Friday, 19 June 2026
TheStatesTimes

"TPQ!" ผนึกภาคีเครือข่าย จัดอบรม "พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว" THAILAND TOURISM SKILL LAB "ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมกักษะด้านการท่องเกี่ยว" ยกระดับสมรรถนะบุคลากรในจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นทักษะบริการ เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด ติวเข้ม 2 วันติด ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชน ชูทักษะการบริการ-เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” หรือ “TPQI” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น ตั้งเป้าขับเคลื่อนกิจกรรมครอบคลุม 10 จังหวัดเป้าหมายใน 4 ภูมิภาค รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(14-15 มิถุนายน 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน และ นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวรายงานและชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการฯ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

กิจกรรมทั้ง 2 วัน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีบทบาทในเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ให้มีทักษะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถพัฒนาสินค้า บริการ ประสบการณ์ท่องเที่ยว และการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการสร้าง Influencer/KOL ด้านการท่องเที่ยว/ด้านการจัดการความยั่งยืน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวด้านอาหาร การเล่าเรื่องท้องถิ่น การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงในอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีจุดเด่นด้านการผสมผสานเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติเชิงเกษตร ส่วนพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดร้อยเอ็ด มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งวัด โบราณสถานประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวอีสาน โดดเด่นด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม และมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่

“ทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และคุณสมบัติตรงตามเป้าหมายของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อีกทั้งยังมีชุมชนเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มอาชีพที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจของตนเองได้” นายพิริยพงศ์ กล่าว

ด้าน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ณฐา กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหาร ศิลปะ ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพสามารถพัฒนาตนเองตามมาตรฐานอาชีพ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และสามารถนำความรู้ความสามารถไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนต่อไป

“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับองค์ความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ สร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรมในวันแรก (14 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากําลังคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้มาตรฐานอาชีพในสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นกรอบแนวทางในการดําเนินงาน โดยมีตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองเข้าร่วมจำนวน 100 คน มีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” และ “ดูแลนักท่องเที่ยวให้ประทับใจและปลอดภัยในชุมชน” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Storytelling เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่าน Workshop การทำเครื่องดื่มท้องถิ่น และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

กิจกรรมวันที่สอง (15 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร สาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 100 คน มีการบรรยายหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” และ “การจัดการสถานที่ประกอบอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “การออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” ในรูปแบบ Workshop & Presentation และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

สำหรับโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” มุ่งนำเสนอผ่านภาพจำของ THAILAND TOURISM SKILL LAB หรือ “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” โดยใช้พื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเป็นห้องเรียนจริง ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทดลองออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว และต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า

เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนให้มีทักษะตามมาตรฐานอาชีพด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาผู้สื่อสารท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนได้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ชุมชนนำทักษะด้านการบริการ การเล่าเรื่อง อาหารท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ ไปต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้กำหนดแผนออกพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 10 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีนบุกอุซเบฯ เปิดตลาดเอเชียกลางครั้งแรก ถุงหอมชิงหยางมูลค่า 2,000 ดอลลาร์ งดงามด้วยผ้าไหมสีเขียวมรกต บรรจุความหมายมงคลและวัฒนธรรมโบราณ

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีน เดินทางสู่อุซเบกิสถาน เปิดประตูสู่เอเชียกลางเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา "ถุงหอมชิงหยาง" (Qingyang Scented Sachet) จำนวนหนึ่ง มูลค่าประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ถูกจัดส่งจากมณฑลกานซูของจีนไปยังประเทศอุซเบกิสถาน นับว่าถุงหอมชิงหยางของจีนได้เข้าสู่ตลาดเอเชียกลางเป็นครั้งแรก

ถุงหอมดังกล่าวมีรูปทรง "บ๊ะจ่าง" อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ตัวถุงตัดเย็บจากผ้าไหมสีเขียวมรกต เย็บเก็บขอบอย่างประณีตบรรจง ด้านบนประดับสายห้อยเป็นเชือกถักจีนสีเขียวเข้ม ร้อยด้วยลูกปัดไม้เนื้อแข็งอย่างสวยงาม ส่วนด้านล่างตกแต่งด้วยจี้ไม้แกะสลักอักษรมงคล "ฝู" พร้อมพู่สีเขียวโทนเดียวกับสายห้อย บนตัวถุงปักลวดลายมังกรทอง ปลาคาร์ปสีแดง และเกลียวคลื่นด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน พร้อมงานปักข้อความ "ผูกพันด้วยสายใยอันเหนียวแน่น" ด้วยฝีเข็มอันละเอียดและประณีต

ถุงหอมชิงหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีน ถือเป็นประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลเรือมังกรที่สืบทอดมานานหลายพันปีบริเวณที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีน โดยถุงหอมรูปทรงต่าง ๆ เช่น หัวเสือ สัญลักษณ์พิษทั้งห้า และบ๊ะจ่าง ล้วนสะท้อนความเชื่อพื้นบ้านและความปรารถนาที่เรียบง่ายของชาวจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย เสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งอธิษฐานให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์พูนสุข ถุงหอมปักลายสำหรับเทศกาลเรือมังกรเหล่านี้ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล กลายเป็นของที่ระลึกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับนานาประเทศ

ที่มา: ศูนย์สื่อบูรณาการชิงหยาง

น่านฟ้ารัสเซียถูกยกเป็นโล่เหล็ก!! ระบบป้องกันรัสเซียทำลายโดรนเกือบพัน ขีปนาวุธและระเบิดหลายลูกถูกสกัดไว้ สหรัฐฯป้องกันฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียพลาด นักประวัติศาสตร์เตือนยุทธวิธีหวังผลทางการเมือง

ระบบป้องกันน่านฟ้าของรัสเซียปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวกับ Sputnik

เขาระบุว่า กองกำลังรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้ราว 992 ลำ ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 4 ลูก และระเบิดอีก 10 ลูก ในการโจมตีระลอกล่าสุดของยูเครน

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลังไม่สามารถป้องกันอิหร่านจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ราว 15 แห่ง และทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ 5 แห่งในอ่าวเปอร์เซียใช้งานไม่ได้

คนูตอฟมองว่า ยูเครนพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนพลเรือนของรัสเซีย ด้วยความหวังว่าจะบีบให้รัสเซียยอมจำนน

เขาอธิบายว่า “นี่คือยุทธวิธีคลาสสิกของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ คือจับประชาชนพลเรือนเป็นตัวประกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง”

ที่มา : Sputnik

‘อ.อุ๋ย’ ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว”!! สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport ย้ำอำนาจรัฐมนตรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โครงการพันล้านต้องกำกับเข้ม ชี้ไม่ก้าวก่ายราชการ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

อ.อุ๋ย ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว” สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport

19 มิถุนายน 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เมื่อผมเห็นข่าวว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ และได้เชื่อมั่นตามคำยืนยันของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นั้น

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย คำชี้แจงดังกล่าวก็มีส่วนที่ถูกต้องอยู่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดผู้ชนะการประมูล ล็อกสเปก หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 186 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือโดยมิชอบ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ยังได้วางหลักพื้นฐานของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การดำเนินการในรายละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การพิจารณาข้อเสนอ และการตรวจรับพัสดุ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่อาจเข้าไปดำเนินการแทนข้าราชการประจำ มิได้หมายความว่ารัฐมนตรีจะปราศจากหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงของตน เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนและระบบรัฐสภาอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ” กับ “การกำกับดูแลราชการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ภายใต้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 รัฐมนตรีมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงของตน มีหน้าที่กำกับราชการของกระทรวงให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารราชการของกระทรวงนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่กรรมการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ และไม่ใช่กรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาทางการเมืองของกระทรวง รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่ติดตามโครงการสำคัญ บริหารจัดการความเสี่ยง และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินในระดับพันล้านบาท หากปรากฏข้อทักท้วง ข้อสงสัย หรือข้อพิรุธที่มีน้ำหนักเพียงพอ รัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เพียงด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องของข้าราชการประจำทั้งหมด 

เพราะในทางกฎหมายมหาชนย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการตามสมควรเพื่อป้องกันหรือระงับความเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนในกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ตามโครงการรับจำนำข้าวในอดีต แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายจะต่อสู้ว่ารายละเอียดการดำเนินงานเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการและข้าราชการประจำ 

แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะมิได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการในทางเทคนิค หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนรับรู้หรือควรรับรู้ถึงความผิดปกติ และมิได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย

