Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

อ.อุ๋ย ตีแสกหน้า ‘สายอวยทุนพลังงาน’ ใช้อำนาจกฎหมายแก้ราคาน้ำมัน เปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ Singapore Minus ลดค่ากลั่นดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร รัฐยันต้นทุนจริงไม่ถึงขั้นขาดทุน

ตีแสกหน้า! นักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงาน! ค่าการกลั่นลดได้จริง!

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนลดค่าการกลั่นน้ำมันไม่ได้ แต่ปัจจุบันทำได้ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) เกิดจากการเปลี่ยนแนวทางจากการ "ขอความร่วมมือ" มาเป็นการใช้ "อำนาจทางกฎหมาย" และการรื้อสูตรคำนวณใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.: รัฐมนตรีเลือกใช้อำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง แทนการรอการเจรจาเพียงอย่างเดียว

การปรับสูตรอ้างอิงใหม่ (Singapore Minus): เดิมทีไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% แต่รัฐมนตรีมองว่าในสภาวะวิกฤต กลไกนี้ทำให้โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินจริง (Windfall Profit) จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Singapore Minus" หรือการนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลดตามต้นทุนจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ลดลง

การเปิดข้อมูลต้นทุนจริง: มีการเรียกโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อพิสูจน์ว่าค่าการกลั่นที่พุ่งสูงไปถึง 7-14 บาทต่อลิตรนั้นสูงกว่าปกติมาก การลดราคาหน้าโรงกลั่นจึงทำได้โดยที่โรงกลั่นยังไม่ถึงขั้นขาดทุน แต่เป็นการลดกำไรส่วนเกินลง

มาตรการล่าสุด (24 เม.ย. 2569): คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร (โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา) เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาลดราคาหน้าปั๊มและอีกส่วนช่วยพยุงฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่

สรุปคือ ที่ผ่านมามักเป็นการเจรจาขอให้โรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนซึ่งทำได้ยากและไม่ยั่งยืน แต่ครั้งนี้เป็นการ ใช้อำนาจกฎหมายสั่งปรับโครงสร้างราคา โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของตลาดโลก

อันนี้ต้องขอบคุณภาคประชาชน และรัฐมนตรีขิง และเป็นการตีแสกหน้าพวกนักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงานทั้งหลาย ที่พยามออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างราคานํ้ามันที่บิดเบือนและเอาเปรียบคนไทยมาตลอด 

https://www.facebook.com/share/p/1E5capD83F/?mibextid=wwXIfr

“เคทีซี” เตือนลิงก์ปลอม เตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงคืนภาษี ตั้งเช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก ย้ำหน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์กรอกข้อมูล กระตุ้นทักษะการเงินยุคดิจิทัลป้องกันภัย

จากเงินคืน…สู่เงินหาย เคทีซีเตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงรับคืนภาษี แนะ 4 เช็กลิสต์

ในจังหวะที่ผู้เสียภาษีจำนวนมากกำลังติดตาม “เงินคืนภาษี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระแสเงินสดที่ผู้บริโภคคาดหวังในแต่ละปี กลับพบว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็น “จุดโจมตี” ใหม่ของมิจฉาชีพในโลกดิจิทัล ผ่านการส่งข้อความ SMS และอีเมลแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน "เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของ Cyber Risk ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอยู่ในชีวิตทางการเงินประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมี “แรงจูงใจทางการเงิน” ชัดเจน เช่น การรอรับเงินคืน การรับสิทธิ์ หรือการทำธุรกรรมที่มีกรอบเวลา ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งการตัดสินใจ

เมื่อ “ความคาดหวังทางการเงิน” กลายเป็นช่องโหว่

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวก ทำให้การคลิกลิงก์จากข้อความกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับลด “ช่วงเวลาคิด” ที่จำเป็นในการตรวจสอบความถูกต้อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจาก Social Engineering เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะข้อความที่ใช้คำว่า “ด่วน”, “ยืนยันสิทธิ์”, หรือ “ข้อมูลไม่ครบ”

ในกรณีขอรับคืนภาษี กรมสรรพากรมีขั้นตอนที่ชัดเจนในการโอนเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ ไม่มีนโยบายให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์จาก SMS หรืออีเมล ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ผู้บริโภคควรตระหนัก

Cyber Risk ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “ทักษะการเงิน”

เคทีซีมองว่า ความเสี่ยงจากลิงก์ปลอมไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Literacy ในยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีทักษะในการประเมินความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตนเองได้ในเชิงปฏิบัติ เคทีซีแนะนำ “เช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก” ดังนี้

  1. เช็กผู้ส่ง: หากเป็นข้อความจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคย หรือใช้ชื่อหน่วยงานแต่ส่งจากช่องทางผิดปกติ ควรตั้งข้อสงสัยทันที
  2. เช็กลิงก์: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความ โดยเฉพาะที่อ้างเรื่องเงินคืนภาษีหรือสิทธิ์ทางการเงิน
  3. เช็กข้อมูลที่ถูกขอ: หากมีการขอข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตร หรือรหัสใด ๆ ให้หยุดและตรวจสอบก่อน
  4. เช็กกับช่องทางทางการ: เข้าตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงานโดยตรง หรือใช้ช่องทางติดต่อที่เป็นทางการเท่านั้น

 .

