Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

ZEEKR ลุยตลาดฟลีท ส่งมอบ ZEEKR 7X ยกระดับเดินทางพรีเมียม ร่วมผลักดันพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์เดินทางองค์กร

ZEEKR เดินเกมรุกธุรกิจฟลีทอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบ ZEEKR 7X แก่ลูกค้าองค์กร

สู่มาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม

(กรุงเทพฯ) 21 เมษายน 2569 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ส่งมอบ ZEEKR 7X ให้แก่ SIXT Thailand ผู้ให้บริการรถเช่าและรถเช่าพร้อมคนขับชั้นนำของโลก เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการในรูปแบบฟลีท (Fleet Business) อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย และที่มากกว่าภาพลักษณ์คือความเข้าใจที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

ZEEKR เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนยานพาหนะสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ZEEKR ได้เริ่มการบริการฟลีทครั้งแรกด้วยการส่งมอบ ZEEKR X ให้แก่ SIXT Thailand ในปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการให้บริการเช่ารถระดับพรีเมียม และส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำในตลาด EV ระดับหรูในไทย ซึ่งจากปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับเปลี่ยนผ่านการไปสู่พลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจขนส่งขององค์กรมากขึ้น

ZEEKR 7X เป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบ ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิดที่ผสานสมรรถนะขั้นสูง เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายเหนือระดับ และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับส่งผู้บริหารระดับสูง การให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียม หรือการใช้งานในองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ชั้นสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ZEEKR 7X จึงไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่เป็น “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง

การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำที่มีต่อ ZEEKR ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ชู Mobility Ecosystem ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ รองรับคู่ค้าแบบฟลีทในอนาคต

นั่นคือการเชื่อมรถ–พลังงาน–ดิจิทัล–บริการ เพื่อขานรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังก้าวสู่ยุคของการยึดโยงทุกมิติของการเดินทางและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานจาก “Product-Based” สู่ “Experience-Based” โดย ZEEKR มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล ไปจนถึงบริการหลังการขายและบริการด้านไลฟ์สไตล์ สู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) เพื่อเตรียมรองรับลูกค้ากลุ่ม Fleet และการสร้างพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืน การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในรูปแบบ Fleet ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรในระดับสากล ZEEKR จึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตแห่งการคมนาคมที่สะอาด ชาญฉลาด และยั่งยืน

จีนลุยซ้อมรบร่วม!! เตือนญี่ปุ่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ อย่าเล่นกับไฟ ซ้อมรบ Balikatan ญี่ปุ่นร่วมซ้อมเพิ่มความตึงเครียด จีนชี้อาจทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

จีนเตือน ญี่ปุ่น สหรัฐ และฟิลิปปินส์ ว่าอย่า “เล่นกับไฟ” หลังทั้ง 3 ประเทศเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2026

จีนไม่พอใจการซ้อมรบ Balikatan ซึ่งจัดโดยฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ และปีนี้มี กองกำลังญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

โฆษกการต่างประเทศจีน Guo Jiakun กล่าวว่าการรวมกลุ่มด้านความมั่นคงเช่นนี้ “เหมือนเล่นกับไฟ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”

จีนมองว่าการจับมือทางทหารของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเป็นการเพิ่มความตึงเครียด และอาจกระทบเสถียรภาพในเอเชียแปซิฟิก

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การซ้อมรบนี้สะท้อนว่า ฟิลิปปินส์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น ท่ามกลางข้อพิพาททะเลจีนใต้

การเข้าร่วมของญี่ปุ่น แสดงถึงการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 3 ประเทศ

จีนตอบโต้ทางวาทกรรมเพื่อส่งสัญญาณคัดค้านการล้อมเชิงยุทธศาสตร์

 

ที่มา : https://globalnation.inquirer.net/319117/china-warns-ph-us-japan-vs-playing-with-fire-over-joint-drills?utm_source=chatgpt.com&fbclid=IwY2xjawRT4vJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDMElUUDY4ZTFzV0tJTEFJc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHk6QJBzXnb4abcmA1CmPVpNNycouwKcoE1fpELN7Zet0QnDzeQSe_7q6sQQr_aem_ezj3GE8PFcMGW3CekjW7Nw

 

https://www.facebook.com/100044191668273/posts/1513981480084893/?rdid=CCu2m0Pz6YRlFalV#