ทั้งนี้ หากในข้อเท็จจริงของกรณีใดปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ แต่กลับจงใจเพิกเฉยหรือละเว้นไม่ดำเนินการทั้งที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมายในประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีไป

ในต่างประเทศ หลักการเดียวกันก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นกล่าวถึงคือกรณีของ Alain Carignon (อาแล็ง การีญง) อดีตรัฐมนตรีของฝรั่งเศสและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรอนอบล์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีสัมปทานน้ำที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์และการทุจริต แม้การดำเนินงานในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ท้ายที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่อาจใช้สถานะของข้าราชการประจำเป็นเกราะกำบังความรับผิดได้

บทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศจึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายมหาชนว่า การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ มิใช่การตัดขาดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลราชการ

ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” เสมอ รัฐมนตรีอาจไม่ต้องรับผิดในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงของตนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือปัดความรับผิดชอบทางการเมืองออกไปได้เพียงเพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียด

เพราะสาระสำคัญของการเป็นเสนาบดีในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงการใช้อำนาจ แต่คือการพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอยากได้แค่อำนาจแต่วิ่งหนีความรับผิดชอบ ก็ไม่สมควรนั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อไป !

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=992319183782297&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=OgJDFSvtG29XGEfO#

‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

EM เป็นเพียงมาตรการเสริม!! น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบ่อขยะหัวไทร ตรวจระบบฝังกลบ–น้ำชะขยะตามมาตรฐานจริง จี้หน่วยงานรัฐ สาธารณสุขร่วมตรวจ อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม

น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาบ่อขยะหัวไทร

บ่อขยะหัวไทรแจ้งว่า รับกำจัดขยะให้ท้องถิ่น 19 แห่ง ด้วยวิธีฝังกลบ และใช้น้ำ EM ป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลายด้วย

บริษัทบ้านบ่าวสาวจำกัด แจ้งผ่านเฟสบุ้คว่า รับจัดการขยะของท้องถิ่นในอำเภอหัวไทรและใกล้เคียงจำนวน19ท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.จำนวนขยะวันหนึ่งประมาณ 45 ตัน โดยวิธีฝังกลบและคัดแยกรีไชเคิลเป็นบางส่วน ใช้น้ำหมักEMฉีดพ่นป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลาย มีบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำชะขยะบำบัดน้ำโดยใช้จุลินทรีย์สูตรที่คิดค้นร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักณ์และ มอ.สงขลา
เป็นบ่อขยะที่ได้รับการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เป็นบ่อฝังกลบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบแนะนำ

สำหรับปัญหาที่เกิดการมีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียงเป็นบางครั้งทางบริษัทต้องกราบขออภัยต่อผู้ไดรับผลกระทบด้วยและจะพยายามแก้ไขจัดการให้ปัญหาหมดในที่สุดและจะทำทุกอย่างตามคำแนะนำของทุกหน่วยงาน”เราจะร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน“

ข้อมูลในเชิงวิชาการในการจัดการขยะด้วยการฝั่งกลบ และใช้น้ำ EM เป็นตัวช่วย เพื่อร่วมกันช่วยตรวจสอบว่าบ่อกำจัดขยะหัวไทร ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 (สุราษฏร์ธานี) จะเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ในทางวิชาการและการจัดการหลุมฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

-ไม่มีมาตรฐานการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) เป็นระบบหลัก แต่จะใช้เป็น ตัวช่วย หรือมาตรการเสริม

-มาตรการเสริมเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Measure) ในระยะสั้น เช่น ช่วยดับกลิ่นและเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ก่อนฝังกลบสถานะของการใช้อีเอ็ม (EM) ในระบบฝังกลบขยะ

-ในหลักเกณฑ์ของ กรมควบคุมมลพิษ การฝังกลบที่ถูกต้องจะเน้นการควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันมลพิษในระยะยาว

การใช้ EM ราดกองขยะสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบดังนี้ครับ

-การใช้เพื่อควบคุมเหตุรำคาญ (กลิ่นและแมลง): ในทางปฏิบัติ การจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย มักนำ EM เจือจาง (อัตราส่วน 100-500 เท่า) ฉีดพ่นเพื่อลดกลิ่นเหม็นและไล่แมลงวันบริเวณหน้าเทขยะการเร่งการย่อยสลาย: หมายถึงความเข้มข้นสูง ปริมาณมากพอ ความถี่ในการฉีดพ่นราดรดลงกองขยะ เวลาที่ฉีดพ่น ต้องในช่วงเวลาอากาศเย็นไม่มีแสงแดด ไม่ร้อนจัด ช่วงเวลาพลบค่ำจึงดีที่สุด และไม่ฉีดพ่นในวันที่ฝนตก

