Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

จีนถวายการต้อนรับ ‘หวัง อี้’ รับเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ’ ตอกย้ำ สานสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืน ย้ำ 50 ปีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายหวัง อี้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่าในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

จีนเร่งส่งสัญญาณสันติภาพ ปักกิ่งขานรับดีลหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ หนุนเจรจา สันติภาพในตะวันออกกลาง หวังทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นช่องแคบฮอร์มุซ เล็งเสถียรภาพตะวันออกกลางยั่งยืน

จีนหนุนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนยินดีที่อิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ เช่น ปากีสถาน ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

เหมาหนิงกล่าวว่า "จีนสนับสนุนให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต" และได้พยายามเต็มที่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ เหมาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานอิหร่านและโอมานอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "จีนหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อเอื้อให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว"

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางค้าสำคัญของพลังงานโลก ความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และจะเจรจาที่ปากีสถานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา : Xinhua

'ดี้' เตือนตั้งสติ!! อย่าตระหนกวิกฤตพลังงาน เข้าใจสถานการณ์น้ำมันแพง แนะใช้จ่ายตามสมควรไม่ควรนิ่ง หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้น

'ดี้ นิติพงษ์' ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง เตือนคนไทยอย่าตระหนกจนเกินไปต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยเขาเน้นว่า การกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม เช่น การแย่งชิงทรัพยากรที่แต่ละคนมีเพียงพอแล้ว

'ดี้' ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากไม่ค่อยเดินทางและอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ ที่ทำได้คือให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก รวมถึงให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น เพราะถ้านิ่งเฉยไม่ใช้จ่าย "เงินมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก" จากผลกระทบต่อตลาดและพ่อค้าแม่ค้า

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่กำลังคลี่คลายและหลายฝ่ายเริ่มถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง โดยกล่าวว่า "ข่าวดีล่าสุดที่ได้ยินมา...เริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ความปกติมันก็จะเข้ามามากขึ้น" แต่ก็เตือนว่าไม่อาจกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

'ดี้' ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจแก่ประชาชนให้เดินหน้าชีวิต "ถ้าจะต้องจับจ่ายใช้สอย เดินทาง บางครั้งถ้าจะต้องไปสงกรานต์ ไปเที่ยว ก็สมควรที่จะต้องทำ ไม่งั้นทุกอย่างระบบมันล่มหมด" เป็นคำแนะนำให้รักษาความสมดุลระหว่างรับมือกับปัญหาพลังงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10203397

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

SPRC ชี้แจง!! ยันให้ความร่วมมือรัฐเสมอ โต้ข่าวไม่ฟ้องหน่วยงาน ย้ำทำงานโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายพลังงาน

(9 เม.ย. 69) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ 'SPRC' ส่งหนังสือชี้แจงกรณีข่าวและความคิดเห็นในสื่อที่กล่าวหาว่า บริษัทอาจไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งใจดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐเรื่องมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการหารือและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงพลังงานผันผวน

'บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน' นอกจากนี้ 'SPRC' ยังเน้นย้ำความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/sprc-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7/

10 เมษายน 2455 ‘ไททานิค’ เรือที่ถูกมองว่าไม่มีวันจม ออกเดินทาง 10 เมษายน ท่ามกลางชื่อเสียงเรือไร้เทียมทาน ก่อนจมหายกลางแอตแลนติก

10 เมษายน พ.ศ. 2455 ‘ไททานิค’ ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ จากเรือหรูแห่งความหวัง สู่โศกนาฏกรรมกลางมหาสมุทรในอีก 5 วันต่อมา

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 คือวันที่เรือโดยสารขนาดมหึมา RMS Titanic ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วโลกในฐานะเรือเดินสมุทรสุดหรูและทันสมัยที่สุดลำหนึ่งของยุคนั้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางครั้งแรกของมันจะกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางทะเลที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อเรือชนภูเขาน้ำแข็งในคืนวันที่ 14 เมษายน และจมลงในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 เมษายน 1912 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 1,500 คน

ไททานิคในเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงเรือโดยสารธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางวิศวกรรม และความมั่งคั่งของโลกตะวันตก เรือถูกสร้างขึ้นให้เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรามากที่สุดลำหนึ่งของโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นพาหนะสำคัญของผู้อพยพและแรงงานที่หวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา จึงอาจกล่าวได้ว่า บนเรือลำเดียวกันนั้น มีทั้งโลกของชนชั้นสูง ความฝันของคนยากจน และความเชื่อมั่นของมนุษย์ต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมอยู่พร้อมกัน

หนึ่งในภาพจำที่ฝังแน่นที่สุดเกี่ยวกับไททานิค คือการถูกเรียกว่าเป็นเรือที่ “ไม่มีวันจม” หรือ unsinkable แม้ในทางเทคนิค ตัวเรือจะถูกออกแบบด้วย ห้องกันน้ำ 16 ห้อง และถูกมองว่าปลอดภัยอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานยุคนั้น แต่เหตุการณ์จริงกลับพิสูจน์ว่า ความมั่นใจในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่การออกแบบจะรับมือไหว เรื่องของไททานิคจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าความยิ่งใหญ่ทางวิศวกรรม ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากข้อผิดพลาดหรือความเปราะบาง

ในวันที่ 10 เมษายน 1912 ไททานิคออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน ก่อนแวะรับผู้โดยสารเพิ่มที่ เชอร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และต่อไปที่ ควีนส์ทาวน์ ในไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองโคฟ จากนั้นจึงออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่สหรัฐฯ การเดินทางครั้งนี้ได้รับการจับตามองอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การเดินเรือโดยสารข้ามทวีปธรรมดา แต่เป็นการเปิดตัวเรือที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นบทพิสูจน์ของความล้ำหน้าทางทะเลของยุโรปในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

บรรยากาศของเที่ยวปฐมฤกษ์เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ผู้โดยสารบนเรือประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้น ตั้งแต่มหาเศรษฐี นักธุรกิจ บุคคลมีชื่อเสียง ไปจนถึงผู้อพยพจากยุโรปที่ใฝ่ฝันถึงชีวิตใหม่ในโลกใหม่ ความหลากหลายนี้เองทำให้โศกนาฏกรรมไททานิคไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางทะเล แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนทั่วโลก เพราะสะท้อนว่าความสูญเสียครั้งนั้นครอบคลุมมนุษย์จากทุกชนชั้นและทุกความฝัน

อย่างไรก็ดี เพียงสี่วันหลังออกเดินทาง สัญญาณอันตรายก็เริ่มปรากฏขึ้น บันทึกของ National Archives ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุมีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำแข็งลอยในเส้นทางเดินเรือ และในวันเกิดเหตุเองก็มีคำเตือนเกี่ยวกับภูเขาน้ำแข็งหลายครั้ง แต่ไททานิคยังคงเดินเรือด้วยความเร็วสูงในสภาพทะเลหนาวจัดของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งภายหลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่หายนะครั้งนี้

คืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลาประมาณ 23.40 น. ไททานิคชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ หลังชนไม่นานก็เริ่มชัดเจนว่าความเสียหายรุนแรงเกินกว่าที่เรือจะเอาตัวรอดได้ และแม้เรือจะไม่จมในทันที แต่ก็สูญเสียความสามารถในการทรงตัวอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายไททานิคจมลงในช่วงเวลาประมาณ 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 40 นาที หลังการชน ก่อนหายลงสู่ก้นมหาสมุทรอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้โศกนาฏกรรมนี้รุนแรงยิ่งขึ้น คือจำนวนเรือชูชีพที่มีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญที่สุดหลังเหตุการณ์ เนื่องจากไททานิคบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกันราว 2,200 คน แต่มีเรือชูชีพไม่พอรองรับทั้งหมด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 คน แม้เรือ Carpathia จะเดินทางมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่ทันยับยั้งความสูญเสียอันมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้ว

