Friday, 5 June 2026
TheStatesTimes

30 เมษายน 2231 หมุดหมายวิทยาศาสตร์สยาม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงเปิดรับองค์ความรู้ใหม่จากฝรั่งเศส

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา ร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศส หมุดหมายสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยอยุธยา

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทอดพระเนตร สุริยุปราคาบางส่วน ที่เมืองลพบุรี ร่วมกับคณะ บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกของราชสำนักสยามในปลายสมัยอยุธยาอย่างเด่นชัด

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 เหตุการณ์นี้มีอายุครบ 338 ปี ไม่ใช่ 337 ปี และยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะตัวอย่างสำคัญของการที่สยามไม่ได้ปิดตนเองจากโลกภายนอก หากแต่พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิทยาการกับนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทสูงมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เหตุการณ์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้เกิดขึ้นที่ พระราชวังลพบุรี หรือบริเวณที่เกี่ยวเนื่องกับ พระที่นั่งเย็น ตามที่บันทึกไทยร่วมสมัยและภาพเขียนฝรั่งเศสสะท้อนเอาไว้ แหล่งข้อมูลจาก UNESCO ด้านมรดกดาราศาสตร์ระบุชัดว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและคณะเยซูอิตชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1688 ที่พระราชวังลพบุรี ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์และบทความประวัติศาสตร์ไทยก็ระบุสอดคล้องกันว่าเป็นการทอดพระเนตรในเมืองลพบุรีช่วงเช้าของวันดังกล่าว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นเพียง “ราชทูต” ทางการทูตเท่านั้น แต่เป็น บาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเป็นนักบวชคาทอลิกที่มีบทบาทด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการสำรวจในโลกยุคใหม่อย่างมาก งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า คณะเยซูอิตฝรั่งเศสชุดที่เข้ามาในสยามช่วงปี 1687–1688 มีภารกิจสำคัญด้านการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ การคำนวณตำแหน่ง และการเผยแพร่วิทยาการจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกที่ราชสำนักสยามจะสนพระราชหฤทัยความรู้ของพวกเขาอย่างจริงจัง

ในความหมายทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชนิยมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่อง ดาราศาสตร์ มาแล้วก่อนหน้านั้น งานของ Vatican Observatory และบทความวิชาการเกี่ยวกับดาราศาสตร์เยซูอิตในเอเชียชี้ว่า ก่อนหน้าสุริยุปราคา 2231 ราชสำนักลพบุรีเคยร่วมสังเกต จันทรุปราคาในปี 1685 กับคณะเยซูอิตด้วย และประสบการณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แบบใหม่จากยุโรป

ความประทับใจต่อวิทยาการของคณะเยซูอิตไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล ที่ลพบุรี ซึ่งหลายแหล่งยกให้เป็นหอดูดาวแบบตะวันตกแห่งแรกในสยามหรือแห่งแรกของไทยในเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ บทความของ NECTEC และ Vatican Observatory ระบุว่า การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1686 และแล้วเสร็จในปี 1687 สะท้อนว่าการรับวิทยาศาสตร์ของราชสำนักอยุธยาในช่วงนั้นมีลักษณะเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงความสนใจเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีการเท่านั้น

จุดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องแปลกแยกจากราชสำนัก แต่ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้โลก การติดต่อกับต่างประเทศ และการแสดงพระปรีชาสามารถของรัฐสยามในเวทีนานาชาติ งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เยซูอิตในเอเชียระบุว่าลพบุรีในช่วงปลายรัชกาลของพระนารายณ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการถ่ายทอดดาราศาสตร์ยุโรปเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ปรากฏการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จะเป็น สุริยุปราคาบางส่วนในสยาม แต่ในระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในบางพื้นที่นอกสยาม แหล่งข้อมูลไทยด้านดาราศาสตร์อธิบายว่า เส้นทางคราสเต็มดวงพาดผ่านบางส่วนของอินเดีย พม่า จีน และพื้นที่ทางเหนือของเอเชีย ขณะที่บริเวณลพบุรีและสยามเห็นเพียงคราสบางส่วน การที่ราชสำนักอยุธยาและคณะเยซูอิตให้ความสำคัญกับการสังเกตปรากฏการณ์นี้ จึงแสดงถึงความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าการมองคราสเป็นเพียงเรื่องลางหรือความเชื่อเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อน ความสัมพันธ์สยาม–ฝรั่งเศส ที่แน่นแฟ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงเวลานั้นราชสำนักสยามเปิดรับคณะทูต มิชชันนารี และผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการทูต การทหาร สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การทอดพระเนตรสุริยุปราคาร่วมกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงเป็นมากกว่ากิจกรรมดูท้องฟ้า แต่เป็นภาพแทนของยุคที่สยามกำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างคึกคักและมีวิสัยทัศน์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้น คือมันเกิดขึ้นใน ปีสุดท้ายของรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์เยซูอิตระบุว่า สุริยุปราคา 30 เมษายน 1688 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญลำดับท้าย ๆ ก่อนที่กระแสวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกในสยามจะสะดุดลงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นทั้งยอดคลื่นของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ในราชสำนักพระนารายณ์ และเป็นภาพสุดท้ายของยุคเปิดรับวิทยาการตะวันตกอย่างเข้มข้นในสมัยอยุธยา