-จุลินทรีย์ใน EM ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อัตราการยุบตัวของขยะในหลุมฝังกลบสูงขึ้นข้อพึงระวังและข้อจำกัดทางวิชาการห้ามใช้แทนการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาล: การราด EM ไม่ได้ทำให้ขยะทั้งหมดหายไปหรือปลอดสารพิษ หลุมฝังกลบยังคงต้องมีการบดอัดขยะเป็นชั้น และกลบด้วยดินหนาอย่างน้อย 15 ซม. ทุกวัน เพื่อป้องกันการคุของไฟและสัตว์พาหะ

-ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำชะขยะ (Leachate) ระยะยาว: แม้ EM จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ แต่น้ำชะขยะที่ไหลออกจากหลุมฝังกลบยังคงมีค่าความสกปรกสูง (BOD/COD) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมน้ำชะขยะไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน

-หมายเหตุ EM./Effective Microorganism หรือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ในทางวิชาการตัวท็อปที่ดีที่สุดที่ได้จากการเพาะและแยกเชื้อบริสุทธิ์เท่านั้นคือในการย่อยสลายของเน่าเสียคือเชื้อBS/Bacillus Subtilis และสารเร่งที่ใช้สำหรับย่อยน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นคือ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จาก กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์

-EM.มิใช่คำตอบสุดท้ายโครงสร้างการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษต่างหากคือคำตอบ อย่าหลงทางในท่ามกลางความมืด

เมื่อสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เข้าไปตรวจสอบ ควรมีองค์กรท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการร่วมตรวจสอบด้วย น่าแปลกใจว่า ในการเข้าไปเก็บตัวอย่าง น้ำดิน ขยะ ไปตรวจสอบวันก่อน ไม่มีตัวแทนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่เขาดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่

นอกจากหน่วยงานตามที่กล่าวมาแล้ว สาธารณะสุขอยู่ไหน ไม่เห็นมีส่วนร่วมตรวจสอบ

ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน ก่อนฝนใหญ่จะมาปลายปีนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนรับกรรมบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล

ทิศทางการส่งออกไทย ในเศรษฐกิจโลทยุคใหม่ ศัทยภาพ โอทาส และการเชื่อมต่อ ผ่าน Thaitrade

ทิศทางการส่งออกไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ศักยภาพ โอกาส และการเชื่อมต่อผ่าน Thaitrade

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญทั้งโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ภาคการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดิจิทัลที่เติบโต ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางเข้าถึงตลาดต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ต้นปี พ.ศ. 2569 การส่งออกไทยมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4% สูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 34,876.5 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยและความสามารถในการตอบโจทย์ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้น แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อทั่วโลกจึงมีบทบาทสำคัญ โดย Thaitrade.com ในฐานะช่องทาง B2B อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยในตลาดสากล และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ต่อจากนี้ เราจะพาไปสำรวจสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพ และวิเคราะห์แนวโน้มการค้าไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่โอกาสใหม่ในเวทีสากล

สินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เครื่องยนต์หลักของการเติบโต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 จะพบว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีมูลค่า 26,950.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.8% คิดเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์และชิ้นส่วน

การขยายตัวของสินค้ากลุ่มนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI Data Centers ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องอาศัยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลังจำนวนมาก ส่งผลให้ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับสากล
เกษตรและอาหารแปรรูป ฐานความมั่นคงที่ยังแข็งแรง

แม้ว่ากลุ่มสินค้าเกษตรจะมีมูลค่า 2,000.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.8% และกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่า 1,671.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.7% แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สินค้าหลายรายการยังคงขยายตัวได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นไก่แปรรูป กุ้งสดแช่เย็น–แช่แข็ง ผลไม้สดและแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง

ขณะเดียวกัน สินค้าสำคัญอย่างทุเรียน มังคุด และข้าวหอมมะลิ ก็กลับมาขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของไทยยังคงมีเสถียรภาพในตลาดโลก แม้ภาพรวมตัวเลขจะชะลอตัวลงเล็กน้อยก็ตาม

