Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ปตท. ยืนยันความมั่นคง บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน แบกรับต้นทุนเพิ่มในวิกฤต ป้องกันขาดแคลนน้ำมันประเทศ เดินหน้าจัดหาพลังงานต่อเนื่อง

ปตท. ยืนยัน “ป้องกันไม่ขาดน้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา ต้นทุนการเงิน บริหารความเสี่ยง รักษาความมั่นคงพลังงาน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ  ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ  2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

ทั้งนี้การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น 

ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ 

 นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย

•  หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท

•  เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

•  เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน 

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร  และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

“เหอเจ๋อ” ลุยฟอรัมวัฒนธรรม เปิดบ้านรับดอกโบตั๋นโลก แสดงศิลป์-ภาพยนตร์พิเศษ วิทยากรชูวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์ ดันดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์สากล

เมืองเหอเจ๋อเปิดบ้านจัดฟอรัมวัฒนธรรมดอกโบตั๋น มุ่งสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

เมืองเหอเจ๋อในมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน ได้เปิดบ้านต้อนรับคณะทูต นักวิชาการ และศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกในการประชุมนานาชาติว่าด้วยการสื่อสารวัฒนธรรมดอกโบตั๋นเมืองเหอเจ๋อ ประจำปี 2569 เพื่อร่วมผลักดันให้ดอกโบตั๋น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองนี้ กลายเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจที่แน่นแฟ้น

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Blooming Across the World, Cultivating Shared Beauty” (มวลบุปผาผลิบานทั่วโลก บ่มเพาะความงามร่วมกัน) โดยมุ่งเผยแพร่รากฐานทางวัฒนธรรมและความสำคัญของดอกโบตั๋นในบริบทโลกยุคใหม่ กิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมดอกโบตั๋นโลก (World Peony Conference) ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นยาวนานตลอดทั้งเดือน ซึ่งได้เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการไปแล้ว

งานนี้มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษ ที่พาผู้ชมย้อนรอยเส้นทางสายวัฒนธรรมนับพันปีของดอกโบตั๋น พร้อมด้วยคลิปวิดีโอส่งความปรารถนาดีจากมิตรสหายทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีแนวร่วมสมัยที่ผสานเสน่ห์ของกู่เจิงและไวโอลินเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเรียกเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม ในโอกาสนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ในธีมดอกโบตั๋น พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์สวนจีนคลาสสิกในโครงการ “Five Continents in Bloom” (เบญจทวีปบานสะพรั่ง) และเปิดตัวแคมเปญสุดล้ำอย่าง “The Peony's Voice from Space” (เสียงโบตั๋นจากห้วงอวกาศ) ซึ่งช่วยตอกย้ำเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของดอกโบตั๋น

สำหรับวัฒนธรรมจีน ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งรุ่งเรือง ความมีชีวิตชีวา และความปรารถนาในชีวิตที่ผาสุก ซึ่งผู้เข้าร่วมฟอรัมต่างมีความเห็นตรงกันว่า ความหมายอันเป็นมงคลเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงใจคนได้ทุกชาติ โดยเปรียบเสมือนภาษาแห่งความงามและอารมณ์ที่เข้าถึงความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง

ด้วยประวัติศาสตร์การเพาะปลูกอันยาวนานกว่า 1,500 ปี และมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน ทำให้เมืองเหอเจ๋อได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งดอกโบตั๋น” ของจีน โดยปัจจุบันเป็นแหล่งรวมดอกโบตั๋นมากถึง 1,308 สายพันธุ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา เทศกาลดอกโบตั๋นของเมืองนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ถึง 9.92 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ เมืองเหอเจ๋อยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การนำเกสรมาผลิตใบชา การสกัดน้ำมันจากเมล็ด การใช้รากเป็นยาสมุนไพร ไปจนถึงการนำกลีบดอกมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปยังกว่า 30 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