เมื่อมองจากปัจจุบัน เหตุการณ์วันที่ 30 เมษายน 2231 จึงควรถูกจดจำในฐานะ หมุดหมายด้านวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะแสดงให้เห็นชัดว่า สยามในสมัยอยุธยาไม่ได้ล้าหลังหรือปิดตัวจากองค์ความรู้โลก แต่มีพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยวิทยาศาสตร์ มีราชสำนักที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาการอย่างหอดูดาวเพื่อรองรับการเรียนรู้จริง เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีรากเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ไทยมานานกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้น 30 เมษายน พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงวันทอดพระเนตรสุริยุปราคาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากคือวันที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในการเปิดรับวิทยาการโลกตะวันตก และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กรุงศรีอยุธยาเคยก้าวขึ้นสู่การเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับที่เชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่อย่างน่าทึ่งมาแล้วในประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา : https://guru.sanook.com/26139/

1 พฤษภาคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญของประเทศ หมุดหมายสำคัญของสิทธิ ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีของแรงงานไทย

1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” วันที่สังคมไทยร่วมยกย่องผู้ใช้แรงงาน พลังสำคัญเบื้องหลังการขับเคลื่อนประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ “วันแรงงานแห่งชาติ” ของไทย และเชื่อมโยงกับ วันแรงงานสากล หรือ International Workers’ Day ซึ่งมีรากมาจากการเคลื่อนไหวของแรงงานโลกในช่วงทศวรรษ 1880 เพื่อเรียกร้องสิทธิด้านเวลาทำงานและความเป็นธรรมในสถานประกอบการ กระทรวงแรงงานไทยระบุชัดว่า วันที่นี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน และเพื่อผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และสิทธิอันชอบธรรมของแรงงานไทยอย่างจริงจัง ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ก็อธิบายว่า 1 พฤษภาคมมีความหมายในฐานะวันแห่งแรงงานและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก

ความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่การเป็นวันหยุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการย้ำให้เห็นว่า แรงงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การบริการ การเกษตร หรือแรงงานในระบบใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกภาคส่วนล้วนขับเคลื่อนได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และทักษะของผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กระทรวงแรงงานจึงใช้วันดังกล่าวเป็นโอกาสในการยกย่องบทบาทของแรงงาน ควบคู่กับการเน้นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมของผู้ใช้แรงงานไทย

ในทางประวัติศาสตร์ วันแรงงานสากลมีจุดกำเนิดจากการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานเพื่อเรียกร้อง ชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่อง “ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของขบวนการแรงงานสมัยใหม่ ILO ระบุว่าความหมายของวันที่ 1 พฤษภาคมโยงกับการต่อสู้ของแรงงานทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1880 และยังคงเป็นวันแห่งความเป็นปึกแผ่นของแรงงานมาจนถึงปัจจุบัน นั่นทำให้วันแรงงานไม่ใช่แค่วันเชิงพิธีกรรม หากแต่เป็นวันที่เตือนให้โลกไม่ลืมว่าหลายสิทธิที่แรงงานได้รับในวันนี้ ล้วนเกิดจากการต่อสู้และการเรียกร้องอย่างยาวนานในอดีต

สำหรับประเทศไทย กระทรวงแรงงานระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และเป็น วันหยุดตามประเพณีของลูกจ้าง เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานไทยมากขึ้น ในทางปฏิบัติ วันดังกล่าวจึงเป็นหมุดหมายที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรแรงงานใช้ในการจัดกิจกรรมรำลึก ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันประเด็นสำคัญด้านแรงงาน เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้ “วันแรงงานแห่งชาติ” มีความหมายลึกซึ้ง คือมันสะท้อนความจริงพื้นฐานข้อหนึ่งของสังคมว่า ทุกความเจริญเติบโตของประเทศมีแรงงานอยู่เบื้องหลังเสมอ ถนน โรงงาน อาคาร ระบบขนส่ง โรงพยาบาล ร้านค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ล้วนไม่อาจเดินหน้าได้หากปราศจากแรงงานที่ลงมือทำจริงในทุกระดับ ดังนั้น วันที่ 1 พฤษภาคมจึงเป็นวันที่สังคมควรหันกลับมาถามตัวเองว่า เราให้คุณค่าแก่ผู้ใช้แรงงานมากเพียงใด และสิ่งที่แรงงานได้รับนั้นสอดคล้องกับคุณูปการของพวกเขาต่อประเทศหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง วันแรงงานแห่งชาติยังมีความหมายในมิติของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงค่าจ้างเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เวลาทำงานที่เป็นธรรม โอกาสในการพัฒนาทักษะ และระบบคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ กระทรวงแรงงานไทยมักใช้วันดังกล่าวในการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธิอันชอบธรรมของแรงงาน ขณะที่มุมมองของ ILO ก็ย้ำว่าการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมด้วย

ในโลกปัจจุบัน ความหมายของวันแรงงานยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะโครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก แรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงงานหรือสำนักงานแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กระจายอยู่ในระบบงานแพลตฟอร์ม งานรับจ้างอิสระ งานชั่วคราว และงานนอกระบบ ดังนั้น การระลึกถึงวันแรงงานในยุคนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่แรงงานรูปแบบเดิม แต่ต้องขยายไปสู่การคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงสิทธิ ความปลอดภัย และโอกาสที่เป็นธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในบริบทของไทย วันแรงงานแห่งชาติยังเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานถูกมองเห็นมากขึ้น ทั้งผ่านกิจกรรมภาครัฐ การรวมตัวของเครือข่ายแรงงาน และการสื่อสารต่อสังคมวงกว้างว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานเพียงกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับคุณภาพเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ถ้าแรงงานเข้มแข็ง มีทักษะ และได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ประเทศก็มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” จึงไม่ใช่เพียงวันหยุดของผู้ใช้แรงงาน แต่คือวันที่ทั้งสังคมควรร่วมกันยกย่องผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของประเทศ และเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในโลกการทำงานยังคงเป็นภารกิจสำคัญของทุกยุคทุกสมัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เห็นคุณค่าของแรงงานอย่างแท้จริง ย่อมเป็นประเทศที่มีรากฐานมั่นคงและมีอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเสมอ

“เคทีซี” ชี้เทรนด์เงิน เลิกเป็นผู้ถูกเลือก สู่เลือกชีวิต 5 เทรนด์เงินใหม่ของคนไทย โฟกัสเงินเหลือมากกว่ายอดรายได้ สุขภาพ-เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน

เลิกเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” สู่ “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้”

เคทีซีชี้ 5 เทรนด์การเงินใหม่ คนไทยโฟกัส “เงินเหลือ” มากกว่า “เงินเข้า”

เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นแค่คำอธิบายชีวิตคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่ผู้คนต้องดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2568 (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะเดียวกันค่าครองชีพโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน ยังคงกดดันรายจ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของ “เงินเดือนชนเดือน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง จากการเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” ตามข้อจำกัดของรายรับ ไปสู่การเป็น “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้” ด้วยการบริหารเงินอย่างมีเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ “เงินเหลือ” กลายเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น แต่การใช้จ่ายในหมวดที่สะท้อนคุณค่าในระยะยาวกลับยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดสุขภาพในปี 2568 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หมวดฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หมวดโรงพยาบาลและสุขภาพความงามขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 30–40 ปีในเมืองใหญ่ ที่แม้รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลับเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบรายรับ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนการขยับจากใช้เงินให้พอเดือน ไปสู่ใช้เงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและทางเลือกในระยะยาว

คำถามไม่ใช่ว่าคนไทยมีเงินมากพอหรือไม่? แต่คือเริ่มใช้เงินเพื่อเลือกชีวิตของตัวเองแล้วหรือยัง? จากอินไซต์ดังกล่าว เคทีซีได้สรุป 5 เทรนด์การเงินสำคัญ ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน

1. “เงินเหลือ” คือ KPI ใหม่ของชีวิต

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มวัดความมั่นคงของชีวิตจาก เงินคงเหลือหลังค่าใช้จ่าย มากกว่าตัวเลขรายได้รวม ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการแยกบัญชีเงินใช้และเงินออม ตั้งงบประมาณตามรายรับจริง และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยไม่ลดคุณภาพชีวิต แม้รายได้ยังอยู่ในระดับต้น แต่สามารถมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางทางการเงินและสร้างวินัยระยะยาว

2. กระแสเงินสด สำคัญกว่ายอดเงินในบัญชี

ทักษะการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) กำลังกลายเป็นทักษะทางการเงินหลักของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรอบบิล (Billing Cycle) ให้ตรงกับวันเงินเดือน หรือการเลือกจัดการช่วงเวลาการชำระเงินเพื่อไม่ให้เงินตึงในระยะสั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กลุ่มฟรีแลนซ์หรือผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดี ด้วยการกำหนดลำดับการใช้จ่ายและกันเงินสำรองล่วงหน้า ทำให้ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้ฉุกเฉิน

3. สุขภาพการเงิน เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 22% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ทำให้การวางแผนด้านสุขภาพและการเงินกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างคือ กลุ่มคนทำงานวัย 40–50 ปี ที่เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับประกันสุขภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต สุขภาพจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

4. เทคโนโลยีการเงิน ช่วยให้ทุกคนบริหารเงินได้ “เหมือนมืออาชีพ”

ข้อมูลปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยเติบโต 10.6% ต่อปี สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องมือบริหารเงินได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวคนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ใช้แอปติดตามรายรับรายจ่ายและระบบแจ้งเตือน เพื่อมองเห็นภาพรวมการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภค “ใช้จ่ายน้อยลง” แต่ช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทางและควบคุมได้มากขึ้น

5. อิสรภาพทางการเงิน จากความฝันสู่เป้าหมายที่จับต้องได้

แนวคิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) กำลังกลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูง ตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นคือ พนักงานประจำที่มองหารายได้เสริม หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวสร้างรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการลดภาระหนี้ระยะยาว แนวคิดนี้ทำให้การใช้เงินมีเป้าหมาย และชีวิตไม่ผูกติดอยู่กับรายได้ทางเดียว

ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ถูกเลือก” กับ “ผู้เลือก” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรายได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถบริหารเงินจนชีวิตมีทางเลือกได้มากกว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินจึงต้องก้าวไกลกว่าการเป็นเพียงแหล่งสินเชื่อ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารชีวิตการเงิน ที่ทำให้ผู้บริโภคคิด วางแผนและใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทาง และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เงินเหลือในบัญชี แต่คืออำนาจในการเลือกชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

ทองคำโลกโต!! ความต้องการเพิ่ม 2% ปี 2026 ทองคำแท่งพุ่ง 42% สะท้อนไม่หยุด นักลงทุนเอเชียนิยมทองคำเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางยังคงสะสมทองคำต่อเนื่อง

