Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

“ตราเพชร” เปิดเกมรีโนเวท!! ชวนใช้วัสดุป้องกันความร้อน ลดอุณหภูมิในบ้านได้ถึง 95% ช่วยลดภาระค่าไฟและเพิ่มความสบาย ตอบโจทย์ฟังก์ชันและดีไซน์ทันสมัย

‘ตราเพชร’ ชวนรีโนเวทบ้านรับมือฤดูร้อน

คืนความเย็นสบายเพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูร้อน ปัญหาความร้อนภายในที่พักอาศัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง พลังงานความร้อนมหาศาลที่สะสมอยู่ใต้หลังคาตลอดทั้งวัน ได้เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็น "เตาอบ" ไม่เพียงส่งผลต่อเครื่องปรับอากาศทำงานหนักจนค่าไฟพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนสุขภาพและอารมณ์ของผู้พักอาศัยในระยะยาว

การรีโนเวทบ้านด้วยนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อป้องกันความร้อน จึงเป็นโซลูชันสำคัญที่จะช่วยลดอุณหภูมิสะสมภายในบ้าน และสร้างสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย

กลไกสำคัญในการตัดวงจรความร้อนตั้งแต่ต้นทาง คือการติดตั้งวัสดุที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันบนฝ้าเพดานหรือใต้หลังคา โดย ฉนวนกันความร้อน Air Cool ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานบ้านเย็นด้วยชั้นอะลูมิเนียมเคลือบสองด้านที่เสมือนเกราะป้องกันความร้อนชั้นแรก สามารถสะท้อนความร้อนได้สูงถึง 95% และฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว จึงช่วยสกัดกั้นมวลความร้อนจากใต้หลังคาก่อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัสดุที่มีน้ำหนักเบาและติดตั้งง่ายได้ทั้งงานหลังคา ฝ้า และผนัง ประกอบกับการเสริมสารหน่วงไฟเพื่อความปลอดภัย จึงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการพักอาศัยให้เย็นสบายและอุ่นใจได้ทันทีหลังการติดตั้ง

เพื่อให้ระบบจัดการความร้อนทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ การระบายมวลอากาศร้อนที่หลงเหลืออยู่ใต้หลังคาออกสู่ภายนอกบริเวณชายคาบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ ฝ้าระบายอากาศ ตราเพชร รุ่นผิวเรียบ รูแคปซูล ที่ออกแบบมาเพื่อบ้านยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์ "รูแคปซูล" อันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนและพาความร้อนออกจากใต้หลังคาได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิภายในบ้านลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศและประหยัดค่าไฟฟ้า ทั้งยังคงความแข็งแรงทนทานและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยสอดรับกับบ้านทุกสไตล์

ส่วนพื้นที่ต่อเติมอย่างโรงจอดรถหรือครัวหลังบ้าน ที่มักประสบปัญหาความร้อนสะสมเป็นพิเศษ นวัตกรรมอย่าง หลังคายูพีวีซี AIR ROOF จากตราเพชร คือคำตอบที่ผสานทั้งความสวยงามและฟังก์ชันการกันความร้อนไว้ด้วยกัน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุยูพีวีซีที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ จึงช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดีกว่าวัสดุทั่วไป อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องการซับเสียงรบกวนเวลาฝนตก มีน้ำหนักเบาช่วยลดภาระค่าโครงสร้าง และทนทานต่อทุกสภาพอากาศโดยไม่เป็นสนิม พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 15 ปี หรือหากต้องการเปลี่ยนหลังคาบ้านให้มีดีไซน์สวยงามเสมือนหลังคาชิงเกิ้ลแต่ทนทานกว่า สามารถเลือกใช้หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ DIAMOND STONE COATED METAL ROOF ช่วยป้องกันความร้อนและแสงยูวีที่จะผ่านชั้นผิวเหล็ก รวมถึงดูดซับเสียงฝนตกกระทบ พร้อมเคลือบ AZ150 ไม่เป็นสนิม ทนทานแรงกระแทกได้ดี รวมถึงกระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ เป็นอีกทางเลือกช่วยลดอุณหภูมิ ด้วยเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%

