Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

เบื้องหลัง “กองทัพสิงคโปร์” เปิดตำนานความร่วมมือสิงคโปร์-อิสราเอล จากปฏิบัติการลับสู่กองทัพแถวหน้าอาเซียน จุดเริ่มต้นจากความช่วยเหลือของอิสราเอล สิงคโปร์ซ่อนบทบาทอิสราเอลภายใต้ชื่อ “ชาวเม็กซิกัน”

The Mexican Cover-up

ปฏิบัติการก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ภายใต้ความช่วยเหลือของอิสราเอล

สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งแยกตัวออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 และกลายเป็นประเทศเอกราชด้วยนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ สิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบกับอิสราเอล

อย่างไรก็ตามในช่วงแรก สิงคโปร์รักษาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไว้ในระดับที่ไม่เปิดเผยมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับปฏิกิริยาเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังคงเป็นปรปักษ์กับอิสราเอล อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอล และทั้งสองประเทศยังคงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจนทุกวันนี้

จากบทความเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์ในวาระได้รับเอกราชครบ 10 ปีในปี 1975 กล่าวว่า ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์มักกล่าวถึงสถานะที่เปราะบางของสิงคโปร์เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า เปรียบเสมือน “อิสราเอลในทะเลมาเลย์-มุสลิม”

ในปี 1965 เมื่อสิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย ในเวลานั้น มีไม่กี่คนที่คิดว่าสิงคโปร์จะมีโอกาสอยู่รอดได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่เป็นประเทศประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ จากการแยกตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด สิงคโปร์จึงสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจในมาเลเซียไป ในขณะที่การก่อความไม่สงบของคอมมิวนิสต์ในมาเลเซียเพิ่งจะสิ้นสุดลง ขณะที่อินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูการ์โนยังคงคุกคามความมั่นคง (Konfrontasi) ต่อมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน  อีกทั้งขณะนั้น สงครามเวียดนามก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

นี่ขึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรัฐเอกราชใหม่ของสิงคโปร์ สถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งนี้ทำให้ผู้นำสิงคโปร์ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่มีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นอิสระ นับตั้งแต่วันแรกที่เป็นประเทศเอกราชเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ของสิงคโปร์

สิงคโปร์ได้ขอความช่วยเหลือจากหลายประเทศ เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความจำเป็นที่จะต้องสร้างกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาใหม่โดยเร่งด่วน และมีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่ตอบรับอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการได้รับเอกราช ดร. โกห์ เค็ง สวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อพบกับ มอร์เดไค คิดรอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพฯ เขาได้รายงานกลับไปยังอิสรเอล และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนในสิ้นปีนั้นเอง อิสราเอลได้ส่งคณะผู้แทนทางทหารไปยังสิงคโปร์ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก เรฮาวัม “คานธี” เซอีวี, พันเอก ยาคอฟ เอลาซารี, พันเอก เยฮูดา โกลัน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำแก่สิงคโปร์ในการจัดตั้งกองทัพโดยอิงจากประสบการณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF)

เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เรียกพวกเขาว่า "ชาวเม็กซิกัน" เพื่อปกปิดการปรากฏตัวของพวกเขา และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ด้วยหวังว่ารูปลักษณ์ที่ดูเข้มของชาวอิสราเอลจะทำให้การปลอมตัวดูน่าเชื่อถือ เวลาไม่ถึงสองปีในเดือนกรกฎาคม 1967 ภายใต้การแนะนำของทีม IDF กองทัพสิงคโปร์ได้แต่งตั้งนายทหารชุดแรกจากหลักสูตรนายทหารฝึกหัด นี่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างกองกำลังป้องกันประเทศที่น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพสำหรับสิงคโปร์ 

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่งสำหรับสิงคโปร์ อังกฤษกำลังถอนกำลังทหารออกจากฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ รวมถึงฐานทัพในสิงคโปร์ หากปราศจากกองทัพอิสราเอล กองทัพสิงคโปร์ก็คงไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามเพื่อปกป้องเกาะสิงคโปร์ และสร้างความมั่นใจให้กับชาวสิงคโปร์และนักลงทุนว่า สิงคโปร์มีความปลอดภัยและมีอนาคต

ดร.โกห์ได้กล่าวในภายหลังว่า “เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่เราสามารถเริ่มต้นกองทัพของเราได้... หากปราศจากอิสราเอล เราคงทำไม่ได้ เรารู้สึกขอบคุณอิสราเอลเสมอที่ช่วยเหลือ และยืนหยัดเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก”

ในปี 1967 นายทหารนักเรียนนายร้อยคนแรกของสิงคโปร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหาร หลังจากสำเร็จหลักสูตรที่ดำเนินการโดยที่ปรึกษาจากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) นขณะที่ทหารเกณฑ์ชาวสิงคโปร์กว่า 9,000 นายได้รับการเกณฑ์เข้าสู่กองทัพ โดยได้รับการฝึกฝนจากที่ปรึกษาชาวอิสราเอลเช่นกัน

มรดกของอิสราเอลในฐานะมิตรที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สิงคโปร์อ่อนแอที่สุดยังคงอยู่กับชาวสิงคโปร์ ด้วยเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของกองทัพสิงคโปร์ (SAF) โดยปัจจุบันเป็นกองทัพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจาก “การกระทำแห่งศรัทธา” และ “ความเห็นอกเห็นใจ” ของอิสราเอลที่มีต่อรัฐที่กำลังเติบโต

