‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr