Friday, 19 June 2026
TheStatesTimes

ญี่ปุ่น ปรับชื่อกองกำลัง!! เตรียมเปลี่ยนชื่อ ASDF เป็นกองกำลังอวกาศ ขยายกำลังพลอวกาศเพิ่มเป็น 880 นายในปี 26 ความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่องขยายกำลังทหาร 'โทโมโกะ' เตือนอวกาศเสี่ยงแข่งอาวุธรุนแรง

โตเกียว, 15 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) นิกเคอิ (Nikkei) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่น รายงานว่ารัฐ

สภาญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ (ASDF) เป็น "กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศและอวกาศ" ภายในปีงบประมาณ 2026 เพื่อขยายกรอบงานความมั่นคงสู่ภาคอวกาศ ทว่าแผนการนี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการขยายกำลังทางทหารภายในญี่ปุ่น

รายงานระบุว่าหากร่างกฎหมายข้างต้นผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นการเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางบก ทางทะเล และทางอากาศในปี 1954 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์กำหนดให้ห้วงอวกาศเป็นหนึ่งในขอบเขตปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองอย่างเป็นทางการ และสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายแนวคิดด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้จัดตั้งและขยายหน่วยงานที่อุทิศให้กับปฏิบัติการด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีการริเริ่มกองกำลังอวกาศในปี 2020 ด้วยการจัดตั้งฝูงบินปฏิบัติการในอวกาศ ซึ่งในระยะแรกมีบุคลากรราว 20 นาย ต่อมาหน่วยดังกล่าวถูกปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มปฏิบัติการอวกาศในปี 2022 และขยายตัวเพิ่มเติมเป็นกองบินปฏิบัติการอวกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2026 พร้อมด้วยบุคลากรที่เพิ่มเป็น 670 นาย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2026 ญี่ปุ่นมีแผนยกระดับกองบินนี้ให้เป็นกองบัญชาการปฏิบัติการด้านอวกาศ พร้อมทั้งขยายกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นราว 880 นาย

แผนดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขยายกรอบนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ โดยประชาชนญี่ปุ่นตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลเดินหน้าขยายขอบเขตการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและเพิ่มงบประมาณกลาโหม พร้อมแสดงความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างภาระต่อการคลังสาธารณะ และลดทอนงบประมาณที่ควรนำมาใช้สำหรับสวัสดิการสังคม

โทโมโกะ ทามูระ ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (JCP) ได้กล่าวเตือนในการอภิปรายสภาครั้งล่าสุดว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจะทำให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นรับหน้าที่ปฏิบัติภารกิจการสู้รบในอวกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจยิ่งผลักดันให้อวกาศกลายเป็นเวทีการแข่งขันทางทหาร และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้การแข่งขันด้านอาวุธในอวกาศทวีความรุนแรงขึ้น

ที่มา : Xinhua

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

ศึกมหาดไทยภูเก็ตเดือด!! มหาดไทยจับตาภูเก็ต หลังผู้ว่าฯ ขอสอบข้อเท็จจริง ปมขัดแย้งรองผู้ว่าฯ และข่าวบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มหาดไทยร้อนฉ่า กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับร้องผู้ว่าฯฉายา “รองซีฟู้ด หรือรองกุ้ง” รอดูใครจะอยู่ใครจะไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คือ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
ส่วน “รองฯ ซีฟู้ด” สื่อหลายสำนักใช้เป็นฉายาเรียก แต่ไม่ได้ระบุชื่อในข่าวโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่พูดถึงกันในวงมหาดไทยและข่าวที่ออกมา บุคคลที่ถูกโยงกับฉายารองกุ้งในจังหวัดภูเก็ตมีสองคนด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นรองคนไหน

เรื่องร้อนมาจากการที่อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต และสั่งกำชับเรื่องการปราบปรามเอาจริงเอาจังกับกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

มีข่าวในเชิงลึกว่า คนสนิทของรองซีฟู้ด เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะอยู่ด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย แน่นอนว่าจะต้องกระทบชิ่งไปยังคนสนิทของร้องซีฟู้ดด้วย