นอกจากช่วยดูแลการจัดตั้งกองทัพสิงคโปร์แล้ว อิสราเอลก็ได้ขายอาวุธให้สิงคโปร์ด้วย ปัจจุบันกองทัพสิงคโปร์เป็นหนึ่งในกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงใช้รูปแบบเดียวกับกองทัพอิสราเอล (IDF) ปัจจุบันมีรายงานว่า อิสราเอลยังคงขายอาวุธให้สิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรถถัง เรดาร์ และโดรน และเป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมทางทหารของทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันในโครงการร่วมทุนเพื่อประมูลงานในประเทศอื่นๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังได้เพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรอง โดยทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายอิสลามที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้  รวมถึงฮิซบอลลาห์ อัล-เคดา และรัฐอิสลาม ซึ่งพยายามโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งสิงคโปร์ ตะวันตก และอิสราเอล

ลี กวน ยู เคยกล่าวกับนายพลชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง ซึ่งช่วยก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ว่า “สิงคโปร์ได้เรียนรู้สองสิ่งจากอิสราเอลคือ วิธีที่จะเข้มแข็ง และวิธีที่จะไม่ใช้ความเข้มแข็งของเรา ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของชิมอน เปเรส และรู้สึกประทับใจกับวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอิสราเอลในปี 2048 ซึ่งเป็นเวลา 100 ปีหลังจากการก่อตั้งประเทศ เขาเชื่อมั่นว่า ในปี 2048 โลกจะดีขึ้นมากสำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลาง พรมแดนจะมีความสำคัญน้อยลง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และจะผลักดันให้ผู้คนเปิดใจรับโลกมากขึ้น นี่คือมุมมองในแง่ดีจากบุคคลที่ใช้ชีวิตมายาวนานและได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย”

ปัจจุบันทั้งสองประเทศใช้งานแพลตฟอร์มอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันหลายชนิด รวมถึงเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยาน เครื่องบิน และเทคโนโลยีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ด้วยเหตุนี้ ประเภทเครื่องบินหลักของกองทัพอากาศอิสราเอลและสิงคโปร์จึงเกือบจะเหมือนกัน โดยทั้งสองประเทศใช้งานเครื่องบินขับไล่แบบ F-15E Strike Eagle, F-16 Fighting Falcon, F-35 Lightning II, เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าแบบ G550, เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules, เฮอลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64 Apache และ เครื่องบินฝึกขั้นสูงแบบ M-346 Master นอกจากนี้ยังใช้งานเรือดำน้ำที่คล้ายกันคือ เรือดำน้ำชั้น Dolphin และเรือดำน้ำชั้น Invincible ตามลำดับ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าของเรือดำน้ำ Type 212 ของเยอรมัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

BLC คว้าคะแนนยั่งยืน คว้า FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 3.3 คะแนน ESG ระดับโลก เพิ่มศักยภาพหุ้นในสายตานักลงทุน ตั้งเป้า Green Factory ปี 69 ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่ม 990 kWp

BLC คว้าคะแนน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567

สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

ถือเป็นหุ้นยาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ล่าสุด ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญหลังได้รับคะแนนการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 ที่ 3.3 คะแนน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์การบริหารงานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งการประเมินนี้ถือเป็น Global Benchmarking ที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ ช่วยเพิ่มศักยภาพให้หุ้น BLC มีความโดดเด่นและน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ “Green Factory” ผ่านการเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ในปี 2569 นี้ เพื่อบรรลุเป้าการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของทั้งโรงงาน สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัฐกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและผลักดันให้อัตรากำไรแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

HHR ปั้นเทรนด์พักผ่อนใหม่ เปิดแคมเปญ Multi-City Workation ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล รองรับที่พัก 5 เมืองหลัก บริการครบวงจรแบบ 5 ดาว

HHR พลิกโฉมการพักผ่อนแบบ Long Stay สำหรับการอยู่อาศัย

เปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต

HHR เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่พักอาศัยและการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” พลิกโฉมการใช้ชีวิตแบบ Long Stay ให้ก้าวสู่มิติใหม่ของความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ตอบโจทย์คนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ไม่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดียว แต่สามารถเคลื่อนย้ายไลฟ์สไตล์ได้อย่างอิสระในหลากหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย

นางสาวปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ HHR กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มงาน Living Service ในเครือบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต (Flexibility)” มากกว่าการอยู่อาศัยในสถานที่เดิมระยะยาว ส่งผลให้รูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City Living หรือการเช่าที่พักหลายแห่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ระบุว่า จำนวนกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบไม่ยึดติดสถานที่ ซึ่งทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10-15% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักจากปัจจัยด้านค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการทำงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ HHR พร้อมนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของ HHR มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโครงการที่ครอบคลุม 5 เมืองหลักในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต มีจำนวนที่พักอาศัยที่อยู่ในพอร์ตมากกว่า 2,000 ยูนิต ครอบคลุม 14 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้สามารถรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City ได้อย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกเข้าพัก และเปลี่ยนโลเคชันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรฐานการบริการเดียวกันในทุกโครงการ พร้อมกันนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่านบริการแบบครบวงจร (End-to-End Service) ภายใต้แนวคิด ‘One Contact, Multiple Cities’ ที่ลูกค้าสามารถจัดการทุกเรื่องได้ผ่านผู้ดูแลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว การจองรถรับ-ส่ง (Transfer Service) การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรือการจองกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในแต่ละเมือง รวมถึงส่วนกลางที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีไม่ว่าจะเป็นโซน Co-Working Space, Executive Workspace และ Business Lounge ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วย Ecosystem ด้านบริการที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HHR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต’ (Lifestyle Enabler) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียง ‘ที่พัก’ แต่ต้องการ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility Lifestyle) พร้อมทั้งผสมผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ HHR เดินหน้าพัฒนาบริการด้าน Hospitality ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้พักอาศัยมากขึ้น จึงเปิดแคมเปญ “Multi-City Workation” ซึ่งเป็นแนวคิดการพักผ่อนแบบ “Stay Seamlessly” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า พร้อมเลือกเข้าพักในหลากหลายเมืองได้อย่างต่อเนื่อง สะดวกสบายครบครันในที่เดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการที่พักในแต่ละจุดหมาย” นางสาวปีณิตา กล่าว