เกษตรกรจีนลุยดิจิทัล!! พลิกโฉมเมืองชิงหยาง ฝึก AI ไลฟ์สดขายสินค้า ยอดอีคอมเมิร์ซพุ่ง 6.91 พันล้าน ผสานพลังคลาวด์สร้างรายได้ใหม่

“เกษตรกรสายโค้ด” พลิกโฉมการไลฟ์ขายของบนที่ราบสูงดินเหลือง

ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

ณ เมืองชิงหยาง มณฑลกานซู การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ถักทอร่วมกันระหว่าง “ผืนดินสีเหลือง” กับ “พลังแห่งการประมวลผล” กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ เหล่าเกษตรกรที่เคยหลังขดหลังแข็งทำไร่ไถนา รวมถึงกลุ่มแม่บ้านที่เคยคลุกคลีอยู่แต่ในครัว ได้สลัดภาพจำเดิม ๆ สู่ตัวตนใหม่สุดล้ำในฐานะ “เกษตรกรสายโค้ด” นักขายออนไลน์มือโปร

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องอบรมรวมของสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เมืองชิงหยาง จะเห็นภาพผู้คนนั่งกันจนเต็มทุกที่นั่ง เพื่อเข้าฟังการบรรยายเรื่องการไลฟ์สดด้วยระบบ AI และอีคอมเมิร์ซอัจฉริยะ ตั้งแต่เทคนิคการคัดเลือกสินค้า การวางแผนเนื้อหา ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริงกับระบบไลฟ์สดผ่านมนุษย์เสมือน ซึ่งองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงเหล่านี้กำลังเข้ามาพลิกนิยามในการสร้างเนื้อสร้างตัวบนแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เมืองชิงหยางจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องมือ AI สุดล้ำอย่างสตรีมเมอร์เสมือน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากพลังการประมวลผลที่มีต้นทุนและความหน่วงต่ำของศูนย์ประมวลผลข้อมูลแห่งชาติเมืองชิงหยาง ภายใต้อภิมหาโปรเจกต์ “Eastern Data and Western Computing” (ข้อมูลตะวันออก ประมวลผลตะวันตก) ซึ่งช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ประหยัดลง โมเดลการทำงานแบบครบวงจรที่ผสานระหว่าง “ขุมพลังประมวลผลท้องถิ่น + การประยุกต์ใช้ AI + การบ่มเพาะบุคลากร” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของศูนย์กลางการประมวลผลในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เมืองชิงหยางมียอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซสูงถึง 6.91 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการค้าปลีกออนไลน์ถึง 3.271 พันล้านหยวน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 12.7% ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เมืองชิงหยางได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซให้บุคลากรไปแล้วกว่า 2,000 คน นับเป็นการวางรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากวิถีเดิมที่ “ทำไร่ไถนา” สู่ทักษะใหม่ในการ “ไลฟ์ขายของ” และจากชีวิตที่เคยต้อง “พึ่งพาฟ้าฝน” สู่การ “สร้างความมั่งคั่งด้วยพลังประมวลผล” เหล่า “เกษตรกรสายโค้ด” รุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศเข้าด้วยกันผ่านขุมพลังของอัลกอริทึม โดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์เป็นสะพานส่งต่อของดีจากดินแดนที่ราบสูงดินเหลืองออกสู่ตลาดที่กว้างไกลกว่าเดิม

ที่มา: ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

เปิดศึก 2 ช่องแคบ!! สองช่องแคบสะเทือนโลก ‘ฮอร์มุซ’ คุมพลังงาน และ ‘มะละกา’ คุมการค้าเอเชีย คอขวดโลกที่หากสะดุด ราคาพลังงานสะเทือนทั้งระบบ

เปรียบเทียบ "ช่องแคบฮอร์มุซ vs ช่องแคบมะละกา" สองช่องแคบที่กุมชะตาพลังงานโลก

​1. ตำแหน่งที่ตั้ง (Geography)

ช่องแคบมะละกา: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศไทย (ปากทางเข้าช่องแคบฝั่งแหลมมลายูเริ่มต้นที่จังหวัดสตูล) มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

​ช่องแคบฮอร์มุซ: ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านและโอมาน

​2. มิติและขนาด (By the Numbers)

​ช่องแคบมะละกามีความยาวและกว้างกว่า แต่มีจุดที่แคบกว่ามาก:

-​จุดที่แคบที่สุด: มะละกาแคบเพียง 2.8 กม. ในขณะที่ฮอร์มุซกว้าง 39 กม.

-​ความยาว: มะละกายาว 900 กม. ส่วนฮอร์มุซยาว 167 กม.

