Friday, 5 June 2026
TheStatesTimes

ดร.ปิติ ชี้ แลนด์บริดจ์!! มากกว่าเชื่อม 2 ทะเล ต้องเชื่อมจีนให้ได้ ไทยต้องสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมแผ่นดินใหญ่เอเชีย อย่ามองเป็นแค่ทางลัดข้ามทะเลไทย แต่คือประตูเชื่อมจีน-อาเซียนสู่ 2 มหาสมุทร

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Piti Srisangnam กล่าวว่า

อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

บทความวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ "Land Bridge" (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย โดยมักถูกนำเสนอด้วยวาทกรรมหลักที่ว่า "นี่คือเส้นทางลัดที่จะมาทดแทนหรือแข่งขันกับช่องแคบมะละกา" อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง หากไทยยังคงดึงดันที่จะสร้าง Land Bridge เพียงเพื่อเป็น "ทางผ่าน" ข้ามคอคอดกระ โครงการนี้อาจกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่สูญเสียความคุ้มค่าทางการลงทุน (ตามความคิดส่วนตัว ผมกังวลเรื่อง คลองลัด มากๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์, ความมั่นคง, สิ่งแวดล้อม และ สังคม เคยวิเคราะห์อย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือ Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน

ทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างแท้จริง คือการพลิกกรอบคิดใหม่: เราต้องไม่สร้าง Land Bridge เพื่อแค่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย แต่ต้องสร้างให้เป็น "ประตูการค้า" (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ "ทางลัด" และฝันร้ายของ "Double Handling"

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของ Land Bridge ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น "จุดสลบ" ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ "ระยะทางที่สั้นกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ใช้เวลาน้อยกว่า" เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

1. ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 - 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ

ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 - 200 TEU เท่านั้น

คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 - 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

2. การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 - 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก

การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 วัน

การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน เป็นอย่างน้อย

การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2 - 3 วัน

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6 - 9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน นี่ยังไม่นับรวม "ต้นทุนค่ายกตู้" (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากตะวันออกกลางไปเอเชียตะวันออกโดยตรง

ส่วนที่ 2: Land Bridge ในฐานะ "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative)

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ "ทดแทน" แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านเหรียญต่อวัน)

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน "ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก" เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

ส่วนที่ 3: ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ทางผ่านชั่วคราว" ไปสู่การเป็น "จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง" (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้

แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

1. การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อหนองคาย สปป.ลาว ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) และพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (ผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟจีน-ลาว)

2. ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

3. เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และสิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือเชื่อมโยง SEC, EEC และ Land Bridge กับ Central Economic Corridor ภาคกลาง, Northern Economic Corridor ภาคเหนือ และ Northeastern Economic Corridor ภาคอิสาน กับอีก 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่จะเชื่อมไทยกับเพื่อนบ้าน

ส่วนที่ 4: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Balancing Geopolitical Powers)

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative - BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ "กลุ่มทุนผสมผสาน" (Multinational Consortium):

ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล

สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี "ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

บทสรุป

การผลักดันโครงการ Land Bridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดคือการพยายามขายโครงการนี้ในฐานะ "ทางลัดเพื่อฆ่าช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ของการขนส่งและหลักเศรษฐศาสตร์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องนำเสนอภาพจำใหม่ต่อประชาคมโลก Land Bridge คือ "Gateway of the Mainland" หรือประตูบานใหญ่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (อาเซียนและจีน) ออกสู่สองมหาสมุทร การสร้างยุทธศาสตร์ที่ผนวกโครงข่ายทางราง การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า และการถ่วงดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่จะทำให้เมกะโปรเจกต์นี้แปรเปลี่ยนจากความฝันบนหน้ากระดาษ สู่การเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163875751577225&id=625882224&rdid=zfrTEIh8CUG5t32O#