“Multi-City Workation” นิยามใหม่ที่ผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกัน

Multi-City Workation คือ “Hospitality Solution” รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “โปรแกรมการท่องเที่ยว” ธรรมดา แต่คือ Lifestyle Solution สำหรับคนยุคใหม่ ที่ HHR ได้ออกแบบผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยจุดเด่น ดังนี้  

-บริการระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว

-Flexible Living ปรับเปลี่ยนแผนการพักอาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์

-Stay Seamlessly Across Cities เข้าพักหลายเมืองได้ในแผนเดียวโดยไม่ต้องจัดการใหม่ทุกครั้ง

  วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

-One Contact, Multiple Cities จัดการทุกอย่างในแผนเดียว ลดความยุ่งยาก สามารถเลือกจำนวนเดือน และจำนวนเมืองได้เอง

-เปลี่ยนเมืองได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ขั้นต่ำ 1 เดือน / เมือง

นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน (Work & Lifestyle Integration) โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้าพักทั่วไป ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ (Privileges) ได้แก่ ห้องพัก Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่, บริการแม่บ้านและดูแลห้องพัก, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ Fitness / Co-working Space / Swimming Pool, การดูแลแบบ Hospitality โดยทีม HHR, ความสะดวกในการย้ายเมือง (Seamless Transition) และสามารถเลือกซื้อ Activity หรือ Lifestyle Experience เพิ่มเติมได้ในแต่ละเมือง

ทั้งนี้โปรแกรม “Multi-City Workation” จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมท่องเที่ยว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Solution) สำหรับคนยุคใหม่ที่ HHR พร้อมยกระดับบริการให้เป็น “Premium Service” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่สามารถพัฒนาด้านต่างๆ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ และวางแผนการเดินทาง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02 081 0000

สำหรับ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (HAMPTON HOTEL & RESIDENCE : HHR) ดำเนินธุรกิจในการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการเทียบเท่าการบริการโรงแรม (Hotel & Residence Management Operator) แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 1.บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย (Owner) และ 2.ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก

เพื่อตอกย้ำแผนขยายการรับบริหารโครงการที่อยู่อาศัยและความมุ่งมั่นของ HHR ที่พร้อมยกระดับโปรดักส์ที่อยู่อาศัย ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯให้เป็น “เรสซิเดนซ์” โดยเน้นการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับสากล พร้อมมอบที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (Residences for All Desires) ภายใต้บริการ HHR Service ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า (Lifestyle Enriched with Benefits Beyond the Ordinary) อาทิ Housekeeping, Laundry, Personalized Requirement และ Spa On Call พร้อมด้วย Operations Standard ที่แข็งแกร่ง (SOP, Guest Experience, Guest Loyalty) ควบคู่ไปกับทีมขายและการตลาด (Distribution Team) ทั้งในด้าน Digital Multi-Channel Marketing, B2B Team Corporate & Agent และ Reservations & Revenue Management

 .

สำหรับ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค

2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life

3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle

DRT ชี้วัสดุ Well-Being มาแรง รับเทรนด์โลกเปลี่ยนและสุขภาพ ขยายฐานตลาดสู่บ้านระดับกลาง สินค้านวัตกรรมเน้นลดความร้อนเสียง เป้าการตลาดโต 2-5% ปีนี้

DRT ชี้กลุ่มวัสดุ Well-Being มาแรง รับภาวะโลกร้อนและการดูแลสุขภาพ

มองเทรนด์ใช้งานขยายฐานจากบ้านพรีเมียมสู่ระดับกลาง

ชูความพร้อมสินค้าตอบโจทย์ ‘ลดร้อน-ลดเสียงรบกวน-ลดความชื้น’  

“บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT” ชี้เทรนด์กลุ่มวัสดุก่อสร้างตามแนวทาง Well-Being มาแรงรับภาวะโลกร้อนและการดูแลรักษาสุขภาพ คาดตลาดโตต่อเนื่อง และการใช้งานที่มีแนวโน้มขยายจากตลาดบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง ชูความพร้อมสินค้าและบริการหลากหลายครอบคลุมสินค้า “หลังคา-ผนัง-พื้นและบันได” ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ทั้งการลดอุณหภูมิให้บ้านเย็นสบาย (Feel Cool) ลดเสียงรบกวนจากภายนอก (Feel Calm) ลดความชื้นและเชื้อโรคภายในบ้าน (Feel Clean) รวมถึงต้องมีความคุ้มค่าเมื่อเลือกใช้ (Feel Comfort)

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเทรนด์การใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและตกแต่งในกลุ่ม “Well-Being” เช่น การช่วยป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิ, ลดเสียงรบกวน, ลดความชื้น, ลดเชื้อโรค มีแนวโน้มได้รับความนิยมและเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าความต้องการใช้สินค้าดังกล่าวจะขยายจากบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง โดยปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำได้นำธีมบ้านอยู่สบายและรักษ์โลกมาเป็นจุดขายของโครงการ

จากเทรนด์ดังกล่าว บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นนำเสนอกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being ภายใต้แนวคิดวัสดุที่ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ผู้อยู่อาศัย สามารถตอบโจทย์การออกแบบและใช้งานทุกฟังก์ชั่นของบ้าน ตั้งแต่ หลังคา ฝ้า ผนังและพื้น โดยมีสินค้าและบริการครอบคลุมการใช้งานหลากหลายในราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ได้แก่

1) กลุ่มหลังคา อาทิ หลังคายูพีวีซี แอร์รูฟ ลดเสียงรบกวนจากฝนตกกระทบ ทั้งรุ่น Standard และ รุ่น Hollow, กระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%, หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ Diamond Stone Coated ลดความร้อนและลดเสียงรบกวนได้ถึง 13 เดซิเบล, ฉนวนกันความร้อน แอร์คูล ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร สะท้อนความร้อนได้ 95%, ฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว ช่วยลดความร้อนจากใต้หลังคาเข้าสู่บ้าน และได้รับฉลากประหยัดพลังงาน และฝ้าระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการระบายอากาศร้อนบริเวณใต้หลังคา ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น