จาง หลุน (Zhang Lun) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ กล่าวว่า “ดอกไม้เปรียบเสมือนสื่อกลางทางสุนทรียภาพที่ก้าวข้ามพรมแดนได้” พร้อมระบุว่าเมืองเหอเจ๋อกำลังเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้ “ดอกโบตั๋นก้าวสู่เวทีโลก” ควบคู่ไปกับการเปิดบ้านต้อนรับ “มวลบุปผาสู่เมืองเหอเจ๋อ”

ซุน เหวินลี่ (Sun Wenli) รองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลซานตง ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันวัฒนธรรมดอกโบตั๋นของเมืองเหอเจ๋อให้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงมิตรภาพและความสุข

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาโต๊ะกลมโดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการถอดรหัสและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอัตลักษณ์ของดอกโบตั๋น เพื่อยกระดับกลยุทธ์การสื่อสารให้เข้าถึงใจผู้คนทั่วโลก

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลซานตง, ไชน่า อินเตอร์เนชันแนล คอมมิวนิเคชันส์ กรุ๊ป (CICG) และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

เหอเจ๋อ, จีน, 16 เมษายน 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเหอเจ๋อ

เทศกาลสาดน้ำจิ่งหง สนุกสนานงานสาดน้ำเมืองจิ่งหง แคว้นสิบสองปันนาเฉลิมฉลอง น้ำเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมคึกคัก

ย้อนชมบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลสาดน้ำในเมืองจิ่งหง แคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคึกคัก

เทศกาลสาดน้ำจัดเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยน้ำถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล และประชาชนสาดน้ำใส่กันและกันเพื่อเป็นคำอวยพรให้มีความสุขและความโชคดีมีชัย

ที่มา : Xinhua

17 เมษายน 2277 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช’ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ผู้กอบกู้เอกราชไทย

17 เมษายน พ.ศ. 2277 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช’ กษัตริย์นักกู้ชาติ ผู้รวบรวมแผ่นดินไทยหลังเสียกรุง

วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีบทบาทยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย โดยกรมศิลปากรระบุว่า พระองค์ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 1096 และมีพระนามเดิมว่า “สิน” ซึ่งต่อมากลายเป็นพระนามที่คนไทยจดจำอย่างลึกซึ้งในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชของชาติไทยหลังการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีความน่าสนใจตั้งแต่วัยเยาว์ แหล่งข้อมูลของ Britannica ระบุว่าพระองค์ทรงมีเชื้อสายไทย-จีน โดยพระบิดาเป็นชาวจีนแต้จิ๋วซึ่งเข้ามารับราชการและทำการค้าในสยาม ส่วนพระองค์เองได้เข้าสู่เส้นทางราชการตั้งแต่วัยหนุ่ม ก่อนจะเติบโตในระบบการปกครองของกรุงศรีอยุธยาและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางทหารและการปกครองในเวลาต่อมา

ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 พระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองตาก จนผู้คนเรียกขานกันว่า “พระยาตาก” เมื่อพม่ายกทัพล้อมกรุงศรีอยุธยา สถานการณ์ของราชอาณาจักรสยามตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนัก และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สุดนี้เอง พระองค์ทรงตัดสินใจนำกำลังฝ่าวงล้อมออกจากกรุงไปทางตะวันออก เพื่อรวบรวมผู้คนและสร้างฐานกำลังใหม่ การตัดสินพระทัยครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจกอบกู้บ้านเมืองในเวลาต่อมา

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 สยามไม่ได้เหลือเพียงความพินาศทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเข้าสู่ภาวะแตกแยกทางอำนาจ หัวเมืองและกลุ่มกำลังต่าง ๆ แยกตัวออกจากกัน บ้านเมืองไร้ศูนย์กลาง และประชาชนอยู่ในสภาพอดอยากสิ้นหวัง Britannica อธิบายว่า หลังการเสียกรุง ประเทศถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มอำนาจ ก่อนที่พระยาตากจะค่อย ๆ สร้างกำลังจากชายฝั่งตะวันออกแล้วกลับมาตีเอาคืนพื้นที่สำคัญ จนสามารถรวบรวมสยามให้กลับมาเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ความสำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงอยู่ตรงที่ พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้มีชัยในสนามรบ แต่เป็นผู้นำที่สามารถเปลี่ยน “ประเทศที่ล่มสลาย” ให้กลับมาตั้งหลักได้ใหม่ ภายหลังการกอบกู้เอกราช พระองค์ทรงสถาปนา กรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ของสยาม และเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2310 โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1767–1782 หรือราว 15 ปีในประวัติศาสตร์ไทย