ความร้อนฉ่าพุ่งกระฉูดในวันนี้เรื่องระหว่างผู้ว่าฯ กับ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” นั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าใครผิดหรือถูก แต่มีสัญญาณว่ามีความขัดแย้งภายในฝ่ายปกครองจังหวัดด้วยกันเองอยู่พอสมควรครับ

กล่าวถึงรองผู้ว่าฯภูเก็ต มีหลายคน ประกอบด้วย
ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) จังหวัด ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรากฏตามคำสั่งมอบอำนาจและข่าวการเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. อดุลย์ ชูทอง
2. รณรงค์ ทิพย์ศิริ
3. สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม
4. ธีระพงศ์ ช่วยชู

ส่วนรองกุ้งมีสองคน คือรองฯอดุลย์ กับรองธีระพงศ์

ประเด็นที่เป็นข่าวมีอยู่ 2 เรื่องหลัก

1. มีโพสต์ในโซเชียลกล่าวหาว่า “รองฯ ซีฟู้ด” อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ และมีการท้าชนอำนาจกันระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ
2. มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดรองผู้ว่าฯ ในประเด็นบุกรุกพื้นที่ชายหาดและผลประโยชน์บางอย่างในพื้นที่เชิงทะเล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยด้วย

เรื่องลุกลามจน อนุทิน ชาญวีรกูล หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางวงประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดยถามหารองฯ ที่ถูกเรียกว่า “ซีฟู้ด” และย้ำว่ารองผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจไปย้ายผู้ว่าฯ ได้ พร้อมระบุว่าหากมีการพูดเช่นนั้นจริงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ถ้าจะย้ายผู้ว่าฯแบบนั้นก็ต้องย้ายรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยสิ” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ฝ่ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ

-มีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ ภูเก็ตกับรองผู้ว่าฯ คนหนึ่ง
-มีการกล่าวอ้างเรื่อง “ย้ายผู้ว่าฯ”
-กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องตรวจสอบแล้ว
-ยังไม่มีผลสอบหรือข้อยุติอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

วงในฝ่ายปกครองภูเก็ตแจ้งว่า เวลานี้หน่วยงานสืบสวนสอบสวน ทั้งดีเอสไอ /ปปง./ปปช.ลงไปสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเต็มพื้นที่ อีกไม่นานถ้าไม่ลูบหน้าปะจมูก ก็จะรูดม่านให้ได้เห็นหน้าเห็นตากัน

ถ้าอนุทิน สอบพบว่า รองซีฟู้ดพูดจริง อนุทินบอกแล้วว่า ไม่เหมาะสม ฉนั้นอนาคตของรองซีฟู้ด หรือรองกุ้งก็น่าจะไม่สดใสนักในตำแหน่งรองผู้ว่าฯภูเก็ต

16 มิถุนายน 2513 ในหลวง ร.9 เสด็จฯ บ้านปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ทรงห่วงใยทหาร–ตำรวจชายแดน พระราชกรณียกิจกลางพื้นที่สู้รบ เพื่อขวัญกำลังใจผู้พิทักษ์แผ่นดิน

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในวันดังกล่าว พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

ช่วงเวลานั้น จังหวัดน่าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ภูเขาในอำเภอทุ่งช้าง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานพลเรือนต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความยากลำบาก ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา เส้นทางคมนาคมที่ทุรกันดาร และภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

การเสด็จฯ ไปยังบ้านปอนในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงการเสด็จเยี่ยมพื้นที่ห่างไกล หากเป็นการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

ราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้ว่า พระองค์เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากอำเภอเชียงคำไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 15.10 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความเสียหายของรถแทรกเตอร์ 2 คัน ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายเข้าโจมตีในเส้นทางห่างจากบ้านปอนประมาณ 8 กิโลเมตร และ 11 กิโลเมตร