2) กลุ่มผนัง อาทิ อิฐมวลเบา G2 สำหรับบ้านและทาวน์โฮม และอิฐมวลเบา G4 สำหรับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีกว่าอิฐมอญ รวมถึงลดเสียงรบกวนจากภายนอก, อิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 ซม. นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลาลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนังได้, ผนังตกแต่ง SPC Fast Panel รอยต่อแนบสนิท ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องยาแนว  

3) กลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นและบันได อาทิ แผ่นพื้น SPC และไม้บันได SPC สำหรับใช้งานภายใน พื้นผิวสัมผัสกันลื่นระดับ R10 และไม่ปล่อยสารเคมีอันตราย, ไม้สังเคราะห์ Diamond XTruShield WPC สำหรับใช้งานภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being เติบโต 2-5% ในปีนี้ โดยจะมุ่งทำการตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายหลักทั้ง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย โครงการอสังหาริมทรัพย์ ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ และตลาดต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง Shopee เพื่อเข้าถึงลูกค้าครบทุก Touchpoint นอกจากนี้ มีแผนเปิดตัวพื้น SPC รุ่นใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติด้านสุขอนามัยเพื่อตอบสนองเทรนด์ Well-Being ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับ บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร 

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ “DRTผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 40 ปี มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO9001:2015, ISO14001:2015 และ ISO45001:2018 จากสถาบัน BSI Group (Thailand) Co., Ltd. รวมถึงได้รับเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพสินค้า ตลอดจนมีการบริหารจัดการภายในโรงงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นทางเลือกที่ดีกว่าด้านวัสดุก่อสร้างและบริการ”

มาสด้า ร่วมบำเพ็ญกุศล นำทีมวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เผยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยืนยันสืบสานพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 9 เมษายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้จำหน่ายมาสด้า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาประเทศชาติและคุณภาพชีวิตพสกนิกรชาวไทยตลอดมา  ซึ่งจะประทับอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

คณะผู้บริหารมาสด้า พนักงาน และผู้จำหน่าย ณ บริเวณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

 

CHALK HORSE เปิดโครงการใหม่ โครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เตรียมเปิดตัว นิทรรศการรวมผลงานศิลปินสามคน เปิดรับสมัครศิลปินทั่วโลก มิถุนายน 2569 ตั้งในกรุงเทพฯ ย่านเจริญนคร

CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เร็วๆ นี้

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – แกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยจากออสเตรเลีย CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) “CHOK MAA” อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 18 เมษายนนี้ ณ ย่านเจริญนคร

นิทรรศการเปิดตัวจะนำเสนอผลงานกลุ่มของศิลปิน แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight), อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya) และ เจสัน ฟู (Jason Phu) ครอบคลุมพื้นที่นิทรรศการและสตูดิโอทั้ง 4 ชั้น โดยจัดแสดงทั้งผลงานใหม่ล่าสุดและผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นล่าสุด รวมถึงงานศิลปะจัดวางที่ตอบสนองต่อพื้นที่โดย เจสัน ฟู ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างช่วงเริ่มต้นของโครงการศิลปินพำนัก ศิลปินทั้งสามจะเข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ โดยถือเป็นโอกาสแรกที่สาธารณชนจะได้สัมผัส CHOK MAA อย่างเป็นทางการ

โครงการศิลปินพำนัก CHOK MAA เป็นโครงการข้ามทวีปที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยจะเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นานาชาติได้เข้ามาพำนักและสร้างผลงานภายในพื้นที่ CHOK MAA การรับสมัครศิลปินเข้าร่วมโครงการจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569

รายละเอียดกิจกรรม

งานเปิดโครงการ CHOK MAA และนิทรรศการกลุ่ม

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569

เวลา 14.00–20.00 น.

รายละเอียดที่ตั้ง “CHOK MAA” โครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

84 ซอยเจริญนคร 13 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประเทศไทย

โดย 3 ศิลปิน:

แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight)

อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya)

เจสัน ฟู (Jason Phu)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ    TQPR Thailand, นุ้ย ฐิติชยาภรณ์, [email protected]

เกี่ยวกับ CHALK HORSE

ก่อตั้งในปี 2550 CHALK HORSE เป็นแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่นำเสนอผลงานของศิลปินทั้งชาวออสเตรเลียและนานาชาติ ตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงศิลปินที่มีชื่อเสียง แกลเลอรีมุ่งพัฒนาโครงการศิลปะในออสเตรเลียและเอเชีย พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปินออสเตรเลียสู่เวทีระดับนานาชาติ

CHALK HORSE เป็นที่รู้จักจากการนำเสนอศิลปินหน้าใหม่ที่มีศักยภาพในวงการศิลปะออสเตรเลีย โดยแกลเลอรีได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในฐานะโครงการที่บริหารโดยศิลปิน (Artist-Run Initiative – ARI) สู่การเป็นแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน CHALK HORSE ยังคงเดินหน้าขยายบทบาทอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างโอกาสให้ศิลปินในเครือ และการเปิดรับศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่เครือข่ายของแกลเลอรี

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ คดีลอบปลงพระชนม์ซาเรวิชแห่งรัสเซีย บทวิเคราะห์เหตุสะเทือนราชวงศ์ เมื่อความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจปะทุ เป็นความรุนแรงในญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช

แห่งรัสเซีย : ใครอยู่ในเหตุการณ์ และอะไรคือความจริงของวันนั้น

ท่านรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น พระองค์เคยเกือบสิ้นพระชนม์จากเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1891 เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา หากยังเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เราเห็นการเมืองญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจ และแรงกดดันของรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น.