เหตุผลที่พระองค์ทรงเลือก ธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้นเสียหายหนักเกินกว่าจะฟื้นฟูได้รวดเร็ว ขณะที่ธนบุรีตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีความเหมาะสมทั้งด้านการคมนาคม การค้าขาย การติดต่อกับหัวเมืองชายฝั่ง และการป้องกันประเทศ เมืองนี้จึงตอบโจทย์ทั้งการตั้งมั่นทางทหารและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน. การเลือกธนบุรีจึงสะท้อนพระปรีชาสามารถในการมองภาพรวมของบ้านเมืองหลังสงครามอย่างรอบด้าน

ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการ รวบรวมแผ่นดิน ให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง พระองค์ต้องทำสงครามต่อเนื่องกับทั้งศัตรูภายนอกและกลุ่มอำนาจภายใน เพื่อให้หัวเมืองต่าง ๆ กลับเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของสยามอีกครั้ง ข้อมูลของ Britannica ระบุว่า พระองค์ทรงทำศึกกับพม่า ล้านนา ลาว และยังต้องจัดการภัยคุกคามจากเขมรและกลุ่มอำนาจท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วย นี่จึงไม่ใช่เพียงการป้องกันประเทศ แต่เป็นการสร้างรัฐไทยขึ้นใหม่หลังความพังทลายของอยุธยา.

นอกจากด้านการทหารแล้ว พระองค์ยังทรงฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย Britannica ระบุว่า หลังตั้งราชธานีที่ธนบุรี บ้านเมืองในเวลานั้นยากจนอย่างหนัก ประชาชนขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่ม พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องอย่างเร่งด่วน มีการซื้อข้าวในราคาสูงเพื่อจูงใจพ่อค้าต่างชาติให้นำสินค้าเข้ามา ก่อนแจกจ่ายให้ประชาชนที่อดอยาก จนสภาพบ้านเมืองเริ่มฟื้นตัวและประชาชนที่แตกกระจัดกระจายทยอยกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังครอบคลุมถึงด้านการทูตและการฟื้นฟูสถานะของสยามในสายตาต่างประเทศด้วย แหล่งข้อมูล Britannica ระบุว่า พระองค์ทรงส่งคณะทูตไปจีนหลายครั้ง และในที่สุดราชสำนักชิงก็รับรองพระองค์ในฐานะกษัตริย์ผู้ชอบธรรมของสยามในปี ค.ศ. 1772 การได้รับการยอมรับจากจีนในเวลานั้นมีความสำคัญมาก เพราะจีนเป็นมหาอำนาจสำคัญของภูมิภาค และการรับรองดังกล่าวช่วยเสริมความมั่นคงและความชอบธรรมของราชสำนักธนบุรีอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพใหญ่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ผู้กอบกู้ชาติอย่างแท้จริง เพราะภารกิจของพระองค์ไม่ใช่เพียงการ “ชนะสงคราม” แต่คือการ คืนความเป็นรัฐให้สยาม หลังจากศูนย์กลางอำนาจเดิมพังทลาย พระองค์ทรงรวบรวมคน รวบรวมเมือง สร้างเมืองหลวงใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจ และยืนหยัดให้สยามกลับมาเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอีกครั้ง นี่คือเหตุผลสำคัญที่พระองค์ได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างสูงในประวัติศาสตร์ไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ คนไทยจึงรำลึกถึงวันที่ 17 เมษายน ไม่ใช่เพียงในฐานะวันประสูติของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่เป็นวันที่ระลึกถึงบุคคลสำคัญผู้ทำให้ประเทศกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งหลังยุคมืดที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติไทย ปัจจุบันยังมีการจัดพิธีถวายราชสักการะและกิจกรรมรำลึกในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดตาก ซึ่งจัดพิธีเนื่องในวันพระราชสมภพของพระองค์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าพระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังคงอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยอย่างมั่นคง

