Friday, 19 June 2026
TheStatesTimes

ผบ.ทอ.เยอรมนีลั่นเตรียมพร้อมกับรัสเซียคืนนี้!! ประกาศพร้อมรบคืนนี้หากรัสเซียโจมตี เป้าหมายโหดเจาะจงคาบสมุทรโคลาและคาลินินกราด เน้นการปกป้อง NATO ครบทุกตารางนิ้ว สนับสนุนอังกฤษพร้อมจัดระบบป้องกันภัยขั้นสูง

ผบ.ทอ.เยอรมนีลั่น "พร้อมรบคืนนี้" หากรัสเซียโจมตี NATO ชี้โคลา–คาลินินกราด–เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก–ทะเลดำจะเผชิญความโกรธ "โจมตีเอสโตเนีย = โจมตีลอนดอน" เยอรมนีจัดซื้อ Patriot–Iris-T–Arrow 3 ครั้งมโหฬาร พร้อมปกป้องน่านฟ้าอังกฤษ

The Telegraph รายงานว่า พล.ท.โฮลเกอร์ นอยมันน์ ผบ.กองทัพอากาศเยอรมนี (Luftwaffe) ประกาศในบทสัมภาษณ์พิเศษว่า Luftwaffe "พร้อมเปิดฉากทำการรบคืนนี้" กับรัสเซีย และจะปกป้องดินแดน NATO "ทุกตารางนิ้ว" หากมอสโกโจมตี กองกำลังจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศรุนแรงและสร้างความเสียหายหนักหน่วงต่อรัสเซียทันที

นอยมันน์ระบุเป้าหมายเจาะจง: คาบสมุทรโคลา คาลินินกราด เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทะเลดำ "จะเผชิญความพิโรธจาก NATO หากถูกบังคับให้ป้องกันตนเอง" ย้ำว่าไม่มีการแบ่งแยกโซนความปลอดภัย "การโจมตีเอสโตเนียจะได้รับตอบโต้รุนแรงเท่าเทียมกับโจมตีลอนดอน" การตอบโต้จะเป็น "32 ต่อ X" กองทัพอากาศ 32 ชาติพันธมิตรประจำการร่วมทันที

ถ้อยแถลงแข็งกร้าวที่สุดจากผู้นำทหารเยอรมนีในรอบหลายปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของเบอร์ลินที่มุ่งสะสมอาวุธใหม่ภายใต้แนวคิดของนายกฯ แมร์ซ ที่ต้องการ "กองทัพแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป" เยอรมนีได้รับงบพิเศษหลายพันล้านยูโรจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ "ครั้งมโหฬาร" ทั้ง Patriot, Iris-T และ Arrow 3

นอยมันน์เสนอสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศให้อังกฤษหากร้องขอ ท่ามกลางอังกฤษที่ระบบป้องกันตึงตัวจนอาจต้องเลือกปกป้องฐานนิวเคลียร์หรือลอนดอน และปัญหาลาออกของรัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษ

แต่เขาเตือนห้ามประเมินกองทัพอากาศรัสเซียต่ำ แม้ไม่ชิงความได้เปรียบทางอากาศในยูเครนตลอด 4 ปี รัสเซียมีการปรับตัวสูงและเรียนรู้จากสงครามจริง มีแพลตฟอร์มทรงอานุภาพ Su-35, Su-57, MiG-31 ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธทิ้งตัว และขีปนาวุธเหนือเสียง

นอยมันน์ไม่เห็นด้วยกับยุโรปแยกตัวจากสหรัฐฯ ปฏิเสธ European autonomy แต่สนับสนุนให้ยุโรปพัฒนาขีดความสามารถเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เมื่อถูกถามว่าเยอรมันพร้อมเผชิญ "ดาร์ธ ปูติน" หรือไม่ ทิ้งท้ายว่า "ผู้คนมีความพร้อมมากกว่าที่แสดงออกเมื่อถึงเวลาจำเป็น"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122311769582234582&id=61557037466190&rdid=DC861uXEwACEmGQ7#