วันพุธ (29 เม.ย.) รายงานจากสภาทองคำโลกเผยว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการซื้อขายแบบนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็น 1,231 ตัน ในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026

รายงานระบุว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ราว 474 ตัน ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับสอง โดยนักลงทุนชาวเอเชียต่างแห่ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำกันอย่างคึกคัก

สภาฯ ระบุว่าการบริโภคเครื่องประดับอยู่ที่ 300 ตัน ลดลงร้อยละ 23 แต่ระดับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 บ่งชี้ว่ายังคงมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องประดับทองคำในเชิงบวก ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้น 244 ตันในไตรมาสแรก

นอกจากนั้น ความต้องการทองคำที่ใช้ในด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1 คิดเป็น 82 ตัน โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในไตรมาสแรกนี้ อุปทานทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 อยู่ที่ 1,231 ตัน โดยเป็นผลมาจากการผลิตจากเหมืองที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ควบคู่กับการรีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ที่มา : Xinhua

“มาสด้า” ลุยตลาดใหม่!! ผนึกผู้จำหน่ายทั่วไทยเสริมแกร่ง ตั้งเป้าเติบโต 20% ปีนี้ ลุยยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เปิดตัวรถใหม่หลากหลายรุ่นเสริมไลน์อัพ

มาสด้าผนึกกำลังผู้จำหน่ายรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ
ONE PASSION, REDEFINE THE FUTURE

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 27 เมษายน 2569 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างพลังขับเคลื่อนสู่อนาคต พร้อมลุยตลาดอย่างเต็มประสิทธิภาพ จัดงานประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ 2569 หรือ Mazda National Dealer Conference 2026 ภายใต้ธีม “One Passion, Redefine the Future” ตั้งเป้าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับด้วยคุณค่าแบรนด์ผ่าน Mazda Signature Experience เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศปีนี้จะเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ มองเป้ายอดจำหน่ายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์เด็ดและแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่เสริมไลน์อัพอย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อส่งมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าในประเทศไทย และส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของมาสด้า คือการดูแลความสัมพันธ์อันดี ทั้งกับผู้จำหน่าย ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาสด้าขอขอบคุณผู้จำหน่ายที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม และผลักดันให้มาสด้าบรรลุตามแผนการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปีนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Business Transformation เพื่อผลักดันธุรกิจในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Multi-Solution ไม่ว่าวันนี้หรือในอนาคต ถึงแม้รูปแบบพลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ดีเอ็นเอของมาสด้าในทุกมิติจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการมุ่งเน้นการบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” และส่งต่อไปถึง “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ที่เราให้ความสำคัญ”

ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ มาสด้ายังได้เตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์ที่ครอบคลุมรอบทิศทาง ทั้งการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันในตลาด และบรรลุเป้าหมายด้วยการเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ ซึ่งมาสด้ามุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านความท้าทายนี้ ด้วยนโยบายหลักสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

- การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ และ Management Philosophy ถ่ายทอดคุณค่าแบรนด์ ด้วย Brand Value Management อันประกอบด้วย “Radically Human” การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง “Challenger Spirit” สปิริตที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค และ “Omotenashi” การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าของแบรนด์จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกค้าในทุก ๆ touchpoint ของการบริการ สิ่งเหล่านี้ คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ ที่ถ่ายทอดจากฮิโรชิม่ามาสู่ประเทศไทย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ

- การพัฒนาความเป็นเลิศด้านการผลิตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถึงแม้ว่ามาสด้าจะก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้า แต่มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์ของตนเองไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิด “Multi-Solution Strategy” และ “Electrification with Mazda-ness” พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมาสด้าให้มีศักยภาพทางการแข่งขันด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ Model Based Development และ Monozukuri 2.0

- การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำและใส่ใจอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า และดูแลลูกค้าอย่างดีในทุกประสบการณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ของมาสด้า ตามวิถีแห่ง OMOTENASHI หรือการบริการที่มาจากใจ “เพราะความสุขของลูกค้า คือ ความสุขของเรา”
สำหรับกลยุทธ์ในด้านต่าง ๆ ของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย


กลยุทธ์ด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์: ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (Top Customer Experience Provider) พร้อมต่อยอดความสำเร็จทางการตลาดด้วยแนวทาง Business Transformation เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่ส่งต่อไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ พร้อมเดินหน้าเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า BEVs รุ่นที่สองในประเทศไทยในปี 2569 พร้อมกับเดินหน้าตามกลยุทธ์ Multi-solution เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ด้วยแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ (All-New) อย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น
กลยุทธ์ด้านการขาย: สานต่อแผนการบริหารงานด้วย “MAZDA BASICS” ซึ่งเป็นแนวทางในการทำงานของผู้จำหน่ายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า พร้อมยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ และตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จากปีงบประมาณ 2568 นอกจากนั้น ในปีนี้ ยังได้วางความพร้อมในการส่งมอบรถ The All-Electric Mazda6e ให้กับลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยแผน Mazda6e CX Journey ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความพร้อมในการส่งมอบรถ การบริการ การจัดการอะไหล่ และการซ่อมบำรุง รวมถึงกิจกรรม “Premiere Delivery” “Premiere Celebration” ที่มาสด้าตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาเป็นครอบครัวมาสด้า ไปจนตลอดการครอบครองรถ  

กลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้าและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย: เตรียมแผนงานเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การรักษาลูกค้า และ MAZDA BASICS เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานทั้งกระบวนการในศูนย์บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์บริการ ประกอบกับนำหลักการบริหารความคิดเห็นของลูกค้าเชิงรุกมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาการทำงาน พร้อมยกระดับประสบการณ์แก่ลูกค้าด้วยเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าแบบครบวงจรด้วย Mazda Signature Experience เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และใช้หลักการจัดการดูแลด้านค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ของลูกค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นในปีนี้ มาสด้าตั้งเป้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือแนวทางการดำเนินธุรกิจของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 มาสด้าจะดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็น Top Customer Experience Provider หรือแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของลูกค้ามาสด้า และในปีนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลังในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่นำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” และท้ายที่สุดคือการส่งมอบความสุขให้กับชีวิตของลูกค้าทุกคน เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าของเรา ทั้งวันนี้ และต่อไปในอนาคต เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกให้มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดอายุการใช้งาน


บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา) คณะผู้บริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น

นางสาวจันทรา โพธิ์ทอง ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี, มร. ทาอิจิ ทานากะ ผู้อำนวยการฝ่ายอาเซียน, มร. โซอิจิ ฮิโรตะ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ, นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ, มร. ฮิโรชิ ชิบะ ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานธุรกิจอาเซียน มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น, นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, มร. ทาเคชิ ซาโตะ รองประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน, นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล, นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และ นางสาวชลธิชา ทาระบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล

สหรัฐฯ ยังไม่ปิดประตูเจรจา!! ท่ามกลางไฟสงคราม ‘ทรัมป์’ อ้างยังต่อสายคุยอิหร่าน หวังหาทางออกวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตฮอร์มุซเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคงมีการเจรจากับอิหร่านผ่านทางโทรศัพท์

“เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ในขณะนี้ และเราไม่ต้องบินนาน 18 ชั่วโมงทุกครั้งเพียงเพื่อไปดูเอกสารสักแผ่นอีกต่อไป เราทำผ่านทางโทรศัพท์” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเขาชอบการหารือแบบพบหน้ากันมากกว่าเสมอ แต่เขาเห็นว่าการต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบินสำหรับการประชุมทุกครั้งนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานได้ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป และทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการยุติการสู้รบออกไป เพื่อให้อิหร่านมีเวลาเสนอ “ข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

เมื่อวันที่ 13 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันยืนยันว่า เรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านยังสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ ตราบใดที่ไม่จ่ายค่าผ่านทางให้กับเตหะราน

ที่มา : Sputnik

“ปากีสถาน” เปิด6ระเบียง!! มุ่งเชื่อมอิหร่านเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ จีน-รัสเซียหนุนเบื้องหลังฉีกสหรัฐฯ เปิดทางส่งออกทะเลอาหรับเสริมอำนาจ สร้างกำแพงยูเรเซียสกัดดอลลาร์

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"ทะลวงปิดล้อมสหรัฐฯ
มองจากดาวอังคารยังเห็น! ว่างานนี้ไม่ได้มีแค่ปากีสถานกับอิหร่าน แต่คือยุทธศาสตร์ "ขั้วอำนาจใหม่" ที่มีพี่เบิ้มอย่าง จีน และ รัสเซีย นั่งแท่นเป็นผู้กำกับเส้นอยู่หลังม่าน เพื่อฉีกหน้ากากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ให้ขาดสะบั้น!

การที่ปากีสถานตัดสินใจเปิด 6 เส้นทางขนส่งทางบก เชื่อมต่อกับอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการ "เลือกข้าง" ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ใครได้ประโยชน์

จีนกลัวการโดนปิดล้อมที่ "ช่องแคบมะละกา" มาตลอด การเชื่อมท่าเรือกวาดาร์ ผ่านโครงข่ายถนนทั้ง 6 นี้เข้ากับอิหร่าน ทำให้สินค้าจีนไหลลงทะเลอาหรับและพุ่งตรงสู่ยุโรป/แอฟริกาได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อทางเรือแบบเดิม

รัสเซีย ต้องการทางออกสู่ "มหาสมุทรอินเดีย" เพื่อระบายสินค้าและพลังงานหนีการคว่ำบาตรจากตะวันตก เส้นทางนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้รัสเซียเชื่อมโลกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพุ่งลงใต้ มาออกที่พรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน ได้สำเร็จ

ปากีสถาน เมื่อเงินจากสหรัฐฯ และ IMF มาพร้อมเงื่อนไขที่น่ารำคาญ ปากีสถานเลยหันไปหา "ความชัวร์" จากจีนและรัสเซีย ทั้งน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านและการเป็นฮับขนส่งของภูมิภาค กินค่าธรรมเนียมผ่านทางนิ่มๆ ผ่านถนนทั้ง 6 เส้นนี้

ใครเสียทั้งเหลี่ยมและผลประโยชน์

งานนี้สหรัฐฯ "หน้าชา" เพราะปากีสถานที่เป็นอดีตเด็กสร้าง กลับกล้าเปิดบ้านให้ศัตรูเบอร์หนึ่งอย่างอิหร่านเดินผ่านสบายใจเฉิบ ส่วนอิสราเอลแม้จะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จะให้ "เปิดศึก" กับปากีสถานตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือ "มหาอำนาจนิวเคลียร์" การขยับหมากรุกตัวนี้จึงเสี่ยงเกิดสงครามล้างโลก แน่นอนว่าปากีสถานกำลังเล่นกับไฟ ความเสี่ยงโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจหรือโดนตัดความช่วยเหลือทางการทหารมีสูงมาก แต่ดูเหมือนปากีสถานจะคำนวณแล้วว่า "ขนมปังจากจีนและพลังงานจากรัสเซีย" อิ่มท้องกว่าคำสัญญาว่างเปล่าจากฝั่งตะวันตก