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr
 

น้ำมันดีเซลพอใช้ 103 วัน!! พลังงานไทยยังตึงตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก กองทุนน้ำมันขาดทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลจนกว่าอิหร่านจะตกลงในประเด็นนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กำลังเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นให้ทรัมป์พิจารณา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเพิ่มเติม ด้านอิหร่านระบุว่าความอดทนต่อมาตรการปิดล้อมมีขีดจำกัด และพร้อมจะตอบโต้หากการปิดล้อมยังดำเนินต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ประกอบกับการที่กลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงเล็กน้อยราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงตึงตัว และราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาปิดวันที่ 29 เมษายน น้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 6.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Brent ปรับขึ้น 6.77 ดอลลาร์ ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Dubai ปรับลงเล็กน้อย 0.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 106.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 103 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 28 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.57 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.34 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล B7 40.20 บาท น้ำมันดีเซล B20 33.20 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 42.45 บาท และน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.77 - 88.26 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.91 – 119.38 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ติดลบ 62,853.38 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 118.83 ล้านบาท

คืนพิเศษของดนตรีไทย คอนเสิร์ตรำลึกบทเพลงศตวรรษที่ 20 นำโดย มาเอสโตร 'สมทรง' พลิกประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง สะท้อนพลังดนตรีดิบเถื่อน ซิมโฟนี 4 ของ 'มาห์เลอร์' เสียงสวรรค์บริสุทธิ์อบอุ่น

กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 —คอนเสิร์ตบางงานเป็นเพียงงานแสดง แต่บางงานคือการรำลึก เป็นการส่งต่อแสงไฟที่ไม่ให้มอดดับ คอนเสิร์ตของสยามซินโฟนิเอตตา ในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ คือคืนแห่งการรำลึกอย่างแท้จริง

ภายใต้การอำนวยเพลงของมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล วงออร์เคสตราจะนำเสนอผลงานชิ้นเอกสองชิ้นแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้แก่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ของสตราวินสกี้ และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ ทั้งสองบทเพลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เพราะทั้งคู่ได้รับการแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ศิลปินแห่งชาติ นักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์ และผู้ที่เปิดประตูสู่ดนตรีออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มาเอสโตร สมทรง เองก็คือผู้อำนวยเพลงในการแสดงครั้งที่สองในประเทศไทยของทั้งสองบทเพลงนี้เช่นกัน คืนนี้จึงเป็นการเดินทางที่วนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เป็นการสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ

บทเพลงในคืนนี้

สตราวินสกี้ — เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง (ค.ศ. ๑๙๑๓)

ไม่มีบทเพลงใดในโลกที่สร้างความวุ่นวายได้เท่านี้ และไม่มีบทเพลงใดที่ถูกรักอย่างลึกซึ้งได้เท่ากัน เมื่อครั้งที่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๓ ผู้ชมในหอแสดงดนตรีถึงกับก่อจลาจล ดนตรีที่กระหึ่มดังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางเสียง ประกอบกับท่าเต้นที่แปลกประหลาดสุดขีด ทำให้ผู้คนตะโกน ชกต่อย จนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

สตราวินสกี้ได้สร้างภาพแทนพิธีกรรมแห่งฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียโบราณ — ดิบ เข้มข้น และดุดัน ซึ่งในพิธีกรรมนั้นหญิงสาวผู้ถูกเลือกจะต้องเต้นรำจนสิ้นลมเพื่อบูชาเทพเจ้า ดนตรีสะท้อนเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะที่ไม่หยุดหย่อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสียงประสานที่ชนกันอย่างรุนแรง และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ที่ถูกผลักไปสู่ขีดจำกัด เพียงแค่โน้ตเปิดของบาสซูนเพียงอย่างเดียวที่ถูกเขียนให้เล่นในช่วงเสียงสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ แขวนอยู่ระหว่างเสียงครวญคราญและความน่าสะพรึง ก็บอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ดนตรีที่ทำให้รู้สึกสบาย

ทว่าภายในเวลาไม่กี่ปี เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก วันนี้บทเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ เป็นจุดที่ดนตรีคลาสสิกก้าวพ้นจากห้องรับแขกที่ประณีตและก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่เก่าแก่และดั้งเดิมกว่านั้น หลายคนรู้จักบทเพลงนี้ผ่านภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. ๑๙๔๐) ซึ่งนำเพลงนี้มาประกอบฉากยุคไดโนเสาร์ และนั่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเพลงนี้มีบางอย่างที่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างที่พูดถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรม การได้ฟังบทเพลงนี้สด ๆ  ได้รู้สึกถึงจังหวะอันน่าตื่นตะลึงนั้นในร่างกายของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำบรรยาย

มาห์เลอร์ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ในบันไดเสียง G major (ค.ศ. ๑๙๐๐)

หากสตราวินสกี้คือพลังธรรมชาติ มาห์เลอร์ก็คือบางสิ่งที่ใกล้ชิดกว่า และในแบบของมันเอง ก็ไม่น้อยหน้ากันเลย

กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ค.ศ. ๑๘๖๐–๑๙๑๑) คือหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโรแมนติกตอนปลาย ผู้ที่เขียนซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่อลังการและเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ตั้งคำถามกับชีวิต ความตาย และสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ทว่า ซิมโฟนีหมายเลข ๔ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าประหลาดใจในผลงานทั้งหมดของเขา มันคือสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่องสว่างที่สุดที่เขาเคยเขียน ซิมโฟนีที่สวมใส่ใบหน้าแห่งความบริสุทธิ์ไว้

บทเพลงเปิดต้นด้วยเสียงกระดิ่งเลื่อนหิมะที่ระยิบระยับ ราวกับว่าเรากำลังถูกเชิญเข้าสู่นิทานฤดูหนาว ท่อนแรกมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์ที่แทบจะปิดบังฝีมือการประพันธ์อันสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ ท่อนที่สองแปลกประหลาดกว่านั้น: ไวโอลินเดี่ยวที่ถูกขึ้นสายสูงกว่าปกติโดยเจตนา เพื่อให้เสียงออกมาได้ยิน เฉียบแหลม น่าขนลุก สื่อถึงภาพแห่งความตายที่กำลังเล่นซอในงานเต้นรำพื้นบ้าน เป็นอุปมานิทัศน์ยุคกลางที่ถ่ายทอดผ่านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาห์เลอร์ ท่อนที่สามเปิดออกสู่หนึ่งในท่อนช้าที่สงบและงดงามที่สุดในซิมโฟนีทั้งหมดของโลก ห้วงแห่งความสงบสุขที่ดูเหมือนดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา

และแล้วท่อนสุดท้ายก็เผยให้เห็นสิ่งที่ซิมโฟนีนี้กำลังสร้างขึ้นมาตลอด นักร้องโซปราโนก้าวออกมาขับร้อง Das himmlische Leben "ชีวิตในสวรรค์" บทกวีจากหนังสือรวมเพลงพื้นบ้านเยอรมันโบราณ Des Knaben Wunderhorn (ขลุ่ยวิเศษแห่งเยาวชน) ในบทกวีนี้สวรรค์ถูกบรรยายผ่านสายตาของเด็กน้อย เป็นแดนแห่งการเลี้ยงฉลอง ของลูกแกะและทูตสวรรค์ ของความสุขเรียบง่าย ภาพเหล่านี้อาจดูไร้เดียงสาเกือบเกินไป แต่ในมือของมาห์เลอร์ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่องสว่างและซาบซึ้งอย่างลึกล้ำ มุมมองของสวรรค์ที่กรองผ่านเลนส์ที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทบาทของนักร้องโซปราโนในคืนนี้ตกเป็นของ ปุณณิกา มเหมือง นักร้องสาวผู้มีความสามารถจากโครงการ Opera Siam Young Soloist การที่ผลงานระดับนี้จะถูกมอบให้กับศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่นี่ในกรุงเทพฯ รู้สึกถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับคอนเสิร์ตที่โดยแก่นแท้แล้วพูดถึงการส่งต่อสิ่งที่มีค่าจากรุ่นสู่รุ่น

คืนแห่งการสืบทอด

พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยเชื่อว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่เป็นของทุกคน — ว่าผู้ฟังชาวไทยสมควรได้พบกับบทเพลงที่เคยสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนในเวียนนา ปารีส และนิวยอร์ก และท่านถูกต้อง ความจริงที่ว่าบทเพลงที่ท่านเลือกนำมาเป็นผู้บุกเบิก เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติดนตรีโลก แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่รักดนตรีของท่านอย่างชัดเจน

มาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล หนึ่งในบุคคลที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในฐานะนักประพันธ์เพลงและวาทยากรระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษสานต่อมรดกนี้ คอนเสิร์ตนี้คือเครื่องบรรณาการของท่าน ไม่เพียงแต่ต่อผู้บุกเบิกที่มาก่อน แต่ต่อความเชื่อที่ว่าดนตรีมีพลังข้ามทุกพรมแดน และกรุงเทพมหานครก็คู่ควรกับบทเพลงชิ้นเอกเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

ไม่ว่าคุณจะรักดนตรีคลาสสิกมาทั้งชีวิต หรือกำลังก้าวเข้าสู่หอแสดงดนตรีเป็นครั้งแรก คืนนี้เป็นคืนที่ไม่ควรพลาด

เกี่ยวกับสยามซินโฟนิเอตตา

สยามซินโฟนิเอตตา คือหนึ่งในวงออร์เคสตราเยาวชนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล และมีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิโอเปร่ากรุงเทพและ Opera Siam นับตั้งแต่ก่อตั้ง วงได้นำเสนอผลงานออร์เคสตราที่ท้าทายที่สุดในโลกให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ

 

บัตรและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองบัตร: VIP: ๑,๒๐๐ บาท | ทั่วไป: ๖๐๐ บาท จำหน่ายบัตรที่: ticketmelon.com/operasiam/rite สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @operasiam

ปตท.สผ. ลุยผลิตก๊าซ!! เพิ่มกำลังผลิตถึง 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุต รายได้รัฐไตรมาส 1 กว่า 7,300 ล้านบาท หนุนเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ลงทุนโครงการใหม่ในมาเลเซียปี 2571

ปตท.สผ. แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569
เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานในประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 เมษายน 2569 – ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการในประเทศในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานและช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานโลก โดยไตรมาส 1 บริษัทสามารถนำส่งรายได้จากการดำเนินงานให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ)  ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4  และโครงการจี 2/61  ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย 

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย 

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้  การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย”  นายมนตรีกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย 

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ 
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

ธรรมศาสตร์ชี้ทาง ‘กองทุนแสนล้าน’ 5 แนวทางยกระดับ SME กองทุนแสนล้านช่วยนวัตกรรม เน้นเพิ่มผลิตภาพลดพึ่งพิง ต้องวัดผลจริงปรับตามสถานการณ์

เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง ‘กองทุนแสนล้าน’ ยกระดับ SME
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทางดำเนินการเพื่อความคุ้มค่าเงินลงทุน เผยไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ควรใช้โอกาสนี้บูรณาการทั้งระบบ แนะสถานการณ์เร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วย SME ให้รอดจากวิกฤตตะวันออกกลางก่อน หากล้มทั้งระบบ กระทบเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขัน
 
รศ. ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ SME ภายใต้วงเงินแสนล้านบาทถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องระวังไม่ให้กองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กลายเป็นกล่องงบประมาณอีกใบที่แยกส่วนการทำงานออกไปจากระบบเดิมจน SME เกิดความสับสน ต้องทำเอกสารหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ จนสุดท้ายแล้วเสียเวลาไปกับระบบมากกว่าการแก้ไขปัญหาธุรกิจจริงๆ

รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จะลงไปสนับสนุน SME และมีส่วนช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนตัวมองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประเด็น ให้สำเร็จ ทั้งนี้ประกอบด้วย

1. งบประมาณที่สนับสนุน SME ต้องไม่ใช่เงินอุดหนุนที่ทำให้เกิดการพึ่งพา หากแต่ต้องเป็นเงินที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพื่อทำให้ SME สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เพราะปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2567 พบว่า SME ราว 3.25 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของกิจการ SME ทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 34.8% เท่านั้น

2. กองทุนต้องมีการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น การผ่านมาตรฐาน การขยายตลาด ไม่ใช่วัดแค่จำนวนโครงการที่อนุมัติ 3. กองทุนต้องมีระบบติดตามและทบทวนเป็นระยะ และหากพบว่าทำแล้วไม่เกิดผลก็ต้องกล้าปรับหรือยุติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกองทุนถาวรโดยไม่มีการประเมิน 4. กองทุนต้องไม่ออกแบบการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ เพราะมีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด มีจำนวน 84.5% เป็นกลุ่ม Micro หรือรายย่อย และแบ่งเป็นขนาดเล็ก 13% และขนาดกลางเพียง 2% ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความพร้อมและความต้องการแตกต่างกันอย่างมาก

5. ต้องทำ one-stop service ของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงกองทุนกับกลไกนี้ พร้อมกับมีที่ปรึกษา หรือ SME Navigator ช่วยวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง จัดลำดับความสำคัญ แนะนำเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย และส่งต่อไปยังเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น คูปองนวัตกรรม/การพัฒนา ทุนเฉพาะด้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เงินกระจายแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกใช้เพื่อยกระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพัฒนาตรงไหนก่อน บางรายคิดว่ามีปัญหาการตลาด แต่จริงๆ อยู่ที่ต้นทุนหรือระบบการผลิต จึงไม่ควรปล่อยให้ SME ต้องเดาปัญหาและเลือกโครงการเองทั้งหมด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ (Depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงกลไกของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
สำหรับการบูรณาการ ควรเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ควรมีกลไกกลางที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมของประเทศในการพัฒนา SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หรือแม้แต่ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีเจ้าภาพกลาง การทำงานก็จะซ้ำซ้อนเหมือนเดิม

2. ระดับปฏิบัติการ ประเทศไทยควรมี one-stop service journey ที่ SME เข้าถึงได้จากจุดเดียว กรอกข้อมูลครั้งเดียว ประเมินครั้งเดียว และระบบสามารถช่วยคัดกรองและส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมได้ เช่น เครื่องมือด้านนวัตกรรมของ NIA, โครงการดิจิทัลของ depa, มาตรการภาษีหรือสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน

3. ระดับส่งมอบบริการจริงถึงตัว SME ตรงนี้ไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งหน่วยงานพัฒนา SME อย่าง สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัย เครือข่ายหน่วยงานของ อว. และกลไกเชิงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งควรถูกใช้เป็นฐานในการทำงานกับ SME แต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนมีโครงการอบรมหรือกิจกรรมระยะสั้น เพราะการพัฒนา SME ที่ได้ผลจริงต้องมีการติดตามต่อ วินิจฉัยซ้ำ และยกระดับต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าโครงการหนึ่งครั้งแล้วถือว่าจบ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนมูลค่าแสนล้านบาทถือว่าเป็นมาตรการสนับสนุน SME ในระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะยาวจะไม่มีความหมายเลย หากผู้ประกอบการอยู่รอดไม่ถึงวันนั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการโดยทันทีคือ การออกมาตรการที่เร็ว-ง่าย-ตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ชะลอภาระที่กดต้นทุน สนับสนุนเงินหมุนเวียนระยะสั้น หรือช่วยปรับธุรกิจในช่วงวิกฤต ฯลฯ เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวได้ทัน อยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางนี้ไปให้ได้ก่อน

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ SME จำนวนมากล้มลงในสถานการณ์นี้ จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ SME เป็นทั้งฐานของการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ GDP หดตัว การจ้างงานหาย รายได้ครัวเรือนลดลง ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบจะลามต่อไปถึงระบบการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ด้วย เนื่องจาก SME จำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์อยู่ในห่วงโซ่การผลิต การลงทุนใหม่จะชะลอตัวลง ส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กล้มจำนวนมาก สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟื้นกลับมายากมาก

“การช่วยเหลือไม่ควรเป็นมาตรการเฉพาะหน้าแบบแยกส่วนแล้วจบ รัฐควรใช้จังหวะนี้สร้างระบบ one-stop service ไปพร้อมกัน เพื่อให้ SME ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือได้รับทั้งการประคองระยะสั้นและคำแนะนำสำหรับการปรับตัวระยะกลางต่อเลย ไม่ใช่พอหมดวิกฤตก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เองอีกครั้ง” รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าว

