นั่นคือ อิสราเอลต้องการความขัดแย้งมากกว่าการแก้ไขปัญหา

อิสราเอลอ้างอย่างเท็จว่า การโจมตีทางอากาศมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในความเป็นจริง ในฐานะผู้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านได้มุ่งมั่นมาโดยตลอดที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติภายใต้การเฝ้าระวังของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับประเทศที่มีเกียรติใด ๆ ที่ถูกโจมตี อิหร่านได้ต่อต้านการรุกรานอย่างดุเดือด จนกระทั่งอิสราเอลต้องพึ่งพาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ช่วยยุติสงครามที่อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นก่อน

อิหร่านเคยถูกกระทำอย่างผิด ๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้มีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นสองเท่า ความมุ่งมั่นของเราที่จะปฏิบัติอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ไม่ควรถูกตีความผิดว่าเราอ่อนแอ เราสามารถเอาชนะการโจมตีใด ๆ ต่อประชาชนของเราในอนาคต และหากวันนั้นมาถึง เราจะเปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงของเรา เพื่อขจัดภาพลวงตาเกี่ยวกับอำนาจของอิหร่าน

แน่นอนว่า ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ถูกบ่อนทำลาย ไม่ใช่โดยอิหร่าน แต่โดยพันธมิตรที่ดูเหมือนจะเป็นของอเมริกา นี่ยังไม่รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกล่อให้บ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาสันติภาพ (NPT) ด้วยการโจมตีของตนเอง

แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านจะได้รับข้อความที่ระบุว่าสหรัฐฯ อาจพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา แต่เราจะเชื่อมั่นในการมีส่วนร่วมต่อไปได้อย่างไร อิหร่านได้ลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์กับ 6 ประเทศในปี 2558 รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งวอชิงตันได้ยกเลิกข้อตกลงนี้ไปเพียงฝ่ายเดียวในอีกสามปีต่อมา และหลังจากตกลงที่จะเจรจาครั้งใหม่ด้วยความสุจริตใจ เราก็ได้เห็นความปรารถนาดีของเราได้รับการตอบแทนด้วยการโจมตีจากกองทัพที่มีอาวุธนิวเคลียร์ของสองประเทศ

อิหร่านยังคงให้ความสนใจในการทูต แต่เรามีเหตุผลที่ดีที่จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเจรจาต่อไป หากมีความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติ สหรัฐฯ ควรแสดงความพร้อมอย่างแท้จริงสำหรับข้อตกลงที่เป็นธรรม วอชิงตันควรทราบด้วยว่า การกระทำของอิหร่านในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ไป

ชาวอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน อิหร่านมีอารยธรรมเก่าแก่นับพันปีที่เอาชนะการรุกรานนับครั้งไม่ถ้วน และมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในทุกครั้ง เราปรารถนาสันติภาพมาโดยตลอด แต่เรากลับเป็นผู้กำหนดเสมอว่า การรุกรานประชาชนของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและอย่างไร ดังที่การคำนวณผิดพลาดของอิสราเอลได้พิสูจน์ให้เห็น ชาวอิหร่านมักจะรวมตัวกันต่อต้านผู้รุกรานอย่างพร้อมเพรียงกัน

การเจรจาภายใต้เงาของสงครามนั้นไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ และการเจรจาท่ามกลางภัยคุกคามไม่เคยเกิดขึ้นจริง การทูตจะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่สามารถอยู่รอดจากการก่อวินาศกรรมอย่างต่อเนื่องโดยบุคคลที่สาม ซึ่งหวาดกลัวการหาข้อยุติได้ ชาวอเมริกันสมควรได้รับรู้ว่าประเทศของพวกเขากำลังถูกผลักดันไปสู่สงครามที่หลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิงอย่างไร้เหตุผลสมควรโดยต่างชาติที่ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ของพวกเขา สำหรับวอชิงตัน พวกเขาควรรู้ว่าการรุกรานครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และความสำเร็จของพวกเขามีค่าสำหรับเรามากกว่าที่เคย