ดังนั้น วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 จึงเป็นวันสำคัญที่คนไทยควรจดจำอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราช รวบรวมแผ่นดิน และวางรากฐานให้สยามฟื้นคืนจากความพินาศหลังเสียกรุงศรีอยุธยา หากไม่มีพระองค์ ประวัติศาสตร์ไทยอาจเดินไปอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง และนั่นเองคือเหตุผลที่พระนามของพระองค์ยังคงได้รับการถวายความเคารพในฐานะ “มหาราช” มาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Taksin?utm_source=chatgpt.com

 

https://webportal.bangkok.go.th/bangkokyai/page/sub/1471/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99_Bangkok-PORTAL.pdf/27/info/381643/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99_Bangkok-PORTAL.pdf

 

18 เมษายน 2498 การจากไปของชายผู้ทำให้เวลา และอวกาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

18 เมษายน พ.ศ. 2498 การจากไปของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ อัจฉริยะผู้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ต่อจักรวาล

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 คือวันที่โลกต้องสูญเสีย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขาถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ 76 ปี และได้รับการจดจำในฐานะนักฟิสิกส์ผู้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มอง เวลา อวกาศ พลังงาน และจักรวาล ไปตลอดกาล

การจากไปของไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเสียชีวิตของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่เป็นการสิ้นสุดชีวิตของบุคคลที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “อัจฉริยะ” ในโลกสมัยใหม่ ชื่อของเขาไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนวิชาฟิสิกส์หรือในตำราวิทยาศาสตร์ แต่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม ในประวัติศาสตร์ความคิด และในภาพจำของคนทั้งโลกในฐานะผู้มีสมองอันล้ำลึกเกินยุคสมัย

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 ที่เมืองอูล์ม ในเยอรมนี ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไปจนถึงการอธิบายปรากฏการณ์สำคัญในโลกควอนตัม ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง แต่เป็นผู้สร้าง “ภาษาชุดใหม่” ให้แก่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วย
สิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์กลายเป็นตำนานระดับโลก คือผลงานที่พลิกโฉมวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเดิมของมนุษย์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา แรงโน้มถ่วง และโครงสร้างของจักรวาล ขณะเดียวกัน สมการ E = mc² ก็กลายเป็นหนึ่งในสมการที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะทำให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับพลังงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้คนทั่วไปมักจดจำไอน์สไตน์จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่รางวัลสูงสุดที่เขาได้รับคือ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 1921 กลับมาจากผลงานอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการอธิบาย กฎของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก โดยเว็บไซต์รางวัลโนเบลระบุชัดว่า เขาได้รับรางวัล “สำหรับคุณูปการต่อฟิสิกส์ทฤษฎี และโดยเฉพาะการค้นพบกฎของโฟโตอิเล็กทริก” ซึ่งเป็นผลงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาฟิสิกส์ควอนตัมในเวลาต่อมา

เหตุผลที่โลกยกย่องไอน์สไตน์เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ไม่ได้อยู่แค่จำนวนทฤษฎีที่เขาคิดค้น แต่เป็นเพราะเขาเปลี่ยน “กรอบคิด” ของมนุษย์เสียใหม่ ก่อนหน้าเขา โลกฟิสิกส์ยังยึดโยงกับภาพจักรวาลแบบเดิมเป็นหลัก แต่หลังจากแนวคิดของไอน์สไตน์ได้รับการยืนยัน มนุษยชาติก็ต้องยอมรับว่าจักรวาลซับซ้อนกว่าที่เคยเชื่อไว้มาก และการรับรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับความจริงทางธรรมชาติจำเป็นต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ไอน์สไตน์อาศัยอยู่ที่พรินซ์ตันและยังคงทำงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่องเกือบจนวาระสุดท้าย แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุตรงกันว่าเขาเสียชีวิตจาก ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองแตก หรือ abdominal aortic aneurysm เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1955 โดยแม้สุขภาพจะย่ำแย่ เขายังคงทำงานและครุ่นคิดต่อประเด็นทางวิทยาศาสตร์จนใกล้ช่วงสุดท้ายของชีวิต

