Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

“ดีพร้อม” ลุยขนมขบเคี้ยว ชู ‘‘ครีเอทีฟ สแน็ค’’ ดันอุตสาหกรรมไทยโต ผสานแปลงร่างวัตถุดิบเกษตร ทุบตลาดขนมสุขภาพ โชว์ ‘‘กล้วยหอมทองป๊อป’’ ครองใจตลาดเอเชีย มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสตลาดต่างประเทศ

ดีพร้อม ชู ‘ครีเอทีฟ สแน็ค’ ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ พร้อมโชว์ ‘คริสปี้ พรีม กล้วยหอมทองป๊อบ’ แบรนด์ขนมไทยครองใจตลาดเอเชีย

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “DIPROM Creative Snack” พลิกโฉมขนมขบเคี้ยวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมแข่งขันท่ามกลางตลาดขนมขบเคี้ยวโลกที่มีมูลค่ากว่า 22.98 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่

ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีศักยภาพ ภายใต้กระแสและเทรนด์ต่าง ๆ ที่น่าจับตาพร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “กล้วยหอมทองป๊อบ” ขนมที่สร้างสรรค์จากผลผลิตเกษตรไทยที่สามารถเจาะตลาดเอเชียได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพของขนมขบเคี้ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลก

​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

​ “เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

​นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

​โดยโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

​ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

​“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

​ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

​“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

​สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

​นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

ชี้ทางรอด “เชื่อมระบบ” ดันเศรษฐกิจจริง ดร.มนธ์สินี เสนอเร่งโครงสร้าง AI หนุนท่องเที่ยว การเงิน บริการรัฐ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เสนอไทยเร่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อ AI ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยว การเงิน และบริการสาธารณะ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ภูเก็ต — ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล เปิดเผยในงาน InnoAI Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันในสนามการลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในอีกมิติหนึ่ง คือการพัฒนา “โครงสร้างเชื่อมต่อ” ที่ทำให้ AI สามารถใช้งานได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการของประเทศ

โดยในการประชุมดังกล่าว ดร. มนธ์สินี ได้ทำหน้าที่ Chair การประชุม Keynote Session และกล่าวเปิดเวที พร้อมนำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระดับโลก อาทิ Google DeepMind และ JPMorgan ที่เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ on-site และ online

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า แม้โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI models ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักขององค์กรและประเทศจำนวนมากยังอยู่ที่การทำให้ AI เชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบงาน และ workflow ที่มีอยู่ได้จริง

“คอขวดของ AI วันนี้ไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือการเชื่อมต่อ หาก AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบจริงได้ การนำไปใช้จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับทดลอง” ดร. มนธ์สินี กล่าว

แนวทางที่เสนอคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน “ชั้นการเชื่อมต่อ” หรือ interoperability layer ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ AI สามารถทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และขยายผลได้ในระดับประเทศ แทนการลงทุนแข่งขันในทุกชั้นของ global AI stack

สำหรับภาคเศรษฐกิจจริง แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI ไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์สินเชื่อและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำขึ้น ภาคสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ รวมถึงภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เป็น “sandbox” ในการทดลองและขยายผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น

ในมิติของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แนวคิดนี้อาจช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งการใช้ AI ในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านการลงทุนโมเดลกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนจาก “model race” ไปสู่ “integration race” ซึ่งเป็นการแข่งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานในระบบจริงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ประเทศที่ได้เปรียบในโลก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้ AI เชื่อมกับระบบ ข้อมูล และบริการจริงได้ดีที่สุด” ดร. มนธ์สินี กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนา AI ในระดับประเทศยังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้!! ราคาปุ๋ยยูเรียสูงสุดในรอบ 43 เดือน สงครามอิหร่านผลักดันราคาปุ๋ย ไทยพึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 55% กระทบข้าวนาปีลดลง 21% พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งจากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%

ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%

คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1301891555373807&id=100066589243207&rdid=WEDr0ruFWRYAbunw#