หลังเหตุเรือล่ม โลกไม่ได้จดจำไททานิคเพียงเพราะความหรูหราหรือขนาดอันยิ่งใหญ่ของมันเท่านั้น แต่จดจำมันในฐานะบทเรียนราคาแพงของมนุษยชาติด้วย เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้นำไปสู่การสอบสวนอย่างจริงจังทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา รวมถึงการยกระดับกฎเรื่องเรือชูชีพ การสื่อสารไร้สาย และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล หรือ SOLAS ซึ่งกลายเป็นหลักสำคัญของความปลอดภัยทางเรือสมัยใหม่

เหตุการณ์ของไททานิคยังคงอยู่ในความทรงจำของโลกมาอย่างยาวนาน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องเล่าขนาดใหญ่เกี่ยวกับมนุษย์ ความทะเยอทะยาน เทคโนโลยี ชนชั้น และชะตากรรม เรือที่เคยถูกมองว่าแข็งแกร่งเกือบไร้เทียมทาน กลับพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และยิ่งเวลาผ่านไป เรื่องของไททานิคก็ยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของคำเตือนว่า มนุษย์อาจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แต่ก็ไม่ควรประมาทต่อข้อจำกัดของตนเองและพลังของธรรมชาติ

ดังนั้น วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 จึงมีความหมายมากกว่าวันออกเดินทางของเรือลำหนึ่ง เพราะมันคือวันเริ่มต้นของเรื่องราวที่โลกไม่มีวันลืม จากเที่ยวปฐมฤกษ์อันสง่างาม สู่โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเดินเรือไปตลอดกาล และทำให้ชื่อ “ไททานิค” กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งของความยิ่งใหญ่และความเปราะบางของอารยธรรมมนุษย์ในเวลาเดียวกัน

ที่มา : https://www.britannica.com/topic/Titanic?utm_source

ดราม่า! รถจีนระดับเวิลด์คลาส ช่างญี่ปุ่นชำแหละ BYD Sealion 7 ก่อนยอมรับ “ของเขามาดีจริง” ช่างดังชี้ฮาร์ดแวร์ไม่ธรรมดา เทียบชั้น Benz-BMW ได้

ดราม่าวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างระดับโปรชำแหละ BYD Sealion 7 เพื่อพิสูจน์คำสบประมาท “รถจีน = รถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน”

เกิดกระแสดราม่าในวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างผู้เชี่ยวชาญด้านช่วงล่างจากสำนักแต่งชื่อดัง 'Sanko Works' รื้อรถไฟฟ้า BYD Sealion 7 ของจีนอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้คำสบประมาทที่ว่ารถจีนล้าหลังเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน

ผลการตรวจสอบเผยว่า BYD Sealion 7 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ระดับยุโรป เช่น ช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone วัสดุอะลูมิเนียม พร้อมเบรก 4 Pot และจานเบรกเจาะรู โครงสร้างแข็งแกร่ง ช่างญี่ปุ่นบอกว่า "เหมือนเอาข้อดีของ Benz และ BMW มารวมกัน" พร้อมโช้คอัพที่ผลิตโดย BYD ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมซึ่ง "ดีกว่าของญี่ปุ่นบางรุ่น" และงานเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถที่ประณีตและจัดการอากาศพลศาสตร์ได้ดีเยี่ยม

ช่างญี่ปุ่นสรุปว่า ปัญหาที่มีไม่ใช่เรื่องคุณภาพชิ้นส่วน แต่เป็นเรื่องประสบการณ์การปรับจูนเซ็ตช่วงล่างที่เริ่มต้นหนืดแข็งเกินไป ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตอนเข้าโค้งไม่ดีพอ แก้ไขได้ง่ายโดยลงทุนจูนเซ็ตช่วงล่างใหม่ภายในงบไม่ถึง 1 แสนเยน (ราว 2 หมื่นกว่าบาท) ทำให้รถนุ่มนวลและเกาะถนนขึ้นอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่มีคุณภาพฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าและเทียบเท่ากับรถยุโรปพรีเมียมได้แล้ว และสิ่งที่ต้องตามมาคือการเพิ่มประสบการณ์ด้านการปรับจูนเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=957853813813493&id=100087666501033&rdid=EajIujGcjyu62E5k#