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนน 6 สาย แต่มันคือการสร้าง "กำแพงยูเรเซีย" ที่รวมเอา จีน-รัสเซีย-อิหร่าน-ปากีสถาน เข้าด้วยกัน

เพื่อปิด2ตำนาน

-ยุคผูกขาดอำนาจของดอลลาร์ในภูมิภาคนี้หมดไปอย่างสิ้นเชิง!
-ความเป็นนกสองหัวของอินเดีย

สุดท้าย สหรัฐฯก็รู้ว่า"เปโตรดอลลาร์" เป็นเส้นทางที่ไม่วันหวลกลับมาอีกต่อไป #สหรัฐฯแพ้แล้ว
source:รายงานการเปิดระเบียงขนส่ง 6 เส้นทาง (Gwadar-Gabd / Karachi-Taftan และเส้นทางที่เกี่ยวข้อง),สถานะตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3,000 ตู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวผ่านพรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน,ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ CPEC และ INSTC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1283519627269728/?rdid=9S5hCO6pt9Th8VCL#

ดาสโซลท์-กรู๊ปโรเชร์ จับมือ!! ดันเทคโนโลยี Virtual Twin เร่งพัฒนาสูตร ใช้ AI-3D ลดเวลาทดลอง 20% เสริมความแม่นยำสูตรด้วยดิจิทัล เริ่มที่พืช Ice Plant ในเครื่องสำอาง

Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) และ Groupe Rocher (กรู๊ป โรเชร์) กลุ่มธุรกิจความงามจากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ในไทย เดินหน้าความร่วมมือครั้งใหม่ ยกระดับการพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง)
 
ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) เตรียมนำเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) มาเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-Dassault Systèmes จะพัฒนา Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) ที่สามารถจำลองและคาดการณ์การทำงานของสารออกฤทธิ์กับผิว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์

-เทคโนโลยีดังกล่าวผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), 3D modeling (การสร้างแบบจำลองสามมิติ) และ simulation (การจำลองสถานการณ์) เพื่อช่วยให้ทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการพัฒนาลดลง 20%
 
กรุงเทพฯ — 27 เมษายน 2569 — Dassault Systèmes(Euronext Paris: FR0014003TT8, DSY.PA) และ Groupe Rocher บริษัทเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ประกาศความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยเทคโนโลยี virtual twins — (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการพิสูจน์แล้วในหลากหลายอุตสาหกรรม
 
Groupe Rocher ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502   เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีรากฐานยาวนานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติ โดยมีแบรนด์สำคัญ ได้แก่Yves Rocher (อีฟ โรเช), Sabon (ซาบอน), Arbonne (อาร์บอนน์) และ Dr Pierre Ricaud (ดร. ปิแอร์ ริโกด์) ปัจจุบันบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คน ที่ทำงานวิจัยศักยภาพของพืชอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการทำงาน การพัฒนากระบวนการสกัดเชิงนวัตกรรม ไปจนถึงการออกแบบสูตรเครื่องสำอางจากสารออกฤทธิ์เฉพาะ
 
ปัจจุบัน การค้นหาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต้องอาศัยการทดลองในห้องปฏิบัติการเฉลี่ยราว 30 ครั้ง Groupe Rocher จึงตั้งเป้าที่จะเร่งกระบวนการดังกล่าวผ่านความร่วมมือกับ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้แนวทางเทคโนโลยีใหม่นี้ผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), chemical modeling (แบบจำลองทางเคมี) และ simulation (การจำลอง) เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดจากพืช เพื่อสร้างระบบการคาดการณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมวิจัย ช่วยลดเวลาในการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของกระบวนการ
 
เวโรนิก ชวาร์ตซ์-บัวชู (Véronique Schwartz-Boishu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientific Officer) ของ Groupe Rocher กล่าวว่า “กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เพื่อให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความเป็นธรรมชาติ และความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ความเชี่ยวชาญของ Dassault Systèmes ในด้าน Virtual Twin และปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้เราคาดการณ์ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้นลง”
 
ทีมวิจัยของ Dassault Systèmes จะพัฒนาแบบจำลองของสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Groupe Rocher รวมถึงแบบจำลองผิว ภายใต้ Virtual Twin as a Service บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE  ด้วยการใช้ Virtual Twin ทาง Groupe Rocher จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากปฏิสัมพันธ์ของสาร ทดสอบการซึมผ่านของผิว และจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา ด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความเชี่ยวชาญของงานวิจัยและพัฒนา ช่วยลดจำนวนการทดลองลง 20% และช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
 
เอลิซา พริสเนอร์ (Elisa Prisner) รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์ อุตสาหกรรม การตลาด และการเปลี่ยนผ่านองค์กร (Executive Vice President, Strategy, Industry, Marketing and Transformation) ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) กล่าวว่า “การแข่งขันที่เข้มข้น อัตรากำไรที่จำกัด และความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น กำลังผลักดันให้บริษัทในอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลต้องสร้างนวัตกรรมอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงแค่ความรวดเร็วเท่านั้น เทคโนโลยี Virtual Twin ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเราจะช่วยให้ Groupe Rocher สามารถจำลอง คาดการณ์ และปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย พร้อมสร้างระบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์จากพืช”
 