คำสัญญาของทรัมป์ที่ว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” กำลังถูกบิดเบือนไปเป็น “อิสราเอลต้องมาก่อน”
หลังจากได้เห็นการเสียสละชีวิตของชาวอเมริกันหลายพันคน และการสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนหลายล้านล้านดอลลาร์ในภูมิภาคของเรา ชาวอเมริกันดูเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว เส้นทางสู่สันติภาพต้องอาศัยการยอมรับในสหรัฐอเมริกาว่า การเจรจาอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การบีบบังคับอย่างไม่ยั้งคิด เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน “ทางเลือกเป็นของอเมริกา ในที่สุดแล้วสหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีทางการทูตหรือไม่ หรือจะยังคงติดหล่มอยู่ในสงครามของผู้อื่นตลอดไป”

ปูตินดัน ‘ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร BRICS’ เลิกพึ่งตลาดโลก ซื้อขายด้วยเงินท้องถิ่น ตัดวงจรเก็งกำไร

(11 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ประกาศผ่านการประชุมวิดีโอในเวที BRICS Summit 2025 ที่นครรีโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า กำลังผลักดันให้จัดตั้ง “ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของ BRICS” หรือเรียกว่า Grain Exchange ซึ่งเน้นซื้อขายธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง โดยไม่มีพ่อค้าคนกลางหรือนายหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรจากตลาดโลกที่ราคาผันผวนสูง

ปูตินระบุว่า แนวคิดนี้จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถตกลงปริมาณและราคาซื้อขายกันโดยตรง เช่น อียิปต์ไม่ต้องพึ่งตลาดซื้อขายโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอีกต่อไป แต่จะสามารถแลกเปลี่ยนกับประเทศที่มีสินค้าส่วนเกินในเครือข่าย BRICS ได้โดยตรง ส่งผลให้ได้ราคาที่ยุติธรรมและมั่นคงกว่า

ในภาพรวม ปูตินย้ำว่า BRICS ควรสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน พร้อมเผยว่า BRICS ครอบคลุมพื้นที่โลกกว่า 1 ใน 3 และประชากรเกือบครึ่งโลก อีกทั้งมีขนาดเศรษฐกิจถึง 40% ของโลกในเชิงกำลังซื้อ

แม้ไม่มีผู้นำจีนและรัสเซียเข้าร่วมการประชุมด้วยตัวเอง แต่เวทีนี้ยังสะท้อนว่า BRICS กำลังเดินหน้าเชิงโครงสร้างทั้งในมิติการลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการเงิน โดยปูตินระบุว่า การเพิ่มการลงทุนข้ามพรมแดนภายในกลุ่มเป็นภารกิจเร่งด่วน และ 'Grain Exchange' คือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะสร้างเศรษฐกิจหลายขั้วที่ยุติธรรม

ตำรวจผู้ดีล่าตัวคนร้ายสวมโม่ง แทงดับพ่อลูกอ่อน หวังปล้น!! Rolex ราคากว่า 5 แสน แต่ไม่สำเร็จ

(11 ก.ค. 68) เกิดเหตุชายหนุ่มชื่อ นายบลู สตีเวนส์ (Blue Stevens) วัย 26 ปี ถูกแทงเสียชีวิตกลางกรุงลอนดอน บริเวณด้านหน้าคาสิโนหรูใกล้โรงแรมพาร์ค ทาวเวอร์ โฮเทล และห้างสรรพสินค้าฮาร์วีย์ นิโคลส์ ในย่านไนท์บริดจ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 21.30 น. ขณะที่ สตีเวนส์ กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์กับแฟนสาวหลังรับประทานอาหารค่ำ ตำรวจเชื่ออาจเป็นการพยายามชิงนาฬิกา Rolex Datejust 36mm Oystersteel and Gold มูลค่ากว่า 12,000 ปอนด์ (ราว 552,000 บาท)