11 เมษายน 2436 ในหลวง รัชกาลที่ 5 เปิดทางรถไฟครั้งแรก เปิดรถไฟสายแรกของสยามกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ สะท้อนวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศก้าวหน้า แสดงถึงการเริ่มยุคคมนาคมสมัยใหม่ในไทย

11 เมษายน พ.ศ. 2436 ‘ในหลวง ร.5’ เสด็จฯ เปิดทางเดินรถไฟสายแรกของสยาม เส้นทางกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถ ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รถไฟสายปากน้ำ” ซึ่งถือเป็น ทางรถไฟสายแรกของสยาม ระยะทางราว 21 กิโลเมตร อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคคมนาคมสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การเปิดเส้นทางเดินทางสายหนึ่งเท่านั้น แต่คือการประกาศให้เห็นว่า สยามได้ก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีการคมนาคมสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รถไฟคือสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ความรวดเร็ว และการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ การที่สยามมีรถไฟใช้อย่างจริงจัง จึงสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ในการนำประเทศให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการบริหารบ้านเมือง

ทางรถไฟสายปากน้ำมีจุดเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งลงสู่สมุทรปราการ ซึ่งในยุคนั้นเป็นเมืองปากน้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ การค้า และการติดต่อกับต่างประเทศ เพราะเป็นประตูทะเลของสยาม การเชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับสมุทรปราการด้วยทางรถไฟ จึงเท่ากับเป็นการเชื่อม ศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร เข้ากับ เมืองหน้าด่านทางทะเล ให้ติดต่อถึงกันได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการอาศัยเรือหรือเกวียนเป็นหลักแบบเดิม

ในเชิงประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำมีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นกิจการภายใต้สัมปทานเอกชน ไม่ใช่รถไฟหลวงของรัฐโดยตรง แหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์รถไฟไทยระบุว่า เส้นทางนี้เป็นผลงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาร่วมดำเนินการในสยาม และกลายเป็นเส้นทางรถไฟที่เปิดใช้งานได้จริงก่อนรถไฟหลวงของรัฐหลายปี จึงมักถูกกล่าวถึงเสมอว่าเป็น “รถไฟสายแรกของสยาม” อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในอีกความหมายหนึ่งว่า “รถไฟหลวงสายแรก” ของไทย หน่วยงานทางการของรัฐจะยกให้เป็นสาย กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเปิดเดินรถบางส่วนในเวลาต่อมา และเป็นที่มาของ วันสถาปนากิจการรถไฟ 26 มีนาคม ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

นี่คือจุดที่คนจำนวนมากมักสับสน เพราะคำว่า “สายแรก” มีอยู่ 2 ระดับ ถ้าพูดถึง รถไฟสายแรกที่เปิดใช้ในสยาม ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือรถไฟสายปากน้ำในวันที่ 11 เมษายน 2436 แต่ถ้าพูดถึง รถไฟหลวงสายแรกของรัฐ ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเป็นรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยในเวลาต่อมา

รถไฟสายปากน้ำมีระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร และในสมัยนั้นถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิตผู้คน เพราะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเดินทางแบบเดิมที่ต้องพึ่งพาเส้นทางน้ำหรือถนนที่ยังไม่สะดวกนัก เส้นทางรถไฟนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเชิงเทคนิค แต่มีผลจริงต่อเศรษฐกิจ การค้าขาย และการเคลื่อนย้ายผู้คนในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เหตุการณ์นี้ยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเร่งปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบราชการ การศึกษา การทหาร การสื่อสาร และการคมนาคม เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อแสดงให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีศักยภาพจะพัฒนาตัวเองได้ ไม่ใช่ดินแดนล้าหลังที่ควรถูกแทรกแซง การสร้างและเปิดใช้รถไฟจึงเป็นทั้งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของความเป็นรัฐสมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