‘สีจิ้นผิง’ ต้อนรับ ‘มินอ่องหล่าย’ จีนเน้นสัมพันธ์เมียนมา-เพื่อนบ้านสำคัญ ย้ำหนุนเมียนมารักษาอธิปไตย เดินหน้าระเบียงเศรษฐกิจร่วมกัน พร้อมสนับสนุนเมียนมารักษาเสถียรภาพประเทศ

ปักกิ่ง, 16 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันอังคาร (16 มิ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พบปะหารือกับมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่งของจีน โดยสีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญระดับสูงกับความสัมพันธ์จีน-เมียนมาในการดำเนินนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ในการประสานงานภารกิจด้านการพัฒนาและความมั่นคง เพื่อเสาะหาเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพการณ์ของประเทศ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรต่อประชาชนทุกกลุ่มในเมียนมา และสนับสนุนเมียนมาในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

ปี 2026 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) โดยจีนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาแก่เมียนมา และร่วมกันสร้างประชาคมจีน-เมียนมาที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรไมตรีและความไว้วางใจทางการเมือง การพัฒนาแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน การประสานงานด้านความมั่นคง และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกับเมียนมายาวที่สุด จีนเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและความร่วมมือท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงและผันผวน พร้อมเสริมว่าระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาเป็นโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายควรเดินหน้าการก่อสร้างหลายโครงการสำคัญควบคู่กับการรับรองความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงเปิดเผยว่าจีนยินดีเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูและบูรณะเมียนมาหลังเกิดแผ่นดินไหว และทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกัน จีนสนับสนุนทุกฝ่ายในเมียนมาให้เดินหน้าสันติภาพและการปรองดองผ่านการเจรจาเพื่อบรรลุเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานและผลประโยชน์ระยะยาวของเมียนมาและประชาชนในเมียนมา
ด้านมินอ่องหล่ายกล่าวยกย่องมิตรภาพ "ฉันพี่น้อง" (pauk-phaw) อันยาวนานระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนเมียนมาอย่างต่อเนื่องและไม่หวังผลตอบแทนในด้านการพัฒนา เสถียรภาพ สันติภาพ และการปรองดอง โดยยืนยันว่าเมียนมาจะยึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ อีกทั้งสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อริเริ่มสำคัญระดับโลก 4 ประการที่สีจิ้นผิงเสนอ และพร้อมกระชับการสื่อสารและการประสานงานพหุภาคีกับจีนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

มินอ่องหล่ายกล่าวว่าการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน นำมาซึ่งโอกาสสำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย รวมถึงเมียนมา โดยเมียนมาหวังที่จะกระชับความร่วมมือรอบด้านกับจีน ร่วมกันพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเมียนมา-จีน และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

เมียนมายังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของบริษัทและบุคลากรจีนในเมียนมา และจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อรับประกันความปลอดภัยดังกล่าว พร้อมทั้งยินดีทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม รวมถึงรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

อนึ่ง สีจิ้นผิงได้จัดพิธีต้อนรับมินอ่องหล่ายก่อนการหารือ และจัดงานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเที่ยง โดยภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือหลากหลายสาขา อาทิ การขนส่งและการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ที่มา : Xinhua

รศ.ดร.ดุลยภาค มธ. เผย!! จีน ควบคุมวิชาการอเมริกัน เชื้อสายเมียนมาร์ ส่งสัญญาณพร้อมใช้กฎหมายข้ามพรมแดน เตือนนักวิจัย-นักวิเคราะห์ต้องระวัง ยกระดับแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์จีน

“รศ.ดุลยภาค”เผย “มินซิน”เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์รัฐศาสตร์-พม่า-จีน-ให้ความรู้ระดับคลังสมอง-ลึกซึ้งสถานการณ์แรร์เอิร์ธ-บทวิเคราะห์ชี้ทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้อำนาจข้ามแดน-เตือนนักวิจัย-นักข่าว-นักวิเคราะห์