ในความเห็นของข้าพเจ้า หากเรามองคดีนี้เพียงว่าเป็นการที่ตำรวจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ ทสุดะ ซันโซ ใช้อาวุธฟันรัชทายาทรัสเซีย เราอาจเข้าใจเพียงเปลือกของเหตุการณ์ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองโอสึในวันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ คือรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ระหว่างระบอบศักดินากับรัฐสมัยใหม่ และระหว่างความทะเยอทะยานของชาติที่ต้องการยืนเคียงข้างมหาอำนาจ กับความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าตนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก.

ข้อเท็จจริงที่มั่นคงที่สุดของคดีนี้ก็คือ นิโคลัสถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวในญี่ปุ่น ระหว่างอยู่ในขบวนรถลากที่เมืองโอสึ  ผู้ลงมือคือทสุดะ ซันโซ ซึ่งเป็นตำรวจคุ้มกันญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติของนิโคลัส ผู้ใช้ไม้เท้าเข้าขัดขวาง และคนลากรถญี่ปุ่นอีกสองคนที่เข้าช่วยจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ ดังนั้น หากถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คำตอบก็คือมีทั้งผู้ถูกทำร้าย ผู้ลงมือ ผู้เข้าขวาง และผู้ช่วยยุติเหตุร้ายครบถ้วน มิใช่เรื่องลึกลับแบบนิทานประวัติศาสตร์แต่อย่างใด.

จากข้อมูลหาได้ทั่วไปเกี่ยวกับทัศนะของ ทสุดะ ซันโซ ได้ระบุว่า..."ตัวเขาไม่พอใจที่ซาเรวิชไม่ให้เกียรติราชวงศ์ญี่ปุ่น แทนที่จะไปถวายความเคารพจักรพรรดิเมจิก่อนแต่กลับเลือกออกมาเที่ยวเล่น ซ้ำยังแสดงท่าทีไม่เคารพต่อหลุมศพทหารญี่ปุ่นที่สละชีพเพื่อชาติ ซันโซมองว่าการกระทำของรัสเซีย เป็นการแสดงออกทางอ้อมว่าตัวเองเหนือกว่าญี่ปุ่น"

แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าพิจารณาในเชิงวิชาการ มิใช่เพียงคำถามว่า “ใครทำ” หากคือคำถามว่า “เหตุใดเขาจึงทำ” และสำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือความบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว แม้จะมีข้อเสนอจากนักประวัติศาสตร์บางส่วนว่าทสุดะอาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือมีลักษณะหวาดระแวง แต่หากเราจะวิเคราะห์อย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องวางเขาไว้ในบริบทของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมทั้งสังคมกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง.

ญี่ปุ่นในเวลานั้นมิได้ “ซบเซา” ในความหมายของการหยุดนิ่ง หากกลับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้างความกดดันขึ้นในทุกระดับ รัฐกำลังพยายามรวมศูนย์อำนาจ ปรับกองทัพ ปรับระบบราชการ และวางตนให้เป็นชาติสมัยใหม่ที่คู่ควรแก่การยอมรับจากโลกตะวันตก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าสถานะเดิมของตนถูกพรากไป โดยเฉพาะคนที่มีรากจากระเบียบแบบเก่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ทสุดะ ซันโซ อาจมิใช่เพียงตำรวจธรรมดา หากเป็นหนึ่งในผลผลิตของความตึงเครียดจากการเปลี่ยนผ่านทางสังคมด้วย.

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ญี่ปุ่นในห้วงเวลานั้นกำลังพัฒนาลัทธิชาตินิยมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายของความรักชาติแบบอารมณ์ลอย ๆ หากเป็นความรักชาติแบบการเมืองสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้จัดวางและผลิตซ้ำขึ้นผ่านกฎหมาย การศึกษา ระบบราชการ และอุดมการณ์สาธารณะ ภายหลังรัฐธรรมนูญเมจิ ค.ศ. 1889 และพระราชโองการว่าด้วยการศึกษา ค.ศ. 1890 ญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำให้ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของศีลธรรมสาธารณะและการปลูกฝังพลเมืองรุ่นใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้โลกที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นจึงมิได้เพียงต้องการเอาตัวรอดจากมหาอำนาจตะวันตกเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับตนเองให้ทัดเทียมมหาอำนาจเหล่านั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง ความรักชาติของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิจึงค่อย ๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ผูกโยงกับรัฐสมัยใหม่ และจิตสำนึกว่าชาติจะอ่อนแอไม่ได้ ***จึงเปลี่ยนจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง*** เพราะหากอ่อนแอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย.

เมื่อมองให้กว้างขึ้นไปอีก คดีนี้ยังต้องอธิบายผ่านบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเวลานั้นรัสเซียคือมหาอำนาจใหญ่ที่กำลังแผ่อิทธิพลในเอเชียเหนือและตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเร่งสร้างภาพลักษณ์และอำนาจของตนในเวทีโลก กล่าวให้ตรงก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้โลกยอมรับว่าตนเป็นชาติศิวิไลซ์ มีสถาบัน มีระเบียบ และมีวุฒิภาวะพอจะยืนเคียงข้างมหาอำนาจตะวันตก แต่ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็หวาดกลัวว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ตนถูกดูแคลน ถูกกดดัน หรือแม้กระทั่งถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการทูตและการทหารจากรัฐที่ทรงพลังกว่า.

เพราะฉะนั้น การเสด็จเยือนของซาเรวิช นิโคลัส จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือธรรมเนียมทางราชสำนักเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในสายตาของรัฐญี่ปุ่น พระองค์คือแขกผู้ทรงเกียรติที่ต้องได้รับการอารักขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่หวาดระแวงการขยายตัวของรัสเซีย พระองค์อาจถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แรงจูงใจของทสุดะอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวต่อบุคคล หากยังเป็นการปะทุออกมาของความกลัวเชิงรัฐและความหวาดระแวงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมอยู่ในสังคม.