นอกจากนี้ หากต้องการต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านให้กันความร้อนได้ดียิ่งขึ้น อิฐมวลเบา ไดมอนด์บล็อก สามารถตอบโจทย์การกันความร้อน กันเสียง แข็งแรงทนทาน ทนไฟ โดยมีให้เลือกทั้งอิฐมวลเบา G2 เหมาะกับบ้านและทาวน์โฮม และ อิฐมวลเบา G4 เหมาะกับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 สามารถก่อผนังได้รวดเร็วกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อกประมาณ 1 เท่าตัว รวมถึงอิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 เซนติเมตร นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลา ลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนัง

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันความร้อนที่สอดประสานกันนี้ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน

“Maxim” ช่วยคนขับ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง เร่งแพ็กเกจช่วยรายได้คนขับ ดันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มออเดอร์ รักษาสมดุลผู้โดยสารและรายได้

Maxim ประเทศไทย เร่งช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กรุงเทพฯ — ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% และดีเซลเพิ่มขึ้น 50% ภายในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนขับและไรเดอร์ที่มีรายได้แปรผันตามระยะทาง

Maxim ประเทศไทย เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งแพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชัน แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย โบนัสรายวันสำหรับคนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 การสนับสนุนทางการเงินช่วงสงกรานต์ แคชแบ็กสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และแคมเปญฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
แพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับการเดินทางระยะสั้น ได้ช่วยเหลือคนขับแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่โบนัสรายวันช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มยังมอบเงินสนับสนุนเฉพาะกิจให้แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกลยุทธ์ คือ การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการฟรีค่าคอมมิชชันใน 7 จังหวัด ส่งผลให้คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร โดยในสัปดาห์แรก จำนวนออเดอร์ของคนขับ EV เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ตเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสนับสนุนผู้โดยสาร โดยแพลตฟอร์มมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสมของผู้โดยสาร และรายได้ของคนขับ ภายใต้ขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารยังคงเข้าถึงบริการในราคาเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความท้าทายมากขึ้น แพลตฟอร์มพร้อมพิจารณามาตรการทางเลือก เพื่อให้ผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และคนขับยังคงมีโอกาสในการสร้างรายได้ แม้อาจมีการปรับราคาในบางกรณี ทั้งนี้ Maxim ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการเดินทางในเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของคนขับ เราจึงออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่แคชแบ็กสำหรับคนขับรถสันดาป ไปจนถึงกะวิ่งงานแบบไม่หักค่าคอมมิชชันสำหรับคนขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งปริมาณออเดอร์และเสถียรภาพรายได้ของคนขับขยายตัวต่อเนื่อง”

Maxim ประเทศไทย จะยังคงติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาสมดุลระหว่างค่าโดยสารที่เหมาะสมและรายได้ของพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง

ผลไม้ไทยแรงต่อเนื่อง!! ทุเรียนสดกว่า 6,300 ตันถึงกว่างโจว ช่วงวันแรงงานปี 2026 คึกคัก ศุลกากรตรวจกักกันโรคเข้มงวด ตลาดจัดเทศกาลขายสดทั้งไทย-มาเลเซีย

ทุเรียนสดจากไทยกว่า 6,300 ตัน บุกตลาดจีนช่วงหยุดวันแรงงาน

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ระหว่างช่วงเช้าวันเสาร์ (25 เม.ย.) จนถึงเช้าวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) โดยทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน

ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

ศุลกากรหนานซาได้ดำเนินการตรวจสอบและกักกันโรคอย่างเข้มงวดกับทุเรียนสดนำเข้าชุดนี้เพื่อรับประกันความปลอดภัยทางอาหารให้ผู้บริโภค โดยหลินเสี่ยวจิ้ง หัวหน้าฝ่ายห่วงโซ่ความเย็นของศุลกากรหนานซา เผยว่ามีการตรวจหาศัตรูพืชและโรคพืช ซึ่งสามารถตรวจสอบด้วยตาเปล่า รวมถึงสุ่มตรวจตัวบ่งชี้ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น ยาฆ่าแมลงและโลหะหนัก ซึ่งต้องใช้วิธีการอันเข้มงวด