ในระยะแรก ความร่วมมือระหว่าง Dassault Systèmes และ Groupe Rocher จะมุ่งเน้นไปที่พืช Ice Plant (ไอซ์ แพลนต์) ก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังสารออกฤทธิ์อื่น ๆ โดยพืชชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกลุ่มชะลอวัยYves Rocher Lift Pro Collagene (อีฟ โรเช ลิฟต์ โปร คอลลาเจน)
 

“Darkest Before Dawn” เปิดโลกศิลปะนอกขนบ ผ่านผลงานเดี่ยวของ ‘ไกรลาศ มณี’ นิทรรศการเดี่ยวที่เชียงใหม่ เปิดแสดง 16 พ.ค.-26 มิ.ย. 69

DARKEST BEFORE DAWN
นิทรรศการเดี่ยวโดย ไกรลาศ  มณี
คิวเรทโดย จิรารัตน์ ไชยราช และ ไรน์ฮาร์ด เครสส์เนอร์
จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ 
16 พฤษภาคม – 26 มิถุนายน 2569

นิทรรศการนี้หยิบยกประเด็น “ศิลปะนอกขนบ” หรือ “Outsider Art” คำนิยามที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยนักวิชาการชาวอังกฤษ Roger Cardinal ซึ่งได้ขยายขอบเขตแนวคิด Art Brut หรือ “ศิลปะนอกกรอบ” ที่ Jean Dubuffet ศิลปินชาวฝรั่งเศส บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่ออธิบายงานศิลปะของผู้ที่อยู่นอกสังคมกระแสหลัก อาทิ ผู้ป่วยจิตเวช หรือบุคคลชายขอบ ต่อมา Cardinal ได้ขยายนิยามดังกล่าวให้ครอบคลุมศิลปินนอกระบบสถาบันศิลปะอย่างเป็นทางการในวงกว้างยิ่งขึ้น

ภายในห้องจัดแสดงนำเสนอผลงานของ ไกรลาศ มณี ศิลปินและนักสร้างสรรค์นอกกระแส เชื้อสายอินเดีย–อเมริกัน ผู้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดอารมณ์อันดิบสด อิสระ และไร้ขอบเขต ผ่านกระบวนการทำงานที่ตกผลึกทั้งในด้านความคิด รูปแบบ และเทคนิค เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และประสบการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน ตั้งแต่อินเดีย สหรัฐอเมริกา จนถึงการตัดสินใจชักชวนครอบครัวมาตั้งรกรากในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนดังกล่าวนำพาให้เขาย้อนทบทวนความทรงจำ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความมืดหม่น การสูญเสีย การรอคอย และการต่อสู้กับภายในจิตใจของตนเอง เขาจึงแสวงหาความหวังและความเป็นไปได้ของการเริ่มต้นใหม่ ดั่งเช่นผู้คนในสังคมที่ต่างเผชิญความท้าทายของชีวิต นิทรรศการ ก่อนจะถึงรุ่งสาง: Darkest Before Dawn ยังเชื้อเชิญผู้ชมให้หวนกลับมาค้นพบความงามอันน่าหลงใหลของศิลปะนอกขนบ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการตีความ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างของสังคมมนุษย์
ไกรลาศ  มณี | ศิลปิน นักสร้างสรรค์ - เกิดปี พ.ศ. 2527 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไกรลาศ มณี เป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวอินเดีย-อเมริกัน เกิดที่ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ปัจจุบันพำนักและทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัยบอสตัน และปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลธ์, สหรัฐอเมริกา คณะศิลปศาสตรบัณฑิต ด้านการสอนภาษาอังกฤษ ผลงานของเขาสะท้อนความสนใจในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ผ่านการสำรวจมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของการดำรงอยู่ สร้างสรรค์จากจิตใต้สำนึกส่วนตัว และด้วยความที่ไม่ได้เรียนจบศิลปะโดยตรง ทำให้เขาไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบหรือกรอบตายตัว  งานของเขาจึงสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งรากเหง้าความเป็นอินเดียที่สืบทอดผ่านสายเลือด

ประสบการณ์การเติบโตในอเมริกา และการย้ายถิ่นฐานมาเมืองไทย ซึ่งมอบแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หล่อหลอมแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา นิทรรศการ ที่ผ่านมาของเขา แสงดี แกลเลอรี เชียงใหม่ (2558), โรงเรียนวูดสต็อก เมืองมุสโซรี ประเทศอินเดีย (2562) และคาเฟ่เออร์บัน โซเลซ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย (2566)

กีฬาพาเยาวชนเติบโต!! 18 ปี BTTC ผลักดันทุกโอกาส กีฬาไม่ใช่แค่แข่งขันเฉพาะในสนาม แต่เป็นพื้นที่ให้เยาวชนเล็งเห็นศักยภาพ เยาวชน BTTC สานฝันสู่เส้นทางอาชีพ