ในด้านตลาดปลายทาง การส่งออกไทยยังขยายตัวครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตโดดเด่นอย่างออสเตรเลีย (+97.8%) สวิตเซอร์แลนด์ (+52.5%) สหรัฐฯ (+43.1%) จีน (+35.1%) และอาเซียน 5 (+29.8%)

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคได้อย่างยืดหยุ่นและตรงจุด
แนวโน้มในอนาคต
แนวโน้มการส่งออกยังมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก รวมถึงการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความผันผวนของค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ไม่ว่าตลาดส่งออกจะเป็นอย่างไร การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Thaitrade.com ควบคู่กับการวางกลยุทธ์เชิงรุกจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เริ่มต้นขยายตลาดต่างประเทศของคุณผ่าน Thaitrade.com ได้แล้ววันนี้ พร้อมสร้างเส้นทางเชื่อมต่อสินค้าไทยสู่ตลาดโลก Your Gateway to Global Trade ไปพร้อมกัน

‘มุจตาบา’ อนุมัติข้อตกลง!! “อิหร่าน” ไฟเขียวข้อตกลงสงคราม แม้มีข้อกังขาบางส่วนในรายละเอียด เตือน “สหรัฐ” ห้ามเรียกร้องเกินขอบเขต ยันเจรจาไม่เท่ากับยอมรับจุดยืนวอชิงตัน

มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า เขาอนุมัติข้อตกลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเพื่อยุติสงคราม แม้จะมีข้อสงสัยอยู่บ้างก็ตาม นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวบางประการ แต่ยอมอนุมัติให้ หลังได้รับคำรับรองจากประธานาธิบดีอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดว่าจะไม่กระทบต่อสิทธิของอิหร่านและแนวร่วมต่อต้าน

ขณะเดียวกัน เขาส่งสัญญาณถึงกลุ่มสายแข็งภายในประเทศว่า การเจรจาหรือการพบปะโดยตรงกับสหรัฐฯ ในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านยอมรับจุดยืนของวอชิงตัน และหากสหรัฐฯ พยายามเพิ่มข้อเรียกร้องเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ อิหร่านก็พร้อมปฏิเสธทันที

ข้อความฉบับเต็มของ "มุจตาบา" :
“โดยหลักการแล้ว ผมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม จากคำมั่นที่ประธานาธิบดีผู้ทรงเกียรติในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ได้ให้ไว้ต่อผมในนามของตนเองและสมาชิกคนอื่น ๆ ว่าจะปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้าน พร้อมทั้งยอมรับความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผมจึงอนุมัติให้ดำเนินการ”

“เขายังได้ยืนยันด้วยว่า หากฝ่ายอเมริกันพยายามเรียกร้องเกินขอบเขตหรือกระทำเกินเลย อิหร่านจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน”

“นับจากเวลานี้เป็นต้นไป เรา หมายถึงพวกท่าน ประชาชนผู้ภาคภูมิ และตัวผมซึ่งเป็นเพียงผู้รับใช้คนหนึ่ง จะเฝ้ารอการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ประกาศเอาไว้”

“อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้ากันโดยตรงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับมุมมองหรือจุดยืนของฝ่ายศัตรู”

“เราหวังว่าพรอันประเสริฐของท่านอิมามผู้ทรงเป็นนายของเรา ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเร่งการปรากฏตัวอันทรงเกียรติของท่าน จะนำมาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จในทุกด้านแก่ประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2087459368816472&set=gm.1325987799689577&idorvanity=849053944049634

รัฐบาลชู กรอ. เป็นกลไกยกระดับประเทศ!! ‘เอกนิติ’ ชี้ S&P คงเครดิตไทยสะท้อนเสถียรภาพการคลัง พร้อมเดินหน้า กรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ดันไทยสู่การลงทุนยุคใหม่ ชูความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ–การคลังไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้วางใจที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพด้านการคลัง

พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย.2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณา และหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.2569 นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า  กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน  ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody's และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจคือ ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคน และแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ  ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้า และความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมาย และกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน และให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า  สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้น และลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน  ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่างๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

"ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐานคือ ความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตร และคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤติด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤติด้านเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงิน และตลาดทุน  ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพ และวิกฤติทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลัง และความพยายามในการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239170?anf=


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top