สำหรับ สตีเวนส์ เป็นพ่อลูกสอง และเป็นหลานชายของนักมวยชื่อดัง เลส สตีเวนส์ (Les Stevens) เจ้าของเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ (Commonwealth Games) ปี 1970 ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนร้ายซึ่งสวมโม่งปกปิดใบหน้าและขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เข้าจู่โจมหมายปล้นนาฬิกาขณะเขากำลังจะขึ้นรถ BMW โดยเจ้าตัวพยายามต่อสู้ ก่อนถูกแทงเข้าที่หน้าอก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า “เขาพยายามต่อสู้กลับ แต่คนร้ายแทงเขาเข้าตรงหน้าอก เลือดไหลเยอะมาก เขาหมดสติทันที” แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลาไม่ถึง 4 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แฟนสาวของเขา เทย์ลา มารี พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตด้วยตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ เธอกลับมาที่จุดเกิดเหตุในวันถัดมา พร้อมวางดอกไม้และเขียนข้อความอาลัยว่า “คุณเอาหัวใจฉันไปด้วย” 

ด้านเจ้าหน้าที่ระบุ พบว่านายสตีเวนส์ยังสวมนาฬิกา Rolex อยู่ในขณะเกิดเหตุ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัยที่หน้าโรงแรม โดยระบุว่าสตีเวนส์เป็นคนอารมณ์ดี รักลูกมาก และเพิ่งพาแฟนไปทานมื้อค่ำสุดหรูก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยาน โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ต้องสืบสวนคือ คนร้ายอาจพยายามปล้นนาฬิกา Rolex หรืออาจตั้งใจมาลงมือสังหารโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่าน (Sadiq Khan) ให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างอาชญากรรมในเมือง โดยเฉพาะคดีแทงและจี้ปล้น ขณะที่ผู้คนในพื้นที่แสดงความหวาดกลัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ข้อมูลว่าเริ่มมีคำเตือนไม่ให้นำเครื่องประดับมีค่าติดตัวขณะเดินในลอนดอนยามค่ำคืน

จีนรับรอง ‘ทุเรียนกัมพูชา’ เข้าไลน์นำเข้า คาดดันมูลค่าส่งออกเกษตรพุ่ง หลังตลาดจีนต้องการสูง

(11 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศรับรองการส่งออก 'ทุเรียน' จากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ทำให้ทุเรียนกลายเป็นผลไม้สดชนิดที่ 5 ที่กัมพูชาสามารถส่งออกไปยังจีนได้ ต่อจากกล้วย มะม่วง ลำไย และมะพร้าว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและขยายตลาดผลไม้ของกัมพูชา

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า สำนักศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้อัปเดตรายชื่อสวนผลไม้และโรงงานบรรจุภัณฑ์จากกัมพูชา ซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของจีน โดยระบุชื่อทุเรียนไว้ในรายการล่าสุด

หมายความว่าทุเรียนกัมพูชาได้ผ่านการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกขั้นตอนแล้ว และสามารถเริ่มส่งออกไปยังจีนได้ทันทีในปี 2025 ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูงรายการแรกของปีที่ได้รับการอนุมัติจากทางการจีน

จีนระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จระหว่างจีนและกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้ผลไม้กัมพูชาหลายชนิดเข้าสู่ตลาดจีนได้สำเร็จ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการค้าเกษตรของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาคาดว่าการส่งออกทุเรียนจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความนิยมของทุเรียนในตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พันเอกหน่วยข่าวกรองยูเครน ถูกยิงดับกลางกรุงเคียฟ คาดเป็นการลอบสังหาร หลังส่งโดรนถล่มฐานรัสเซีย

เช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (10 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองยูเครน (SBU) ถูกจ่อยิงเสียชีวิต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการลอบสังหาร โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสอบสวน ซึ่งชื่อของผู้เสียชีวิตมีการเปิดเผยออกมาคือ พันเอก อีวาน โวโรนีช (Ivan Voronych)

กล้องวงจรปิดในพื้นที่ ซึ่งถูกเผยแพร่ในช่อง Telegram ท้องถิ่น เผยให้เห็นชายคนหนึ่งเดินออกจากอาคารพร้อมถือถุงสองใบ ก่อนถูกชายสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าเข้ามาใกล้และจ่อยิงล้มลงกลางถนน กล้องยังจับภาพมือปืนยิงซ้ำอีกหลายนัด ก่อนหลบหนีไป