รัฐบาลจ่อกู้ 5 แสนล้าน!! “ปกรณ์” ชี้จำเป็นเร่งด่วน เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สู้วิกฤตซับซ้อนราคาพลังงานสูง คุมสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกระทบเกษตร

"ปกรณ์" รับรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณสามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152525?fbclid=IwY2xjawRSrSlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFnc2VxSWNESUoxZHg4TEVyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHv2-1RY_Uu0DYLjepFn6uWrolHTWJ9_qKRPpP4V-Es-jGJWDB3-kS9ek0ME2_aem_hdHsuzmgJvPbxFMFpDG1qg

ทุนการศึกษาสองแผ่นดิน โครงการพระราชทานหนุนแลกเปลี่ยน ไทย-จีนจับมือส่งนักศึกษาไปเรียน เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างอนาคต เสริมสัมพันธ์การศึกษาตลอดปี 2569

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองชาติ

เมื่อไม่นานนี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษาประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก (8 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีนในปี 2025 และจะส่งนักศึกษาชุดสอง (18 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นเวลา 2 เดือนในวันที่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดสาม (ราว 20 คน) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือและมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย

ที่มา : Xinhua

พลังงานไทยลุ้นราคาปรับ!! สถานการณ์ตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบตลาดโลก น้ำมันในประเทศสำรอง 110 วัน กองทุนติดลบ 6.2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงเตือนและเข้ายึด        เรืออิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน 2569 แม้สหรัฐฯ จะส่งตัวแทนไปเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในวันนี้ (20 เมษายน 2569) แต่อิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม หากสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งหากอิหร่านเมินข้อตกลง ความโกลาหลนี้สร้างความกังวลว่าวิกฤตอุปทานพลังงานโลกอาจลุกลามสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดในวันนี้พุ่งสูงขึ้น     โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5 - 8% (จากราคาปิดก่อนหน้า 90.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) และ WTI พุ่งขึ้นราว 4 - 7% (จากราคาปิดก่อนหน้า 83.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในช่วงนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 46.95 - 87.18 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.29 – 117.91 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ติดลบ 62,046.64 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

ถอดรหัส BRN !! เครือข่ายความรุนแรงชายแดนใต้ กับเป้าหมายเฉือนแผ่นดินไทย เกมแบ่งแยกปลายด้ามขวาน เขย่าความมั่นคงไทยไม่สิ้นสุด

BRN ขบวนการเฉือนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
ร่วมผลักดันความเถื่อนโดยพรรคล้มล้างสถาบัน  

นับได้เกิน ๖๐ ปีแล้วในวันนี้ ที่ “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี" หรือ “BRN” ก่อกำเนิดขึ้นมา และได้แทรกซึมอาศัยอยู่ปลายด้ามขวานทองมาช้านาน เป็นขบวนการที่ใช้ “แนวคิดทางศาสนา” ควบคู่กับ “ชาตินิยมมลายู” วางกับดักเอาไว้เพื่อล่อแนวร่วม ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล และมีโครงสร้างของการจัดตั้งเข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ "RKK" หรือหน่วยรบขนาดกะทัดรัด ที่เคลื่อนไหวเร็วในท้องถิ่น
เจตนาของ “BRN” ไม่ใช่แค่สร้างความวุ่นวาย แต่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือการแบ่งแยกตัวออกเป็นเอกราช ต้องการสถาปนา "รัฐปัตตานี" หวังให้เป็นรัฐอิสระที่จะ “ปกครองตนเอง” มีพฤติกรรมไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจการปกครองของรัฐไทย

ยุทธศาสตร์ของ “BRN” มักใช้การต่อสู้แบบ “สงครามกองโจร" และการทำ "สงครามจิตวิทยา" โดยใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถควบคุมจัดการได้ ยังมีการจัดตั้งมวลชนแทรกซึมเข้าไปในโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ หรือชุมชน เพื่อสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน สร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม เพื่อทำลายความสามัคคีในท้องถิ่น ส่วนนี้จะมีแนวทางคล้าย “พรรคส้มหลอกเด็กสามกีบ” ให้ไม่เคารพพ่อ แม่ และครูอาจารย์