ทั้งนี้ ตลาดผลไม้สดของท่าเรือหนานซาจะจัดงานเทศกาลทุเรียนในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งจะปรับใช้โมเดลการดำเนินงาน "เรือเทียบท่า เปิดตู้คอนเทนเนอร์ ซื้อขายทันที" และคาดว่าจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็นให้ผู้บริโภคสามารถซื้อทุเรียนสดโดยตรง ทั้งทุเรียนหมอนทองจากไทยและทุเรียนมูซังคิงจากมาเลเซีย

ที่มา : Xinhua

SMU ดันบัญชี AI !! สัมมนาฟรี 12 พ.ค. นี้ เสริมทักษะบัญชีและประเมินมูลค่า ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย ลุยบทบาทการเงินยุคใหม่ด้วย AI

เสริมศักยภาพนักการเงินแห่งอนาคตด้วยหลักสูตรชั้นสูงด้านบัญชีในยุค AI และการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

กิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต’ นำเสนอหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) ที่เน้นการสร้างทักษะการบัญชีแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 23 เมษายน 2569 - ภาคการเงินและการบัญชีของไทยกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญชาวไทยต่างต้องการพัฒนาทักษะของตนเองเพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และมาตรฐานการประเมินมูลค่าระดับโลก

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สร้างเสริมทักษะดังกล่าวด้วยกิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โดยนำเสนอมาสเตอร์คลาส 2 หลักสูตรสำหรับผู้ทำงาน กิจกรรมดังกล่าวกำหนดจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ เวลา 16.30 – 19.00 น. ณ วิคเตอร์ คลับ สามย่าน มิตรทาวน์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

งานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ เน้นนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในอนาคตทั้งด้านการบัญชีและการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์

งานสัมมนานี้นำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 2 แนวทาง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนบทบาทด้านการเงิน ได้แก่ ทักษะการประเมินมูลค่าที่ใช้งานได้จริงและมีความสอดคล้องกับตลาดสำหรับการทำธุรกรรม การดำเนินคดี และการรายงานทางการเงิน และการสร้างขีดความสามารถด้านบัญชีที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และเครื่องมือเชิงปฏิบัติการเพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างมูลค่า และปรับเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงและขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในประเทศไทยและสร้างทักษะด้านการบัญชีรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI

เซสชั่น A: การนำทางสู่ยุคใหม่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจ

นำเสนอโดย เอริค เทโอ (Eric Teo) อาจารย์พิเศษประจำ SMU หลักสูตรระดับสูงนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้เชี่ยวชาญระดับกลาง ซึ่งรวมถึงผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่า นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินองค์กร วาณิชธนกิจ ผู้จัดการกองทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านการรายงานทางการเงิน ด้วยกลยุทธ์การประเมินมูลค่าสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าระหว่างประเทศ (IVS) ประเด็นสำคัญได้แก่ การรับรองระดับชาติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน IVS ความสามารถในการโยกย้ายสิทธิ์ในระดับภูมิภาค เส้นทางวิชาชีพที่เป็นระบบสู่การได้รับตำแหน่งผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ริเริ่มในประเทศไทย หลักสูตรชั้นสูงนี้เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตนเองและปรับเปลี่ยนไปสู่บทบาทความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เซสชั่น B: AI และ Agentic Intelligence: ความหมายและผลกระทบต่อมืออาชีพด้านบัญชีและการเงิน

นำเสนอโดย ดร. หยิน หวัง (Dr. Yin Wang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร. ประสาธน์ จงเจริญกมล อาจารย์อาวุโสสาขาบัญชี จาก SMU หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและการอภิปราย กลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน ได้แก่ ผู้บริหารด้านการเงิน นักวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบบัญชี นักบัญชีองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และ Agentic AI ในด้านการบัญชีและการเงิน โดยแสดงให้เห็นถึงวิธีการค้นหาไทมไลน์ที่สมจริง ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพในระดับภูมิภาค หลักสูตรดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจในตนเองและต้องการยกระดับหรือเปลี่ยนสายอาชีพ