หลังเกิดเหตุ ปฏิกิริยาของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น จักรพรรดิเมจิทรงรีบเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งแสดงความเสียใจและควบคุมสถานการณ์อย่างถึงที่สุด ประชาชนจำนวนมากส่งสารขออภัย เพราะทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่า คดีนี้มิได้กระทบเพียงตัวนิโคลัส หากกระทบต่อเกียรติภูมิของญี่ปุ่นทั้งชาติ เหตุใดจึงต้องรีบเยียวยาถึงเพียงนั้น คำตอบในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ ญี่ปุ่นมิได้กลัวเพียงความโกรธของรัสเซีย แต่กลัวสายตาของโลกตะวันตกที่อาจตัดสินทันทีว่าญี่ปุ่นยังไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมตนเองได้จริง.

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเผยให้เห็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านหลักกฎหมายและสถาบันของรัฐ แม้ว่ารัฐบาลต้องการลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างหนักเพื่อกอบกู้เกียรติและลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ศาลกลับไม่ยอมตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของรัฐ นี่คือจุดที่ทำให้คดีโอสึมีความสำคัญเกินกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะมันสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามแสดงต่อโลกว่า ตนมิใช่รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อับอายหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว หากเป็นรัฐที่กำลังสร้างระบบกฎหมายและสถาบันให้มั่นคงตามแบบสมัยใหม่ด้วย.

ส่วนปริศนาที่ทำให้คนรุ่นหลังมักสับสน คือเหตุใดภาพของวันนั้นจึงไม่เหมือนกันเลย บางภาพดูเหมือนเหตุเกิดในพื้นที่โล่ง บางภาพชวนให้เข้าใจว่าเป็นการโจมตีบนเรือ บางภาพกลับทำให้ผู้ก่อเหตุคล้ายซามูไรหรือนินจา สำหรับข้าพเจ้า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความจริงของเหตุการณ์ซับซ้อนนัก หากสะท้อนว่าสื่อและภาพข่าวในปลายศตวรรษที่ 19 มักสร้าง “ภาพแทน” ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม มากกว่าจะถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ภาพที่ประหลาดและแตกต่างกันจำนวนมาก จึงเป็นผลของการตีความ การแต่งเติม และจินตนาการเชิงสื่อ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีหลายเหตุการณ์จริง.

ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การคลี่คลายปริศนาคดีนี้ ต้องเริ่มจากการแยกภาพลวงออกจากข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมามองว่า เหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวบนถนนแคบที่โอสึนั้น ถูกขยายความหมายทางการเมืองอย่างไรในยุคสมัยของมัน และถูกบิดรูปผ่านสื่ออย่างไรในเวลาต่อมา เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเห็นว่า คดีนี้มิใช่เพียงเหตุลอบปลงพระชนม์ที่เกือบสำเร็จ หากเป็นภาพสะท้อนขนาดย่อของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิทั้งประเทศ.

ท้ายที่สุด หากจะสรุปในเชิงวิเคราะห์ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า เหตุลอบปลงพระชนม์ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย ที่เมืองโอสึนั้น เป็นผลจากแรงกดดันหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งความคับข้องของปัจเจกภายใต้การเปลี่ยนผ่านของสังคม การก่อรูปของลัทธิชาตินิยมแบบรัฐสมัยใหม่ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจรัสเซีย ความเปราะบางของญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ และความกลัวว่าจะเสียเกียรติในสายตาโลก หากจะกล่าวให้กระชับที่สุด ดาบที่ฟันลงในวันนั้นอาจมีมือของทสุดะ ซันโซ เป็นผู้กุมไว้ แต่แรงที่ผลักดันดาบเล่มนั้น แท้จริงแล้วมาจากทั้งยุคสมัยและการเมืองระหว่างประเทศร่วมกัน.

ปราชญ์ สามสี

บรรจุภัณฑ์ปรับตัว!! ต้นทุนพลาสติกพุ่ง 50-70% ผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน หวังลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ ProPak Asia 2026 ร่วมจัดประกวด

ทางออกอุตฯ บรรจุภัณฑ์ ยุควัตถุดิบพลาสติกแพง-ของขาด!

อินฟอร์มา เผยผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน อัปเกรดเครื่องจักร ล่าสุดร่วมพันธมิตรยกระดับบรรจุภัณฑ์ไทย จัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

สถานการณ์ความขัดแย้งป่วนอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้านอุตฯ บรรจุภัณฑ์ฮึดสู้หลังต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและขาดแคลน ด้านราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 50–70% ส่วน อินฟอร์มา ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยผู้ประกอบการเร่งหันใช้วัสดุทดแทน อาทิ พลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ วัสดุรีไซเคิล ฯลฯ พร้อมอัปเกรดเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ ล่าสุดจับมือ วว. และพันธมิตร ยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยจัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยถึงภาพรวมและการปรับตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ขณะนี้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะพลาสติกและวัสดุที่ต้องพึ่งพาปิโตรเคมี มีต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นถึง 50–70% และยังเกิดภาวะขาดตลาด วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในไทย แต่ฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ในเอเชียอย่าง ไต้หวัน จีน หรือ เกาหลีใต้ ก็ได้รับผลกระทบจนต้องระงับการส่งออกและปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งการรับมือกับปัญหานั้น ผู้ประกอบการได้เร่งส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนอย่างพลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์เพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล หรือปรับสูตรการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ใช้ฟิล์มบางลง 20% หรือ ใช้กระดาษเคลือบแทนพลาสติกบางส่วน นอกจากนั้นยังมีการลงทุนและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้วัตถุดิบและการศูนย์เสีย ลดต้นทุนแรงงาน และรองรับการใช้วัสดุทางเลือกใหม่ๆ ได้