การจากไปของเขาสะเทือนไปทั้งวงการวิทยาศาสตร์และสังคมโลก เพราะไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงนักคิดในเชิงทฤษฎี แต่ยังเป็นปัญญาชนสาธารณะที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นใหญ่ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สันติภาพ ชาตินิยม ความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์ หรืออนาคตของอารยธรรมสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเขาจึงมีความหมายเกินกว่าห้องทดลอง และกลายเป็นตัวแทนของพลังแห่งเหตุผลและมโนธรรมทางปัญญาในศตวรรษที่ 20

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 จึงไม่ใช่เพียงวันเสียชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียง หากแต่เป็นวันแห่งการจากไปของผู้ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจจักรวาลลึกขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ไอน์สไตน์ทำให้เราเห็นว่า ความคิดเพียงหนึ่งชุดสามารถเขย่าโลกทั้งใบได้ และทำให้คำว่า “อัจฉริยะ” มีภาพจำที่ชัดเจนขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm_source

ย้ำไม่ถอยก้าวเดียวเสริมกำลัง!! กองทัพเรือลุยชายแดน ยกระดับความพร้อมรับภัยคุกคามทุกด้าน ผู้บัญชาการทหารเรือชื่นชมความสำเร็จ มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ตะวันออก

“กองทัพเรือย้ำจุดยืนไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เสริมกำลังชายแดนตะวันออก ยกระดับความพร้อมรบรับทุกภัยคุกคาม”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 0800 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

16 เมษายน 2569

บล็อกเกอร์จีนชี้นิสัยไทย คนไทยมีมารยาทดีทุกฐานะ ความสุภาพฝังลึกในครอบครัว แสดงความอดทนกับคนแปลกหน้า จราจรแม้วุ่นแต่ไม่โกรธกัน

บล็อกเกอร์จีนแชร์ ‘นิสัยที่ฝังใน DNA คนไทย’ ไม่ว่ารวยหรือจน ชาวเน็ตจีนถล่มไลก์

บล็อกเกอร์จีนเจ้าของช่องบัญชีวีแชต 麻吉在泰国 แชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบจากการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดยเขาพบว่าคุณภาพของคนและมารยาทที่ดีของคนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือฐานะ (คนจีนส่วนมากมักผูกโยงระดับการศึกษาและฐานะเข้ากับมารยาททางสังคม)

“คุณรู้สึกไหมว่าในไทย ไม่ว่าคนจะมีการศึกษาระดับไหนหรือรวยจนแค่ไหน ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนิสัยและมารยาทเลยสักนิด”

เขากล่าวว่าความสุภาพของคนไทยโดยรวมแล้วถือว่าดีมาก แต่นิสัยที่ว่านี้ไม่ได้มาจากการที่มีเงินมากมาย แต่เป็นการอบรมสั่งสอนที่ฝังลึกในครอบครัวคนไทย พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจมากๆ โดยเขาคิดว่าคนจีนคนไหนก็ตามที่พำนักอยู่ในไทยมาเป็นเวลานานจะต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ๆ ตามมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่สาธารณะ

ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือบังคับ ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า คลินิก ร้านกาแฟ สถานที่เหล่านี้น้อยมากที่จะเห็นคนโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง ทะเลาะกัน หรือ แซงคิว ซึ่งแน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนไทยทั่วไป ทั้งนักเรียนนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ เป็นค่านิยมที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น

