Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

พลังงานไทยมั่นคง!! ราคาน้ำมันโลกแตะใกล้ 100 ดอลลาร์ ปริมาณน้ำมันสำรองพอใช้ 110 วัน ราคาขายปลีกไทยถูกกว่าเพื่อนอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 59,448 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง            ที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง       ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์     จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งาน   ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปีนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 49.67 - 86.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55.27 - 117.72 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท

จีนขุดพบฟอสซิลโบราณ!! ฟอสซิลอายุ 260,000 ปี แหล่งจินหนิวซานในอิ๋งโข่ว เชื่อมโยงวิวัฒนาการมนุษย์ ฟอสซิลสมบูรณ์ทั้งกะโหลกและกระดูก

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน เมืองอิ๋งโข่ว มรดกอายุ 260,000 ปี ที่เติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์

สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

อิ๋งโข่ว, จีน, 8 เมษายน 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน ในหมู่บ้านซีเทียน ตำบลหย่งอัน อำเภอต้าสื่อเฉียว เมืองอิ๋งโข่ว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน เป็นแหล่งถ้ำโบราณยุคหินเก่าตอนต้นที่มีอายุย้อนกลับไปประมาณ 260,000 ปี และในปี 2564 แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "100 การค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบ 100 ปี"

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการค้นพบระหว่างการสำรวจโบราณวัตถุในมณฑลเหลียวหนิงในปี 2515 ต่อมาในเดือนกันยายน 2527 คณะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ขุดค้นพบฟอสซิลโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์อย่างน่าทึ่งในถ้ำ Cave A ของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ อันประกอบไปด้วยกระดูกส่วนกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังมากกว่า 50 ชิ้น ซึ่งเป็นของหญิงสาวอายุประมาณ 20-22 ปี มีปริมาตรกะโหลกศีรษะประมาณ 1,335-1,390 มิลลิลิตร "มนุษย์จินหนิวซาน" นี้แสดงให้เห็นทั้งลักษณะที่พัฒนาของโฮโมเซเปียนส์ยุคแรกและลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ปักกิ่ง สะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากโฮโมอิเร็กตัสไปสู่โฮโมเซเปียนส์ยุคแรก ฟอสซิลจากช่วงดังกล่าวหายากมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์

ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

13 เมษายน ของทุกปี วันผู้สูงอายุแห่งชาติ คู่กับวันสงกรานต์ปีไทย ส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรี ดอกลำดวนสัญลักษณ์ยืนยง

ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี นับว่าเป็นวันแรกเริ่มของเทศกาลสำคัญของไทยอย่าง ‘เทศกาลวันสงกรานต์’ แต่นอกจากนี้แล้ววันนี้ยังมีวันสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งจัดตั้งขึ้นมาควบคู่ไปกับวันปีใหม่ไทย นั่นก็คือ ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’ 

เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เห็นถึงคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตามศักยภาพของตนเองอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเรียนรู้และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้สูงอายุ

โดยความเป็นมาของวันผู้สูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อในอดีตสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีนโยบายดูแล ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี และดำรงชีวิตในสังคมได้ จึงจัดสถานสงเคราะห์เพื่อให้คนชราได้มีที่พักพิง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยกรมประชาสงเคราะห์เป็นหน่วยงานที่ดูแล และได้จัดตั้ง ‘สถานสงเคราะห์คนชราบางแค’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านบางแค’ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2496

ยุคต่อมาเมื่อองค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงจัดประชุมสมัชชาเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2525 และพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ‘ผู้สูงอายุ’ ไว้ 3 ประการ ได้แก่ ด้านมนุษยธรรม, ด้านการพัฒนา และด้านการศึกษา โดยกำหนดนิยามผู้สูงอายุว่า คือ บุคคลเพศชาย หรือ เพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญส่งเสริมผู้สูงอายุไว้ว่า ‘Add Life to Years’ และคณะกรรมการอำนวยการวันอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข มีมติใช้คำขวัญเป็นภาษาไทยว่า ‘ให้ความรัก พิทักษ์อนามัย ผู้สูงวัยอายุยืน’ ในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2525 โดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายน เป็น ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’