ด้านตำรวจเคียฟเร่งล่ามือสังหาร และทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อสืบหาตัวผู้ก่อเหตุ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สามารถยืนยันตำแหน่งของวิดีโอที่เกิดเหตุฆาตกรรมได้ โดยระบุว่าเป็นย่านหนึ่งในกรุงเคียฟ 

การลอบสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง SBU เพิ่งประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการ “Operation Spiderweb” ซึ่งใช้โดรนโจมตีฐานทัพอากาศในรัสเซียเมื่อเดือนก่อน ส่งผลให้เครื่องบินรบหลายลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินสอดแนมของรัสเซียถูกทำลายหรือเสียหายหนัก จึงมีความเป็นไปได้ว่าการลอบยิงครั้งนี้อาจเป็นการตอบโต้จากฝั่งตรงข้าม

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 35% สินค้าจากแคนาดา โยงปัญหาเฟนทานิล!! ขู่เก็บเพิ่มอีกหากเจรจาไม่คืบ

(11 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 35% เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ พร้อมขู่ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมอีก 15-20% กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ ซึ่งมีกำหนดเส้นตายวันที่ 21 กรกฎาคม

นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่ารัฐบาลจะปกป้องแรงงานและธุรกิจของแคนาดาอย่างเต็มที่ พร้อมเดินหน้าหารือกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกก่อนถึงเส้นตาย ขณะเดียวกัน แคนาดาก็เริ่มใช้มาตรการตอบโต้ เช่น การยกเลิกภาษีเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อประคองการเจรจา

ทรัมป์ให้เหตุผลว่าภาษีดังกล่าวเป็นผลจาก 'ความล้มเหลวของแคนาดา' ในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้าเฟนทานิล (สารเสพติด) เข้าสหรัฐฯ รวมถึงการตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านมสหรัฐฯ และการขาดดุลการค้าระหว่างสองประเทศ แม้ข้อมูลจากศุลกากรสหรัฐฯ จะระบุว่าเฟนทานิลที่จับได้ตามแนวชายแดนแคนาดามีสัดส่วนเพียง 0.2% เท่านั้น

นอกจากมาตรการใหม่ ทรัมป์ยังคงภาษี 25% ที่เคยประกาศใช้กับรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าแคนาดาบางรายการ และเตรียมขึ้นภาษีทองแดงอีกรอบในเดือนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักต่อภาคอุตสาหกรรมของแคนาดา ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ กว่า 75% ของการส่งออกทั้งหมด

BYD–Chery เบิกเงินรัฐผิดเกณฑ์กว่า 1.8 พันล้าน สองยักษ์รถยนต์ไฟฟ้าจีนเสี่ยงโดนเรียกคืนเงินอุดหนุน

(11 ก.ค. 68) รายงานตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ระบุว่า บริษัท Chery และ BYD สองบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติจีน เบิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสำหรับรถยนต์พลังงานสะอาดอย่างไม่ถูกต้อง รวมมูลค่ากว่า 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.88 พันล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 60% ของยอดเบิกผิดทั้งหมดในช่วง 5 ปีจนถึงปี 2020

การตรวจสอบพบว่ารถยนต์ 21,725 คันไม่ควรได้รับเงินอุดหนุนตามโครงการสนับสนุนรถพลังงานทางเลือก โดยในจำนวนนี้เป็นของ Chery จำนวน 7,663 คัน และ BYD จำนวน 4,973 คัน ขณะที่เอกสารการตรวจสอบไม่ได้ระบุบทลงโทษชัดเจน แต่รัฐบาลจีนเคยระบุว่ารถที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะต้องคืนเงินอุดหนุน

