Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

สวนนงนุชจัดโปร!! เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 ตลอดเดือนพฤษภาคม เด็กและผู้สูงอายุมากมายสิทธิ์ เมืองอียิปต์ใหม่พร้อมแลนด์มาร์ก

“เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้มทั้งบ้าน! สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ ตลอดพฤษภาคม ลดภาระครอบครัว เที่ยวได้ทั้งครอบครัวแบบสุดคุ้ม”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับช่วงใกล้เปิดเทอม จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in สามารถรับสิทธิพิเศษทันที เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีอีก 1 ใบในทันที เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบครอบครัวในช่วงปิดเทอมปลายที่กำลังจะสิ้นสุด

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยา บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับโลก มีสวนสวยมากกว่า 60 สวน และมีการรวมพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 18,000 ชนิด พร้อมไฮไลต์สุดตื่นตาอย่างโซนไดโนเสาร์มากกว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุด “เมืองอียิปต์” ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วยพีระมิดและรูปปั้น Ennead (เอนเนียด) หรือมหาเทพในตำนานอียิปต์โบราณ ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 12 องค์ จากทั้งหมด 23 องค์ มีความสูงกว่า 5 เมตร ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายภาพที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับคุณภาพ “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ ที่เปิดการแสดงวันละ 4 รอบ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกวัยสวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ เรียกร้อง!! เร่งรัดพิจารณาพ.ร.บ.สันติสุข หลังสภาฯ เห็นชอบเอกฉันท์ ยืนยันหลักความยุติธรรมและสมานฉันท์ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำซาก

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ  นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕  สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง  กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์  ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวงร.10  นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕

MOSHI รุกตลาดไลฟ์สไตล์!! คว้าลิขสิทธิ์ "Kuromi" จาก Sanrio เสริมคอลเลกชันแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ มุ่งกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult ดันยอดขายไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง

“MOSHI” เสริมแกร่งยอดขายไตรมาส 1/69 คว้าลิขสิทธิ์ ‘Kuromi’
ลงคอลเลกชันใหม่ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult
พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักให้ตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คว้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดฮิตระดับโลกอย่าง “Kuromi” (คุโรมิ) จาก Sanrio เสริมทัพสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ มั่นใจกระตุ้นยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกคือการสร้างความเคลื่อนไหวให้ร้าน (Store Dynamism) อยู่เสมอ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง (Continuous Product Refresh) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกค้นพบสิ่งใหม่ (Sense of Discovery) ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเยี่ยมชมร้านซ้ำ (Reason to Return) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์และความน่ารัก (Lifestyle & Trend-driven Products) ที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด MOSHI ได้เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ “Kuromi” (คุโรมิ) คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลกจาก Sanrio ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบกับการเลือก Kuromi ในครั้งนี้ มาจากเสียงเรียกร้องของฐานลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถือเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่มีมิติชัดเจน สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน (Young Adult) ที่มีกำลังซื้อ ทำให้คอลเลกชัน Kuromi เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์สินค้าของ MOSHI ให้มีความเป็นแฟชั่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคอลเลกชัน Kuromi ได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน (Life-centric Design) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ในบ้าน (Home), สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และเครื่องเขียน (Stationery) โดยมีไอเทมไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Kuromi ได้อย่างชัดเจน อาทิ หมอนไดคัท, ผ้าห่ม, กิ๊บติดผม, เสื้อผ้า, หมวก และอุปกรณ์จัดเก็บของต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ครบครันที่สุด เพื่อให้แฟนคลับสามารถเลือกใช้สินค้าที่ชื่นชอบได้ในทุกโมเมนต์ของวัน ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ MOSHI กล่าวเพิ่มว่า บริษัทฯ ได้ใช้คอลเลกชัน Kuromi เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Traffic Driver) สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และเพื่อเพิ่มยอดการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าอื่นควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เสริมทัพด้วยสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ เช่น Hangyodon จาก Sanrio, Choonsik และ Niniz จาก Kakao Friends รวมถึงการปั้นสินค้าที่เป็นเอกสิทธิ์ของ MOSHI (Intellectual Property) อย่าง “Aqua Dream” เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (Multi-segment) นำไปสู่การเกิด Traffic ที่ต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการและช่องทางการจำหน่าย บริษัทฯ ได้ใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) จากเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาช่วยในการควบคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าใน “ราคาที่จับต้องได้” ผ่านกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นการสื่อสารผ่าน KOL ทุกระดับ ที่มีความชื่นชอบในแบรนด์จริง ซึ่งจะช่วยสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ในวงกว้าง โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกช้อปคอลเลกชัน Kuromi และสินค้าใหม่ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้าน Moshi Moshi ทุกสาขาทั่วประเทศและแพลตฟอร์ม Online Shopee หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi 

Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp  

ม.รังสิต ลุยเวทีดีเบต!! SDIS ม.รังสิต โชว์ศักยภาพเวทีนานาชาติ คว้ารองชนะเลิศดีเบต 4 สถาบัน พร้อมรางวัล Best Speaker ตอกย้ำทักษะคิดวิเคราะห์-สื่อสารอังกฤษระดับสากล

คณะการทูตฯ ม.รังสิต คว้ารางวัลเวทีดีเบต 4 สถาบันระดับนานาชาติ

คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในเวทีวิชาการระดับอุดมศึกษา คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโต้เวทีสานสัมพันธ์ 4 มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยสหวิทยาการ (PPE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน (SWUIC) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) มหาวิทยาลัยมหิดล

ทีมดีเบต คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ Sai Zin Min Htike, Patinthida Ruchanarong และ Pyae Sone Kyaw โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sai Zin Min Htike นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล The Best Speaker ของการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะ และการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับสากลที่เฉียบคม นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทีมฝ่ายวิชาการ (Academic Support) นำโดย Nyein Thinzar Aung, Bang San Awng, Pyae Sone Aung, Nan Hnin Nway Ei และ Ye Htet ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลและเตรียมประเด็นการโต้แย้งอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาจากต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในเวทีการต่างประเทศในอนาคต

เคทีซีชู Green Growth ปรับใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียพร้อมรับมือโลกร้อน ลดกระดาษหมื่นรีม-ขยะรีไซเคิลเกือบร้อยตัน ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสร้างสำนึกองค์กร

เคทีซีชู Green Growth และ Better Climate มุ่งเน้น “การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน        

ในวันที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ในแต่ละวันองค์กรกำลังใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากพอหรือยัง และ “ของเหลือ” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานกำลังถูกจัดการอย่างไร แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องของเสียในองค์กร จากปลายทางของการกำจัดขยะ สู่การเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะทุกทรัพยากรที่จบลงอย่างสูญเปล่า ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนด้านวัสดุและพลังงาน แต่ยังหมายถึงภาระต่อสิ่งแวดล้อมที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืน ด้วยการบูรณาการแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้าสู่การดำเนินงานจริง ภายใต้กรอบกลยุทธ์ “Shift Forward: Survive and Thrive with Digital & AI” ซึ่งกำหนดให้แนวคิดการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Better Climate) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักของการเติบโตระยะยาว โดยไม่มองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแยกออกจากการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัยองค์กรและการบริหารประสิทธิภาพในภาพรวม

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของเคทีซี ระบุว่า สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษจากโครงการต่างๆ ที่เน้นการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทำงาน ซึ่งช่วยลดกระดาษ 10,343 รีม รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งสิ้น 95.6 ตัน นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปรับสร้างความร่วมมือกับพนักงาน การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนและความรับผิดชอบต่อโลกโดยรวม

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการนำขยะอาหารและของเหลืออินทรีย์ภายในองค์กร มาบริหารจัดการต่อเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระการกำจัดขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนปลายทาง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำปุ๋ย” แต่คือการสร้างระบบคิดใหม่ให้องค์กร มองเห็นความสูญเปล่า และจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” กล่าวว่า “ในวันที่หลายองค์กรพูดถึงความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การริเริ่มโครงการใหม่ แต่ต้องกลับมาทบทวนการใช้ทรัพยากรที่มี ว่าถูกใช้คุ้มค่าเพียงใด ของเหลือถูกจัดการอย่างไร และความสูญเปล่าในระบบงานลดลงจริงหรือไม่ เพราะ Green Growth ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการผลักดันความยั่งยืนจาก การลงมือทำจริงในทุกกระบวนการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรและสังคมเห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจ และการดูแลโลกใบนี้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

พญาหงส์ ลูกพี่ลูกน้องลิซ่า คว้าชัย!! บุกโค่นแชมป์ RISE QUEEN ถึงถิ่นญี่ปุ่น ‘พญาหงส์ บัญชาเมฆ’ สยบ ‘เมอิ มิยาโมโตะ’ ขาดลอย ต้อนแต้มมิยาโมโตะเอกฉันท์ ลุ้นชิงแชมป์ RISE ต่อไป ย้ำสถานะมวยหญิงไทยแถวหน้า

ประกาศความยิ่งใหญ่ โค่นแชมป์ RISE QUEEN

พญาหงส์ บัญชาเมฆ เอาชนะ เมอิ มิยาโมโตะ

26 เมษายน 2569 ศึกRWS x RISEซุปเปอร์ไฟต์กติกาคิกบ็อกซิ่ง 48กิโลกรัม คู่เอกนำรายการ ศึก RISE 197 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จันทกานต์ มโนบาล Sw tawan

การเอาชนะแชมป์ของ RISE ในบ้านของเขาเอง ยิ่งตอกย้ำฐานะ "ยอดนักชกหญิงเบอร์ 1 ของไทย"

ที่เคยคว้าเข็มขัดแชมป์ K-1 World GP มาแล้วก่อนหน้าเป้าหมายต่อไป ของพญาหงส์ (อาจจะมีการชิงเข็มขัด RISE อย่างเป็นทางการ)

รอติดตาม

: “พญาหงส์” บุกสยบซามูไรสาว  โชว์เชิงมวยสุดเหนือชั้นไล่ถล่มมิยาโมโตะขาดลอย รายการ RISE 197

"พญาหงส์ บัญชาเมฆ" จันทกานต์ มโนบาล

นักชกสาวแกร่งจากค่ายบัญชาเมฆ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงกระหึ่มกรุงโตเกียว  ในศึก RWS 197 ซุปเปอร์ไฟต์ ณ สังเวียนโครักคุเองฮอล ประเทศญี่ปุ่น โดยพญาหงส์มีคิวขึ้นสังเวียนเป็นคู่เอกนำรายการในพิกัด 48 กิโลกรัม ดวลกับนักชกเจ้าถิ่นอย่าง "เมอิ มิยาโมโตะ" ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนหมัดมวยชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ติดตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิด

เปิดฉากยกแรกเพียงไม่นาน มิยาโมโตะพยายามเดินลุยหวังใช้หมัดชุดเข้ากดดันทันที แต่พญาหงส์กลับนิ่งเกินคาด เธอใช้ลูกถีบทำลายจังหวะได้อย่างแม่นยำ พร้อมสลับเตะตัดล่างและเตะชายโครงจนคู่ชกเข้าไม่ติด และในช่วงปลายยกนี้เองที่แฟนๆ ต้องลุกขึ้นเฮ เมื่อพญาหงส์ดักชกหมัดขวาตรงเข้าเต็มใบหน้าจนมิยาโมโตะเสียอาการ ก่อนจะฉวยโอกาสทองตวัดแข้งขวาฟาดก้านคอส่งนักชกเจ้าถิ่นลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับแรกไปก่อนอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ยกที่สอง พญาหงส์ยิ่งชกยิ่งมั่นใจ โชว์ความเร็วของทั้งหมัดและแข้งออกมาแบบครบเครื่อง แม้มิยาโมโตะจะพยายามฮึดสู้ เดินเบียดวงในเพื่อชกตัดลำตัวหวังเอาคืน แต่พญาหงส์ยังใช้ชั้นเชิงมวยที่เหนือกว่าด้วยการกอดคลุกวงในทำลายจังหวะไม่ให้คู่ต่อสู้ทำอะไรได้ถนัด พร้อมกับโชว์รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนใบหน้าตลอดการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบรรยากาศการคุมเกมที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในยกสุดท้าย มิยาโมโตะพยายามเร่งเครื่องสู้ตายเพื่อหวังทวงคะแนนคืน แต่กลับต้องเจอกับกำแพงแข้งซ้ายและลูกถีบของพญาหงส์ที่ดักทางไว้ได้หมดทุกจังหวะ และในจังหวะที่มิยาโมโตะพุ่งเข้ามาแลกหมัดหวังพลิกเกม พญาหงส์ก็สวนด้วยหมัดขวาตรงเข้าเป้าอย่างจังจนมิยาโมโตะล้มพับไปให้กรรมการนับเป็นครั้งที่สอง เมื่อครบสามยก กรรมการจึงชูมือให้ "พญาหงส์ บัญชาเมฆ" เอาชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 3-0 เสียง (30-26, 30-25) ประกาศศักดาคว้าชัยในถิ่นซามูไรได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1511214367038779&id=100044506896587&rdid=VE2nyc324OO3G6Jp#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=987277083807287&id=100075750138901&rdid=mdfiNAu4MntKmp9e#

ญี่ปุ่นเดินเกมใหม่!! เปลี่ยนชื่อยศ SDF ไม่ง่าย ญี่ปุ่นเจอเสียงคัดค้านหวั่นฟื้นภาพกองทัพจักรวรรดิ กระแสคัดค้านพุ่งในสังคมออนไลน์ ขัดแย้งภาพลักษณ์สงครามเก่าใหม่

รบ.ญี่ปุ่นเดินหน้าแก้ 'ชื่อชั้นยศ' กองกำลังป้องกันตนเอง จุดกระแสคัดค้าน-กังวล

เมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเดินหน้าแผนปรับเปลี่ยนชื่อยศของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) และตั้งใจจะยื่นร่างกฎหมายต่อสภาไดเอท หรือรัฐสภาญี่ปุ่น ภายในปี 2026 นี้

เนื่องจากชื่อเรียกชั้นยศที่ปรับใหม่บางรายการ เช่น การเปลี่ยนคำว่า "อิซสะ" (issa) ซึ่งแปลตามตัวว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนามชั้นหนึ่ง เป็น "ไทสะ" (taisa) ซึ่งเป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดความกังวลและข้อสงสัยอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1954 กองกำลังฯ ใช้ชื่อเรียกชั้นยศที่แตกต่างจากประเทศอื่น สะท้อนข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กองกำลังฯ มีสถานะไม่ใช่กองทัพแบบดั้งเดิม โดยรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขชื่อยศของกองกำลังฯ ครั้งแรก และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ยึดถือมายาวนานอย่างมีนัยสำคัญ

ความคิดเห็นที่แสดงความกังวลและตั้งข้อสงสัยต่อแผนดังกล่าวแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวเน็ตรายหนึ่งตั้งคำถามว่า คำเรียกอย่าง "ไทสะ" เป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงนำกลับมาใช้อีกในปัจจุบัน ขณะที่ชาวเน็ตอีกรายระบุว่า "รัฐบาลบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีเกียรติและความภาคภูมิใจ และทำำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ชื่อยศปัจจุบันไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้หรือ โดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางขวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ"

ด้านคาซึทากะ คิมูระ นักเขียนด้านการทหารชาวญี่ปุ่นผู้มากประสบการณ์ วิจารณ์แผนการเปลี่ยนชื่อเรียกยศดังกล่าวว่าเป็น "นโยบายที่โง่เขลา"