-​จุดที่กว้างที่สุด: มะละกากว้าง 250 กม. ส่วนฮอร์มุซกว้าง 97 กม.

​3. การขนส่งน้ำมันและพลังงาน (Oil & LNG)

-​น้ำมันดิบ: มะละกาคือแชมป์โลก ขนส่งน้ำมันถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สถิติครึ่งปีแรก 2025) ส่วนฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาร์เรล

-​ก๊าซธรรมชาติ (LNG): ในขณะที่น้ำมันดิบยังมีท่อส่งข้ามแผ่นดินหรือเรือวิ่งอ้อมไปทางอื่นได้บ้าง แต่ ก๊าซ (LNG) มีความเปราะบางกว่ามาก:

-ผูกขาดโดยฮอร์มุซ: 20% ของก๊าซ LNG ที่คนทั้งโลกใช้กันอยู่ "ต้องผ่านฮอร์มุซเท่านั้น" เพราะกาตาร์กับยูเออีผลิตก๊าซจากในอ่าวเปอร์เซีย แล้วไม่มีท่อส่งก๊าซข้ามแผ่นดินไปที่อื่นเลย

-มะละกาเป็นแค่ทางผ่านรอง: ตัวเลขการขนส่ง 9.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตที่มะละกา น้อยกว่าฮอร์มุซ เพราะก๊าซบางส่วนที่ผ่านฮอร์มุซอาจจะถูกส่งไปยุโรปหรืออินเดีย ไม่ได้วิ่งผ่านมะละกาทั้งหมด

​4. ปริมาณการจราจรทางน้ำ (Traffic)

มะละกา: เป็นช่องแคบที่การจราจรคับคั่งที่สุดในโลก ในปี 2024 มีเรือผ่านถึง 94,301 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่

ฮอร์มุซ: มีเรือผ่านเฉลี่ย 138 ลำต่อวัน หรือประมาณ 50,000 ลำต่อปี

​5. ความสำคัญต่อทวีปเอเชีย (Asia’s Reliance)

​เอเชียพึ่งพาพลังงานจากทั้งสองจุดนี้อย่างมหาศาล:

​จีน: นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบมะละกาถึง 48%

​กลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่: จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมกันแล้วนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 69%

​6. ภัยคุกคามและความเสี่ยง (Threats)

​ทั้งสองแห่งเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน:

มะละกา: เผชิญกับปัญหา โจรสลัด, ร่องน้ำตื้น และ ความเสี่ยงในการเฉี่ยวชน เนื่องจากปริมาณเรือที่หนาแน่นมาก

ฮอร์มุซ: เผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ถูกปิดกั้นโดยอิหร่านด้วยการวางทุ่นระเบิดและการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ภายหลังการโจมตีจากสหรัฐฯ-อิสราเอล

​สรุป:

​"มะละกาขนส่งทุกอย่าง (สินค้าและน้ำมัน) ส่วนฮอร์มุซขนส่งพลังงานเป็นหลัก" ทั้งสองจุดคือ "คอขวด" ที่หากเกิดปัญหาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานของคนทั้งโลกทันที

ด้วยบทเรียนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากนี้ เราจะเห็นความพยายามของหลายๆชาติในการกระจายความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง วิธีการขนส่ง แหล่งผลิตและตลาด รวมถึง disruption ที่ทำให้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเข้ามามีอิทธิพลและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/100014678801196/posts/2362859464213324/?rdid=z9XlVYe9dFHb5H5Y#

อ้างอิง : asiancenturypodcast, EIA, IEA

FM เดินหน้าปั้นอนาคตใหม่!! อัปเกรดองค์กรสู่โซลูชันอาหารคุณภาพสูง เพิ่มพอร์ตไก่มูลค่าสูง-เพ็ทฟู้ด หนุนกำไรโตแกร่ง ดันกำไรทะลุพันล้าน

FM กางโรดแมป JUMP+ รุกขยายตลาดไก่แปรรูปปรุงสุก-อาหารสัตว์เลี้ยง

ปักธงรายได้แตะหมื่นล้าน-กำไรทะลุพันล้านบาท ภายในปี 2571

‘บมจ.ฟู้ดโมเม้นท์’ หรือ FM ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ใน 3 ปีข้างหน้า (2569 – 2571) ชู 4 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโต มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก (CAV) ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูง ควบคู่การขยายธุรกิจไก่ดิบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เพื่อสร้าง New S-Curve และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ปักธงรายได้ปี 2571 ทะลุ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท พร้อมชูแผนยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงรอบด้านเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ดุษฎีโหนด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ FM ผู้นำการพัฒนาอาหารแปรรูปปรุงสุกจากเนื้อไก่ (CAV Products) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้วางโรดแมปการดำเนินงานช่วง 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ภายใต้แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