มารยาท ไม่ใช่แค่การทำตามแพทเทิร์น

แต่เป็นความเคยชินจนเป็นนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดของคนไทย เพราะเป็นความสุภาพที่ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พนักงานมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่ใจร้อน คนขับมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มักจะพูดขอบคุณอย่างจริงใจ ถึงแม้จะเกิดความขัดแย้งเล็กๆ พวกเขาก็จะเอ่ยปากขอโทษก่อนเสมอ กับคนแปลกหน้าก็พูด ครับ/ค่ะ และใช้คำใกล้ชิดที่ให้ความรู้สึกเคารพอีกฝ่ายอย่างคำว่า “พี่” โดยเขาย้ำว่าคนที่เข้าใจวัฒนธรรมไทยจะรู้ดีว่าความอ่อนโยนเช่นนี้ถูกสอนกันมาแต่เด็ก ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะแต่อย่างใด

แม้การจราจรวุ่นวาย แต่ไม่มีใครโกรธ

เช่นในกรุงเทพฯ ที่มอเตอร์ไซค์วิ่งฝ่าไฟแดง รถเยอะ ถนนแคบ และรถติดมาก แต่คุณสังเกตไหมว่าแทบไม่มีใครบีบแตร หรือก่นด่าหยาบคายบนถนน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยในประเทศอื่น อาจเพราะคนไทยมองว่าโมโหไปก็ไม่ได้ทำให้รถวิ่งได้ไวขึ้น จึงไม่ควรใช้อารมณ์

ห้องน้ำสะอาดมาก

ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำในร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านแผงลอยข้างทาง ล้วนสะอาดกว่าที่คิดไว้มาก สิ่งนี้ทำให้ชาวต่างชาติไม่น้อยต้องประหลาดใจ ร้านเล็กๆ ริมทางอาจสะอาดกว่าภัตาคารหรูกลางกรุงด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่เป็นเพราะ คนไทยใส่ใจเรื่องความสะอาด “พวกเขาจะทำความสะอาดจนถึงระดับที่ตัวเองรู้สึกว่าสบายใจ” บล็อกเกอร์จีนกล่าว

คนไทยมีความอดทนกับคนแปลกหน้า

ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุด เขารู้สึกว่าคนไทยมีความ “อดทนแบบอ่อนโยน” กับทุกๆ คน เช่น เวลาซื้อของกินข้างทางแล้วลังเลว่าจะซื้ออะไรดี เจ้าของร้านจะไม่เร่งลูกค้า และหากคุณเข้าไปถามทาง บางคนไม่เพียงแค่บอกทางเท่านั้น เขาจะพาคุณเดินไปด้วยตัวเองเลย แม้คุณพูดไทยไม่ชัด เขาก็จะตั้งใจฟังอย่างอดทน ไม่มองบนหรือแสดงอาการรำคาญใส่คุณ “บรรยากาศที่แม้แต่กับคนแปลกหน้าก็ยังเอาใจใส่ขนาดนี้ ล้วนไม่ขึ้นอยู่กับสถานะ การศึกษา หรือรายได้ นี่คือความอ่อนโยนโดยธรรมชาติของสังคมไทย”

เขาปิดท้ายว่า หากอยู่ไทยมาสักระยะคุณจะค้นพบเองว่านิสัยเหล่านี้มาจากวัฒนธรรมของคนไทย การหล่อหลอมและวิถีปฏิบัติของครอบครัวที่ค่อยๆ บ่มเพาะมาทีละเล็กทีละน้อย และนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของประเทศไทย

สำหรับคอมเมนต์ของคนจีนก็ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันเช่น

"หากคุณชินกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยแล้ว คุณก็จะรู้สึกได้เองว่า จริงๆ แล้วหน้าตาของการใช้ชีวิตควรเป็นแบบนี้นี่เอง"

"ฉันมาไทยได้ไม่กี่วันก็พบว่าคนไทยมีจุดเด่นเยอะมาก ทำให้ฉันอดรู้สึกเคารพไม่ได้ รถติดแต่คนขับรถไม่กดแตร ไม่มีคนด่ากันตามท้องถนน ทุกคนต่อแถวเองโดยไม่ต้องบอก ไม่รีบร้อนลนลาน เข้าร้านค้าซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร คนขายยิ้มให้ทุกคน ควรค่าแก่การที่คนจีนจะเรียนรู้จากคนไทย ไม่ใช่ว่ามีเงินหน่อยก็ทำตัวยิ่งใหญ่ไร้คนอื่นในสายตา อย่าให้คนเขาดูถูกเราได้"