ทั้งสองหลักสูตรจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางสู่การรับรองวิชาชีพและการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ SMU รวมถึงหลักสูตรผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบัญชี (ข้อมูลและการวิเคราะห์)

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ประเทศไทย (SMU Thailand) ได้วางตำแหน่งกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและช่วยเสริมสร้างทักษะ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารและนักการศึกษา แนวทางนี้จะทำให้การเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติเป็นไปอย่างทั่วถึง ช่วยเสริมสร้างงานวิจัย ความรู้ความเข้าใจด้านข้อมูล และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อบริบททางการศึกษาและกำลังแรงงานของประเทศไทย โดยปราศจากซึ่งอุปสรรคหรือค่าใช้จ่ายใดๆ

หากต้องการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โปรดกรอกรายละเอียดของท่านได้ที่นี่ >> Secure My Free Seat! หรือสแกนQR code ด้านล่างนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัดและจัดให้ตามลำดับการลงทะเบียนเป็นหลัก

เพื่อช่วยในการจัดการความจุของสถานที่ เราขออภัยที่จะแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้จองล่วงหน้าเข้าร่วมงาน

สงครามดันคนไทยรัดเข็มขัด!! ตลาดคอนโดฯ ปี 69 หนักรอบด้าน สงครามนอกประเทศ แต่แรงสะเทือนถึงกระเป๋าคนไทย อสังหาฯ เร่งปรับแผนรับมือ งัดราคาเข้าถึงง่าย หวังต่างชาติช่วยพยุงตลาด

โลกเดือดสะเทือนถึงไทย! พิษสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ บีบคนไทย ‘รัดเข็มขัด’ ขั้นสุด
อสังหาฯงัดกลยุทธ์สู้ เสิร์ฟคอนโดฯ ราคาจับต้องได้ ปลุกชีพ Longstay Visa ดึงกำลังซื้อต่างชาติ

ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้านจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบเพิ่มเติมจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า และบริการ สร้างความกังวลด้านพลังงาน ทำให้คนไทยเลือกที่จะใช้เงินลดลง ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าในช่วงไตรมาสแรกยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ทำให้การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยถูกชะลอออกไป แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นตลาดผ่านมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV แล้วก็ตาม

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เผยข้อมูลในช่วงไตรมาส 1 ของ ปี 2569 ที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวมประมาณ 7,170 ยูนิต ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอุปทานที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวของกำลังซื้อที่แท้จริง เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผู้ประกอบการจะพยายามใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเข้มข้นแต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 พอเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี โครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่บางโครงการมีคนไปรอล่วงหน้าหลายวัน เพื่อทำการจองซื้อ แม้ว่าจะไม่ถึงกับปิดการขาย (Sold Out) แต่ก็สามารถสร้างยอดขายได้ดีตามเป้าที่ผู้ประกอบการวางไว้ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อค่าครองชีพและทิศทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกปรับกลยุทธ์ ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป คาดการณ์ว่าตลอดปี 2569 จะมีปริมาณคอนโดมิเนียมเปิดใหม่เพียง 15,000 – 18,000 ยูนิต ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ ต้องจับตาเรื่องของปัจจัยทางเศรษฐกิจและภาวะสงครามในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในไตรมาส 1/2569 ผู้ประกอบการพยายามปรับตัวหรือให้ความสำคัญกับโครงการในระดับราคาไม่แพงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ประมาณ 84,500 บาทต่อตารางเมตร ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้านี้ประมาณ 55% เนื่องจากโครงการที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกเมืองชั้นใน และมีหลายโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร  คาดว่าตลอดปี 2569 การปรับขึ้นราคาจะเป็นไปอย่างจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะโฟกัสตลาดที่มั่นใจ เลือกเปิดตัวเฉพาะโครงการที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทำเลและคอนเซปต์ที่ชัดเจนเท่านั้น พร้อมทั้งชะลอการลงทุนในพื้นที่ Oversupply อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว หรือโยกย้ายเงินทุนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นจากนโยบาย "Longstay Visa" สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด โดยเน้นโครงการในหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือกลุ่มผู้เกษียณอายุ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad ที่ต้องการพำนักชั่วคราวเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในภูมิภาค ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ามาตรการดังกล่าวจะดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติได้มากน้อยเพียงใดในช่วงที่เหลือของปี

แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวล เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% - 30% ของมูลค่าโครงการ หากต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้น 10% - 20% จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวม หรือ อัตรากำไรเพียง 2.5% - 6% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากวัสดุก่อสร้างยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ย่อมส่งผลต่อการปรับราคาขายในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับปีนี้ คาดว่า ราคาขายคอนโดมิเนียมจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงเร่งระบายสต็อก โดยเฉพาะโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to Move) ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลกว่าการเปิดโครงการใหม่ แต่ความท้าทายที่แท้จริงกลับอยู่ที่ “การอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย” เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดสูงสุด โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 50% - 60% พร้อมเงื่อนไขการพิจารณาที่ซับซ้อนและละเอียดมากขึ้น

'SKR' ประกาศปันผล หุ้นละ 0.25 บาท รายได้รวมกว่า 509 ลบ. อนุมัติซื้อหุ้นคืน เทคนิคเสริมการเงิน จ่ายเงินปันผล 15 พ.ค. 2569 ยืนยันเดินหน้าสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง

ผู้ถือหุ้น SKR โหวตหนุนปันผล 68 ควัก 509 ล้านบาท จ่าย 0.25 บาท/หุ้น

ผู้ถือหุ้น SKR โหวตหนุนจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 เป็นเงินสด 0.25 บาท/หุ้น วงเงินรวมกว่า 508 ล้านบาท ประกาศขึ้น XD 29 เมษายน 2569 Record Date 30 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผล 15

พฤษภาคม 2569 พร้อมไฟเขียวซื้อหุ้นคืน 1 พันล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวบริหารการเงินภายใน

ผู้บริหารย้ำเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง

นายสุริยันต์ โคจรโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ

บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SKR เปิดเผยว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ณ ห้อง Sikarin Grand Room ชั้น 8 อาคาร 3 โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลปี 2568 อัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงิน 508.71 ล้านบาท

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ไม่เกินกว่า 70% ของกำไรสุทธิ

โดยประกาศวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 29 เมษายน 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุริยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยืนยันเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนธุรกิจที่วางไว้ควบคู่ไปกับการเดินหน้าอัพประสิทธิภาพบริการ สู่ Smart Service หรือบริการอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และข้อมูล

(Data) เข้ามายกระดับการทำงานเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

28 เมษายน 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง ร.9 - สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

28 เมษายน พ.ศ. 2493 วันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9 – สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงหนึ่งสัปดาห์ และในวาระนั้นเอง ได้เกิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เมื่อทั้งสองพระองค์ทรง ลงพระปรมาภิไธยและลงนามในสมุดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ด้วยพระองค์เอง อันนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการตามกฎหมายสมัยใหม่

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 วันดังกล่าวจึงเป็น ครบรอบ 76 ปี ของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะวันแห่งความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันสำคัญที่สะท้อนการผสานกันอย่างงดงามระหว่าง ราชประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระเบียบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ ในสังคมไทย

ข้อมูลจากบันทึกพระราชพิธีระบุว่า พระราชพิธีมีขึ้นที่วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังสถานที่ประกอบพระราชพิธี และในวาระสำคัญนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมีราชสักขีร่วมในพิธีตามแบบแผนกฎหมายบ้านเมืองอย่างครบถ้วน