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ทั้งนี้ คำว่า “ฉัตรมงคล” หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น เปิดแคมเปญลดค่าครองชีพ สินค้าราคาพิเศษกว่า 60% ลดภาระประขาชน จัดที่ค้าส่งค้าปลีก 99 แห่งทั่วประเทศ แคมเปญจัดทุกไตรมาสช่วยผู้บริโภค

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น ช่วยลดค่าครองชีพ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประชุมหารือ ตัวแทน ผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้มากยิ่งขึ้น จากระยะแรก ที่ ห้าง Modern Trade นำ ‘สินค้า House Brand’ และ ‘สินค้าแบรนด์ทางเลือก’ มาลดราคาพิเศษภายใต้โครงการไทยช่วยไทย

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว จะมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ผ่านทางค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นขนาดใหญ่ จำนวน 99 แห่ง รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 10 พฤษภาคม 2569  ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ 25-60%  ทำภายใต้คอนเซ็ป “ขายปลีกราคาส่ง-ขายส่งราคาถูก“ หรือ  “ลดแล้วลดอีก” ถือเป็นการขยายช่องทางสินค้าราคาประหยัดสู่พี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงมากขึ้น  ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) ก็จะมีการ คิ๊กออฟ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าคองชีพ เปิดจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

นายวชิรวิชญ์  ศิริไชย นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ย้ำว่าภาวะการค้าที่ทรงตัวในปัจจุบัน และต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก แต่ผู้ค้า ยังยืนยันที่จะประคองราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน รวมทั้งพร้อมร่วมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาลดราคาในโครงการไทยช่วยไทยด้วย โดยย้ำว่าเป็นสินค้าคุณภาพทุกรายการ ซึ่งแคมเปญนี้ นอกจากพี่น้องประชาชนทั่วไป จะได้ประโยชน์แล้ว ยังได้ช่วยผู้ประกอบการร้านค้า ด้วยการลดราคาสินค้าแบบยกแพ็ค ที่ประหยัดกว่าเดิมด้วย  โดยเบื้องต้น แคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ จะจัดทุกครั้งไตรมาส  ครั้งต่อไป ไตรมาสที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม  และไตรมาสสุดท้ายของปี จะจัดระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442047407957592&id=100064570394286&rdid=qauxoY4KxkDB9uQ2#

ทรัมป์คืนชีพ ‘Department of War’ เขย่าภาพลักษณ์กองทัพสหรัฐฯ ยุคใหม่ สหรัฐฯ ชุบชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ ทรัมป์ไฟเขียวใช้แทนกลาโหมในที่สาธารณะ ฟื้นจากหน้าประวัติศาสตร์สู่ยุคทรัมป์

กระทรวงสงครามแห่งสหรัฐอเมริกา (US Department of War)

ผู้อ่านหลายท่านคงไม่ทราบว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ได้อนุมัติให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" (US Department of War: DoW) เป็นชื่อรองของ “กระทรวงกลาโหม” (US Department of Defense: DoD) 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ประธานาธิบดี Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเลขที่ 14347 ซึ่งชื่อว่า "การฟื้นฟูกระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกา" คำสั่งดังกล่าวอนุญาตให้หน่วยงานและผู้บริหารใช้ชื่อเดิมในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายได้ โดยมีรายละเอียดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ:

ชื่อทางการเทียบกับชื่อรอง: ในทางเทคนิคแล้ว ชื่อยังคงเป็นกระทรวงกลาโหมตามกฎหมายของ

รัฐบาลกลาง เนื่องจากมีเพียงรัฐบัญญัติของรัฐสภาเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนชื่อกระทรวงระดับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารอนุญาตให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" และ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม" ในการสื่อสารสาธารณะ พิธีการ และจดหมายราชการได้ 

 เว็บไซต์และการสร้างแบรนด์: ไม่นานหลังจากคำสั่งดังกล่าว เว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็ได้รับการ

ปรับปรุงแบรนด์ใหม่ และย้ายไปที่ war.gov มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเกิดขึ้นตามมา รวมถึงการติดตั้งแผ่นป้ายทองสัมฤทธิ์ "กระทรวงสงคราม" ใหม่ทีตรงทางเข้าหลัก และทางเข้าด้านแม่น้ำของเพนตากอน 

เหตุผล: ฝ่ายบริหารระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารข้อความแห่ง "ชัยชนะ"