อีกมุมหนึ่ง รถไฟสายปากน้ำยังทำหน้าที่เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ระบบรางสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในสภาพสังคมไทย จากนั้นแนวคิดการขนส่งทางรางจึงค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นแกนหลักของเครือข่ายรถไฟไทย การรถไฟแห่งประเทศไทยเองจึงถือวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 ซึ่งเป็นวันเปิดเดินรถบางส่วนของสายกรุงเทพฯ–อยุธยา เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของ “กิจการรถไฟหลวง” โดยตรง ขณะที่วันที่ 11 เมษายน 2436 ยังคงมีความสำคัญในฐานะวันเปิด ทางรถไฟสายแรกของสยาม

แม้รถไฟสายปากน้ำจะเป็นกิจการยุคบุกเบิกที่รุ่งเรืองมากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการคมนาคมของประเทศก็เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ถนน รถยนต์ และระบบขนส่งแบบใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้รถไฟสายนี้ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง กระนั้น ในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำยังคงเป็น “บทแรก” ของเรื่องเล่าระบบรางไทย และเป็นสัญลักษณ์ของก้าวแรกที่ทำให้ประเทศเริ่มเดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน

ดังนั้น วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการเท่านั้น แต่คือวันสำคัญที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการผลักดันสยามให้ก้าวทันโลก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง และส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ การเดินทาง การค้า และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว กล่าวได้ว่า รถไฟสายปากน้ำไม่ได้เป็นเพียง “รถไฟสายแรก” หากยังเป็นสัญญาณสำคัญของการเริ่มต้นความทันสมัยของสยามบนรางเหล็กอีกด้วย 

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3?utm_source=

‘ดร.อานนท์’ โพสต์!! กองทุนน้ำมันไม่สุจริต เงินอุดหนุนทำราคาน้ำมันบิดเบือน เสี่ยงพ่อค้าตุนโกง-นักการเมืองร่วมมือ รัฐถูกวิจารณ์แทรกแซงราคาผิดกลไกตลาด สะท้อนปัญหาหนี้กองทุนเพิ่มหลายหมื่นล้าน

ผมเพิ่งสนทนากับ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม - Warong Dechgitvigrom เรื่องนี้ครับ ตัวเลขสถิติการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวัน กระโดดสูงขึ้นมาผิดปกติ หมอถามผมว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง

ผมก็พยายามอธิบายโดยพฤติกรรมของบัญชีต้นทุน หลักเศรษฐศาสตร์ ประกอบกัน

ในสถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันของไทย แพงกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพราะเรามีอัตราภาษีสูงกว่า ทำให้เกิดการค้าน้ำมันเถื่อนในอ่าวไทยและทางภาคใต้ เพราะน้ำมันจากมาเลเซียราคาถูกกว่าในประเทศไทย

แต่ตอนนี้ รัฐบาล พยายามไม่ยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นสูง พยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน ใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน (Subsidy) ทำให้ราคาน้ำมันของไทยกลับถูกกว่าในมาเลเซีย

เรื่อง การอุดหนุน Subsidy นี้อันตรายมาก เหมือนกับรับจำนำข้าวนั่นแหละครับ สุดท้ายคือทุจริตกัน ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือ พ่อค้า และในระยะยาวก็ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น และที่อุดหนุนไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บจากประชาชนอยู่ดี

ทำไมการอุดหนุนราคาน้ำมันจึงอันตรายมาก และควรยกเลิก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เป็นไปตามราคาตลาด