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน นักวิชาการชาวพม่าสัญชาติอเมริกันระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมแห่งหนึ่งซึ่งสถาบันการศึกษาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่านายมิน ซินเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่ชำนาญความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเรือน เรียนปริญญาเอก ที่สหรัฐอเมริกา (University of California, Berkeley) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ซึ่งย้ายมาประจำที่เชียงใหม่

รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายมิน ซินเป็นระยะๆโดยนายมินซิน มีลักษณะผสมผสาน คือเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์โดยแท้ เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นนักปฏิบัติการเชิงนโยบาย คือไม่ได้ทำงานวิชาการอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ เชิญไปให้ความเห็น เช่น หากจีนจะดำเนินนโยบายต่อพม่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นายมินซินจะไปปรากฏตัวในงานคลังสมองนานาชาติ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ และบอกผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าควรดำเนินนโยบายต่อพม่า

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า ระยะหลังๆ นายมิน ซินสนใจรัฐศาสตร์พม่า-จีนมากขึ้น ในเว็บไซต์ของ ISP Myanmar มีงานเรื่องนี้เยอะ เช่น บทบาทจีน องค์กรให้ความสนใจประเด็นนี้ และเรื่องแรร์เอิร์ทด้วย ความสนใจของเขาผูกติดประเทศจีนโดยมีเครือข่ายนักวิชาการที่คุนหมิง ทำให้เขาไปสัมพันธ์กับนักวิชาการจีน หลังๆ เดินทางไปจีนบ่อย

“การทำวิจัยในจีนเรื่องรัฐนั้น ไม่ง่าย เพราะจีนออกกฎหมายเซนเซอร์ผู้ที่อาจเป็นสายลับ นักวิชาการที่ไปจีนในช่วงหลังจากที่จีนออกกฎหมายนี้ก็ต้องระมัดระวัง ขณะทีอูมิน ซินถือสัญชาติอเมริกัน เรียนปริญญาเอกที่เบิร์กเลย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ใช่นักวิชาการพม่าเพียวๆ แต่เป็นพลเมืองสหรัฐ เป็น US Citizen มาเก็บข้อมูล ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ของจีนมองเขาแบบนี้หรือไม่” รศ.ดุลยภาค กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน เป็นการคุมคามนักวิชาการหรือไม่ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า นักวิชากาด้านนี้ที่เก็บข้อมูลต้อระมัดระวังตัวมากขึ้น
“ผมไม่ได้โปรจีน แต่ก็คิดว่าาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาก็เชิญไปร่วมแลกเปลี่ยน ต้องหาว่าเกณฑ์ความเสี่ยงที่ถูกจับกุม คืออะไร”

ผู้สื่อข่าวถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหนที่จะไม่เกิดความเสี่ยง ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ความพอดีในการวิจัย การเข้าถึงข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้ประสานราชการ เอกสารต่างๆ หากเข้าทางที่ถูกต้องก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ประเด็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจต่อจีน หัวข้อเหล่านี้ไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสังเกตได้ว่าเป็นสายลับหรือเป็นนักวิชาการ ดร.ดุลยภาคตอบว่า หากเป็นนักวิชาการจริงๆ หรือหากเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วมาเป็นนักวิชาการ หากใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลที่คนข้างในปล่อยออกมา หน่วยงานจะรู้ว่าเข้าถึงชั้นความลับ จะถูกมองว่ามีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสายลับ

“ต้องดูว่าเขารับทุนสนับสนุนมาจากไหน เขามี agenda (วาระ) อย่างไร พิเศษอย่างไร ตอนนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นสถาบันการออกแบบรัฐ มีเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ทำงานส่งเสริมศักยภาพ capacity building กลุ่มคนเหล่านี้ก็หวังดีกับพม่าทั้งนั้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือเป็นนักวิชาการต่างประเทศ เช่นอังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องพม่า บางส่วนเดินทางเข้าพม่าไปเลย บางส่วนเอาไทยเป็นฐานในการเก็บข้อมูล ศึกษาเรื่องต่างๆ”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ขณะที่ SHAN News ได้รายงานบทวิเคราะห์ของ Sai Wansai ซึ่งระบุว่า การควบคุมตัวนายมิน ซิน โดยรัฐบาลจีนมิใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นคำเตือนที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบต่อเครือข่ายทั้งหมดของนักวิเคราะห์อิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการใช้อิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ไปสู่การใช้แรงกดดันและการข่มขู่ที่เปิดเผยมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีน

บทวิเคราะห์นี้ระบุด้วยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนอาศัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเจรจาทางการเมืองเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางของเมียนมา แต่ในปัจจุบัน เมื่อกระแสต่อต้านจีนขยายตัวในสังคมเมียนมา และอำนาจควบคุมของรัฐบาลทหารอ่อนแอลง จีนดูเหมือนจะละทิ้งแนวทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม การจับกุมนาย มิน ซิน ไม่ใช่ข้อพิพาททางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจข้ามพรมแดน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยปิดกั้นหรือทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วยวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น

บทความวิเคราะห์ระบุว่า การที่จีนเลือก "จับกุม" นาย มิน ซิน แทนที่จะปฏิเสธการเข้าประเทศหรือส่งตัวกลับ มีความหมายทางยุทธศาสตร์ได้แก่ 1. สร้างผลการข่มขู่ต่อวงการวิชาการ ทำให้นักวิจัย นักข่าว และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เกิดความหวาดระแวงและระมัดระวังมากขึ้นในการศึกษาเรื่องจีน

2. แสดงอำนาจที่ขยายออกนอกพรมแดน แม้นายมิน ซิน จะทำงานในประเทศไทยและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็ยังถูกควบคุมตัวในจีนได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนตีความคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" อย่างกว้างขวาง และพร้อมใช้แนวคิดดังกล่าวกับบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด

3. จังหวะเวลามีนัยสำคัญเพราะการจับกุมเกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนและสนับสนุนพันธมิตรทางการเมือง

4. ใช้ข้อหา "สอดแนม" เป็นเครื่องมือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมและความมั่นคงแห่งชาติช่วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้ยากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1665845178879617&id=100063624517880&rdid=qbm3xQBfRNXXwDNr#

สหรัฐฯ-อิหร่านยุติสงคราม!! ลงนาม MOU ยุติสงครามทุกแนวรบ เงื่อนไขถอนทหาร-ยกเลิกปิดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ยุติคว่ำบาตร ยืนยันไม่ผลิตนิวเคลียร์ในอนาคต

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับเต็มระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยข้อแรกของเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า การลงนามจะนำไปสู่การยุติสงคราม "ในทุกแนวรบ" (All Fronts) สิ่งนี้อาจจะเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเงินทุนหรือการคว่ำบาตร

-เตหะราน วอชิงตัน และพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย ประกาศยุติสงครามอย่างทันทีและถาวรใน "ทุกแนวรบ"
-ทุกฝ่ายให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และงดเว้นจากการข่มขู่ทุกรูปแบบ

-ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้หากจำเป็น

-สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านทันทีหลังการลงนาม

-สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังทหารรอบอิหร่านภายใน 30 วัน หลังจากมีข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

-อิหร่านจะดำเนินการฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน รวมถึงการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีอยู่

-วอชิงตันจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค สนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน พร้อมยุติ—มาตรการคว่ำบาตรตามกรอบเวลาที่ตกลงกัน

-อิหร่านย้ำว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ "ไม่ว่าในกรณีใดๆ" ขณะที่ประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำไปหารือในข้อตกลงขั้นสุดท้าย

-ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะปัจจุบันไว้จนกว่าจะมีข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยอิหร่านยังคงดำเนินโครงการนิวเคลียร์ในระดับปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือกำลังทหารเพิ่มเติม

-สหรัฐฯ ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

-สหรัฐฯ ปลดล็อกเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และจะเริ่มการเจรจาขั้นสุดท้ายเมื่อมีการรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง

-ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2085703072325435&set=gm.1324282126526811&idorvanity=849053944049634

18 มิถุนายน 2455 เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางสมัยรัชกาลที่ 6 ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น ภารกิจประวัติศาสตร์ของราชนาวีสยาม หมุดหมายราชนาวีไทยสมัย ร.6 สู่ยุคเรือรบสมัยใหม่

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อ “เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์” หรือ H.T.M.S. Sua Khamronsin ขึ้นระวางประจำการในราชนาวีไทยอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือรบระดับเรือพิฆาตที่ต่อขึ้น ณ อู่ต่อเรือกาวาซากิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการจดจำว่าเป็นเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยทำหน้าที่ขับเรือเดินทางกลับจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยด้วยตนเอง เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการนำเรือรบลำใหม่เข้าประจำการ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความสามารถ ความกล้า และศักยภาพของทหารเรือไทยในยุคที่ราชนาวีกำลังก้าวเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สยามกำลังอยู่ท่ามกลางการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกและแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก การพัฒนากองทัพเรือจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพราะทะเลมิได้เป็นเพียงเส้นทางค้าขาย แต่ยังเป็นด่านหน้าด้านความมั่นคงของประเทศ การมีเรือรบที่ทันสมัยและกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเอกราชและศักดิ์ศรีของชาติ

การจัดหาเรือรบจากญี่ปุ่นในเวลานั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการเรียนรู้เทคโนโลยีทางทะเลจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชีย ญี่ปุ่นหลังยุคเมจิได้กลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม การทหาร และการต่อเรือ การที่สยามเลือกต่อเรือรบที่อู่กาวาซากิ เมืองโกเบ จึงสะท้อนถึงการมองหาเทคโนโลยีและความร่วมมือจากประเทศเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นเรือรบที่เข้ามาเสริมกำลังให้กองทัพเรือไทยในยุคที่ประเทศต้องการยกระดับขีดความสามารถทางทะเล การมีเรือพิฆาตประจำการช่วยเพิ่มศักยภาพในการลาดตระเวน คุ้มครองน่านน้ำ และแสดงแสนยานุภาพของราชนาวีไทยในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่ทำให้เรือลำนี้ถูกจดจำเป็นพิเศษ คือการที่ทหารเรือไทยเป็นผู้ขับเรือกลับจากญี่ปุ่นมายังสยามด้วยตนเอง การเดินเรือข้ามทะเลในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความรู้ด้านการเดินเรือ เครื่องจักร กลไก การนำร่อง สภาพอากาศ และความพร้อมของกำลังพล การเดินทางดังกล่าวจึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของทหารเรือไทยว่า สามารถปฏิบัติภารกิจระดับสากลได้ด้วยตนเอง

ตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่น จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าความภาคภูมิใจทางเทคนิค เพราะเป็นภาพสะท้อนของการสร้างบุคลากรทางทะเล การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และการยืนหยัดด้วยกำลังความสามารถของคนไทยเอง ในยุคที่ประเทศกำลังพยายามยืนยันสถานะของตนท่ามกลางโลกสมัยใหม่

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนากองทัพเรือมิได้ขึ้นอยู่กับเรือรบหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคนที่มีความรู้ วินัย ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ กำลังพลที่สามารถนำเรือกลับจากต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย คือทรัพยากรสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับราชนาวีไทย

ชื่อ “เสือคำรณสินธุ์” ยังให้ภาพของพลัง ความกล้าหาญ และความน่าเกรงขามในท้องทะเล คำว่า “เสือ” สื่อถึงความองอาจ ส่วน “คำรณสินธุ์” สื่อถึงเสียงกึกก้องในสายน้ำหรือท้องทะเล ชื่อเรือลำนี้จึงสอดคล้องกับบทบาทของเรือรบที่เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านน้ำของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงไม่ใช่เพียงวันขึ้นระวางของเรือรบลำหนึ่ง หากเป็นวันที่สะท้อนพัฒนาการสำคัญของราชนาวีไทยในยุครัชกาลที่ 6 เป็นวันที่กองทัพเรือไทยได้รับเรือรบสมัยใหม่เข้าประจำการ และเป็นวันที่ความสามารถของทหารเรือไทยได้รับการพิสูจน์ผ่านภารกิจเดินเรือข้ามทะเลจากญี่ปุ่นกลับสู่แผ่นดินไทย

เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์จึงควรถูกจดจำในฐานะหนึ่งในหมุดหมายของการพัฒนากองทัพเรือไทย เป็นทั้งเรือรบ ยุทโธปกรณ์ และสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าในยุคที่สยามกำลังเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเอง

18 มิถุนายน พ.ศ. 2455 จึงเป็นวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย วันที่เรือหลวงเสือคำรณสินธุ์ขึ้นระวางประจำการในสมัยรัชกาลที่ 6 และกลายเป็นตำนานเรือลำแรกที่ทหารเรือไทยขับกลับจากญี่ปุ่นด้วยตนเอง ฝากชื่อไว้ในความทรงจำของกองทัพเรือไทยในฐานะสัญลักษณ์แห่งความกล้า ความสามารถ และการก้าวสู่ความทันสมัยของราชนาวีสยาม

ดราม่า AI ในโรงพยาบาลรัฐบราซิล!! ครอบครัวสาวบราซิลโทษระบบ AI จัดคิวไอซียูผิดพลาด ทำผู้ป่วยรอเตียง 5 วันจนเสียชีวิต บราซิลถกเดือด ใช้ AI จัดสรรเตียงผู้ป่วยเร็วขึ้นจริง หรือเพิ่มความเสี่ยงในระบบสาธารณสุข

ครอบครัวสตรีชาวบราซิลรายหนึ่ง ที่เสียชีวิตหลังเฝ้ารอเตียงห้องไอซียูเป็นเวลานานหลายวัน กล่าวโทษระบบของภาครัฐที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ หลังไอเอประเมินระดับความรุนแรงในอาการป่วยของเธอเบาเกินจริง ทำให้เธอไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

รีเบคกา คาร์โดโซ เทเทนเต โมลินา วัย 32 ปี อาชีพนักจิตวิทยา จากรัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล ขอเข้ารักษาตัวเมื่อช่วงต้นเดือน สำหรับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาการป่วยของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานคณะแพทย์สรุปว่าเธอจำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต(ไอซียู) เป็นการด่วน 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ระบบจัดการเตียงผู้ป่วยและจัดสรรห้องไอซียู ที่นำระบบเอไอ มาช่วยประเมินความรุนแรงของอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐ ที่เรียกว่าระบบ Core-MG ประเมินอาการผู้ป่วยรายนี้ผิดพลาด บอกว่าเคสของเธอไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตเพียงพอ แม้บรรดาญาติๆของ โมลินา นำเรื่องไปยื่นต่อศาล เพื่อบังคับให้ดำเนินการส่งตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ตาม

มีเตียงว่างหลังจากนั้นในอีก 5 วันต่อมา ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร เธอถูกส่งตัวไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ในใบมรณบัตรระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะช็อกจากการติดเชื้อ แต่คณะแพทย์กำลังพยายามหาขอสรุปว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว

"คณะแพทย์สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ ในกรณีที่ว่าคนไข้มีอาการป่วยร้ายแรงหรือไม่" พี่สาวฝาแฝดของโมลินา ซึ่งมีอาชีพทนายความบอกับสื่อมวลชน พร้อมระบุว่าระบบไอเอ จัดอันดับความรุนแรงในอาการของโมลินาแค่ 6.8 แม้ทางครอบครัวเชื่อว่าเธอควรได้รับการปฏิบัติในฐานะความรุนแรงระดับ 10 "คนไข้ระดับ 8 และระดับ 9 แซงหน้าเธอ แพลตฟอร์มที่ให้อำนาจไอเอ จะไม่ยอมปรับระดับสูงขึ้น แม้ว่าผลตรวจกำลังแย่ลงก็ตาม"