"ความพร้อม" และ "ความมุ่งมั่น" Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ฝ่ายบริหารเรียกว่า "ท่าทีที่ถูกต้องตามหลักการทางการเมือง" หรือท่าทีที่ตั้งรับอย่างเดียว 

บริบททางประวัติศาสตร์: "กระทรวงสงคราม" เป็นชื่อเดิมของหน่วยงานนี้ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1789 จนกระทั่งรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 (และการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 1949) ได้ปรับโครงสร้างใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน 

แม้ว่า พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสจะเสนอกฎหมายเพื่อให้การเปลี่ยนชื่อเป็นไปอย่างถาวรและเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในขณะนี้ "กระทรวงสงคราม" ยังคงเป็นชื่อที่สาธารณชนรับรู้เป็นหลัก ในขณะที่ "กระทรวงกลาโหม" ยังคงเป็นชื่อทางกฎหมายสำหรับวัตถุประสงค์ด้านการออกกฎหมายและงบประมาณ

กระทรวงกลาโหม หรือเรียกอีกอย่างว่า กระทรวงสงคราม (ในยุคแรกเรียกว่า สำนักงานสงคราม) เป็นหน่วยงานในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา ที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการบำรุงรักษา กองทัพบกของสหรัฐอเมริกานอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบด้านกิจการทางทะเลตั้งแต่ปี 1794 จนกระทั่งมีการจัดตั้งกระทรวงกองทัพเรือในปี 1798 และรับผิดชอบกองทัพอากาศส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่สังกัดกองทัพเรือ จนกระทั่งมีการจัดตั้งทบวงกองทัพอากาศเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ซึ่งเป็นพลเรือนที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงินและการจัดซื้อ และมีบทบาทเล็กน้อยในการกำกับดูแลกิจการทางทหาร เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงกลาโหมตลอดระยะเวลาการดำรงอยู่ในตำแหน่ง

กระทรวงสงครามดำรงอยู่เป็นเวลา 158 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 1789 ถึงวันที่ 18 กันยายน 1947 ภายใต้รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 กระทรวงสงครามได้แยกออกเป็นกระทรวงกองทัพบก และทบวงกองทัพอากาศ ซึ่งได้รวมกับทบวงกองทัพเรือ และก่อตั้งเป็นหน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ต่อมาในปี 1949 หน่วยงานทางทหารแห่งชาติได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมจนปัจจุบันนี้

โครงสร้างของกระทรวงสงคราม (กลาโหม) แบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ: กองทัพ, หน่วยบัญชาการร่วม, และหน่วยงานสนับสนุน

1)  เหล่าทัพ (Military Departments) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายการเมือง:

1.1 Department of the Army (ทบวงกองทัพบก) กำกับดูแล กองทัพบกสหรัฐฯ (United

States Army)

1.2 Department of the Navy (ทบวงกองทัพเรือ)  กำกับดูแลทั้ง United States Navy

(กองทัพเรือ) และ United States Marine Corps (กองกำลังนาวิกโยธิน)

1.3  Department of the Air Force (ทบวงกองทัพอากาศ) กำกับดูแลทั้ง United States Air Force (กองทัพอากาศ) และ United States Space Force (กองทัพอวกาศ)

2)  หน่วยบัญชาการร่วม (Combatant Commands) เป็นหน่วยบัญชาการทำหน้าที่ที่สั่งการใน

ปฏิบัติการจริง (ทุกเหล่าทัพ) แบ่งตามภูมิภาคและหน้าที่ เช่น:

United States Indo-Pacific Command (กองบัญชาการภาคพื้น Indo-Pacific) ควบคุม-สั่งการภาคพื้น Indo-Pacific

United States Central Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่)

United States European Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นยุโรป-รัสเซีย-คอเคซัส-ตุรกี และบางส่วนของแอตแลนติก/อาร์กติก

United States Cyber Command (กองบัญชาการ Cyber) ) ควบคุม-สั่งการทั่วโลก (Global) “เครือข่ายและข้อมูล” มากกว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

 United States Strategic Command (กองบัญชาการยุทธศาสตร์) ไม่ยึดตามภูมิศาสตร์ ขอบเขตทั่วโลก (Global) เน้น “ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าพื้นที่