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ ในอดีต พระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระมหากษัตริย์ไทยมักดำเนินไปตาม พระราชประเพณี เป็นหลัก แต่พระราชพิธีในวันที่ 28 เมษายน 2493 ได้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของสังคมไทยในยุคใหม่ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่แยกขาดจากพัฒนาการของกฎหมายและรัฐสมัยใหม่ หากแต่สามารถดำรงพระเกียรติยศแห่งราชประเพณีควบคู่กับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์

หลังเสร็จพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ได้มี พระบรมราชโองการสถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ โดยราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษลงวันที่ 28 เมษายน 2493 ระบุชัดว่า การประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสครั้งนั้นเป็นไปโดย “ถูกต้องตามกฎหมายและราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการ” ก่อนมีพระบรมราชโองการให้ดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

เมื่อมองในบริบทประวัติศาสตร์ พระราชพิธีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของแผ่นดินไทย เพราะรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัตพระนครภายหลังการศึกษาในต่างประเทศ และอยู่ในช่วงเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ดังนั้น พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงพิธีส่วนพระองค์ หากยังเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งในมิติของราชวงศ์ พระราชพิธี และความชอบธรรมตามแบบแผนรัฐไทยสมัยใหม่

อีกด้านหนึ่ง วันดังกล่าวยังมีความหมายอย่างลึกซึ้งในความทรงจำของคนไทย เพราะตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันอย่างต่อเนื่องในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในปี 2493 จึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของราชวงศ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดรัชสมัย

หากพิจารณาให้ลึกลงไป เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2493 ยังสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบแบบแผนของรัฐสมัยใหม่มากขึ้น การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายด้วยพระองค์เอง จึงเป็นภาพแทนของการที่ สถาบันสูงสุดของชาติ สามารถดำรงพระเกียรติยศตามราชประเพณี พร้อมกับเคารพและรับรองกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนั้นมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความเป็นพิธีการทั่วไป

ดังนั้น วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นมากกว่าวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หากแต่เป็นวันแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่แสดงให้เห็นทั้งความสง่างามของราชประเพณี ความสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่ และการเริ่มต้นสายสัมพันธ์แห่งพระราชกรณียกิจอันยาวนานที่ผูกพันอยู่ในใจคนไทยทั้งชาติ


ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1034

ตกหลุมรักไม่ไหว!! ชวนรู้จัก “บลิ้งค์ ณิชพน” หนุ่มตาหวานแห่งวง FAVIQ เอเนอจี้ล้น เสน่ห์แรงเกินต้าน ยิ้มละมุนจนแฟน ๆ ต้องตกหลุมรัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงไม่น้อย สำหรับ “บลิ้งค์” หรือ ณิชพน ไพฑูรย์พงษ์ หนุ่มตาหวานแสนซนจากบอยกรุ๊ปน้องใหม่ FAVIQ (เฟ-วิค) ภายใต้สังกัด G’NEST ที่แค่รอยยิ้มก็ชนะใจแฟน ๆ ได้แบบไม่ต้องพยายาม ด้วยภาพลักษณ์ขี้เล่น มาดกวน และเอเนอจี้ที่ล้นเหลือเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ แต่เบื้องหลังความสดใสนั้น เมื่อถึงเวลาขึ้นเวที บลิ้งค์กลับเปลี่ยนโหมดเป็นศิลปินที่จริงจัง ทุ่มเท และเปล่งประกายเสน่ห์บนสเตจได้อย่างน่าทึ่ง

ปัจจุบันบลิ้งค์มีอายุ 21 ปี และกำลังเดินหน้าความฝันในเส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัว

ด้านการศึกษา บลิ้งค์เป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเบนเข็มเข้าสู่วงการบันเทิงไทย และได้เป็นศิลปินฝึกหัดในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 

นอกจากนี้ยังมีพื้นฐานสายศิลปะการแสดงจากวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง SCA (Superstar College of Arts) ที่ช่วยหล่อหลอมทักษะการแสดงและเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้โดดเด่นตั้งแต่ยังไม่เดบิวต์ด้วย

หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา บลิ้งค์ไม่ใช่หน้าใหม่ธรรมดา เพราะเคยสร้างชื่อจากการคว้าชัยชนะในโครงการ Z-POP Dream และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดบิวต์ที่ประเทศเกาหลีใต้ในฐานะสมาชิกวง Z-BOY เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ร่วมกับสมาชิกจากอีก 6 ประเทศ นอกจากนี้ยังเคยเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มคาลพิส แลคโตะ และมีผลงานการแสดงในซีรีส์วาย “LOVE STAGE!!” ในบท “บุ๊ค” ที่ทำให้แฟน ๆ เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกวง FAVIQ บลิ้งค์ก็ยิ่งเผยตัวตนที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเจ้าตัวนิยามตัวเองแบบน่ารัก ๆ ว่าเป็นคนที่มี “ดวงตาหวานที่สุดในวง” คล้ายกวางหรือกระต่าย ทำให้ดูขี้อ้อนและขี้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สายตาสื่ออารมณ์ได้อย่างทรงพลังจนถึงขั้น “ข่มขู่” ได้เช่นกัน

บลิ้งค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 จากการไปออดิชั่นที่ประเทศเกาหลีใต้ และยึดเป็นเส้นทางอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน โดยจุดเด่นของเขาคือความสามารถในการเล่นสีหน้าและสายตาที่โดดเด่น รวมถึงสกิลพิเศษสุดคิวต์อย่าง “ขยับหูได้” ที่ทำเอาแฟน ๆ เอ็นดูไม่ไหว

สิ่งที่เขารักที่สุดในการเป็นศิลปินคือการได้ขึ้นแสดงบนเวที และได้เห็นผู้ชมรู้สึก “ว้าว” ไปกับโชว์ พร้อมทั้งได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ซึ่งเบื้องหลังความมั่นใจนั้น บลิ้งค์ยอมรับว่าเป็นคนที่มีความกังวลสูง แต่เขาเรียนรู้ที่จะดึงกำลังใจให้ตัวเองก่อนขึ้นเวที และใช้ความมั่นใจเข้ามาแทนที่ความกลัว จนวันนี้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้มากขึ้น

ในมุมความฝัน บลิ้งค์เผยแบบจริงใจว่าอยากเป็นศิลปินระดับโลก Top Number One Billboard และมีโอกาสคว้ารางวัลแกรมมี่ รวมถึงการได้จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ เพื่อทำให้ครอบครัวภูมิใจ 

ขณะที่บทบาทในวง เขามองว่าตัวเองคือ “แหล่งพลังงาน” ที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับเพื่อนๆ ในทีม

และอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำเอาแฟนๆ ใจฟู คือคำขอบคุณที่เขาส่งถึงครอบครัว แม้จะเป็นคนขี้อายไม่ค่อยบอกรัก แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้บอกว่า “รัก” พ่อกับแม่ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในทุกก้าวของชีวิต

ใครที่เริ่มตกหลุมรักหนุ่มตาหวานเอเนอจี้ล้นคนนี้ สามารถติดตามผลงานของ “บลิ้งค์” ได้ที่ Instagram : blink._.np และร่วมเอาใจช่วย 8 หนุ่มบอยกรุ๊ป FAVIQ จากค่าย G’NEST ได้ทาง Instagram และ TikTok : @faviq_official 

บอกเลยว่านาทีนี้ ใครยังไม่รู้จัก…ต้องรีบทำความรู้จักแล้วน้าา

มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพ มอบเงินบริจาค 150,000 บาท สนับสนุนสร้างห้องปลอดฝุ่น ช่วยปกป้องเด็กภาคเหนือจากฝุ่น ร่วมมือพัฒนาอากาศปลอดภัยให้ชุมชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบเงินบริจาคจำนวน 50,000 บาท ในนามมูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ 

เพื่อสมทบทุนในการจัดสร้างห้องปลอดฝุ่น ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ เป็นผู้ดำเนินการโครงการในการสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอากาศ ในการร่วมปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 

ณ ห้องรับรอง มล.ปิ่น มาลากุล อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