แม้กระทรวงฯ และทั้งสองบริษัทจะยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ แต่หากต้องคืนเงินอุดหนุนจริง ก็อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์จีน ที่ตอนนี้กำลังเจอปัญหาหนัก ทั้งผลิตเกินความต้องการ และแข่งขันตัดราคารุนแรง จนกระทบกำไรของผู้ผลิต อีกทั้งยังสร้างความตึงเครียดกับตัวแทนจำหน่ายและซัพพลายเออร์

ทั้งนี้ จีนเคยให้เงินอุดหนุนรถยนต์พลังงานสะอาดระหว่างปี 2009–2022 เพื่อเร่งให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊กอินไฮบริด และฟิวเซลล์ โดยปัจจุบันยอดขายรถกลุ่มนี้แซงรถน้ำมันแบบเดิมในแต่ละเดือนแล้ว รัฐบาลจึงเตรียมคุมเข้มนโยบายราคา และทยอยยกเลิกสายการผลิตที่ล้าสมัยเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว

ผู้นำบูร์กินาฟาโซ เมินคำเชิญเยือนสหรัฐฯ บอกไม่มีเวลาสำหรับมารยาททางการทูต

(11 ก.ค. 68) มีรายงานว่า ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร่ (Ibrahim Traoré) ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งบูร์กินาฟาโซ วัย 37 ปี ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวในการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา โดยให้เหตุผลว่า เขากำลังมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และไม่อาจสละเวลาให้พิธีการทางการทูตได้ในขณะนี้

กระทรวงการต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซแถลงว่า ตราโอเร่ได้แสดงความเคารพต่อคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกล่าวขออภัยที่ไม่สามารถเดินทางมาเยือนได้ โดยย้ำว่าหน้าที่หลักในเวลานี้คือการดูแลและปกป้องชาวบูร์กินาฟาโซ

แม้ไม่มีการยืนยันจากฝั่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับคำเชิญดังกล่าว แต่สื่อโซเชียลในแอฟริกาได้นำเสนอข่าวนี้ในวงกว้าง และสะท้อนภาพของตราโอเร่ในฐานะผู้นำหนุ่มผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับชาติตะวันตก

สำหรับ ตราโอเร่ถูกจับตามองจากนานาชาติในฐานะผู้นำสายแข็ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย โดยหลายสื่อตะวันตกขนานนามเขาว่า 'ลูกรักปูติน' จากท่าทีต่อต้านฝรั่งเศสและความร่วมมือทางทหารกับมอสโกอย่างใกล้ชิดในช่วงปีที่ผ่านมา

นักเศรษฐศาสตร์ ม.โคลัมเบียเผย สหรัฐฯ ไม่เพิ่มงบช่วยยูเครน ทรัมป์กลัวเสียฐานเสียง!! ชี้คนอเมริกันไม่อินกับสงคราม

(11 ก.ค. 68) เจฟฟรีย์ แซกส์ (Jeffrey Sachs) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันชื่อดัง และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า สหรัฐฯ ไม่น่าจะเพิ่มการส่งอาวุธหรือเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนแล้ว เนื่องจากประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนใจสงครามในยูเครน

แซกส์ระบุว่า สงครามยูเครนเป็นเรื่องที่กลุ่มอำนาจเบื้องหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน แม้ทรัมป์จะประกาศว่าจะส่งอาวุธเพิ่มเติมให้ยูเครนเมื่อวันจันทร์ แต่เขาก็ยังไม่ชี้แจงว่าจะส่งอาวุธประเภทใด และไม่ยืนยันว่าจะส่งขีปนาวุธแพทริออท (Patriot) ตามที่ยูเครนเรียกร้องหรือไม่

สำนักข่าว Axios รายงานเพิ่มเติมในวันอังคารว่า ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะส่งขีปนาวุธแพทริออท 10 ลูกไปยังยูเครนทันที และจะช่วยหาช่องทางส่งยุทโธปกรณ์จากแหล่งอื่นเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนยูเครนของสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรสและจากประชาชนส่วนหนึ่งที่มองว่าเงินภาษีควรใช้แก้ปัญหาภายในประเทศมากกว่าขยายบทบาทในสงครามต่างแดน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top