          1.) สร้างการเติบโตผ่านการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุกที่มีมูลค่าเพิ่ม (CAV) และมีอัตรากำไรสูง เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Retail, Food Service และ Quick Service Restaurant  รวมถึงการรักษาและรุกตลาดศักยภาพโดยเฉพาะญี่ปุ่น ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมร่วมกับลูกค้าในสหภาพยุโรป และขยายสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ แคนาดา ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว โดยจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ผลิตวัตถุดิบไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายอัตรากำไรขั้นต้น

          2.) ขยายธุรกิจไก่ดิบ (Raw Meat) ให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจ CAV และขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Food Service และ Industrial ตลอดจนเพิ่มยอดขายชิ้นส่วนไก่ประเภทต่างๆ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบโดยรวมสร้างการเติบโตใหม่ๆ  

          3.) ขยายธุรกิจใหม่โดยการต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ภายใต้บริษัท เอฟแอนด์เอฟเพ็ทฟู้ด จำกัด เพื่อเร่งขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้าง New S-Curve โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจนภายในปี 2571

       4.) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุน ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในสายการผลิต การใช้เทคโนโลยี Barcode เพื่อบริหารสินค้าคงคลัง และการทำ Solar Farm เพิ่มเติมเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมีแผนการยกระดับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อมุ่งสู่การได้รับการรับรองจาก CAC ภายในปี 2571 รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายสุเมธ มาสิลีรังสี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า FM ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,103 ล้านบาท ภายในปี 2571 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี 12% นับจากปี 2569-2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม ซึ่งมาตรการเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มอัตรากำไร และเสริมความสามารถการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

จีนเร่งสร้างความมั่งคั่งร่วม!! ภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญพักฐาน 10 เขตนำร้อยอัดฉีด GDP กว่า 60% มุ่งเน้นจ้างงานรายได้น้อย สังคมและบริการต้องแข็งแรงขึ้น

ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน : ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

หลิวกล่าวว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

หลิวเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

‘ราเดฟ’ ลุยนำบัลแกเรีย!! ชนะเลือกตั้งรัฐสภาอย่างถล่มทลาย ตั้งพรรค "Progressive Bulgaria" ถึง 44.7% ย้ำเป็นสะพานเชื่อมรัสเซีย คัดค้านส่งอาวุธช่วยยูเครน

ปูตินไม่เคยขาดเพื่อน หลังออร์บาน จากฮังการีจากไป เขาได้ รูเมน ราเดฟ จากบัลแกเรียเข้ามาแทนที่

การเลือกตั้งรัฐสภาครั้งล่าสุดของบัลแกเรียจบลงด้วยชัยชนะชัดเจนของ "รูเมน ราเดฟ" (Rumen Radev) อดีตประธานาธิบดี จากพรรค “Progressive Bulgaria” ซึ่งจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป แม้นักสำรวจคาดว่าเขาจะชนะอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะชนะขาดเช่นนี้ โดยพรรคของราเดฟกวาดคะแนนไปถึง 44.7% ซึ่งคาดว่าจะได้ครองที่นั่งราว 130 จาก 240 ที่นั่ง ในรัฐสภา ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย

"รูเมน ราเดฟ" มีแนวคิดสนับสนุนรัสเซียและปูติน และมักจะวิจารณ์สหภาพยุโรปตลอดเวลา

"ราเดฟ" ปัจจุบันอายุ 62 ปี เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบัลแกเรียเกือบ 10 ปี ก่อนจะลาออกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การเมืองของบัลแกเรียตำแหน่ง "ประธานาธิบดี" เป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" คือผู้ถืออำนาจบริหารสูงสุดที่แท้จริง มีอำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี กำหนดวาระของประเทศ และเป็นตัวแทนหลักในเวทีโลกอย่าง EU และ NATO

นโยบายต่างประเทศที่น่าจับตามอง ของ "ราเดฟ" แม้ว่าเคยประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 แต่คัดค้านการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครน เขายังเรียกร้องให้ฟื้นฟู "ความสัมพันธ์ที่ใช้ได้จริงกับรัสเซีย" บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน จากท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไป ทำให้ยุโรปเฝ้าจับตาราเดฟอย่างใกล้ชิด!