“มาห์เล” ลุยลดคาร์บอน!! รายงานยั่งยืนปี 68 เด่นชัด ลดคาร์บอน Scope 1 และ 2 ได้เกือบครึ่ง วัสดุรีไซเคิลใช้เพิ่ม ปลอดภัยขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าขยายทั่วเยอรมนี

มาห์เล ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง มุ่งบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

-มาห์เลเผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของบริษัท

-มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

-มาห์เลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

-มาห์เลเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุหมุนเวียน โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น

-อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบถือเป็นหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์องค์กรของมาห์เล (MAHLE) และแนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำความสำคัญในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของกลุ่มบริษัทเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวระบุว่า มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง (Scope 1 และ 2) ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วนับจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม นอกจากนี้ ในปีที่มีการรายงานนั้น มาห์เลได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 และอัตราการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

“การที่มาห์เลผนวกรายงานความยั่งยืนไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในอนาคตของบริษัท” เกออร์ก ดีทซ์ (Georg Dietz) กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าว “มาห์เลกำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในปี 2568”

ในปีที่ผ่านมา มาห์เลสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้ถึง 19% โดยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานเพียง 1.7 ครั้ง ต่อชั่วโมงทำงาน 1 ล้านชั่วโมง ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวยังสะท้อนผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่องค์กรภายนอกมอบให้แก่สถานประกอบการของมาห์เล เพื่อยกย่องผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานกลยุทธ์ที่หลากหลายในการลดคาร์บอน “เราได้เสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบทั่วทั้งบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ” คัทริน อาเพิล (Kathrin Apel) ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน สุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมของมาห์เล กล่าว “แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การใช้พลังงานและวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการผนวกรวมปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจในด้านการพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิต”

ในปี 2568 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 จากกระบวนการผลิตของบริษัทและการใช้พลังงาน ลดลงกว่า 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ทำให้เหลืออีกไม่ถึงสองจุดเปอร์เซ็นต์ก็จะบรรลุเป้าหมายปี 2573 ซึ่งตั้งไว้ที่ 49% ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 3 จากห่วงโซ่อุปทานและการใช้ผลิตภัณฑ์ ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีฐานเดียวกัน

มาห์เลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่หลากหลาย บริษัทใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่โรงงานของมาห์เลในเยอรมนีบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวและการชดเชยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้านโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโมกีกัวซู ได้กลายเป็นโรงงานแห่งที่สี่ในบราซิลที่ทำข้อตกลงจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวในปี 2568 นอกจากนี้ โรงงานของมาห์เลหลายแห่งทั่วยุโรป อเมริกาใต้ อินเดีย จีน (กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง) รวมถึงในจังหวัดสมุทรปราการของไทย ล้วนใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัย 

ปัจจุบัน มาห์เลได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PVT) ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ณ โรงงานของบริษัทในเมืองไวฮิงเงิน/เอนซ์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 21,500 ตารางฟุต เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน มาห์เลยังดำเนินการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งจุดชาร์จ MAHLE chargeBIG มากกว่า 300 จุดในลานจอดรถของพนักงานตามโรงงานหลายแห่งทั่วประเทศเยอรมนี

สำหรับการขนส่งภายในบริษัทระหว่างคลังสินค้ากลางของมาห์เลใกล้เมืองชตุทท์การ์ทกับโรงงานที่เมืองมูห์ลักเกอร์และไวฮิงเงิน มีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ HVO100 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 90%

นอกจากนี้ มาห์เลได้พัฒนาวัสดุหลากหลายประเภทที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งนำมาใช้ในการผลิตไส้กรองอากาศสำหรับห้องโดยสารรถยนต์

ห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบในระดับโลก

มาห์เลเข้าร่วมโครงการ Responsible Supply Chain Initiative (RSCI) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใส โดยบริษัทดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพิจารณาสภาพการทำงานและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกระดับความโปร่งใสของซัพพลายเออร์เช่นนี้ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ของมาห์เล

สามารถอ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ได้ที่เว็บไซต์ของมาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/publications/

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ: สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์และภาพประกอบได้ที่ห้องข่าวของ

มาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top