เหตุการณ์รถแทรกเตอร์ถูกโจมตีสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ชายแดนมิใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานท่ามกลางภัยอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ การสร้างถนนในพื้นที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงงานก่อสร้าง แต่เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพัฒนา และการเชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้ากับส่วนอื่นของประเทศ
ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์ทรงรับฟังรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีรายงานว่า ทางการทหารและตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมมือกันนำรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2513 หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงที่ปฏิบัติการในเขตนั้นทุกคน

พระราชกรณียกิจดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการเสด็จฯ ไปถึงแนวหน้าด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่า พระองค์มิได้ทรงมองปัญหาความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชนจากระยะไกล แต่ทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพจริง รับฟังข้อมูลจริง และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่

สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนในขณะนั้น การได้เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่เสี่ยงภัยย่อมเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นการยืนยันว่าภารกิจของพวกเขาไม่ได้ถูกมองข้าม และความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินได้รับการรับรู้และทรงห่วงใยจากพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ การเสด็จฯ บ้านปอนยังสะท้อนแนวพระราชดำริสำคัญของในหลวง ร.9 ที่ทรงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา พื้นที่ใดที่ประชาชนยังขาดถนน ขาดสาธารณูปโภค ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ พื้นที่นั้นย่อมเปราะบางต่อปัญหาความไม่สงบ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน
หลังจากเสด็จฯ บ้านปอนแล้ว ในวันเดียวกัน พระองค์ยังเสด็จฯ ต่อไปยังบ้านน้ำยาว อำเภอบัว จังหวัดน่าน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมบริเวณฐานปฏิบัติการ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทหารและข้าราชการกรมทางหลวง ทรงฟังรายงานสถานการณ์ทั่วไป และพระราชทานสิ่งของแก่ทหารและเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทุกคน

ภาพการเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นบ้านปอนและบ้านน้ำยาว จึงเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนพระราชจริยวัตรของในหลวง ร.9 ที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในหมู่บ้านห่างไกล ทหารในฐานปฏิบัติการ ตำรวจตระเวนชายแดน หรือเจ้าหน้าที่ผู้สร้างถนนในพื้นที่อันตราย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงควรถูกจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญด้านขวัญกำลังใจและความมั่นคงของชาติ วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง ทรงรับฟังรายงานเหตุการณ์ และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

พระราชกรณียกิจครั้งนั้นยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนา ความเข้าใจประชาชน การดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้า และการเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงโอกาสของรัฐ

16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ต่อทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่าน เป็นวันที่พระองค์เสด็จฯ ไปพระราชทานขวัญกำลังใจถึงพื้นที่จริง และเป็นหนึ่งในหลักฐานแห่งพระราชปณิธานที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของแผ่นดินไทย

ที่มา : https://sakaeo.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/441615?

อังกฤษ ยกระดับคุมโลกออนไลน์เด็ก!! ห้ามเยาวชนต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok–Instagram–Facebook–X มาตรการเข้มปกป้องเด็กจากเนื้อหาอันตราย ราว 90% ผู้ปกครองหนุนแนวทางนี้ สงครามกฎหมายกับวัยรุ่นเริ่มต้นแล้ว

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Keir Starmer ประกาศมาตรการครั้งประวัติศาสตร์ ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลัก เช่น TikTok, Instagram, Snapchat, Facebook, YouTube และ X โดยรัฐบาลระบุว่าเป้าหมายคือการปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย การเสพติดหน้าจอ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการติดต่อกับคนแปลกหน้าในโลกดิจิทัล

มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎควบคุมเทคโนโลยีสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางของออสเตรเลีย แต่ขยายขอบเขตกว้างกว่าเดิม รวมถึงการจำกัดฟีเจอร์บางอย่างในเกมและแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีม เช่น การพูดคุยกับคนแปลกหน้า ขณะที่แอปส่งข้อความบางประเภท เช่น WhatsApp และ Signal จะไม่อยู่ในข่ายคำสั่งห้าม