ในสายตาของนักการเมืองยุโรป เขาถูกมองว่าเป็นพวก "ฝักใฝ่รัสเซีย" (Pro-Russian) แต่เขาโต้แย้งว่า นั่นมันคือการมองโลกตามความเป็นจริง โดยระบุว่า "เราเป็นสมาชิก EU เพียงประเทศเดียวที่เป็นทั้งชาวสลาฟและนับถือออร์ทอดอกซ์ตะวันออก เราสามารถเป็นตัวเชื่อมสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียได้"

นโยบายด้านพลังงาน เขาเรียกร้องให้กลับมานำเข้าสินค้าจากรัสเซียอีกครั้ง แม้จะขัดกับมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU)

จุดยืนต่อสหภาพยุโรป (EU) : ราเดฟถูกมองว่าเป็นพวก "ตั้งคำถาม" ใส่ยุโรปอยู่เสมอ:

เขาวิจารณ์นโยบายพลังงานสะอาด โดยมองว่ายุโรปตกเป็นเหยื่อของความทะเยอทะยานที่อยากเป็นผู้นำทางศีลธรรมจนเกินไป

คัดค้านการใช้เงินยูโร เขาโจมตีนักการเมืองรุ่นก่อนที่นำเงินยูโรมาใช้โดยไม่ถามประชาชน และย้ำให้ประชาชนจำไว้เมื่อเห็นบิลค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันว่าบัลแกเรียจะ "เดินหน้าบนเส้นทางของยุโรปต่อไป" และพร้อมร่วมมือกับพรรคที่ฝักใฝ่ยุโรปในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276641461290878/?rdid=eDJg6YXvuDI27zSP#

รัฐบาลชง 4 แนวทางรับมือพลาสติก เร่งเจรจานำเข้าแนฟทาหลายแหล่ง หนุนลงทุนผลิตและรีไซเคิลพลาสติก เตือนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว ย้ำลดกักตุนควบคุมตลาดพลาสติก

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ‘ระยะสั้น-ยาว’ ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย สถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับใช้ “ผลิตเม็ดพลาสติก” ของไทยยังไม่แน่นอนสูง หลังปะทะตะวันออกกลางยังไม่ยุติ ชี้หากขาดแคลนกระทบราคาสินค้าพุ่งอีกเป็นเท่าตัว แนะรัฐเร่งเจรจาขอนำเข้าแนฟทาจาก “ซาอุฯ โอมาน อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย” ทดแทน แก้ระยะสั้น ส่วนระยะยาว จับมือ BOI หนุนบริษัทต่างชาติมาลงทุนตั้งบริษัทผลิตพลาสติก - รีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีใหม่คือทางออก

รศ. ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับในระยะสั้น-ระยะเร่งด่วน ทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก และโอมาน ซึ่งสามารถใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงประเทศอินเดีย หรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ตาม ทว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่าแม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งแม้จะสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่น หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบจำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพ และอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม และจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท เพราะหอกลั่น หรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งอันนี้ก็เสียหายหนักเลย

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากมีการกลั่นเป็นแนฟทา และผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว แต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นหลักหลายสิบล้านบาท และความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกบวกไปกับราคาขายแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นเลยอย่างน้อย 30 – 40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่เอาเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นบวกไปอีก 60 – 70% และกว่าจะมาถึงผู้บริโภคราคาจะอาจจะขึ้นจากเดิมมาถึงเท่าตัวเลยก็ได้ 100% และถ้ายิ่งมีการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐก็ต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร” รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนระยะยาว ทางรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะต้องเจรจา และออกแบบมาตรการในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นๆ นอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE หรือเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดในการมาทำเป็นพลาสติก ที่สำคัญคือ ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาล และ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้ หรือการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ ตลอดจนควรมีการสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย ซึ่งตัวอย่างที่ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่ๆ” รศ. ดร.ปกรณ์ ระบุ

22 เมษายน ของทุกปี ‘องค์การสหประชาชาติ’ กำหนดให้เป็น 'วันคุ้มครองโลก' หวังให้ผู้คนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เริ่มรณรงค์ในไทยปี 2533