นอกจากนี้แล้วรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังได้เลือก ‘ดอกลำดวน’ เป็นดอกไม้ประจำวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวในสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ลำดวนเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น มีใบเขียวตลอดทั้งปี ให้ร่มเงา และดอกมีสีนวล มีกลิ่นหอม กลีบไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเสมือนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้คงคุณธรรม เหมือนผู้สูงอายุที่มีวัยวุฒิเป็นแบบอย่างแก่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย และ วันผู้สูงอายุ วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลูกหลานจะเดินทางกลับบ้านเกิด ภูมิลำเนา เพื่อส่งมอบความรักความห่วงใย ให้แก่ผู้สูงอายุที่รอคอยลูกหลานกลับมาเยี่ยมเยียน อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยอย่าง ‘วันสงกรานต์’ อีกด้วย

ที่มา : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2068083

‘สี จิ้นผิง’ พบผู้นำก๊กมินตั๋งที่ปักกิ่ง รื้อสัมพันธ์สองพรรคในรอบ 10 ปี กลายเป็นประธานพรรคคนแรกเยือนในรอบทศวรรษ ชี้สัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันต้องสันติภาพ ย้ำแรงผลักดันฟื้นฟูความยิ่งใหญ่จีน

สีจิ้นผิงพบปะหารือประธานพรรคก๊กมินตั๋งในปักกิ่ง

เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (10 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) พบปะหารือกับเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในกรุงปักกิ่งของจีน

เจิ้งลี่เหวิน ซึ่งได้รับเชิญจากสีจิ้นผิงและคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถือเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋งคนแรกในรอบทศวรรษที่นำคณะผู้แทนเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีน โดยก่อนหน้านี้คณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งได้เดินทางเยือนมณฑลเจียงซูและนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาถึงกรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งหลังผ่านไป 10 ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค รวมถึงความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน และไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวโน้มภาพรวมสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับพลังขับเคลื่อนของชาวจีนทั้งสองฝั่งในการรวมเป็นหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างต้องการสันติภาพและความสงบ ความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบที่ปรับปรุงดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สิ่งนี้คือความรับผิดชอบที่ทั้งสองพรรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองพรรคมาทำงานร่วมกันด้วย

ที่มา : Xinhua

'สงกรานต์' ลุยเวทีโลก!! เติบโตสู่วงการวัฒนธรรม จัดในหลายประเทศทั่วภูมิภาค กลายเป็นประสบการณ์ต้องสัมผัส ตั้งเป้าขยายสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เทศกาลสงกรานต์ในปี 2026 ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยไม่ใช่แค่เทศกาลประจำชาติของไทย แต่กลายเป็น "ตัวหลักในเกมวัฒนธรรม" ที่เติบโตคู่ขนานกับเทศกาลใหญ่ระดับโลกอย่าง Oktoberfest และ Holi ปีนี้ Songkran ถูกจัดซ้ำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และยุโรปหลายเมือง กลายเป็นพื้นที่สื่อสารสากลโดยไม่ต้องแปลภาษา ด้วยบรรยากาศความสนุกที่หลอมรวมคนจากทั่วโลก

สื่อระดับโลกเช่น CNN, BBC และ Reuters รายงานถึง Songkran ไม่เพียงแค่ในแง่ของความสนุกสนาน แต่ยังชี้ให้เห็นพลัง Soft Power และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นระบบด้วย อย่างไรก็ตาม Reuters ยังชี้ประเด็นความปลอดภัยและการบริหารจัดการฝูงชน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของเทศกาลระดับโลกที่ต้องเผชิญ

Songkran เป็นส่วนหนึ่งของ "ฤดูกาลแห่งน้ำ" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยร่วมกับลาว พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียจัดงานในรูปแบบวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน นักท่องเที่ยวเริ่มวางแผนเดินทางข้ามประเทศในช่วงเทศกาล สร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่มฤดูกาลท่องเที่ยวระดับโลกให้กับภูมิภาค