"น้องสาวของฉันและคนอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเลข สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ระเบียบปฏิบัติ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีบราซิล ที่ถูกโยนเข้าไปในระบบเฉยๆ" เธอกล่าว

ระบบ Core-MG ถูกเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นย้ำว่ามันจะช่วยจัดสรรเตียงคนไข้เร็วขึ้นและมีความโปร่งใส่มากขึ้น เนื่องจากช่วยจัดลำดับคนไข้จากความรุนแรงของอาการป่วย

ทางกระทรวงสาธารณสุขรัฐมีนัชเจไรช์ ตอบโต้ข้อกล่าวหา ยืนยันว่าระบบไม่ได้เป็นตัวทำร้ายโมลินา โดยบอกว่าเธอได้รับการลงทะเบียนคนไข้ในทันที และการส่งตัวขึ้นอยู่กับว่ามีเตียงว่างหรือไม่ และความจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้แล้วยังบอกว่ากฎระเบียบต่างๆยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทย์ และ Core-MG ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านการรักษา หรือวิธีการค้นหาเตียงคนไข้

กระนั้นเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างและกระตุ้นการท้าทายทางกฎหมายจากบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งโต้แย้งว่ามันทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหยุดชะงัก

เคสของโมลินา มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการบูรณการไอเอเข้ากับการรักษาพยาบาล ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆนี้บรรดาบริษัทประกันทั้งหลายต้องเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย ต่อคำกล่าวหาใช้ระบบอัลกอริทึมปฏิเสธการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะที่พวกพยาบาลในนิวยอร์ก เตือนว่าโรงพยาบาลต่างๆเร่งรีบใช้เครื่องไม้เครื่องมือเอไอเร็วเกินไป โดยไม่มีการป้อนข้อมูลอย่างเพียงพอหรือปราศจากการกำกับดูแลโดยพวกเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000057503?fbclid=IwdGRjcASfpTFjbGNrBJ-lK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjzOixGXBaYze3ZeiSDdGOSyfz-8UCpGYo1te9-hJnUZZ9RhWoa_pOv_QI_r_aem_s0hM95txF6KcpBq0eRzKiQ

ไทยเปิดประตูใหญ่อาเซียน!! นายกฯ ชู 3 แกนร่วมมือ ไทย–รัสเซีย ดันการค้า–ลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัลบนเวทีคาซาน ไทยเสนอตัวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เชื่อมตลาดสองภูมิภาค

นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน พร้อมผลักดันการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล ในเวที ASEAN-Russia Business Forum

วันนี้ (17 มิ.ย.69) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum กล่าวปาฐกถาโดยกล่าวถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน พร้อมเชิญชวนนักธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน

นายกฯ ระบุว่า ปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative ช่วยให้ไทยดึงดูด FDI สูงสุดในรอบ 10 ปี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล พร้อมเป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียน 2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน พร้อมผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียและพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว การแพทย์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย-รัสเซีย

ในช่วงท้าย นายกฯ กล่าวว่าการครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซียในปี 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1485753346920331&id=100064570394286&rdid=3qn3VGaJskdjGbFz#

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

‘ปูติน’ เปิดโต๊ะรับผู้นำอาเซียน!! อนุทิน–ภริยาเข้าร่วมงานเลี้ยงเกียรติยศ ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซียสมัยพิเศษ สะท้อนบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาค ไทยย้ำสัมพันธ์อาเซียน–รัสเซีย

นายกฯอนุทิน และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/774466662359309/?rdid=A9zjCwTkAfugspfL#

ภาพล่าสุดของ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่าน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) ผ่านระบบดิจิทัลในวันนี้

“ลายเซ็นของทั้งสองปรากฏให้เห็นชัดเจนบนเอกสาร
ข้อตกลงยุติสงครามได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายแล้ว”

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325078609780496/?rdid=Boyvjd7VoLw0BfxJ#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top