22 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ United Nations Environment Program (UNEP) เพื่อให้ผู้คนบนโลกได้ตระหนักถึงการกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่ริเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกคือ เกย์ลอร์ด เนลสัน สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โดยในปี พ.ศ. 2505 เกย์ลอร์ด เนลสัน ได้ขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หยิบยกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้เห็นด้วย และได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่ม ‘วันคุ้มครองโลก’

ต่อมา เนลสัน ได้ผลักดันให้มีการชุมนุม แสดงความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน ประชาชนชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้พร้อมใจกันชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ซึ่งผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดกำหนดให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) 

สำหรับในประเทศไทย ได้มีการจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากที่ นายสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม อาจารย์และนักศึกษารวม 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่า และตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ของประเทศไทย

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/194596

เกาหลีปั้นทริปฮีลใจ เทรนด์ Wellness Travel โตขึ้น พ็อตก็อตช่วยรีเซ็ตอารมณ์ได้จริง ปูซาน–คยองจูจุดหมายฮีลใจใหม่ ‘วิ่ง–เที่ยว’ ผสมสุขภาพและประสบการณ์

“พ็อตก็อต” ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป

เทรนด์ “เที่ยวฮีลใจ” ดันเกาหลีขึ้นลิสต์ปลายทางยอดนิยม

หลายคนอาจมองว่าการไปชม Cherry Blossom หรือ “พ็อตก็อต” (Beot-kkot) คือ “ทริปถ่ายรูป” แต่ในมุมของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ การเดินทางลักษณะนี้กำลังสะท้อนเทรนด์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “Wellness Travel” หรือการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

งานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่า สีโทนพาสเทลอย่างสีชมพูของพ็อตก็อต สามารถช่วยลดความเครียดและกระตุ้นความรู้สึกผ่อนคลายได้จริง ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็น “การรีเซ็ตอารมณ์” ในรูปแบบที่จับต้องได้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของประสบการณ์” มากขึ้น โดยเฉพาะทริปที่ผสานทั้งการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง จาก “ดูดอกไม้” สู่ “ดูแลใจ”

หนึ่งในปลายทางที่สะท้อนเทรนด์นี้ได้ชัดคือ เมืองปูซานและคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงจุดชมพ็อตก็อตยอดนิยม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตที่ช้าลง

ปูซาน: เมืองที่เติมพลังผ่านสีและจังหวะชีวิต

Gamcheon Culture Village (หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน) หมู่บ้านสีพาสเทลที่ตัดกับพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกสดใสและกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับการ “รีเซ็ตอารมณ์” อย่างรวดเร็ว

Maekdo Ecological Park (อุทยานเชิงนิเวศแมคโด) อุโมงค์ซากุระที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินช้า ๆ ปล่อยใจให้พักจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง

คยองจู: ความสงบที่ทำให้เราอยู่กับตัวเองมากขึ้น

Daereungwon Tomb Complex (คอมเพล็กซ์สุสานโบราณแทรึงวอน) พื้นที่สีเขียวเรียบง่ายตัดกับพ็อตก็อต สะท้อนความงามของกาลเวลาและการใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ

Bulguksa Temple (วัดพุลกุกซา) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ให้ความรู้สึกสงบและมั่นคง เหมาะกับการพักใจ

Bomunho Lake (ทะเลสาบโพมุนโฮ) เส้นทางรอบทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“วิ่ง–เที่ยว–ฮีลใจ” เทรนด์ใหม่ของนักเดินทาง

ในช่วงเดียวกัน เมืองคยองจูยังเป็นเจ้าภาพงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon” ที่ดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลก สะท้อนเทรนด์ “Active + Wellness Travel” ที่ผู้คนต้องการทั้งสุขภาพและประสบการณ์ในทริปเดียว การเดินทางจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน สำหรับสายวิ่งในเดือนตุลาคมนี้เตรียมวางแผนสัมผัสสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีกับงานวิ่งนานาชาติที่ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี

เมื่อการท่องเที่ยวคือการลงทุนกับความรู้สึก

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ “จุดหมายปลายทาง” ไม่ได้แข่งขันกันแค่ความสวยงาม แต่แข่งขันกันที่ “ความรู้สึก” ที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไป ผู้บริโภคยุคใหม่จึงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง การได้อยู่กับธรรมชาติ หรือการได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างมีคุณภาพ

เคทีซีมองว่าเทรนด์ดังกล่าวจะยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเดินทางในรูปแบบที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความหมายของประสบการณ์ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ใช่แค่ “ไปให้ถึง” แต่เป็น “การได้กลับมารู้สึกดีอีกครั้ง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top