รัฐบาลอังกฤษอ้างผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนกว่า 116,000 ราย ซึ่งพบว่าประมาณ 90% ของผู้ปกครองสนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำ 16 ปีสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา นักวิชาการ และกลุ่มสิทธิเด็กบางส่วนตั้งคำถามว่า “การแบน” จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ผลักให้วัยรุ่นหาวิธีลักลอบเข้าใช้งานผ่านบัญชีปลอม VPN หรือแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้ยากกว่าเดิม

ในแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรี Starmer ยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาว แต่กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเลือก “ความปลอดภัยของเด็กมาก่อน” พร้อมเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับกฎหมายห้ามเด็กซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือแม้จะไม่สามารถป้องกันการฝ่าฝืนได้ 100% แต่รัฐยังมีหน้าที่กำหนดเส้นแบ่งว่าพฤติกรรมใดเหมาะสมกับวัยใด

สำหรับเหล่าวัยรุ่นอังกฤษ ข่าวนี้อาจเป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายว่า “การถูกพ่อแม่บอกให้วางมือถือ” อาจไม่ใช่คำสั่งที่น่ากลัวที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อไปอาจมีรัฐบาลทั้งประเทศมายืนอยู่ข้างหลังพร้อมพูดว่า “วางมันลง ลูก”

ส่วนบริษัทเทคโนโลยีเองก็เข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้อย่างเข้มงวดขึ้น คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ว่าเด็กจะเข้าโซเชียลได้หรือไม่ แต่คือใครจะชนะในสงครามระหว่างกฎหมายกับวัยรุ่นอายุ 15 ปีที่รู้วิธีตั้งค่า VPN ได้เร็วกว่าพ่อแม่หาวิธีเปลี่ยนรหัส Wi-Fi เสียอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3689020144583986/?rdid=KG3FOIYGpjz83wgS#

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น!! เงินสด 5 ล้านเยนจ่อขโมย เกิดเหตุที่โอซาก้าช่วงดึกวันที่ 13 มิ.ย. ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บกระดูกขาหัก ตำรวจเร่งล่าผู้ต้องสงสัยสองรายหลบหนี

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น 5 ล้านเยน ที่โอซาก้า หลังนัดซื้อรถผ่านทางโซเชียล

วันนี้ (14 มิ.ย. 69) สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นหลายสำนักเช่น FNN Prime Online, Asahi Broadcasting Corporation ต่างรายงานถึงเหตุการณ์ที่ชายวัย 24 ปีจากเมืองโยโกฮาม่า ถูกปล้นเงินสด 5 ล้านเยน (ราว 1.03 ล้านบาท) บนถนนในเมืองโอซาก้าเมื่อคืนวานนี้ (13 มิ.ย.) ภายหลังจากที่เขาเดินทางมาเพื่อซื้อรถยนต์จากผู้ขายที่รู้จักกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รายงานระบุว่าชายรายนี้เดินทางมาจากเมืองโยโกฮาม่า โดยมาถึงจุดนัดพบในเขตมิยาโกจิมะของเมืองโอซาก้าตอนเวลาประมาณ 23.15น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนถูกชาย 2 คนทำร้ายและชิงกระเป๋าที่บรรจุเงินสดราว 5 ล้านเยน ก่อนที่คนร้ายทั้ง2 คนจะหลบหนีไปด้วยรถยนต์

ผู้เสียหายให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้เดินทางมาที่โอซาก้าเพื่อซื้อรถยนต์จากบุคคลที่รู้จักกันผ่านทาง โซเชียลมีเดียแต่เมื่อเดินทางมาถึงยังจุดนัดพบ กลับถูกคนร้ายเข้ามาทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธที่ลักษณะคล้ายกับกระบองดิ้ว (警棒)"

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสอง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บ โดยเหยื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกระดูกขาซ้ายหัก และเขาเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้วยตนเอง

ที่มา : FNN Prime Online / ABC News / Xinhua
: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599000228899115&id=100063674585845&rdid=U0XOfy077ofXQulp#