จาก “ป้องกันตัว” สู่ “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน”

ในภาพรวม การเพิ่มขึ้นของภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต่างจากความสะดวกและความรวดเร็ว เคทีซีเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคควรจดจำหลักสำคัญว่า หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินจะไม่ส่งลิงก์เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน SMS และไม่ควรติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากลิงก์ปลอมในหลายกรณีอาจนำไปสู่การติดตั้งโปรแกรมที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล

ในยุคที่การเงินและดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก “การหยุดคิดก่อนคลิก” จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมด้านความปลอดภัย แต่คือ ทักษะพื้นฐานของการบริหารเงินในโลกยุคใหม่ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “เงินที่ควรได้คืน” กลายเป็น “ความเสียหายที่ไม่คาดคิด”

ออกข่าวในนาม : ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

จีน-กัมพูชาจับมือแน่น!! เปิดกลไก 2+2 เสริมสัมพันธ์การเมือง-กลาโหม เสริมสร้างความร่วมมือทางการเมือง สนับสนุนความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศ เน้นแก้ปัญหาทางไซเบอร์และภูมิภาค

จีน-กัมพูชาจัดประชุมรมว.ต่างประเทศและกลาโหม ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกคู่เจรจา 2+2

พนมเปญ, 23 เม.ย. (ซินหัว) -- การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" จัดขึ้นเมื่อวันพุธ (22 เม.ย.) ณ กรุงพนมเปญของกัมพูชา มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในหลายสาขา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือในประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค และบรรลุฉันทามติในวงกว้าง

หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และต่งจวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และเตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อพัฒนากลไกนี้ให้เป็นเวทีเชิงกลยุทธ์สำหรับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระชับความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างจีนและกัมพูชา และเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนสนับสนุนกัมพูชาและไทยในการดำเนินการตามฉันทามติที่บรรลุร่วมกันในการประชุมจีน-กัมพูชา-ไทย ณ ริมทะเลสาบฝู่เซียน มณฑลอวิ๋นหนาน ใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เสริมสร้างการเจรจา ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยจีนยินดีจัดหาเวทีเพื่อการสื่อสารที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างกัมพูชาและไทย

หวังเผยว่าจีนจะยังคงสนับสนุนกัมพูชาในการเร่งพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ ตลอดจนความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และจีนยินดีให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้พักอาศัยตามแนวชายแดนกัมพูชาและด้านอื่นๆ รวมถึงผลักดันโครงการความร่วมมือสาธิตลดความยากจนต่อไป

ขณะเดียวกัน หวังเสริมว่าจีนยินดีกระชับความร่วมมือกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้กรอบงานของ 4 แผนริเริ่มสำคัญระดับโลกที่จีนนำเสนอ สร้างแบบจำลองความมั่นคงในเอเชียที่มีความมั่นคงร่วมกัน การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง รวมทั้งมีการเจรจาและการปรึกษาหารือ อีกทั้งส่งเสริมการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลโลกไปในทิศทางที่เป็นธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น 

ด้านต่งจวินกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อกระชับและเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในด้านความมั่นคงทางทหาร

ขณะที่สุคนกล่าวว่าจีนเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุดของกัมพูชา และแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างครอบคลุมจากจีน สุคนย้ำว่ากัมพูชายึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และสนับสนุนทุกความพยายามของจีนในการเดินหน้าบรรลุการรวมชาติ ส่วนเซยฮาเผยว่ากัมพูชายินดีสำรวจช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือ และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีน

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันประเทศ ร่วมกันต่อสู้กับการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทระดับภูมิภาคผ่านการพูดคุยเจรจา การร่วมกันต่อต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียวและการเมืองแห่งอำนาจ รวมทั้งการยึดมั่นในการค้าเสรีระดับโลกและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ

(แฟ้มภาพซินหัว : การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ภายใต้กลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ "2+2" ในกรุงพนมเปญของกัมพูชา วันที่ 22 เม.ย. 2026)

ที่มา :Xinhua

Sandisk เปิดตัวใหม่!! ยกระดับการ์ดความจำ CFexpress 4.0 ความเร็วสูง SD Card V90/V60 อัปเกรดเต็มที่ รองรับ 6K 8K อย่างลื่นไหล

Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยล่าสุด 
เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 เมษายน 2569 – Sandisk โชว์นวัตกรรมใหม่ในงาน NAB 2026 ณ ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุด นำโดย SANDISK Extreme PRO® CFexpress™ 4.0 Type B Card เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมอัปเกรด SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 และ V90 ที่มาพร้อมความจุเพิ่มขึ้นสูงสุด 2TB และยกระดับความเร็วเพื่อการใช้งานที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อการผลิตคอนเทนต์ก้าวสู่ความละเอียดระดับ 6K 8K รวมถึง การบันทึกแบบบิตเรตสูงมากขึ้น ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความเสถียร เพื่อรองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับไลน์อัพ Sandisk ที่เปิดตัวภายในงาน NAB 2026 ประกอบด้วย
 
SANDISK Extreme PRO® CFexpress 4.0 Type B Card  ประสิทธิภาพเหนือระดับ เพื่อการสร้างวิดีโอมืออาชีพ เร็วแรงสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับภาพยนตร์
การ์ดหน่วยความจำรุ่นล่าสุดจาก Sandisk ที่มอบความเร็วในการอ่านสูงสุดถึง 3,700MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 3,500MB/s พร้อมประสิทธิภาพการเขียนแบบต่อเนื่องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบันทึกวิดีโอแบบบิตเรตสูงได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังรองรับความจุสูงสุดถึง 4TB รองรับการบันทึกต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น และการถ่ายทำความเร็วสูงในระดับความละเอียด 12K              
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026
 
SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V90 Card  รองรับการบันทึก 8K ต่อเนื่องอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ
การ์ดหน่วยความจำ V90 ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันระดับสูง รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K และการถ่ายทำที่ต้องการความเร็วสูงต่อเนื่อง มาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB โดยการ์ดขนาด 2TB นี้ สามารถบันทึกวิดีโอ8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ยาวนานกว่า 1,118 นาที นอกจากนี้ ยังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการอ่านสูงสุด 310MB/s และเขียนสูงสุด 305MB/s (สำหรับรุ่นความจุ 512GB ถึง 2TB)
พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

o  SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 Card   บันทึกวีดีโอ 6 K ได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงที่ 24 เฟรมต่อวินาที
·    การ์ดหน่วยความจำ V60 ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของกลุ่มโปรซูเมอร์และระดับมืออาชีพ สำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 6K ควบคู่กับการถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูง โดยมาพร้อมความจุที่ขยายสูงสุดถึง 2TB อีกทั้งยังมอบความเร็วในการอ่านสูงสุด 300MB/s และเขียนสูงสุด 250MB/s ช่วยให้สามารถการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดความจำเป็นในการเปลี่ยนการ์ดบ่อยครั้ง (สำหรับรุ่นความจุ 256GB ถึง 2TB)
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANDISK ในงาน NAB 2026 ได้ที่ เว็บไซต์

เกี่ยวกับแซนดิสก์
Sandisk (Nasdaq: SNDK) เป็นผู้นำด้านโซลูชันแฟลชและเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูง ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในทุกช่วงจังหวะของความต้องการและแรงบันดาลใจ ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายขีดจำกัดของความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดตาม Sandisk ได้ทาง Instagram, Facebook, X, LinkedIn, YouTube ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TeamSandisk บน Instagram
 .
SANDISK, โลโก้ SANDISK และ SANDISK Optimus เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ WD_BLACK, โลโก้ WD_BLACK และ WD Blue เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Western Digital Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายคำว่า NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc.
เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง และผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีวางจำหน่ายในทุกประเทศหรือทุกภูมิภาคทั่วโลก

© 2026 Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

พลังงานโลกเดือด!! ฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาน้ำมันทะยาน ไทยตรึงขายปลีก-กองทุนยังติดลบ น้ำมันพุ่ง ขณะไทยยันสำรองพอใช้ 111 วัน แต่ไทยยังคงราคาหน้าปั๊ม ลดแรงกระแทกค่าครองชีพ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้าร่วมหารือ   ที่ปากีสถานจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวด มีการสกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือแล้วถึง 29 ลำ รวมถึงสกัดกั้นและเบี่ยงเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย อีกอย่างน้อย 3 ลำ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือสินค้า 2 ลำ และโจมตีอีกลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบหรือหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ภาวะชะงักงันของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ปรับเพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai พุ่งขึ้นถึง 6.13 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันขายปลีกยังคงเดิม ได้แก่ ดีเซล B7 อยู่ที่ 41.70 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท แก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท และดีเซล B20 ที่ 34.70 บาท ต่อลิตร

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.87 - 87.45 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.30 – 118.29 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ติดลบ 62,158.23 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 132.47 ล้านบาท

ย้อนปฏิบัติการ Earnest Will ฮอร์มุซเดือดมาแล้ว 40 ปี สงครามลืมเลือนที่สหรัฐฯ เปิดเกมปะทะอิหร่านกลางฮอร์มุซ กับปฏิบัติการคุ้มกันน้ำมันครั้งใหญ่สุดหลัง

Earnest Will ปฏิบัติการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ เมื่อ 40 ปีก่อน

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ ปะทะกับอิหร่าน เพราะเคยมีสงครามที่คนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้ว ในปี 1987 และ 1988 ซึ่งเป็นช่วงปีสุดท้ายของสงครามอิรัก-อิหร่าน สหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการ Operation Earnest Will ซึ่งเป็นภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการนี้กลายเป็นปฏิบัติการคุ้มกันขบวนเรือที่ใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ดำเนินการนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเกิดขึ้นจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 (United Nations Security Council Resolution 598) ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1987

มติที่ 598 กองกำลังอิหร่านถอนตัวออกจากดินแดนอิรัก และในทางกลับกันกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNIIMOG) ได้เข้ามาประจำการในพื้นที่ โดยประจำอยู่ตามแนวชายแดนอิหร่าน-อิรักจนถึงปี 1991 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกองกำลังอิรักบางส่วนยังคงอยู่ในดินแดนอิหร่าน และได้เคลื่อนออกไปในคืนก่อนที่อิรักจะบุกคูเวต

มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 (UN Security Council Resolution 598) ถือเป็นหนึ่งในข้อมติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การทูตและการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติ สงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานและนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ข้อมตินี้ได้รับการลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1987 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1987 กำหนดวันหยุดยิงไว้ที่เวลา 3 นาฬิกาของวันที่ 20 สิงหาคม โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
1. สาระสำคัญของข้อมติ ข้อมติ 598 ไม่ได้เป็นเพียงการขอให้หยุดยิงชั่วคราว แต่เป็นการวางโครงสร้าง
เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน โดยระบุข้อกำหนดหลักไว้ดังนี้:
- การหยุดยิงทันที เรียกร้องให้ทั้งอิรักและอิหร่านยุติการสู้รบทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
- การถอนกำลัง ให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารกลับไปยังพรมแดนระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับสากล
โดยไม่ชักช้า
- การแลกเปลี่ยนเชลยศึก เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวและส่งกลับเชลยศึกทันทีหลังจากการสู้รบสิ้นสุดลง
- การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้เลขาธิการสหประชาชาติจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางเพื่อ
ตรวจสอบว่า "ใครเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง" (ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝั่งอิหร่าน)
- การฟื้นฟูและการรักษาความมั่นคง มุ่งเน้นการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามด้วยความช่วยเหลือจาก
นานาชาติ และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

2. บริบทและท่าทีของทั้งสองประเทศ ในตอนที่ข้อมตินี้ถูกประกาศออกมา ท่าทีของทั้งสองฝ่ายมีควา
แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
- อิรัก ยอมรับข้อมตินี้เกือบจะทันที เนื่องจากในขณะนั้นอิรักกำลังเผชิญกับภาวะล่มจมทางเศรษฐกิจ
และต้องการยุติสงครามที่ยืดเยื้อ
- อิหร่าน ในช่วงแรกอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมรับ โดยมองว่าข้อมตินี้ไม่ได้ประณามอิรักในฐานะผู้รุกราน
อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ทางทหารเริ่มเสียเปรียบและแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มสูงขึ้น อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จึงได้ตัดสินใจยอมรับข้อมตินี้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยท่านได้เปรียบเทียบการตัดสินใจครั้งนี้ว่า "เหมือนกับการดื่มยาพิษ"

3. ผลลัพธ์และมรดกของข้อมติ การหยุดยิงอย่างเป็นทางการ: เกิดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม 1987
- สหประชาชาติได้ส่งคณะผู้สังเกตการณ์ทางทหาร (United Nations Iran-Iraq Military
Observer Group: UNIIMOG) เข้าไปควบคุมดูแลการหยุดยิงและการถอนทหาร
- บรรทัดฐานระหว่างประเทศ: ข้อมตินี้ถูกยกย่องว่า เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจตาม บทที่ 7
(Chapter VII) ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อบังคับใช้สันติภาพในกรณีที่เกิดการคุกคามต่อความมั่นคงของโลก
และแม้ว่า สงครามจะยุติลงในปี 1987 แต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบและการจัดการเรื่องพรมแดน (โดยเฉพาะร่องน้ำชัฏฏุลอะร็อบ) ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงกลางทศวรรษ 1980 สงครามอิหร่าน-อิรักได้ลุกลามเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย โดยแต่ละฝ่ายโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสินค้าของอีกฝ่ายด้วยหวังทำลายเศรษฐกิจของอีกฝ่าย สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน” เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดในโลก เมื่ออิหร่านเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวต คูเวตจึงต้องไปขอความคุ้มครองจากวอชิงตัน รัฐบาลเรแกนตอบโต้ด้วยวิธีการที่สร้างความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ การเปลี่ยนธงของเรือบรรทุกน้ำมันจากธงคูเวตเป็นธงสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถเดินเรือได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การคุ้มครองของกองทัพเรือสหรัฐฯ จากนั้นเรือรบของอเมริกาได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้นผ่านน่านน้ำที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในภารกิจคุ้มกันครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ปี 1987 เรือบรรทุกน้ำมันที่เปลี่ยนธงชาติแล้วลำหนึ่งได้ชนกับทุ่นระเบิดของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย แต่ขบวนเรือยังคงเดินทางต่อไป เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่สงครามทางทะเลที่ไม่ประกาศกับอิหร่านแล้ว ตลอดระยะเวลา 14 เดือนต่อมา เรือรบของสหรัฐฯ หลายสิบลำได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาในภูมิภาคนี้ เพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและปกป้องเส้นทางเดินเรือ กองกำลังสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการปฏิบัติการพิเศษเพื่อไล่ล่าเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านในเวลากลางคืน และโจมตีที่ตั้งทางทหารและเรือรบของอิหร่านด้วย

ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจเล็ก ๆ เพราะต้องใช้เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถึง 30 ลำในคราวเดียว และเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1988 เรือรบ USS Samuel B. Roberts ชนเข้ากับทุ่นระเบิดของอิหร่านห่างจาก บาห์เรนไปทางตะวันออก 65 ไมล์ (105 กม.) ทำให้ตัวเรือเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 10 นาย สหรัฐฯ จึงตอบโต้ด้วยปฏิบัติการ Praying Mantis ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำลายเรือและแท่นขุดเจาะน้ำมันของอิหร่าน โดยโจมตีเรือเร็ว Joshan ของอิหร่าน เรือฟริเกต Sabalan และ Sahand และฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติในแหล่งน้ำมัน Sirri และ Sassan หลังจากเรือรบสหรัฐฯ ระดมยิง ฐานทัพ Sirriซึ่ งตั้งอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมัน และจุดไฟเผา เฮลิคอปเตอร์ UH-60 พร้อมด้วยหน่วย SEAL ได้บินไปยังแท่นขุดเจาะ แต่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เนื่องจากเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ มีการระเบิดตามมาทำลายแท่นขุดเจาะในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น การโจมตีเรือที่เป็นกลางของอิหร่านก็ลดลงอย่างมาก ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1988 เรือ USS Vincennes เข้าใจผิดคิดว่าเที่ยวบิน Iran Air 655 เป็นเครื่องบินขับไล่แบบ F-14 ของอิหร่าน จึงยิงเครื่องบินลำนั้นตกเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 290 คนบนเครื่องบินแอร์บัส A300B2 เสียชีวิต รวมถึงเด็กและทารก 65 คน ผลกระทบสองประการของปฏิบัติการ Praying Mantis และการยิงเครื่องบิน Iran Air 655 ตก ช่วยโน้มน้าวให้อิหร่านตกลงหยุดยิงในวันที่ 18 กรกฎาคม 1988 และยุติการสู้รบอย่างถาวรในวันที่ 20 สิงหาคม 1988 อันเป็นการสิ้นสุดสงครามแปดปีกับอิรัก และวันที่ 26 กันยายน 1988 เรือรบ USS Vandegrift ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำสุดท้ายของปฏิบัติการไปยังคูเวต จากนั้นหน่วย SEALs เรือลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์ที่เหลือก็เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา

แม้ว่า Operation Earnest Will จะเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ แต่ปฏิบัติการนี้ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่นเดียวกับความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันอื่น ๆ ทั่วโลก ปฏิบัติการนี้ถูกบดบังด้วยเงาของสงครามเย็นในขณะนั้น และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหารภาคพื้นดิน ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นสงครามครั้งแรกของสหรัฐฯ กับอิหร่าน และก่อให้เกิดประเด็นและความขัดแย้งที่ยังคงส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน รวมถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยความละเอียดอ่อนของการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคที่สงครามทวีความรุนแรงและขยายตัว และความจำเป็นในการประเมินสมดุลระหว่างการทูตและการทหารอย่างรอบคอบ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

มาสด้าลุยรถไฟฟ้า!! เปิดประสบการณ์ MAZDA6e ตลอดเม.ย.-พ.ค. โปรโมชันเด็ดดอกเบี้ย 1.78% แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ LFP 77.9 kWh ชาร์จเร็ว 15 นาทีขับไกล 654 กม.

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, วันที่ 22 เมษายน 2569 – มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า

ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC

MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า”

ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569

เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด

และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า

ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก

โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback”

ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม

ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car

Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ

มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที**

มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน

ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ

เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย

ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78% 1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 2 ฟรี Home Charger

จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ 3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5

ปี 4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-

MUS) ประกอบด้วย

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 5

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 6

ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 7

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package

ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้

มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี

และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e

เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน-

พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69

มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

มาสด้า พระนคร

เกษตร–นวมินทร์

21-25 เม.ย. 69

มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต

23-26 เม.ย. 69 

มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์

สุรินทร์*

24-26 เม.ย. 69

มาสด้า พระราม 7

24-27 เม.ย. 69

- มาสด้า สุขุมวิท 65

28-30 เม.ย. 69

- มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง

28 เม.ย.69 - 3 พ.ค. 69

- มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)

30 เม.ย.69 - 4 พ.ค. 69

- บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี

ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69

- มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

1-10 พ.ค. 69

- มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่

เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

5-7 พ.ค. 69  มาสด้า

- เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

- มาสด้า เภตรา บางพูน**

5-11 พ.ค. 69

- มินิ มอเตอร์โชว์ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

7-17 พ.ค. 69

- มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช

ชั้น G โซน Paris & London Street

8-10 พ.ค. 69 

- ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้

รามอินทรา

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น

สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1 ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4)

บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3 ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง

1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4 สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5 ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE/TikTok

24 เมษายน ของทุกปี กำหนดเป็น “วันเทศบาล” รากฐานการปกครองท้องถิ่น ย้อนรอยจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจของไทย สู่หมุดหมายประชาธิปไตยไทย

24 เมษายน “วันเทศบาล” จากรากฐานการปกครองท้องถิ่น สู่หมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” ของไทย โดยมีที่มาจากการที่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเมื่อ 24 เมษายน 2477 ก่อนที่ต่อมากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็น “วันเทศบาล” อย่างเป็นทางการ เพื่อเชิดชูความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาล

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 ปีนี้จึงเป็น ครบ 37 ปีของการกำหนดวันเทศบาลอย่างเป็นทางการ นับจากประกาศกระทรวงมหาดไทยในปี 2532 และในอีกมิติหนึ่งก็ยังเป็น 92 ปีของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นไทยยุคใหม่ด้วย

ความสำคัญของ “วันเทศบาล” ไม่ได้อยู่เพียงการรำลึกถึงวันสำคัญทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจ อย่างชัดเจน เพราะเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์กรของตนเองในการดูแลบ้านเมือง แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนของตน แทนที่จะรอการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2532 อธิบายความหมายของเทศบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่มีการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เทศบาลได้ช่วยสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างมาก ทั้งในด้านการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และที่สำคัญคือทำหน้าที่เป็น “กระบวนการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง” ถ้อยคำนี้ทำให้เห็นชัดว่าเทศบาลไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหน่วยงานบริการสาธารณะ แต่เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยของสังคมไทยในระดับพื้นที่ด้วย

