Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

ซิกท์–เคทีซี ดันตลาดรถเช่า EV พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่ารถแทนซื้อโตตามกระแส EV Rental เติบโตสูง 20% ซิกท์นำรถพรีเมียมหลากรุ่น

เคทีซี–ซิกท์ ชี้เทรนด์ “เช่ารถแทนซื้อ” มาแรง

ดัน EV Rental โต รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยกำลังปรับพฤติกรรมการเดินทาง จากการ “เป็นเจ้าของ” สู่การเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นทั้งทางเลือกด้านกาปรเดินทางและ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวัน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดรถเช่าในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัว 20% สูงกว่าการเติบโตของรถเช่าโดยรวมที่ 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมอง “การเช่า” เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการลงทุนระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สภาพคล่องทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการเช่ารถ EV ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ “ทดลองใช้งานจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อในอนาคต

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองรถ EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน การเช่าจึงช่วยทั้งควบคุมต้นทุน และเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ EV ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและภาคองค์กร

ด้านนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจรถเช่ายังคงเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้งานจริง และภาคองค์กรที่ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG มากขึ้น โดย SIXT Thailand เป็นผู้นำด้านการเช่ารถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น รวมถึงแบรนด์พรีเมียมเช่น BMW, XPeng และ Zeekr

ตลาดรถเช่ากำลังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจากการเน้น “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “การเข้าถึงการใช้งาน” ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากกว่า

ทั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) และซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เดินหน้าพัฒนาทางเลือกด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทาง การใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านแคมเปญ “EAT THE EAST: The Grand Road Trip” ที่ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางด้วยรถยนต์ สัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค้นหาทุกเรื่องที่คุณสนใจได้เลย | KTC  KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ: บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

'มจธ.' ชี้วิธีประหยัดไฟ แนะตั้งแอร์ 25-26 องศาไม่ต่ำเกินไป เลือกแอร์ขนาดเหมาะสมลดค่าไฟ ขับรถนิ่งสม่ำเสมอประหยัดน้ำมัน เข้าใจพฤติกรรมช่วยสู้ภาระค่าไฟ

นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ “ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน” ทางรอดสู้วิกฤตพลังงานแพง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ

รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น "ความเย็น" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย “หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะแอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ดังนั้นยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 - 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้นดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น 27 - 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก”

อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน โดยการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ส่วนด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว

“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) ด้วย ซึ่งค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” ดร.วันชัย กล่าว

นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดร.วันชัยยังเสริมอีกว่า การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้นการขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก

“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” ดร.วันชัยกล่าวทิ้งท้าย

เติมทุนสู้วิกฤต!! SME D Bank ขยายกู้ Green Productivity รัฐเร่งอัดฉีดสินเชื่อสีเขียว ดอกเบี้ยแค่ 3% วงเงินสูงสุด 30 ล้านถึงสิ้นปี 69 หนุนเปลี่ยนรถ EV ติดโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนพลังงาน

"วราวุธ" เผยข่าวดี SME D Bank ขยายสินเชื่อ SME Green Productivity อัดฉีดหมื่นล้านบาท  หนุนเอสเอ็มอีเปลี่ยนรถ EV-พลังงานสะอาด ติดโซลาร์เซลล์สู้ศึกน้ำมันแพง ดอกเบี้ยแค่ 3% เปิดรับคำขอถึง 30 ธ.ค.นี้

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการช่วยบรรเทาผล

กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME)  ที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้า 

ว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ได้ขยายสินเชื่อครอบคลุมกลุ่ม SME ในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษภายใต้โครงการ"SME Green Productivity" ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท โดยมีวงเงิน 10,000 ล้านบาท

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเรื่องเงินทุน แต่เป็นการยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" เพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกตามกฎกติกาการค้าใหม่ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารรถนำเงินสินเชื่อไปใช้ในการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือการใช้ระบบไฟฟ้า (EV) รวมทั้งนำไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานสะอาด โดยสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม) ผ่านช่องทาง สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ  ,LINE Official: @SMEDevelopmentBank เว็บไซต์: www.smebank.co.th/loan/greenproductivity/  และ Call Center 1357

วันที่ 29 เมษายน วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ตรงกับวันที่ 29 เมษายนของทุกปี พระองค์เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2548 เวลา 18.35 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช พระองค์มีพระเชษฐภคินีต่างพระมารดา 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

คณะแพทย์ถวายพระประสูติโดยการผ่าตัด เมื่อแรกประสูติ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติทรงมีน้ำหนัก 2,680 กรัม มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง พระเนตรโต พระนาสิกโด่ง โดยพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่า 'พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ' เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ทองคำ ส่วนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชตินั้น พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระมหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ว่า 'ผู้ทำประทีปคือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะคือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง'

ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติเป็นภาษาอังกฤษว่า 'His Royal Highness Prince Dipangkorn Rasmijoti'

จากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ สถาปนาและเฉลิมพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

อ.อุ๋ย" ฟาดแรง!! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน ตั้ง "พรีเมียม" จากต่างชาติ แทนรีดคนไทย เลิกมองคนไทยไปต่างแดนมีเงินเสมอ เพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระแผ่นดิน

อาจารย์อุ๋ย" ฟาดแรง! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากต่างชาติให้ "พรีเมียม" ดีกว่ารีดเงินคนไทยไปทำประชานิยม!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชาวบ้านต้อง “เขียม” กันจนตัวลีบ แนวคิดการปัดฝุ่นภาษีขาออก 1,000 บาท เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการ “คนละครึ่งเที่ยวไทย” กำลังกลายเป็นประเด็นที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันบิดเบี้ยวของรัฐบาล 

หากเรานำมาวางเทียบกับ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 300 บาท ที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติ จะเห็นถึงความลักลั่นที่ทำร้ายคนไทยและด้อยค่าทรัพยากรท่องเที่ยวของชาติอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่า “คนไทยที่ไปต่างประเทศคือคนมีเงินเสมอไป” เพราะในโลกความเป็นจริง การเดินทางออกนอกประเทศในยุคปัจจุบันมีทั้งการไปทำภารกิจ ไปเยี่ยมญาติหรือไปทำธุระจำเป็นของครอบครัว 

คนเหล่านี้ไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง” แต่คือพลเมืองที่กำลังดำเนินชีวิต การเก็บภาษี 1,000 บาท จึงไม่ต่างอะไรจากการตั้งกำแพงรีดไถต้นทุนชีวิตคนไทยด้วยกันเอง สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 ที่รัฐจะจำกัดสิทธิได้เฉพาะเหตุความมั่นคงหรือสวัสดิภาพประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่จำกัดเพื่อเอาเงินไปแจกเป็นประชานิยม

ทำไมไม่เก็บ "ขาเข้า" ให้มีคุณค่า?

ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับข้อกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ผมขอแนะรัฐบาลให้เปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะรีดเงินคนไทย 1,000 บาท รัฐควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหยียบแผ่นดินจากคนต่างชาติให้สูงขึ้นและสมเหตุสมผลกว่านี้

การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพียง 300 บาท คือการขายของถูกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในลักษณะปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งสร้างภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างมหาศาล 

หากเราปรับฐานราคาค่าเหยียบแผ่นดินให้เป็นแบบ "พรีเมียม" นอกจากจะได้เม็ดเงินมาพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าคนไทยแล้ว ยังเป็นการ คัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อจริง เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สร้างภาระให้แผ่นดินจนเกินเยียวยา

อย่าหากินกับคนในบ้าน:

การที่รัฐจะเรียกเก็บเงินคนในบ้านตัวเองสูงกว่าคนต่างชาติถึง 3 เท่านั้น เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและทำลายความรู้สึกของประชาชนอย่างยิ่ง ภาษีต้องไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อทำโปรเจกต์แจกเงินที่ไร้ความยั่งยืน

รัฐบาลต้องหยุดทำตัวเป็น "เจ้าหนี้" ที่ดักทวงเงินพลเมืองหน้าประตูสนามบิน แล้วหันมาทำตัวเป็น "ผู้บริหาร" ที่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ "หยุดรีดเลือดกับคนไทยที่กำลังดิ้นรน แล้วไปยกระดับการเก็บเงินจากผู้มาเยือนให้สมกับฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก" นั่นคือทางออกที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมและเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน!

https://www.facebook.com/share/p/1Gs1GW1Qbu/?mibextid=wwXIfr

ยูเออีถอนตัว OPEC ยูเออีประกาศถอน OPEC และ OPEC+ กระทบเอกภาพกลุ่มน้ำมันในตะวันออกกลาง เผยไม่ต้องหารือซาอุดีอาระเบียก่อน ผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ Saudi Arabia ที่เป็นผู้นำโดยพฤตินัย

การถอนตัวของยูเออี ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC มายาวนาน อาจทำให้เอกภาพของกลุ่มอ่อนแอลง และเพิ่มความไม่เป็นระเบียบภายในกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พยายามแสดงจุดยืนร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และโควตาการผลิต

"ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล-มาซรูอี" (Suhail Mohamed al-Mazrouei) รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่า การตัดสินใจของ UAE ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องหารือกับประเทศอื่น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค แสดงความไม่พอใจต่อประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ “ยังทำได่ไม่เพียงพอ” ในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงสงครามที่ผ่านมา

Anwar Gargash ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเออี กล่าววิจารณ์

ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC - มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่ม) ให้การสนับสนุนเพียงด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร “อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”

แม้รัฐมนตรีพลังงานยูเออีจะกล่าวว่า การถอนตัวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลไปก่อนแล้ว แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นชัยชนะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่วิจารณ์ OPEC มาตลอด ว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อประเทศอ่าว เข้ากับประเด็นราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่าประเทศเหล่านี้ “ใช้ประโยชน์” จากการคุ้มครองดังกล่าวเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1282603994027958/?rdid=vUrfAwjLBIr8vnYf#

ไทยขยับพึ่งจีนรัสเซีย!! สหรัฐฯ ไม่ตอบรับช่วย ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ไทยเผชิญแรงกดดันพลังงานหนัก หันไปหาแหล่งน้ำมันและปุ๋ยจากรัสเซีย จีนช่วยแก้ปัญหาขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ

ทางเพจ Asian Speech ได้โพสต์ว่า

ไทยหันไปพึ่งจีนและรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

กรุงเทพฯ 28 เมษายน 2569 — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เพื่อช่วยประเทศรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานก็ตาม

นายสีหัศักดิ์ พวงเกตแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง ซึ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ

ตามที่รัฐมนตรีกล่าว การตอบสนองหลักของวอชิงตันคือการเสนอขายน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มากกว่ามาตรการสนับสนุนในวงกว้าง

คำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ขณะที่ไทยกำลังมองหาพันธมิตรทางเลือกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงระดับโลก

เจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่า ประเทศได้หันไปพึ่งรัสเซียสำหรับอุปทานน้ำมันดิบและปุ๋ย ขณะเดียวกันก็ขอความช่วยเหลือจากจีนเกี่ยวกับปัญหาการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลก

 มีรายงานว่าสีหาสักยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของนโยบายสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการมีส่วนร่วมที่มั่นคงกว่าของจีนในภูมิภาคนี้

ประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต้ของสหรัฐฯ แต่เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วเอเชียกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง

อ้างอิง : Asian Speech

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=937901655682569&id=100083882304435&rdid=vc6IbDx9CqdrhCjK#

จีนเปิดเกมตลาดทุเรียน!! ตลาดทุเรียนจีนเติบโตแรง แหล่งผลิตอาเซียนแข่งขันเข้มขึ้น ผู้บริโภคจีนเปลี่ยนโฟกัสเป็นคุณภาพ อุตสาหกรรมทุเรียนขยายตัวทั่วภูมิภาค

ตลาดบริโภค 'ทุเรียน' ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

หนานหนิง, 28 เม.ย.--- ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ "ราชาแห่งผลไม้" จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ "ฤดูทุเรียน" โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

โม่เ.จียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่าการนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่าจำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกันความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่าผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง "ราคา" เป็นเรื่อง "คุณภาพ" โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นหลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่าตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหงเล็งจะทดลองโมเดล "ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง "สินค้าเฉพาะกลุ่ม" เป็น "สินค้ากระแสหลัก" ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

'ดร.เจษฎ์' ชี้ รัฐบาลต้องทบทวน!! แนะหยุดใจดีต่อกัมพูชา ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ชายแดน ย้ำไทยต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เรียกร้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล ทบทวนท่าทีต่อ "กัมพูชา" หมดเวลาใจดี กรณีรุกล้ำ-สแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมเสนอควรมีมาตรการเด็ดขาด จัดระเบียบความสัมพันธ์

[กรุงเทพฯ] หลังจากที่ นาย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าพบอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย เมื่อ 24 เมษายน 2569  ล่าสุด 29 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางในสังคม โดยแสดงจุดยืน เรียกร้องให้คนไทยและภาครัฐตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งและอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน พร้อมเสนอให้ทางการไทยใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศใหม่

"ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43 หรือ 44 โดยตลอดหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงวิกฤตการณ์สงครามกลางเมืองในกัมพูชาเมื่อ 40-50 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ให้การช่วยเหลือและเกื้อกูลชาวกัมพูชามาโดยตลอด
​โดยเฉพาะในยุคที่มีผู้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ในรัชกาลที่ 9) ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ดูแลผู้อพยพชาวกัมพูชาเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดน เช่น บ้านหนองจาน รวมถึงการอนุโลมให้ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่อาศัยและสัญจรในพื้นที่พิพาทและแนวชายแดน อาทิ เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของกัมพูชาในเวลาต่อมา ซึ่งกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย มีทั้งการรุกล้ำพื้นที่ ขุดสนามเพลาะ และการใช้อาวุธโจมตีพลเรือน ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันพื้นที่ตะเข็บชายแดนยังกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มมิจฉาชีพ หรือ "สแกมเมอร์" (Scammers) ที่สร้างความเดือดร้อนหลอกลวงทั้งคนไทยและประชาคมโลก ซึ่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตของไทยได้เคยนำข้อกังวลเหล่านี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศมาแล้ว