เรียว สึโนดะ นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ชี้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่นพยายามเว้นระยะห่างจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในอดีตมาโดยตลอด เพื่อแสดงถึงการทบทวนและสำนึกต่อความรับผิดชอบของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม พร้อมเสริมว่า ยังไม่แน่ใจว่าสังคมญี่ปุ่นจะมองการเปลี่ยนชื่อเรียกยศนี้ว่าเป็นแค่การพยายามสร้างความเคารพต่อกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตามที่รัฐบาลอ้างหรือไม่

ที่มา : Xinhua

DayOne ดันงานดิจิทัล เปิด Career Expo 500 ตำแหน่ง จับมือ 30 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ รองรับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ “DayOne” ผนึก 30 บริษัท

จัด Career Expo เฟ้นหาคนไทย 500 ตำแหน่ง ลุยงานดิจิทัล

บีโอไอร่วมเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดย DayOne Data Center ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ จับมือบริษัทเทคโนโลยีและวิศวกรรมชั้นนำกว่า 30 แห่ง เปิดโลกเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสคนไทยเข้าถึง 500 ตำแหน่งงาน ทักษะแห่งอนาคต และเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรม Data Center และ AI  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดยบริษัท DayOne Data Center ผู้พัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ ร่วมกับบีโอไอ อีอีซี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ได้จัดงานนี้ขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้ที่กำลังมองหางาน และผู้เริ่มต้นสายอาชีพด้านดิจิทัล ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในงานได้รวบรวมตำแหน่งงานกว่า 500 อัตรา จาก 30 บริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรของ DayOne ครอบคลุมสายงานด้านวิศวกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไอที คลาวด์ AI และงานสนับสนุนธุรกิจ เช่น บริษัท Analog Devices (ADI), Hitachi, Schneider, KBTG, Symphony, iTel, Data Wow, B Global Tech เป็นต้น

การจัดงานโดย Data Center รายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการมองประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจระยะยาว และความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และสนับสนุนการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ของภูมิภาค โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับในครั้งนี้ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่วิศวกรไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ช่างเทคนิคระบบเครือข่ายและไฟเบอร์ออปติก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ไปจนถึงผู้บริหารโครงการและงานสนับสนุนธุรกิจ โดยส่วนใหญ่รับผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรี โดยไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น

การพัฒนากำลังคนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า AI ได้สร้างงานใหม่แล้วกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลกสะท้อนความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Deloitte รายงานว่า ระหว่างปี 2566–2568 ตำแหน่งงานในกลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้นถึง 64% แนวโน้มดังกล่าวแสดงถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ด้านระบบทำความเย็น ด้านระบบเครือข่ายคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการบริหารระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากการจ้างงานโดยตรงแล้ว Data Center ยังสร้างงานในซัพพลายเชนของไทย ตั้งแต่งานก่อสร้าง งานวิศวกรรม ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน งานด้านระบบสื่อสาร เป็นต้น

“บีโอไอให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับทักษะของคนไทย กิจการ Data Center มิได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่กำลังทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เริ่มพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Data Center โดยตรง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังเปิดรับสมัครหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering เป็นแห่งแรก ความร่วมมือกับ DayOne ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาสการทำงานในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะช่วยสร้างทักษะ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ DayOne ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการ Data Center ภายใต้ชื่อบริษัท ดิจิทัลแลนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบริษัทแม่คือ GDS IDC Services PTE Ltd. มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันมี Data Center ให้บริการอยู่แล้วในหลายประเทศ ทั้งเอเชียแปซิฟิกและยุโรป สำหรับโครงการในไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 28,000 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าหลักที่ใช้บริการ เช่น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ในสหรัฐอเมริกาและจีน สถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจด้านการพัฒนา AI เป็นต้น ซึ่งความต้องการใช้บริการ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากธุรกิจคลาวด์ AI และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก

จับตา ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ !! จากเมกะโปรเจกต์ขนส่ง สู่ยุทธศาสตร์พลังงาน ทำไม ‘แลนด์บริดจ์’ จึงสำคัญกว่าเดิม เพราะ Landbridge ไม่ใช่แค่ทางลัดขนส่ง แต่คือโอกาสปั้นไทยเป็นฮับพลังงานแห่งใหม่

ชวนจับตา #โครงการแลนด์บริดจ์  ประเด็นร้อน #Landbridge🇹🇭จะคุ้มค่ามั้ยและจะสำเร็จมั้ย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วย

#ฝ่ายผลักดัน ให้เหตุผลว่า เพื่อใช้ศักยภาพของไทยแลนด์ 🇹🇭 เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรสำคัญของโลกด้วยระยะทางประมาณ 90 กม. (ดูภาพประกอบ) จะมีทั้งการสร้างเส้นทางรถไฟ four-track railway จะมีทั้งรางคู่ที่รองรับขนาดราง 1 เมตร และรางคู่ที่รองรับขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร + บางช่วงต้องมีการทำอุโมงค์รถไฟด้วย + สร้างถนน motorway อีก 6 เลน + สร้างท่อขนส่งน้ำมันดิบ Fuel Pipeline + ยกระดับ 2 ท่าเรือ 2 ฝั่งทะเลให้เป็น Smart Port ท่าเรืออัจฉริยะ #SmartPort ใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำ transshipment (ไม่ใช่ท่าเรือบ้านๆ แบบเดิมๆ) #ท่าเรือชุมพร ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ #ท่าเรือระนอง ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย (เลือกแนวเส้นทางเชื่อม 2 จังหวัดนี้ เพราะระยะทางประมาณ 90 กม ไม่ยาวเกินไป มีความเป็นไปได้ในเชิงพื้นที่)

ส่วน #ฝ่ายคัดค้าน  ที่ไม่เห็นด้วย  มีทั้งบอกว่า #ไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องระยะเวลา และเปลืองงบ และหลายคน #ไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจโครงการรัฐบาล  มีแต่จะ #คอรัปชั่น มีแต่หวังจะ #โกงกิน มีแต่ #กลุ่มนายทุน รองาบ มีแต่ #กลุ่มผลประโยชน์ รอกินหัวคิว บลาๆๆๆ  (บางคนค้านเก่งเกิ๊นข้ามไปโจมตีประเทศอื่นที่ยังไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยยยย ) 

Note : โครงการนี้แม้จะมีประโยชน์มากและจะพลิกโฉมประเทศไทยในระดับโลก แต่ถ้าถามว่า แล้วจะเกิดได้จริงมั้ย ขอตอบว่า ยากส์  มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านสุดซอยเลยค่า  ดูทรงจากพลังคัดค้านของผู้เชี่ยวชาญอินฟูลทั้งหลายมีตรึม (น่าจะเสียงดังกว่า + สื่อสายปั่นชอบแนวนี้ซะด้วย) ก็เนอะ บ้านนี้เมืองนี้คงยากที่จะขยับทำ mega project โครงการอะไรใหม่ๆ

สำหรับความเห็นส่วนตัวที่ไม่ใช่วิศวกร และไม่ใช่นักกม. แต่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่จับตาจีนในมุม geoeconomics คิดว่า จุดขายควรเน้นการก่อสร้าง Fuel Pipeline #ท่อขนส่งน้ำมันดิบ คู่ขนานไปกับแนวเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง 90 กิโลเมตร นี้ก็น่าจะดึงความสนใจของจีนและอีกหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนได้มากขึ้นนะคะ (อย่ามองแค่ #มุมขนส่งโลจิสติกส์ หรือ #มุมการลงทุน เพียงอย่างเดียว !! ) ยุคนี้ ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับ #ประเด็นพลังงาน ทุกประเทศต้องการสร้าง Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน คือ #ทางรอด ในยุคที่โลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนะคะ

FB ดร อักษรศรี พานิชสาส์น 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0nW4BENpNAJ2Ti6HsSGxcxXxvYHtyrcb21i768J1gALDnAuPag6U8XaXk7kwAqTJFl&id=1037140385


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top