"ดังนั้นคนไทยไปญี่ปุ่นถึงไม่ต้องใช้วีซ่าไง"
อ่านจบแล้วคิดเห็นอย่างไรกับความเห็นของบล็อกเกอร์ท่านนี้ คนไทยเป็นแบบที่เขาพูดจริงหรือไม่ คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย

ที่มา : Jeenthainews

https://www.tiktok.com/@majikhuang/video/7578532463954169108?is_from_webapp=1&sender_device=pc

ทรัมป์ประกาศพักรบ!! “อิสราเอล-เลบานอน” หยุดยิง 10 วัน ทรัมป์หวังปิดฉากตึงเครียดชายแดน แต่ไฟสงครามยังไม่มอด อิสราเอลคงกำลังในเลบานอนต่อ

ทรัมป์เผย เลบานอน-อิสราเอล ตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มเย็นวันพฤหัสบดี หวังปูทางสันติภาพ

วอชิงตัน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เห็นพ้องเริ่มการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเปิดทางไปสู่สันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า เขาได้หารือกับผู้นำทั้งสองฝ่าย และทั้งเลบานอนกับอิสราเอลต่างเห็นตรงกันว่า การหยุดยิงอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นเวลา 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 21.00 น. ตามเวลา GMT โดยมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสันติภาพ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี, นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ทำงานร่วมกับรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอน เพื่อผลักดันการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า จะเชิญประธานาธิบดีโจเซฟ อูน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อจัดการหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งเขาระบุว่าจะถือเป็นการพูดคุยที่มีความหมายครั้งแรกระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน นับตั้งแต่ปี 1983

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเห็นสันติภาพ และเขาเชื่อว่า ความคืบหน้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิสราเอลส่งสัญญาณชัดว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามคำร้องขอของทรัมป์ และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า กองกำลังอิสราเอลจะยังคงอยู่ในจุดที่ประจำการอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐอิสราเอลรายงานว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลไม่ได้มีการลงมติอย่างเป็นทางการในประเด็นการหยุดยิงกับเลบานอน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้จริงหรือไม่ หลังความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเผชิญความเปราะบางและความขัดแย้งมายาวนานหลายทศวรรษ

ที่มา : Sputnik

จากซูเปอร์สตาร์สู่เจ้าของทีม!! ‘เมสซี’ เข้าซื้อ ยูอี คอร์เนลลา สโมสรในดิวิชั่น 3 ของสเปน หุ้น 100% แสดงความใกล้ชิด กับกาตาลุญญาและบาร์เซโลนา

ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาและซูเปอร์สตาร์ทีมอินเตอร์ ไมอามี เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล ยูอี คอร์เนลลา ทีมในดิวิชั่น 3 ของสเปน โดยครอบครองหุ้นทั้งหมด 100%

ตำแหน่งของทีมยูอี คอร์เนลลาตั้งอยู่ในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เมสซีมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับบาร์เซโลนา ทีมยักษ์ใหญ่ของลา ลีกา และสนามของคอร์เนลลาก็อยู่ห่างจากคัมป์ นูเพียง 5 ไมล์

ในแถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า "ยูอี คอร์เนลลา ขอประกาศว่า ลีโอ เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัย ได้เข้าซื้อกิจการสโมสรอย่างเป็นทางการแล้ว กลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของสโมสรแห่งไบซ์ โยเบรกาต"

การเข้าซื้อครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเมสซีที่มีต่อบาร์เซโลนาและความมุ่งมั่นในการพัฒนากีฬารวมถึงการสนับสนุนพรสวรรค์ท้องถิ่นในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เมสซียังเล่นให้กับบาร์เซโลนาและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10211725


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top