"เราดูแลมานานแล้ว ทางกัมพูชาเกิดเป็นปฏิปักษ์กับเรา ยิงปืนเข้าใส่พลเรือน ยิงอาวุธเข้ามา รุกคืบเข้ามา ขุดสนามเพลาะ ก่อปัญหา แล้วยังไม่พอ หลอกลวงคนไทยรวมถึงชนชาวโลกทั้งหลายผ่านตะเข็บชายแดน โดยใช้บรรดาสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า Scammers ทุกวันนี้ ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้ เอกอัครราชทูตเรา ผู้แทนในระดับรัฐมนตรีของเรา ก็พูดในเวทีระหว่างประเทศมาหลายครั้งแล้ว ชี้แจงแถลงไขให้ชนชาวโลกได้รับรู้ได้รับทราบ"
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เตือนสติสังคมไทย ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทบทวนท่าที โดยระบุว่า  "ถ้าเราใจดีต่อไป เราไม่สะบั้นสัมพันธ์ ไม่ตัดไมตรี เพื่อที่จะให้กัมพูชาสำนึก... ประเทศไทยเราจะทนอยู่ได้หรือ ในเมื่อเราดูแลถึงเพียงนี้" พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนมาตรการ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานในการเจรจาอย่างเคร่งครัด แทนการช่วยเหลือแบบให้เปล่าเหมือนในอดีต รวมถึงได้โต้แย้งกลุ่มที่มองว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกันจำเป็นต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจและไม่สามารถปิดด่านชายแดนได้ โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวไม่เป็นความจริงเสมอไป หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะปิดพรมแดนระงับความสัมพันธ์เป็นเวลานานเมื่อเกิดปัญหา และจะกลับมาเปิดเจรจากันอีกครั้งก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเคารพสิทธิและไม่กระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันแล้วเท่านั้น

"ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องแก้ปัญหา ก่อนที่เรากับกัมพูชา จะสามารถสานสัมพันธ์ หรือ... มีไมตรีกันได้ ดังนั้น พี่น้องชาวไทย อย่าหลงใหลไปกับการที่หลายคนมาบอกว่า มันเป็นเรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำมาค้าขายกัน มันเป็นเรื่องที่บ้านเมืองอยู่ติดกันยังไงก็ตามเราจะปิดด่านไม่ได้ เราจะต้อง... อยู่ด้วยกัน เราจะต้องไปมาหาสู่กัน ไม่จริงครับ หลายประเทศ ก็ปิดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าเมื่อถึงกาลที่จะสามารถพูดคุยกันได้ ก็ค่อยมาคุย" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

“สวนนงนุช” จัดโปร!! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีเดือนพฤษภาคม 1-4 พ.ค.69 ห้ามพลาดวันหยุดยาว ไทยเกิดเดือนนี้เข้าฟรีแน่นอน กิจกรรมหลากหลายเพียบพร้อมสนุก

“ของขวัญแทนคำขอบคุณ…สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่รับวันแรงงาน เกินสุดคุ้ม! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีสำหรับคนเกิดในเดือนพฤษภาคม เข้าฟรี 1– 4 พ.ค.69 นี้สำหรับวันหยุดยาว”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมส่งมอบความสุขต้อนรับเดือนพฤษภาคมและวันหยุดยาว เนื่องใน “วันแรงงานแห่งชาติ” ด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ เปรียบเสมือนของขวัญแทนคำขอบคุณสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้แรงงานทุกคน ให้ได้พักผ่อน เติมพลังชีวิต ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม

ระหว่างวันที่ 1– 4 พฤษภาคม 2569 นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in และ เกิดในเดือนพฤษภาคม รับสิทธิ์ บัตรผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนเกิด พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดคุ้มในช่วงวันหยุดยาว เหมาะสำหรับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ภายในงานยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย อาทิ
การแสดงดนตรีสร้างสีสันและความสนุกสนาน
การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อันงดงามและทรงคุณค่า
การแสดงของ “น้องช้างแสนรู้” ที่สร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวทุกวัย

สวนนงนุชพัทยา พร้อมเป็นจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข คุ้มค่า และเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจ  เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top