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ครุกแมนเตือน “อาณาจักรมัสก์” !! หุ้น SpaceX วิ่งพุ่งวันที่เข้าเทรด มูลค่าบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ผลิตภัณฑ์หลายอย่างยังไม่เกิดจริง ครุกแมนเปรียบเหมือนแชร์ลูกโซ่ในคราบมนุษย์

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ออกโรงเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงการลงทุนในหุ้น SpaceX เขาเขียนบทความลงในเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย Substack เมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.69) ซึ่งเป็นวันที่หุ้นของบริษัทขนส่งทางอวกาศและธุรกิจดาวเทียม SpaceX ของอีลอน มัสก์ เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดแนสแด็ก โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้น 19% จากราคาไอพีโอที่ตั้งไว้ 135 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ 160.95 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งมูลค่าตลาดของ SpaceX ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ การพุ่งขึ้นของหุ้นจากไอพีโอครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้มัสก์กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก

ครุกแมน เล่าแบบประชดว่า เมื่อวันพฤหัสบดี เขาเดินทางทริปสั้นๆ เริ่มด้วยการนั่งรถไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) ท้องถิ่นที่วิ่งผ่านอุโมงค์ซึ่งขุดโดยบริษัท บอริ่ง คอมพานี (Boring Company) จากนั้นเขาก็ใช้ชิปฝังสมองสั่งการเรียกเทสลา โรโบแท็กซี่ (Tesla robotaxi แท็กซี่ไร้คนขับอัจฉริยะ และในระหว่างเดินทาง เขาก็นั่งอ่านข่าวอัปเดตล่าสุดจากอาณานิคมบนดาวอังคารไปด้วย

“โอเค... ความจริงคือ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมันไม่มีอยู่จริง!” ครุกแมนสรุป

สัญญาหลายอย่างของมัสก์ไม่เป็นจริง
ครุกแมน สาธยายว่า ไม่มีไฮเปอร์ลูปที่ใช้งานได้จริง บอริ่ง คอมพานี ไม่เคยขุดอุโมงค์เชิงพาณิชย์เลยสักแห่ง ส่วนเทสลาก็มีแท็กซี่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่ยังไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบสมบูรณ์ วิ่งอยู่แค่ในเมืองออสติน และไม่มีที่อื่นอีกเลย (ในขณะที่แท็กซี่ไร้คนขับ Waymo ของกูเกิล เปิดให้บริการแล้วในศูนย์กลางเมืองใหญ่หลายแห่ง) ด้านนิวราลิงก์ (Neuralink) ที่อ้างว่าเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีชิปฝังสมอง ก็เพิ่งทดสอบผลิตภัณฑ์กับคนไข้เพียงไม่กี่ราย และยังไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น และแน่นอนว่าเรื่องอาณานิคมดาวอังคารน่ะเหรอ? ยังไม่เคยมีแม้กระทั่งเที่ยวบินที่มีมนุษย์ควบคุมเดินทางไปดาวอังคาร และไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยซ้ำ

ครุกแมน เอ่ยว่า ทว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ กลับสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าบริการแต่ละอย่างที่ว่ามานี้ จะพร้อมใช้งานภายในปี 2025 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

เทสลา-สตาร์ลิงก์ ของมัสก์ประสบความสำเร็จ
ครุกแมน ยอมรับว่า มัสก์เคยประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงมาบ้าง เทสลาคือ ก้าวที่ล้ำหน้าในกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสตาร์ลิงก์ (Starlink) ก็เป็นบริการที่สำคัญอย่างยิ่งยวดรวมถึงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง

ครุกแมน ย้ำว่า แต่ความสำเร็จเหล่านั้นมันยังไม่มากพอที่จะส่งให้มัสก์กลายเป็นชายที่รวยที่สุดในโลกได้หรอก อันที่จริงแล้ว ความมั่งคั่งของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีรากฐานมาจาก "ความเชื่อที่สร้างความจริงขึ้นมาเอง" (Self-fulfilling faith) กล่าวคือ นักลงทุนที่เชื่อมั่นในความอัจฉริยะของมัสก์ พากันแห่ไปกว้านซื้อหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่มัสก์ควบคุมอยู่ และมูลค่าที่พุ่งสูงขึ้นของบริษัทเหล่านี้ก็กลับมาช่วยเสริมส่งให้ชื่อเสียงด้านความอัจฉริยะของเขาดูน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก

เตือนมัสก์คือ แชร์ลูกโซ่
“เรามีคำนิยามสำหรับธุรกิจที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ เพียงเพราะมันสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาได้เรื่อยๆ และที่มันดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ ก็เพราะตัวมันดูประสบความสำเร็จ... ธุรกิจแบบนั้นเขาเรียกว่า "แชร์ลูกโซ่" (Ponzi schemes) และอีลอน มัสก์ ก็คือ แชร์ลูกโซ่ในคราบมนุษย์ดีๆ นี่เอง” ครุกแมน กล่าวเตือน

เขากล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนขึ้นกว่าเดิมว่า ทักษะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมัสก์ไม่ใช่การพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต แต่เป็นความเชี่ยวชาญในการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเส้นสายวงใน โดยเฉพาะอิทธิพลที่เขามีต่อรัฐบาลทรัมป์

หากอยากเห็นภาพชัดขึ้น ให้ลองพิจารณากรณีที่มัสก์เข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์ (Twitter) เมื่อปี 2022 ซึ่งต่อมาเขาเปลี่ยนชื่อเป็น X ในการระดมทุนเพื่อปิดดีลนั้น วอลล์สตรีท (กลุ่มธนาคารเพื่อการลงทุน) ได้ให้มัสก์กู้ยืมเงินถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนี้สินที่พวกเขาตั้งใจจะรีบผ่องถ่ายออกจากบัญชีของตัวเองด้วยการขายต่อให้นักลงทุนรายอื่น แต่หลังจากนั้น มัสก์กลับเดินหน้าทำลายโมเดลธุรกิจของ X ด้วยการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นส้วมหลุมของพวกขวาจัด และพวกฝักใฝ่นาซี จนทำให้บรรดาผู้โฆษณาพากันถอนตัวหนีหาย

พอถึงช่วงฤดูร้อนปี 2024 มูลค่าของ X ดิ่งลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของราคาที่ซื้อมาด้วยซ้ำ และหากธนาคารยอมขายหนี้ก้อนนี้ออกไป พวกเขาจะต้องเผชิญกับการขาดทุนถึง 40 เซนต์ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ ทำให้เหล่าผู้บริหารธนาคารจำเป็นต้องแบกรับหนี้ของทวิตเตอร์เอาไว้นานกว่าที่คาดคิด จนนำไปสู่พาดหัวข่าวของ Wall Street Journal ในเดือนสิงหาคม 2024 ที่ว่า "การเข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์ของอีลอน มัสก์ ถือเป็นดีลซื้อกิจการที่ย่ำแย่ที่สุดสำหรับกลุ่มธนาคาร นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน"

สายสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์หนุนธุรกิจมัสก์
ครุกแมน ระบุว่า แต่แล้วก็มีเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเข้ามาช่วยชุบชีวิตทั้งกลุ่มธนาคาร และกอบกู้ความน่าเชื่อถือทางการเงินในอนาคตของมัสก์เอาไว้ นั่นคือ การชนะเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2024 และการมาถึงของยุค AI

หลังจากการเลือกตั้งของทรัมป์ บรรดาผู้ลงโฆษณาเริ่มทยอยกลับมาที่ X โดยอ้างเหตุผลว่าจำเป็นต้องเอาใจมัสก์ และทรัมป์ และในเดือนมีนาคม 2025 มัสก์ได้ควบรวมบริษัท AI ที่เขาเพิ่งก่อตั้งใหม่อย่าง xAI เข้ากับ X เพื่อเกาะกระแสความเห่อ AI ที่กำลังเร่งตัวขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของ X และบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเอง

ครุกแมน กล่าวต่อไปว่า แต่โชคร้ายสำหรับมัสก์ เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน แชตบอต "Grok" ของ xAI ก็ยังตามหลังโมเดล AI ของ Anthropic และ OpenAI อยู่ห่างไกล แถมมันยังถูกมองในวงกว้างว่าไม่ปลอดภัย และเชื่อถือไม่ได้ มีอยู่ช่วงหนึ่งมันถึงกับเริ่มพ่นข้อความเหยียดเชื้อชาติ และต่อต้านยิวออกมา พร้อมกับตั้งฉายาให้ตัวเองว่า "เมคาฮิตเลอร์" (MechaHitler) แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์จะพยายามผลักดันให้หน่วยงานรัฐต่างๆ รวมถึงกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) หันมาใช้ Grok แต่ก็แทบจะไม่ประสบความสำเร็จเลย

มัสก์เอา SpaceX มาอุ้ม X และ xAI
ครุกแมนชี้ว่า ดังนั้น มัสก์ผู้ซึ่งเพิ่งจะอุ้ม X ด้วยการเอาไปควบรวมกับ xAI ตอนนี้กำลังจะหันมาอุ้ม xAI ต่อ ด้วยการโยนมันไปรวมเข้ากับ SpaceX ซึ่งเป็นบริษัทที่มีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงอย่างสตาร์ลิงก์

และในวันนี้ SpaceX กำลังจะเข้าสู่ตลาดหุ้น การเปิดขายหุ้น IPO วันแรกในตลาด Nasdaq เปิดตัวด้วยราคาที่ทำให้บริษัทนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งที่ความจริงแล้วเมื่อปีที่แล้วบริษัทนี้มีรายได้เพียง 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ และยังมีผลประกอบการที่ขาดทุนด้วยซ้ำ

ครุกแมน ตั้งข้อสงสัยว่า มูลค่าที่สูงลิ่วราวกับ "อยู่นอกโลก" ขนาดนี้ มันมีความสมเหตุสมผลตรงไหน? การทำ IPO ครั้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานส่วนหนึ่งที่ว่า นักลงทุนรายย่อยจะยอมควักกระเป๋าจ่าย ไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ประเมินมูลค่าทางธุรกิจของ SpaceX อย่างสมเหตุสมผลแล้ว แต่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองกำลังซื้อหุ้นใน "ความอัจฉริยะ" ของอีลอน มัสก์ ต่างหาก

ครุกแมนโทษแนสแด็กบิดกติกาช่วยมัสก์
ครุกแมนยังกล่าวโทษผู้บริหารตลาดแนสแด็กว่า ลำพังแค่กลุ่มผู้เลื่อมใสศรัทธาอาจไม่มากพอที่จะต่ออายุเกมเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินนี้ได้ พันธมิตรในวอลล์สตรีทของมัสก์จึงต้องเข้ามาช่วยกันโกงกฎกติกา ดัชนีหุ้นรายใหญ่บางตัว โดยเฉพาะ Nasdaq 100 และ FTSE Russell ได้ยอมเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อรับ SpaceX เข้าเป็นสมาชิกดัชนีแทบจะในทันที

นักลงทุนถูกบังคับทางอ้อมให้ซื้อหุ้น SpaceX
ครุกแมน ชี้ว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การที่หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่งถูกจัดเข้าไปอยู่ในดัชนีหุ้นรายใหญ่นั้น จะสร้างผลประโยชน์ทางการเงินให้อย่างมหาศาล เพราะหุ้นจำนวนมากในตลาดถูกถือครองโดย "กองทุนดัชนี" (Index Funds) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ออกแบบพอร์ตโฟลิโอมาให้วิ่งเลียนแบบพฤติกรรมของดัชนีหลักๆ ดังนั้น มันจึงเกิดความต้องการซื้อหุ้นของบริษัทนั้นๆ ขึ้นมาทันทีเมื่อถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีใหญ่ เพราะกองทุนดัชนีไฟต์บังคับว่าจะต้องกว้านซื้อหุ้นเหล่านั้นเข้ามาเติมในพอร์ตของตัวเอง

ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ดัชนีรายใหญ่จะต้องรออย่างน้อยหนึ่งปีหลังจากบริษัททำ IPO เพื่อให้เวลาหุ้นได้ "เติบโตเต็มที่" ก่อนที่จะพิจารณานำเข้ารวมในดัชนีชี้วัดตลาด การยอมหักกฎเกณฑ์เพื่อ SpaceX ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอีกครั้งว่ามัสก์มีความสามารถในการชักจูง และทำให้สถาบันหลักๆ บิดเบี้ยวได้ขนาดไหน (อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500 ยังคงต้านทานแรงกดดันนี้ได้ และยืนยันจะรอครบหนึ่งปีก่อนจึงจะนำ SpaceX เข้าร่วม)

ครุกแมนทำนายแชร์ลูกโซ่มัสก์จะล้มลงในที่สุด
เรื่องนี้นำไปสู่ประเด็นสุดท้ายของครุกแมน ซึ่งเขาทำนายว่า “แชร์ลูกโซ่ในคราบมนุษย์ขนาดมหึมาที่ชื่อว่า อีลอน มัสก์ วันหนึ่งมันจะต้องพังทลายลงมาอย่างแน่นอน แต่แชร์ลูกโซ่แบบดั้งเดิมนั้นจะโกงเฉพาะเงินของนักลงทุนที่เลือกจะเดินเข้ามาเล่นด้วยตัวเองเท่านั้น ทว่าในครั้งนี้ เงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ค้ำยันกลโกงของมัสก์ จะมาจากกระเป๋าของชาวอเมริกันธรรมดาๆ ที่ถูกบังคับทางอ้อมให้ต้องซื้อหุ้นนี้ ปัจจุบัน สินทรัพย์ของกองทุนรวมประมาณ 52% ถูกลงทุนอยู่ในกองทุนดัชนีหรือกองทุนที่อิงกับดัชนี และกว่า 50% ของครัวเรือนอเมริกันก็มีการลงทุนในกองทุนรวม ต้องขอบคุณความสมรู้ร่วมคิดระหว่างมัสก์ และวอลล์สตรีท ภายใต้แรงหนุนจากภาพลักษณ์ที่ว่ารัฐบาลทรัมป์พร้อมเป็นแบ็กหลังให้มัสก์ ทำให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหรืออาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ต้องถูกลากถูลู่ถูกังเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงเครื่องจักรยักษ์ใหญ่ของมัสก์อย่างเลี่ยงไม่ได้”

ครุกแมน กล่าวตบท้ายว่า “แล้วในอเมริกาประเทศของทรัมป์แบบนี้... ยังมีใครต้องแปลกใจกับเรื่องแบบนี้อีกงั้นหรือ?”

‘ทรัมป์’ ชี้ ‘อิหร่าน’ ตกลงไม่มีนิวเคลียร์!! สหรัฐฯไม่ได้จ่าย 300 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นข่าวปลอมจากฝ่ายเดโมแครต เงิน 300,000 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนฟื้นฟู หากอิหร่านทำตามข้อตกลงอย่างเข้มงวด

ทรัมป์ :อิหร่านตกลงที่จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์! นอกจากนี้ ข่าวที่ว่าสหรัฐฯ จ่ายเงินให้อิหร่าน 300 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นข่าวปลอมที่พรรคเดโมแครตปล่อยออกมา!!! ประธานาธิบดี ดีเจที

กระแสข่าวที่ออกมา ไม่ใช่ 300 ล้านดอลลาร์ (300 Million USD) ประมาณ 9,700 ล้านบาท แต่เป็น 300,000 ล้านดอลลาร์ (300 Billion USD) ประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท
เจดี แวนซ์ (JD Vance) เพิ่งให้สัมภาษณ์ตอบคำถามเรื่องนี้ โดยอ้างถึงกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ที่อาจได้รับจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) หากอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง

ที่มา :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1323394473282243/?rdid=shSAw5tLZYPSi1wp#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top