กีฬาพาไปไกลกว่าสนามแข่งขัน
จากเทเบิลเทนนิสสู่เส้นทางชีวิตของเยาวชนสโมสรฯ บ้านปู

เสียงลูกปิงปองกระทบโต๊ะดังสลับไปมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน สำหรับใครบางคน อาจเป็นเพียงเกมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับเยาวชนในสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (Banpu Table Tennis Club - BTTC) เสียงเหล่านี้คือจังหวะแห่งการเติบโต เปลี่ยนผ่าน และการเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตัวเอง
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา BTTC ไม่ได้เป็นสโมสรที่เน้นเพียงการสร้างผลงาน แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและการใช้ชีวิต ผ่านการฝึกซ้อมและส่งแข่งขันที่เป็นระบบและเท่าเทียม กิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงวัฒนธรรมของการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันในสโมสรฯเยาวชนที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่นักกีฬา แต่ยังได้ค้นหาตัวตน เรียนรู้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค และต่อยอดทักษะไปสู่เส้นทางชีวิตที่หลากหลาย

จากสนามแข่งขันสู่เส้นทางอาชีพ: “โอม” นายจีรัฐติกุล เกษมพงศ์เรือง 
“โอม” เริ่มต้นจากการเล่นปิงปองด้วยความชอบในวัย 11 ปี ก่อนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTTC ในวัย 14 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น ไม่เพียงจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและโอกาสลงแข่งขันในนามสโมสรฯ ทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ แต่ยังรวมถึงการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโค้ช และการได้เรียนรู้ทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในบทบาท “พี่สอนน้อง” ผ่านการออกไปช่วยสอนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลร่วมกับสโมสรฯ อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ พาโอมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ของการต่อยอดกีฬาเป็นอาชีพในอนาคต

ปัจจุบันโอมเลือกที่จะต่อยอดประสบการณ์จากสนามแข่งขันสู่บทบาท “โค้ช” อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวจากสิ่งที่เขารัก “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู ทำให้ผมได้ลอง ได้พัฒนา และได้โอกาสเรียนรู้ในหลายบทบาท จนผมมั่นใจว่าปิงปองเป็นอาชีพที่ทำให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ วันนี้ผมจึงอยากส่งต่อโอกาสและทักษะที่ผมเคยได้รับ เพื่อผลักดันให้น้อง ๆ รุ่นหลังเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ผมเคยเป็น”

กีฬาพาไปเจอความฝันใหม่: “เจฟฟี่” นายชลสิทธิ์ บุญสิริวัชรกุล

สำหรับ “เจฟฟี่” ที่เติบโตมากับ BTTC มากว่า 10 ปี การเล่นปิงปองจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่เป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิต จากผลงานการแข่งขันระดับประเทศสู่โควตานักกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้เจฟฟี่เติบโตไม่ใช่แค่การลงแข่งขัน แต่คือสภาพแวดล้อมของสโมสรฯ ที่เปิดกว้างและไม่ตีกรอบเส้นทางชีวิต นักกีฬาสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ แม้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถไปทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ถูกกดดันให้ต้องมีชีวิตอยู่แค่ในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว
เมื่อเดินตามเส้นทางกีฬาไปถึงจุดหนึ่ง เจฟฟี่จึงเริ่มต่อยอดความสนใจสู่สายสื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวารสารศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษาผ่านโควตานักกีฬาควบคู่กับการเป็นนักแสดงในสังกัดค่ายที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งเริ่มต้นงานถ่ายแบบเข้าร่วมรายการวาไรตี้ และกำลังมีผลงานซีรีส์ที่เตรียมออกอากาศภายในปีนี้ โดยยังคงรักษาบทบาทนักกีฬาไปพร้อมกัน

“สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปูไม่เคยตีกรอบว่าเราต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด สโมสรฯ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลอง ได้พยายาม ได้ผิดพลาด และได้ค้นหาตัวเอง ความมั่นใจของผมเกิดจากการที่มีคนคอยสนับสนุนและรู้ว่าไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องในทีมของผมคอยเชียร์อยู่ข้างหลังเสมอ” เจฟฟี่กล่าว

กีฬาพาไปเจอวัคซีนทางใจ: “ครีม” นางสาวสรวีย์ ยุติธาดา
แม้เส้นทางของ “ครีม” จะไม่ได้มุ่งไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ใน BTTC ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิตที่จำเป็น ครีม นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านอกจากการฝึกซ้อมกีฬา สโมสรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กัน ซึ่งจะสอดแทรกผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬา หรือกิจกรรมรวมพลประจำปี ที่เปิดโอกาสให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อน โค้ช และรุ่นพี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ รวมถึงระบบของสโมสรฯที่มีความเป็นระเบียบ ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการจัดการอารมณ์ ซึ่งกลายเป็นทักษะที่ติดตัวและถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียน

“การแข่งเทเบิลเทนนิสไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใจหนูเข้มแข็ง เติบโต เป็นสนามฝึกให้หนูเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก และเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้” ครีมกล่าว

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และมองว่ากีฬาจะช่วยสร้างคนทำให้เยาวชนได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และต่อยอดศักยภาพสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต เราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กทุกคนต้องไปเป็นนักกีฬาอาชีพหรือต้องได้ที่หนึ่งในทุกการแข่งขัน แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน สร้างการเรียนรู้ในฐานะนักกีฬาที่มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะส่งต่อพลังความรู้ พลังกาย และพลังใจที่พวกเขาเคยได้รับจากสโมสรฯ   ไปยังน้อง ๆ ในรุ่นถัด ๆ ไป”
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (BTTC) ได้ที่ https://www.facebook.com/BanpuTableTennisClub

เกี่ยวกับบ้านปู

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) US Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ด้วยการสร้างสมดุลพลังงานที่มีความเสถียร สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top