เมื่อมองในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคต้นประชาธิปไตยไทย สะท้อนความพยายามของรัฐในการวางระบบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ และมีพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง

นั่นทำให้ “เทศบาล” มีความสำคัญเกินกว่าคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพราะเทศบาลคือจุดที่แนวคิดประชาธิปไตยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการขยะ ตลาด การศึกษา สุขาภิบาล สวนสาธารณะ หรือการดูแลคุณภาพชีวิตในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ทำให้ประชาชนเห็นโดยตรงว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นได้จากระดับใกล้บ้านที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง วันเทศบาลยังเป็นเหมือนวันทบทวนบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการให้วันเทศบาลเป็นเครื่องเตือนใจถึง ความรัก ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่นของตน

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “วันเทศบาล” คือวันที่ชวนคนไทยมองกลับไปยังรากฐานของประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การเลือกตั้งระดับชาติหรือการเมืองในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการจัดการบ้านเมืองของตนเองผ่านระบบท้องถิ่นด้วย

ดังนั้น วันที่ 24 เมษายน จึงเป็นมากกว่าวันสำคัญเชิงพิธีการ หากเป็นหมุดหมายที่ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และประชาธิปไตยที่มั่นคงต้องหยั่งรากจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานรากก่อนเสมอ เทศบาลจึงไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริหารเมืองหรือชุมชน แต่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยไทยให้เติบโตจากพื้นฐานของสังคมจริง

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2477/A/82.PDF?

เปิดหน้าประวัติศาสตร์มืด อีกด้านของแดนอาทิตย์อุทัย ‘จักรวรรดิญี่ปุ่น’ ไม่ได้มีแค่ความรุ่งเรือง แต่เต็มไปด้วยเงามืดแห่งสงคราม บาดแผลสงครามที่เอเชียไม่เคยลืม

ความเหี้ย(ม)โหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น...ประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกซ่อนไว้

แม้ว่า ความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ของคนญี่ปุ่นคือ "ความสวยงามที่มีระเบียบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ เช่น การโค้งคำนับ การใช้ภาษาที่สุภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ชาวโลกอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่า ญี่ปุ่นที่สังคมและผู้คนมีสุภาพ ความอ่อนน้อมและถ่อมตนอย่างมากมาย ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติจักรวรรดิ เป็นนักล่าอาณานิคมผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งทวีปเอเชีย เป็นรัฐทหารที่เรียกกันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan)”

จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1868 ซึ่งยุติการปกครองของโชกุน และฟื้นฟูอำนาจให้จักรพรรดิ การฟื้นฟูนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น และครอบคลุมทั้งช่วงปลายยุคเอโดะ (บากูมัตสึ) และต้นยุคเมจิ ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้พัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาอย่างรวดเร็วและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้) จนกระทั่งรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 (รวม 79 ปี)

ความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและยังคงเป็นหนึ่งในแง่มุมที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ เพราะมิใช่เพียงแค่การประพฤติมิชอบอย่างทารุณและโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ในหลายกรณี การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณโหดร้ายต่อพลเรือนและเชลยศึกชนิดที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถยอมรับได้นั้นเป็นการกระทำจนกลายเป็นปกติวิสัยของทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และบ่อยครั้งได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางทหาร

การกระทำของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJA) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นบทที่สร้างบาดแผลลึกซึ่งไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างครบถ้วนในตำราเรียนภายในประเทศ ความแตกต่างระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศและการศึกษาของญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่า "สงครามประวัติศาสตร์" ในเอเชียตะวันออก บทที่ "เงียบงัน" ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกหลายคนบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้มักถูกลดทอนหรือละเว้นในหลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นในปัจจุบันหลายฉบับ

ลำดับเหตุการณ์ที่แสดงถึงความทารุณของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2:

1.  การก่อตั้งก่อตั้งหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพลับ (หน่วย 731) ในปี 1931 โดย ดร.ชิโร อิชิอิ ขึ้นใน

เขตปิงฟาง เมืองฮาร์บิน และตั้งแต่ปี 1935 จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม มีการขยายเครือข่ายหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชีย

2.  การสังหารหมู่หนานจิง (Nanjing Massacre) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่

ข่มขืน ปล้นสะดม และเผาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนรวมถึงเชลยศึกชาวจีน หลังจากสามารถยึดนครหนานจิง (เมืองหลวงของจีนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 จนกระทั่งมกราคม 1938 ในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เหตุการณ์ยาวนานราว 6-8 สัปดาห์นี้ มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน มีหญิงชาวจีนราว 20,000-80,000 คน ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุถูกข่มขืน มีการประหารชีวิตเชลยทหารจีนที่ยอมจำนนและพลเรือนชาย และมีการเผาทำลายบ้านเมืองราวหนึ่งในสาม

3.  ระหว่างปี 1937-1938 ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน และเมืองสำคัญทางชายฝั่งอย่าง

รวดเร็ว ยังคงมีการสังหารหมู่และข่มขืนประชาชนพลเรือนชาวจีนระหว่างการเดินทัพของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แก๊สพิษและอาวุธชีวภาพโจมตีพลเรือน แม้ญี่ปุ่นจะลงนามในอนุสัญญาห้ามแล้วก็ตาม