แม้แต่ละประเทศแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ แต่ไทยยังคงเหนือกว่าด้วย "scale + authenticity" โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีมาตรฐานงานระดับ World-class ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับความบันเทิงสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศทั่วประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ระดับความดังของ Songkran แต่เป็นวิธีการพัฒนางานให้ "ลึก" และ "ฉลาด" ขึ้นในอนาคต ทั้งการจัดการฝูงชน ความปลอดภัย มาตรฐานสากล และการเล่าเรื่องวัฒนธรรมในมุมมองที่ครบถ้วน หวังต่อยอด Songkran ให้กลายเป็น "ฤดูกาลเศรษฐกิจ" ที่รวมธุรกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมเป็นผู้นำในการกำหนด Narrative ของเทศกาลในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26329123836714070&id=100001294357814&rdid=IZXlHz6i6phAGm7k#

เปิดตำนาน “นางสงกรานต์” ส่องความเหมือนที่แตกต่าง ของ “นางสงกรานต์” ในอุษาคเนย์ ตำนานร่วม ความเชื่อต่าง ในวันปีใหม่ เหมือนกันแค่ไหน ต่างกันอย่างไร

ความเหมือนที่แตกต่างของนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกคนนะคะ​ขอบคุณที่ตามเอย่ามาตลอดและขอบคุณที่เป็นแฟนคลับของ​ THE STATES TIMES ​ กันมาอย่างเหนียวแน่นตลอดปีที่ผ่านมา​  ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันปีใหม่ไทย​และแต่ละปี​ เราก็จะมีนางสงกรานต์ออกมาไม่ซ้ำกัน​เลย​ แต่เอาเป็นว่าเอย่าจะมากางความเชื่อเรื่องนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์มาให้ทราบกันดีกว่าว่าจะมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจากประเทศสายเคลมอย่างแสกมโบเดีย​เฮ้ย​กัมพูชา​เพื่อนบ้านสายเคลมของเรา​  ก็อย่างที่ทราบกันนะคะว่าเขาพยานามเปลี่ยนชื่อเทศกาล​ จอลชนัมทเมย​ซึ่งแปลว่าปีใหม่เป็นสงกรานต์​ แต่ถ้าไม่นับเรื่องเคลมแบบ​ ก๊อป-วาง แล้วละก็​ ฝั่งเขมรเขาก็มีนางสงกรานต์นะคะ​ แต่ชาวเขมรจะเรียกนางสงกรานต์​ แต่จะเรียกว่า​ เทวะตาชนัมทะเม็ย​ ซึ่งแปลว่า​เทพธิดา​ปีใหม่​นั่นเอง​ โดยเทพธิดาปีใหม่ของเขมรจะมี​ 7​องค์​เป็นบุตรีของพระพรหมแบบเดียซกับไทย​โดยแต่ละปี​จะเป็นใคร​  ทรงชุดแบบไหน​ถืออะไร​มาเมื่อไหร่จะมีการระบุชัดเจน​โดยการลงมาจะคำนวณในรูปแบบโหราศาสตร์เขมร​ที่จะต่างจากไทย​ โดยชาวเขมรจะมีการจัดโต๊ะสักการะบูชาต้อนรับ​ ซึ่งจะไม่ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับการทำนายเหมือนไทย​ แต่ในปีนี้เอย่าก็ไม่รู้นะว่าจะเหมือนไหม​เพราะเห็นว่าจะก๊อป-วางทุกเทศกาลจากไทยแล้ว

ส่วนในประเทศลาว​ นางสงกรานต์แทบจะเหมือนไทยเลย​ แต่ทางลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับนางสงกรานต์เท่าไร​ แต่ให้ความสำคัญเรื่องพิธีกรรมทางศาสนามากกว่า