-     ดูแล “อาวุธนิวเคลียร์ และปฏิบัติการสกัดกั้นในระดับโลก”

-     มีความสามารถโจมตีทั่วโลก

-     ควบคุมระบบเตือนภัยและสั่งการในสถานการณ์วิกฤต

3)  หน่วยงานสนับสนุนและข่าวกรอง ด้านเทคโนโลยี ข่าวกรอง โลจิสติกส์ ฯลฯ เช่น:

Defense Intelligence Agency (หน่วยข่าวกรองทางทหาร)

National Security Agency (หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ)

Defense Logistics Agency (หน่วยงานขนส่ง ลำเลียง และพัสดุ)

DARPA (หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีล้ำสมัย)

Missile Defense Agency (หน่วยป้องกันขีปนาวุธ)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้ากระทรวงสงคราม รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 ได้หน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาในวันเดียวกันกับที่รัฐบัญญัตินี้ได้รับการลงนาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอเมริกัน (และรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ตัดสินใจเลิกใช้คำว่า "สงคราม" เมื่อกล่าวถึงผู้นำพลเรือนของกองทัพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีชื่อของวิทยาลัยการสงครามของแต่ละเหล่าทัพหลงเหลืออยู่ เช่น วิทยาลัยการสงครามกองทัพบก วิทยาลัยการสงครามกองทัพเรือ และวิทยาลัยการสงครามกองทัพอากาศ ซึ่งยังคงฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ ทหารสหรัฐฯ ในด้านยุทธวิธีปฏิบัติการและกลยุทธ์อยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

งานวิจัยน้ำฝุ่นลุยแพร่-น่าน วช. สกสว. สรุปผลงานวิจัยล่าสุด แผนที่น้ำท่วมเผยเสี่ยงพื้นที่น่าน เสวนา PM2.5 - น้ำมั่นคงเน้นประโยชน์ชุมชน เกษตรอินทรีย์ใช้ชีวมวลสร้างรายได้และนวัตกรรม

วีระศักดิ์ ประธานกรรมการส่งเสริมแผนงานงานวิจัยมุ่งเป้า แถลงสรุปความคืบหน้างาน วิเคราะห์ข้อมูลน้ำ-ฝุ่น ของพื้นที่ แพร่-น่าน  ผ่านงานวิจัยกองทุน ววน.  ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสกสว. 

30 เมษายน 2569

ที่ ห้องประชุมดอกเสี้ยว โรงแรม น่าตรึงใจ จังหวัดน่าน

โดยมีนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าวต้อนรับ  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวเปิด
และมอบแผนที่แสดงระดับความเสี่ยงน้ำท่วมของเขตอำเภอเมืองน่านให้ผํว่าราชการจังหวัดน่านใช้ประโยชน์ 

จากนั้นเป็นการเสวนา "Thailand Clean Air & Water Security Forum 2026 " episode 4 โดยมีผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้าน PM2.5  ผู้แทนผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่แพร่-น่านขึ้นเสวนาบนเวที
ต่อด้วยผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้านน้ำมั่นคง และผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมจ
ในจังหวัดน่านขึ้นเสวนา โดยมีดร.วิจารณ์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดร.ประลอง ดำรงค์ไทยและ รศ.ดร.สุจริต คูณคุณากุลวงศ์เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

จากนั้นออกเยี่ยมติดตามผลงานวิจัยระดับสนามที่ วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่สามารถทำรายได้จากงานวิจัยด้วยการแปรรูปเศษเหลือทิ้งชีวมวลทางการเกษตรมาเเปรเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งผลิตไบโอชาร์ สารอินทรีย์บำรุงพืช บำรุงดิน ไล่แมลง ตลอดจนนำเศษวัสดุการเกษตรมาพัฒนาเป็นสารฉีดพ่นบนเเผ่นเยื่อกรองอากาศให้มีคุณสมบัติเพิ่มทางไฟฟ้าสถิตให้จับสกัดฝุ่นขนาดเล็กได้ดียิ่งขึ้นในราคาที่ชุมชนและโรงเรียน ตลอดจนศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใช้ได้ง่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top