วาทกรรมปลอม ๆ ที่ “BRN” ใช้ปลุกระดมก็คือ “ไทยยึดครองปัตตานีจากมาเลเซีย” คำกล่าวนี้คือประวัติศาสตร์เท็จ หรือ “มลายูต้องอยู่ประเทศมาเลเซีย” ที่เรามักได้ยิน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ที่จริงของจริงคือ “ชาติพันธุ์มลายู” อยู่ประเทศไทยก็ได้ และสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยไม่จำเป็นต้อง “แบ่งแยกแผ่นดิน” ออกจากประเทศไทย

แนวคิดขายฝันหลอกผู้คน โดยเอา “รัฐปัตตานี” มาล่อ ถือเป็นการ “แยกปลาออกจากน้ำ” เพื่อปลุกระดมหาแนวร่วมอ่อนต่อโลก ไม่ต่างจากนโยบาบของ “พรรคล้มสถาบัน” ที่หลอกคนรุ่นใหม่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องล้มล้างทำลายสถานเดียวประเทศไทยถึงเจริญ 
“BRN” กับ “พรรคสามกีบ” จึงแยกกันไม่ออก ต่างมีแนวคิด และนโยบายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไม่ต่างกัน

องค์การก่อการร้าย ตัว Top คือ NGO และ NED ที่มีสหรัฐ และยุโรป หนุนหลัง ที่มีเศรษฐี การเงิน จอร์จ โซรอส และ ตระกูลรอธส์ไชลด์ (ยิว) อยู่เบื้องหลัง
 
เจ้าของเงินทำลายประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ในรูปพรรคการเมือง ที่มี BRN ฝังตัวอยู่ในพรรคสารส้มรวมถึงเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนก่อการร้ายตามชายแดน

โดย แจ็ค รัสเซล

กรมพัฒนาฝีมือฯ ลุยอบรม ชวนเด็กจบใหม่ฝึกโลจิสติกส์สินค้าอันตราย อบรมฟรี 50 คน เน้นตลาดแรงงาน CLMVT สอนมาตรฐานสากล รับรองมีงานทันที เพิ่มทักษะเฉพาะทาง เสริมรายได้ดี

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย

รัสเซียกักตัวชาวอิสราเอล!! สนามบินมอสโกควบคุมตัว 40 ราย สอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม บังคับตรวจโทรศัพท์ก่อนปล่อยตัว อิสราเอลประณาม "ยอมรับไม่ได้"

สถานการณ์ตึงเครียด! รัสเซียกักตัวและสอบสวนชาวอิสราเอล 40 ราย ณ สนามบินในมอสโก

มีรายงานความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สนามบินโดโมเดโดโว กรุงมอสโก หลังจากทางการรัสเซียควบคุมตัวชาวอิสราเอลประกอบด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือน รวม 40 คน เพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันทีที่เดินทางถึงรัสเซีย

สรุปข้อเท็จจริงจากรายงานข่าว

-มาตรการควบคุมตัวที่เข้มงวด

กลุ่มชาวอิสราเอลถูกกักตัวไว้นานกว่า 5 ชั่วโมง โดยรายงานระบุว่าไม่ได้รับความสะดวกด้านอาหาร น้ำดื่ม และการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย

-ประเด็นการสอบสวนและข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่รัสเซียตั้งคำถามเชิงรุกและกล่าวหาผู้ถูกกักตัวเกี่ยวกับประเด็นการก่ออาชญากรรมสงครามในพื้นที่ความขัดแย้ง ทั้งในกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน

-การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล

มีการบังคับให้ผู้เดินทางปลดล็อกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง

-เงื่อนไขก่อนการปล่อยตัว

ผู้ถูกกักตัวทั้งหมดต้องลงนามในเอกสารคำเตือนว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล หรือละเมิดกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย

ท่าทีจากอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ตอบโต้เหตุการณ์นี้ทันที โดยระบุว่าการกระทำของทางการรัสเซียเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

:RussiaNews

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276376894650668/?rdid=4seiI1u67ImWjb7t#

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top