ส่วนในพม่า​งานสงกรานต์พม่าหรือตะจ่านก็มีนางสงกรานต์เช่นเดียวกัน​  ตำนานนางตะจ่าน​จะกล่าวถึง​ธิดาของพรหม เหมือนกัน ซึ่งโยงกับตำนาน ท้าวกบิลพรหม เช่นเดียวกับไทย​ แต่ไม่ได้มีการกล่าวว่ามี​ 7​องค์แต่อย่างใด​ โดยบางตำนานกล่าวว่า​นางตะจ่านเป็นลูกของพรหมหลายองค์​ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การดูแลเศียรของพรหม​ ดังนั้นในพม่าจะเรียกนางตะจ่านว่า​ ​ติง-จาน มิน-ทะ-มี-มยา​ซึ่งแปลว่า​เจ้าหญิงตะจ่านนั่นเอง

ชาวพม่าในช่วงตะจ่านจะให้ความสพำคัญกับ​ เทพตะจะเมง หรือ​พระอินทร์​มากกว่า​ เพราะเป็นเทพที่ลงมายังโลกมนุษย์ในช่วงปีใหม่​เพื่อมาดูว่าใครทำดี​ทำชั่ว​ เหมือนเป็นผู้บันทึกกรม​นั่นทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเข้าวัด ทำบุญในช่วงนี้มากเช่นเดียวกับวันสำคัญทางศาสนา

และนี่คือความเหมือนที่แตกต่างเกี่ยวกับนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์ของเรา​สวัสดีปีใหม่ทุกคนคะ

ที่มา : AYA

‘เมโลนี’ ปะทะ ‘ทรัมป์’ นายกฯ อิตาลีปฏิเสธช่วยสงคราม ทรัมป์ขู่ตอบโต้ไม่สนับสนุน เมโลนีค้านโจมตีเลบานอน ระงับข้อตกลงกลาโหมกับอิสราเอล

 

นายกฯหญิงของอิตาลี เมโลนี กลายเป็นปัญหาใหม่ของ ปธน.ทรัมป์ —  นี่คือวิธีที่เธอ “เล่นงานเขา” 

 

ทรัมป์ – “ช่วยสนับสนุนผมในสงครามหน่อย”

เมโลนี – “ไม่ใช่ในทุกกรณี” 

ทรัมป์ – “คุณควรช่วยเรา ไม่อย่างนั้นเราจะจำไว้ และจะตอบโต้ให้สาสม”

อิตาลี –  “ไม่สำคัญ ปฏิบัติการต่ออิหร่านอยู่นอกข้อตกลงทวิภาคี เราไม่สามารถช่วยได้”

ทรัมป์ – “การโจมตีเลบานอนโดยอิสราเอลจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดการหยุดยิง”

เมโลนี – “การโจมตีเลบานอนควรหยุดทันที การกระทำแบบนี้ถือเป็นความตั้งใจยกระดับความขัดแย้ง และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง”

ทรัมป์ – “สมเด็จพระสันตะปาปาทำหน้าที่ได้ไม่ดี”

เมโลนี – “หยุดกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาแบบนี้”

ทรัมป์ – “เนทันยาฮูเหมือนพี่ชายของผม”

เมโลนี – “ฉันกำลังระงับข้อตกลงด้านกลาโหมกับอิสราเอล”

 

และตอนนี้ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์ โดยเรียกเมโลนีว่า “รับไม่ได้” และบอกว่าเธอจะต้องชดใช้ที่ไม่สนับสนุนเขา

ที่มา : Jaroensook Pone

อิตาลีเปิดเกมใหญ่! ผนึก 3 เมืองใหญ่ มิลาน-ตูริน-เจนัว เสนอตัวชิงเจ้าภาพโอลิมปิก 2036 เป้าหมายปี 2036 ใช้สนามเก่าเป็นหลัก รองรับแคว้นต่างๆ พร้อมดันแผนเต็มที่

อิตาลีเริ่มเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ปี 2036 หรือ 2040 โดยวางแผนใช้ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้แก่ เมืองตูริน มิลาน และเจนัว เป็นสถานที่จัดการแข่งขันหลัก