4.  สงครามในแปซิฟิก ระหว่างปี 1941-1945 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นขยายสงครามสู่เอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฮาวาย และประกาศสงครามกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร พร้อมกันนั้นบุกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ภายใน 6 เดือน กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่ 3.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากร 150 ล้านคนอยู่ภายใต้การยึดครอง

- การเดินขบวนมรณะบาตาอัน (Bataan Death March) หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และ

ฟิลิปปินส์ยอมจำนนที่คาบสมุทรบาตาอัน โดยเชลยศึกกว่า 75,000 คนถูกบังคับเดินเท้าระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยไม่มีน้ำและอาหาร มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 5,000-10,000 คน

- การทารุณเชลยศึกอย่างเป็นระบบ ระหว่างปี 1942-1945 อัตราการเสียชีวิตของเชลย อยู่ที่ร้อย

ละ 27.1 สำหรับเชลยจากชาติเอเชีย มีเชลยชาวจีนเพียง 56 คนจากหลายหมื่นคนที่รอดชีวิตจนถึงสิ้นสุดสงคราม

- เชลยศึกทั้งหมดที่จับได้ในทะเล ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 12,500 นาย และออสเตรเลียอีก 7,500

นายจากการสังหารหมู่

- การปกครองที่โหดร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า พลเอกคิมูระ ฮิโรชิ หรือ "เพชฌฆาตแห่ง

พม่า" สังหารชาวบ้านและเชลยอย่างโหดร้าย ระหว่างปี 1943-1945 และการบังคับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) มีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน ด้วยนโยบาย 3 อย่าง: เผาทำลาย ฆ่าทำลาย และปล้นสะดม ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

5.  อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่สำคัญ ได้แก่:

- นางบำเรอทางเพศ (Comfort Women) มีผู้หญิงและเด็กสาวจากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์

อินโดนีเซีย ถูกบังคับเป็น "นางบำเรอ" ให้กับทหารญี่ปุ่น ประมาณว่า มีเหยื่อระหว่าง 50,000-200,000 คน

- นโยบายทำลายล้าง: การกวาดล้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การ

ทำลายล้างทางวัฒนธรรมและทรัพย์สิน และการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

ความเหี้ยมโหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น “เฉพาะในส่วนของไทย” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศไทยพร้อมกันหลายจุดทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่สมุทรปราการไปจนถึงปัตตานี ในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งหยุดยิงยังส่งไปไม่ถึงหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และยุวชนทหารจึงต้องทำการป้องกันประเทศตามหน้าที่ แม้ว่า ภาพรวมอาจไม่ได้เหมือนการ “บุกยึดแบบทำลายล้างเต็มรูปแบบ” เหมือนในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็มีเหตุการณ์รุนแรงและความโหดร้ายเกิดขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การปะทะกันทางทหารระยะสั้น ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจทำสนธิสัญญาทางทหารกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา แต่ทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุร้ายแรงหลายประการ สรุปได้ดังนี้

1.  การสู้รบอย่างโหดรู้ในช่วงการยกพลขึ้นบก (8 ธันวาคม 2484) กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุด

เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารและตำรวจไทย เช่นที่ กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสู้รบหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พลเรือนบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการยิงปะทะและความโกลาหล แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่ก็เกิดการปะทะอย่างรุนแรง

- ทหารและตำรวจไทยได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง  ตามเอกสารของรัฐบาล

สหรัฐฯ ระบุว่า ณ จุดสำคัญ ๆ เช่น สงขลา ตำรวจได้ต่อสู้ขัดขวางการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย

- การสูญเสียของผู้กล้าที่ปัตตานี ขุนอิงคยุทธบริรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 ของไทย

ถูกสังหาร ในขณะที่นำกำลังพลต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ

- การต่อต้านที่กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลของกองทัพอากาศไทยสามารถต่อต้านการ

ล้อมของทหารญี่ปุ่นได้อย่างทรหด จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม

- วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ ชุมพร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตัวเมือง

ชุมพร ยุวชน ทหารจากโรงเรียนศรียาภัย (นำโดย ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหมวด และเสียชีวิตในที่รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมอายุประมาณ 15-18 ปี ได้รวมกำลังกับทหารประจำการและตำรวจ เผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังพลและอาวุธเหนือกว่ามาก กำลังยุวชนทหารใช้ปืนเล็กยาวยิงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางฝนที่ตกหนัก และสามารถต้านทานการรุกคืบของญี่ปุ่นไว้ได้นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีคำสั่งหยุดยิงจากส่วนกลางมาถึง

2.  การใช้อำนาจบังคับและการยึดทรัพยากร หลังจากรัฐบาลไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นก็ได้ใช้

อำนาจควบคุมพื้นที่บางส่วน มีการยึดเสบียง อาหาร และทรัพย์สินจากชาวบ้าน บางพื้นที่ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจข่มขู่หรือทำร้ายประชาชน ,uการปล้นทรัพย์สินและการดูหมิ่นสถาบันฯ นอกเหนือจากความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายแล้ว การยึดครองยังสร้างความอัปยศอดสูด้วยการเข้ายึดครองสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือบ้านเรือนราษฎร อาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใช้เป็นค่ายทหาร), โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (โรงเรียนหญิงล้วนของอเมริกัน) รวมถึงบ้านพักส่วนตัวของชาวต่างชาติและชาวไทย แม้กระทั่งพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ก็เกือบถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครอง

3.  การสร้าง "ทางรถไฟสายมรณะ" (1942-1943) เป็นอาชญากรรมสงครามที่โหดร้ายที่สุดของญี่ปุ่นใน

ภูมิภาคนี้ โดยแรงงานชาวไทยจำนวนมากถูกเกณฑ์แรงงาน หรือถูกหลอกลวงให้ไปทำงานก่อสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างไทยกับพม่า โดยต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ขาดแคลนทั้งอาหารยารักษาโรค และการลงโทษรุนแรง มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่า แรงงานพลเรือนชาวเอเชีย (ซึ่งรวมถึงชาวไทย พม่า มาเลย์ และชวา) เสียชีวิตระหว่าง 75,000 ถึง 250,000 คน โดยทุก ๆ 1 กิโลเมตรของรางรถไฟ จะมีหยาดเหงื่อและชีวิตของแรงงานเหล่านี้เป็นเดิมพัน

4.  การข่มขืนและการบังคับเป็น "นางบำเรอ" (ตลอดช่วงการยึดครอง) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นตั้งหลักปักฐาน

ได้ อาชญากรรมทางเพศก็เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

- มีรายงานการข่มขืนทั้งต่อแรงงานหญิงและเด็กหญิงชาวไทยบริเวณแนวเส้นทางรถไฟสาย

มรณะ พื้นที่ใกล้เคียงกับค่ายทหารญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง มีผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นถูกทารุณกรรมทางเพศจนเสียชีวิต

- ระบบ "นางบำเรอ" นอกเหนือจากเหยื่อจากชาติอื่น ๆ แล้ว กองทัพญี่ปุ่นยังได้จัดตั้งระบบ

นางบำเรอในประเทศไทยด้วย โดยมีรายงานว่า มีหญิงไทยถูกเกณฑ์จากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ไปยังค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถูกข่มขืนเป็นประจำทุกคืน มีหลักฐานด้วยว่า มีชายไทยบางคนทำหน้าที่เป็นแมวมองหาหญิงสวาวให้กับกองทัพญี่ปุ่น

5.  การกดขี่ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพ บรรยากาศหวาดกลัว ประชาชนคนไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ

ทหารญี่ปุ่น มีข่าวการทำร้าย ข่มขืน และการลงโทษโดยพลการในหลายพื้นที่ (แม้ไม่ได้เกิดทั่วประเทศ แต่ก็มีบันทึกไว้) มีการบังคับซื้อเสบียงอาหารในราคาถูก หรือยึดไปเฉย ๆ จนเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง และขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนมาก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดยญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้เองในประเทศไทย อีกทั้ง สารวัตรทหารญี่ปุ่น (เคมเปไต) มีอำนาจในการจับกุมและสอบสวนคนไทยที่ต้องสงสัยว่า เป็นจารชน หรือให้ความช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมักมีการซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นความลับ

แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. จะเลือกเป็น "พันธมิตร" เพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ แต่ประชาชนชาวไทยกลับต้องเผชิญกับความทารุณโหดร้ายจากการยึดครองทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ทั้งนี้ยังไม่รวมความสียหายอันมากมายมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร (สหรัฐฯ และอังกฤษ) ที่ทิ้งระเบิดในประเทศไทย ซึ่งทำลายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และชีวิตประชาชนคนไทยอีกหลายพันคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่า ได้ก่อ "ความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง" และในปี 2002 ศาลญี่ปุ่นตัดสินยอมรับว่า กองทัพญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคและสังหารพลเรือนจีนหลายพันคน แต่คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ปฏิเสธหรือลดความสำคัญของ

เหตุการณ์ โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้เยี่ยมสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการรับใช้ญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามโบชินในปี 1868-1869 ไปจนถึงสงครามจีน-ญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี 1894-1895 และ 1937-1945 ตามลำดับ โดยมีอัฐิของอาชญากรสงครามญี่ปุ่นระดับ A อยู่ด้วย ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งกับประเทศคู่ขัดแย้งจนทุกวันนี้ อีกทั้ง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวถึงอาชญากรรมสงครามเพียงเล็กน้อย หลักสูตรการเรียนการสอนของญี่ปุ่น แม้จะครอบคลุมเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ มักจะเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ .oขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ “เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขาน” เลย มันถูกจดจำอย่างลึกซึ้ง ถูกสอน และมักยังคงมีความอ่อนไหวทางอารมณ์และการเมืองอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงค

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แถลงสมัชชาครั้งที่ 29 รวมพลังคนตาบอดทั่วประเทศ สะท้อนปัญหา–ข้อเสนอ ดันสิทธิเท่าเทียม พร้อมสู่เวทีระดับชาติ

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 พร้อมประกาศความพร้อมสู่เวทีคนตาบอดระดับชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการจัดโครงการการเสริมพลังคนตาบอดสู่การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การทำสิทธิให้เป็นจริง เพื่อสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชน สมาชิกคนตาบอด และผู้เข้าร่วมงานร่วมรับฟังการแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง   

ภายในงานมีการแสดงจากวงดนตรี TAB Band ศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบทเพลงพิเศษเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเทวพงษ์ พวงเพชร กรรมการและเหรัญญิกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานจัดสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 และนายภารากร คำเดช อุปนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการแถลงข่าว

การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมก่อนการจัดงานสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งจะเป็นอีกเวทีสำคัญของการรวมพลังคนตาบอดไทยจากทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-26 เมษายน 2569  ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top