หนึ่ง จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนไหลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยแล้ว เท่ากับเอาเงินของคนไทย ไปให้ต่างชาติใช้น้ำมันราคาถูก มาเลเซียจะมาซื้อน้ำมันที่กองทุนน้ำมันของไทยอุดหนุนในราคาถูก เท่ากับคนไทยจ่ายค่าน้ำมันราคาถูกให้เรือประมงหรือเรือเดินสมุทรของมาเลเซียได้ใช้ ก็เงินของคนไทยทั้งนั้น

สอง พ่อค้าน้ำมันตุนน้ำมันกัน จะตุนกันในเรือกลางทะเลก็ได้ จะตุนในถังบนดินก็ได้ จะตุนในถังใต้ดินก็ได้ แนวโน้มคือราคาสูงขึ้น เท่ากับเท่าให้พ่อค้าน้ำมันหรือ jobber ยิ่งได้กำไรมหาศาล แล้วก็กลับมาเก็บคืนจากประชาชน ผ่านกองทุนน้ำมัน

ยิ่งไม่มีการตรวจสต็อกน้ำมันเคร่งครัด ก็ตุนกันแหลก แต่ถึงตรวจกันเคร่งครัด เช่าเรือตุนน้ำมันไว้กลางมหาสมุทรก็ยังได้ และยังคุ้ม เพราะแนวโน้มราคาจะพุ่งถ้าสงครามไม่จบและยืดเยื้อ จะมีปัญญาไปตรวจกันกลางมหาสมุทร กลางทะเลหลวงได้อย่างไร

สาม จะเกิดการค้าน้ำมันทิพย์ เหมือนสต๊อกลมจำนำข้าว คือไม่มีการใช้น้ำมันหรือซื้อน้ำมันจริง ๆ แต่ทำเอกสารปลอม เพื่อเอาเงินอุดหนุนหรือ subsidy ถ้าแบบนี้อย่างน้อยต้องมีข้าราชการร่วมด้วย แต่ผมไม่มีหลักฐานอะไร

ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวันที่สูงขึ้นมาในช่วงนี้มีเหตุผลที่สันนิษฐานและอธิบายได้ดังนี้ครับ

ก็ลองไปตรวจสอบกันดูได้ครับ

อะไรที่บิดเบือนราคาตลาด มันไม่ส่งผลดี บิดเบือนกลไกตลาด อยู่ไม่ได้ยาว ๆ ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ยิ่งธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ดี ยิ่งโกงกันสนุก ต้องเลิกการอุดหนุน (subsidy) อยู่กับความจริง ไม่บิดเบือนราคา

เราคงนึกถึงนิทานต้มกบได้นะครับ ราคาน้ำมันนั้นก็แบบเดียวกัน เจ็บปวดเร็ว ปรับตัวเร็ว ไม่ใช่กบต้มในน้ำเย็นค่อย อุ่น ๆ จนเดือด แบบนั้นตาย แต่จับกบโยนลงหม้อน้ำร้อนเดือดจัด กบยังกระโดดหนีตายทันครับ

ศาสตราจารย์ ดร. ชวินทร์ ลีนะบรรจง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นอันพึงรับฟังยิ่งว่า

กลไกราคากับอำนาจนักการเมือง

การแทรกแซงราคาโดยอำนาจนักการเมืองไม่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับใครเลย

เงื่อนไขความสำเร็จของการแทรกแซง มิใช่จำนวน สส. หากแต่เป็น เงิน หรือ ปริมาณสินค้าที่ต้องมีเพื่อจะทำให้ราคาสินค้านั้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

ถ้าต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงก็ต้องเอาน้ำมันมาขายแบบ “ไม่อั้น” เพื่อแสดงให้ตลาดรู้ว่ามีน้ำมันพร้อมจะขายในราคาที่กำหนด หรือหากต้องการให้ขึ้นราคาก็ต้องมีเงินเพื่อรับซื้อน้ำมันแบบ “ไม่อั้น” ในราคาที่ต้องการกำหนดเช่นกัน นี่คือกลไกการแทรกแซงเพื่อกำหนดราคา หาใช่กฎหมายฉบับใดไม่

รัฐบาลนายก “หนู” มี เงิน หรือ น้ำมัน เป็นหน้าตักพร้อมจะสู้แบบ “ไม่อั้น” หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่ว่า “ไม่มี” ไม่ว่าเงินหรือปริมาณน้ำมัน แล้วจะไปแทรกแซงกำหนดราคาให้แตกต่างไปจากราคาตลาดไปได้อย่างไร?