นายกเทศมนตรีของสามเมืองนี้ ได้แก่ 'ซิลเวีย ซาลิส' (เจนัว), 'สเตฟาโน โล รุสโซ' (ตูริน) และ 'จูเซปเป ซาลา' (มิลาน) ร่วมมือกันต่อยอดหลังความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพฤดูหนาวโอลิมปิก "มิลาน คอร์ติน่า 2026" โดยเริ่มต้นหารือกับแคว้นต่างๆ เช่น ลอมบาร์ดี ปิอามอนเต และลีกูเรีย ก่อนนำเรื่องสู่คณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี รัฐบาล และภาคส่วนกีฬาต่างๆ โดยใช้ปี 2036 เป็นเป้าหมายหลัก และปี 2040 เป็นทางเลือก

แผนงานเน้นใช้สนามกีฬาเดิมในมหาวิทยาลัยและพื้นที่จัดนิทรรศการที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างใหม่จำนวนมาก ขณะที่นครหลวงกรุงโรมก็มีแนวคิดเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นกัน ด้านนายกเทศมนตรีมิลานกล่าวถึงรูปแบบการแข่งขันว่า "นี่เป็นศึกดาร์บี้แมตช์กับโรมหรือเปล่า ก็คงไม่ เพราะทางโรมก็มีสิทธิ์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าโครงการไหนแข็งแกร่งกว่า"

ด้านการแข่งขันเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2036 ยังเปิดกว้าง มีผู้สนใจจากหลายชาติได้แก่ กาตาร์ เยอรมนี อินเดีย ตุรกี แอฟริกาใต้ ชิลี และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลกครั้งนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10210896

ฮุน มาเนต มาแปลก!! ผ่อนคลายความตึงไทย–กัมพูชา หันเจรจาทวิภาคีมากขึ้น ลดบทศาลโลก เปิดทางสันติวิธี ยังสงวนสิทธิยกระดับข้อพิพาท

ฮุน มาเนต เปลี่ยนหมากชายแดน ลดบทศาลโลก หันโต๊ะเจรจาไทย ทั้งที่ไทยยืนกรอบทวิภาคีมาตั้งแต่ต้น

วันที่ 16 เมษายน 2569 สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปรับท่าทีสำคัญต่อแนวทางแก้ไขข้อพิพาทชายแดน โดยหันมาให้น้ำหนักกับการเจรจาแบบทวิภาคีกับไทย มากกว่าการเดินหน้าใช้กระบวนการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก

รายงานจาก Phnom Penh Post ระบุว่า การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยผู้นำกัมพูชามองว่า การพูดคุยโดยตรงระหว่างสองประเทศเป็นแนวทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีขั้นตอนซับซ้อน

ท่าทีใหม่นี้นับว่าใกล้เคียงกับจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาชายแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและการทูตโดยตรงระหว่างสองประเทศ มากกว่าการยกระดับข้อพิพาทไปยังเวทีระหว่างประเทศ จึงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มมีจุดร่วมทางนโยบายมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

ฮุน มาเนต ระบุว่า หากช่องทางการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชายังเปิดอยู่ ก็ควรใช้กลไกดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียด และลดโอกาสการเผชิญหน้าในพื้นที่อ่อนไหวตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นเปราะบางที่ยืดเยื้อมายาวนาน อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงสงวนสิทธิที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ หากสถานการณ์บานปลายหรือเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชายังเปิดทางเลือกสำรองในการยกระดับประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สะท้อนว่าแม้จะหันมาเน้นโต๊ะเจรจาเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่ปิดประตูต่อการใช้กลไกระหว่างประเทศ หากเห็นว่าจำเป็น

การเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “พลิกเกม” ทางการทูตของกัมพูชา และอาจช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเริ่มคลี่คลายมากขึ้นในระยะสั้น แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการเจรจา และความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการบริหารจัดการประเด็นอ่อนไหวเรื่องเขตแดนและทรัพยากร ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ที่มา : ปราชญ์ สามสี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top