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์นั้น ข้อมูลจาก Fortune Business Insights และ Mordor Intelligence ระบุว่า ตลาดรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลกมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตประมาณ 3–4% ต่อปี ซึ่งบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการผลิต การขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ วันนี้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากปัจจัยที่มีอิทธิพล คือ ความยั่งยืนที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนคาดว่าจะมีการเติบโตสูงกว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วไปประมาณ 7% ต่อปี รวมทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีบทบาทในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้ ทำให้นวัตกรรมและการออกแบบต้องตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิต แปรรูป และ บรรจุภัณฑ์ของเอเชีย จึงได้รับเลือกจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการร่วมจัดการประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ขึ้นเพื่อยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย พร้อมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” โดยกิจกรรมนี้จะเป็นกลไกส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นภายในงานฯ ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติและไฮไลต์พิเศษ อาทิ Creative Design Village พื้นที่จัดแสดงผลงานชนะเลิศการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับประเทศ (ThailandStar Packaging Awards), ระดับเอเชีย (AsiaStar Awards) และระดับโลก (WorldStar Awards), Creative Design Box ที่รวบรวมผลงานดีไซน์จากคุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบแนวหน้าของไทย, Packaging Design Clinic โซนให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และงานสัมมนา Global Packaging Forum เพื่ออัปเดตเทรนด์และความยั่งยืนจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกอีกด้วย

ด้านนายไพบูลย์ สรวมศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวท แพคเกจจิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักร วัตถุดิบ และบริการในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มกำลังมุ่งสู่ 2 เทรนด์หลัก คือ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายและรีไซเคิลได้ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนชนิดวัตถุดิบในการผลิต ส่วนความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการต้องขอการรับรองมาตรฐานต่างๆ โดยปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบอยู่ขณะนี้ คือ การขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนที่ผันผวน ค่าแรงที่สูงขึ้นและการสูญเสียในการผลิต ดังนั้นทางออกที่ตอบโจทย์ คือ การลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งทางบริษัทฯ มีการพัฒนาและคัดสรรเครื่องจักรที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในหลายมิติ โดยหากเป็นกลุ่ม SMEs ควรเริ่มปรับปรุงที่จุดคอขวดในการผลิตก่อน และค่อยๆ ขยายการลงทุนตามศักยภาพของธุรกิจ

สำหรับกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ นั้น มีทั้งกลุ่มโรงพิมพ์และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ที่ให้การยอมรับในจุดแข็งของผสานการนำเสนอเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ากับการจัดหาวัตถุดิบ และการบริการหลังการขายจากทีมวิศวกร ที่คอยให้คำปรึกษาในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยกลุ่มธุรกิจของบริษัทประกอบด้วย เครื่องจักรอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องทำซอง เครื่องลามิเนต วัตถุดิบประเภทฟิล์ม เช่น PET, PE, OPP, NYLON, MCPP, ALU และ MPET วัตถุดิบประเภทกาว ทั้ง Solvent Base และ Solvent Free อะไหล่และบริการหลังการขาย และบริการรับจ้างผลิต (OEM) แบบครบวงจร ส่วนการร่วมจัดแสดงกับ ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องจักรเกรด AAA ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ระบบดับเพลิงเครื่องจักร เครื่องควบคุมความหนืดของหมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน อาทิ ฟิล์มชนิด High Barrier และ ฟิล์ม Mono Material ที่เอื้อต่อการรีไซเคิล นวัตกรรมกาว Solvent Base และ Solvent Free และบริการ OEM แบบครบวงจร

ส่วนนายสิทธิ ศิริจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานดี-สตราแพค จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องจักร-โซลูชันบรรจุภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกุล่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการส่งออกว่า วันนี้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือย่อยสลายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกในเรื่อง Green Packaging และ Sustainability ที่ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยเร็ว ทั้งการพัฒนาวัสดุใหม่ การปรับปรุงการผลิตด้วยเทคโนโลยี การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการขนส่งและลดปริมาณขยะ ดังนั้นระบบบรรจุภัณฑ์ส่วนปลาย (End-of-Line Packaging) จึงได้นำกระดาษมาทดแทนพลาสติก หรือเลือกใช้พลาสติกไบโอเกรดที่ย่อยสลายได้ และใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทำให้ใช้พลาสติกน้อยลง

จุดแข็งของทางบริษัทฯ คือ การร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตเครื่องจักรระดับโลก อาทิ STRAPACK (ญี่ปุ่น), SIAT (อิตาลี) และ RANPAK (สหรัฐอเมริกา) ในการให้คำปรึกษาและนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs โดยเครื่องจักรของบริษัทฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องรัดกล่องและอุปกรณ์ สำหรับงานรัดสินค้าด้วยสายรัด PP และ PET กลุ่มเครื่องขึ้นรูป ปิดเทปกาวกล่อง และเครื่องพันพาเลท สำหรับงานติดเทปกาวและพันฟิล์มยืด และกลุ่มโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อการปกป้อง โดยนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติกกันกระแทกและปกป้องสินค้าไม่ให้เสียหายระหว่างขนส่ง ส่วนการร่วมจัดแสดงในงาน ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมไฮไลต์เทคโนโลยี "LINE PACKING AUTOMATION" ที่แสดงศักยภาพของระบบอัตโนมัติในการทดแทนแรงงานคนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติก อาทิ กระดาษสำหรับปกป้องสินค้า กระดาษสำหรับรัดสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดรับกับการขาดแคลนพลาสติกและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สำหรับงาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com 

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

มจธ จับมือ มธ ลุยนวัตกรรมทันตกรรม พัฒนาวัสดุอุดฟันไมครอน ลดฟันผุซ้ำได้ดี เสริมความทนทานสูง ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาสูง ระยะยาว สร้างความเท่าเทียม รักษาฟันทั่วไทย