อำนาจที่นักการเมืองมีคือ กฎหมาย จะเอาไปต่อกรบิดเบือนกลไกตลาดไปได้อย่างไร

นโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงที่ได้ผล

อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นลงเพราะธปท.ออกกฎระเบียบหรือเพราะกฏหมายฉบับใด หากแต่เพราะ ธปท. มีความสามารถในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินแต่เพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงรู้ว่าธปท. พร้อมที่จะอัด (ดูด) เงินเข้า (ออก) ในระบบเพื่อทำให้ดอกเบี้ยลด (เพิ่ม) หาใช่เพราะ ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยกฎ ระเบียบแต่อย่างใดไม่

นโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” ของนายก “ปู” ที่หนีโทษจำคุกเป็นตัวอย่างที่ดี ของ “ความล้มเหลว” จากการแทรกแซงโดยนักการเมืองที่มักอ้างประโยชน์ของประชาชน

หากความจำไม่สั้นรัฐบาลผลาญเงินไปหลายแสนล้านบาทจากการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการรับซื้อให้แพงเกินปกติ อ้างว่าช่วยชาวนา แต่กลับก่อหนี้ให้ประชาชนทุกคน รวมถึงคุกนายก “ปู” อีก ๕ ปีฐานปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล

ในยุคนายก “หนู” การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันโดยกองทุนน้ำมันกำลังจะซ้ำรอยนโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” หรือไม่? หนี้จากการแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลงก่อให้เกิดหนี้กับกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า ๕ หมื่นล้านบาทในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นหนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้น้ำมันโดยตรงต้องร่วมจ่าย

การเปลี่ยนผู้รับภาระโดยหันไปแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นแทนโดยอ้างว่ามีกำไรจาก “ค่าการกลั่น” มากเกินไป รัฐบาลจึงแทรกแซงกำหนดให้ “ค่าการกลั่น” ลดลงอีกประมาณ ๒ บาท “บังคับ” เอาโรงกลั่นมาเป็นจำเลย “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ในการนี้ด้วย

“ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ ไม่เชื่อไปดูในงบกำไรขาดดุลของแต่ละโรงกลั่นได้ว่าคิดกำไรขาดทุนอย่างไร มี“ค่าการกลั่น” เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ จะมีกำไรมากน้อยเพียงใดมันเป็นความผิดที่โรงกลั่นไม่ควรได้และต้องไปตามเก็บภาษี “ลาภลอย” คืนมาหรืออย่างไร?

ที่สำคัญ รัฐบาลนายก “หนู” ไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชนว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องนำเข้า เมื่อน้ำมันแพงมาตั้งแต่ต้นทางแต่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้เพราะรัฐให้เงินอุดหนุน แต่ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีเงิน การเปลี่ยนวิธีแทรกแซงราคาบังคับให้โรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบในราคาน้ำมันก็ไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนไป

อำนาจนักการเมืองคือการออกกฎหมาย แต่จะออกกฏหมายให้ขัดกับกลไกตลาดหาได้ไม่

ฝากให้ลองไปคิดใคร่ครวญกันดูนะครับ พี่น้องชาวไทย

เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนน้ำมัน สุดอันตราย ทำให้พ่อค้าโกง ข้าราชการ นักการเมือง โกงได้ง่ายมาก

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

สาขาวิชาสถิติศาสตร์

สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ

สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/784302727/posts/10164501016722728/?rdid=gvCTJhCS95yRlzny#

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top