มจธ. จับมือ มธ.พัฒนานวัตกรรม “วัสดุอุดฟันระดับไมครอน” ป้องกันฟันผุซ้ำ ลดการนำเข้าวัสดุ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

ประเทศไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ด้าน “ความมั่นคงทางสาธารณสุข” และ “ความเท่าเทียมในการทำฟัน” เพราะวัสดุอุปกรณ์บูรณะฟันเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงและประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ ในขณะเดียวกันทันตแพทย์ทั่วโลกต้องพบเจอกับปัญหา “ฟันผุซ้ำที่ขอบวัสดุ” (Secondary Caries) ซึ่งมักเกิดจากผิววัสดุที่มีความขรุขระจนเกิดการเกาะตัวของไบโอฟิล์มและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อย (Hyposalivation) ทำให้ความสามารถในการชะล้างกรดและคืนแร่ธาตุตามธรรมชาติให้แก่ผิวฟันลดลง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงฟันผุซ้ำและการบูรณะล้มเหลว รวมถึงวัสดุอุดฟันรุ่นเดิมประเภทโลหะ หรืออะมัลกัม (Amalgam) แม้แข็งแรงแต่เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดรอยร้าวและช่องว่างที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.ปาริชาต นฤพนธ์จิรกุล อาจารย์และนักวิจัยจากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.ทพ.ปิยะพงษ์ พรรณพิสุทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์มีองค์ประกอบของอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนชนิดสตรอนเทียมและฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุซ้ำ” ที่ออกแบบให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ลดช่องโหว่การเกิดรอยร้าว พร้อมเพิ่มคุณสมบัติ “ปลดปล่อยไอออนเพื่อซ่อมแซมฟัน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย–คืนแร่ธาตุ” เพื่อแก้ปัญหาฟันผุซ้ำที่ต้นเหตุ และลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาแพงในระยะยาว

ผศ.ดร.ปาริชาต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสูตรผลิตภัณฑ์นี้ คือการใช้ "อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน" (Bioactive Glass Nanoparticles: BGNs) ชนิดที่มีสตรอนเทียม (Strontium: Sr) และฟลูออไรด์ (Fluoride: F) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทีมวิจัยสามารถสังเคราะห์ให้มีขนาดอนุภาคเล็กเพียง 0.2 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 ไมครอน โดยขนาดที่เล็กนี้ส่งผลดีต่อคุณสมบัติของวัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด โดยช่วยให้เนื้อวัสดุมี ความสม่ำเสมอ (Homogeneous) มากกว่าวัสดุแบบเดิม รับแรงได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดรอยแตกร้าวในระยะยาวได้

ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบายว่า เป้าหมายของสูตรนี้เริ่มต้นจากการทำให้อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน “ฉลาด” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สารเติมแต่ง” วัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด ซึ่งอนุภาคนี้มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยไอออนสำคัญ เช่น สตรอนเทียมและฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ โดยเฉพาะ Streptococcus mutans รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่นอย่าง E. coli และ S. aureus ผลที่เห็นได้ชัดคือรอบ ๆ วัสดุจะเกิดบริเวณที่แบคทีเรียเติบโตได้ยาก คล้าย “วงกันเชื้อ” (Clear Zone) นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความเป็นพิษตามมาตรฐาน ISO 10993 กับสเต็มเซลล์จากรากฟันมนุษย์เป้าหมายต่อมาคือการผสมสูตร “เรซินซีเมนต์” ที่เติมอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับงานทันตกรรมและช่วยลดความเสี่ยงฟันผุซ้ำ

นอกจากนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์ชนิดเซลฟ์แอดฮีซีฟและดูอัลเคียวร์ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมฟอสเฟตและแก้วชีวภาพขนาดนาโนชนิดสตรอนเทียม”เพื่อใช้เป็น“เรซินซีเมนต์แบบยึดติดได้ด้วยตัวเอง” โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ช่วยเกาะกับผิวฟันได้แน่นขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของทันตแพทย์ โดยใช้สารสำคัญชื่อ 10-MDP ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะทั้งกับผิวฟันและวัสดุอย่างเซรามิก อีกจุดเด่นคือระบบ “แข็งตัวได้สองทาง” (Dual-cure) คือแข็งได้ทั้งจากการฉายแสงสีฟ้า และจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในเนื้อวัสดุ ทำให้เหมาะกับงานครอบฟันหรือจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุจะแข็งตัวสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง และปัจจุบันได้จดอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่าง มจธ. และ มธ. เรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.ปาริชาต เล่าถึงคุณสมบัติเด่นของสูตรผลิตภัณฑ์นี้

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุ กับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มธ.ผู้ให้โจทย์วิจัยและนำไปทดสอบใช้จริง ซึ่งจากการทดสอบได้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับผลิตภัณฑ์มาตรฐานโลกที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแข็งตัวแบบ "Dual-cure" คือแข็งตัวได้ทั้งจากการฉายแสงและปฏิกิริยาเคมี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในจุดที่แสงส่องเข้าไม่ถึงภายใต้ครอบฟัน

“นวัตกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญของการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมค่อนข้างสูง ทั้งการอุดฟันและการรักษาอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าเป็นหลักหากประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตได้ โรงพยาบาลรัฐจะมีโอกาสจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูงที่มีราคาลดลง เพื่อนำไปให้บริการผู้ป่วยบัตรทองหรือกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ลดช่องว่างการเข้าถึงการรักษา และผลักดันความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นภาพผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้น

ก้าวต่อไปของงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยนาโน (Nanofiber) และการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้าง “อวัยวะเทียม” ตั้งแต่ท่อหลอดเลือด ท่อทางเดินอาหาร ไปจนถึงโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีความร่วมมือกับสถาบันวิจัยในประเทศอังกฤษ เยอรมัน และไต้หวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ นำความรู้ชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางการแพทย์ให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top