Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

‘จุลพันธ์’ ลุยกระทรวงแรงงาน เข้ากระทรวงวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายเน้นแก้ปัญหาแรงงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย รักษาการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ

‘จุลพันธ์’เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบนโยบายผู้บริหาร ยันพร้อมขับเคลื่อนนโยบาย แก้ปัญหาความเดือดร้อน - ลดภาระค่าใช้จ่าย - รักษาการจ้างงาน - ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานเป็นวันแรกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานทั้ง 5 จุด ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่สุชินพรหมมา จากนั้นถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นายจุลพันธ์ เดินทางเข้าห้องทำงานชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน และรับมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี ก่อนที่จะประชุมมอบนโยบายแนวทางการทำงานให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน

โดยนายจุลพันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึกว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนายจุลพันธ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 20 พร้อมย้ำถึงนโยบายสำคัญที่ได้มอบให้กับผู้บริหารกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานในภาวะวิกฤตปัจจุบัน และเน้นการเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลาง ควบคู่กับการพิจารณามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงาน เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคม และการรักษาระดับการจ้างงาน ซึ่งมุ่งให้เกิดผลภายใน 100 วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานทั้งในและต่างประเทศให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงาน เมื่อพี่น้องแรงงานเดือดร้อนก็จะเข้าไปพบปะช่วยแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

สำหรับภารกิจเร่งด่วน ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายจุลพันธ์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานเตรียมพร้อมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยทันที เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ภายใต้ตัวชี้วัด (KPI) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน
 

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ร่วมสร้างความประทับใจ ใน “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” หนังครอบครัวจาก GDH ที่เล่าเรื่องเจ้าตูบผ่าน 3 วัย 3 มุมมอง

3 ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ได้แก่ ‘หมู’ ชยนพ บุญประกอบ, ‘บาส’ พูนพิริยะ และ ‘อัตต้า’ อัตตา เหมวดี รวมตัวสร้างภาพยนตร์อบอุ่น "โกฮัง..หัวใจโกโฮม" จากค่าย GDH ถ่ายทอดเรื่องราวเจ้าตูบ ‘โกฮัง’ ในสามช่วงวัย เด็ก, หนุ่ม และแก่ พร้อมเรื่องราวความผูกพันแบบครอบครัวที่ทุกคนดูได้

‘หมู’ ผู้กำกับฯ ช่วงวัยเด็ก เล่าว่า "โคริเป็นหมาเด็กซุกซน ที่ต้องหาวิธีระบายพลังงาน เขาทำให้กองถ่ายเต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งน่าจะส่งต่อความสุขถึงคนดู" ในขณะที่เคมีระหว่าง ‘คุณคิตะ’ กับ ‘โกฮัง’ ยิ่งเติมความพิเศษให้หนัง

‘บาส’ รับหน้าที่กำกับฯ วัยหนุ่มกล่าวถึงน้องหมา ‘มีโชค’ ที่งานลื่นไหลกว่าคาด พร้อมชื่นชม ‘พิ้งกี้’ ที่ทำหน้าที่ครูฝึกน้องหมาร่วมกับทีม ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ผูกพันและเป็นธรรมชาติ

‘อัตต้า’ ผู้กำกับฯ วัยแก่ มองลึกถึงหัวใจหมาจรที่เป็นตัวเอกในเรื่อง และเผยความทุ่มเทของนักแสดงที่ต้องเวิร์กช็อปร่วมกับ ‘ลุงหิมะ’ หวังให้คนดูได้สัมผัสชีวิตและความรู้สึกเหล่านี้ผ่านหนังเรื่องนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10199864

8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้

พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537

สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว

ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813

9 เมษายน 2480 กำหนดเป็น “วันกองทัพอากาศ” ย้อนวันยกฐานะ ‘กรมทหารอากาศ’ สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นบทบาทพิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างเป็นทางการ รากฐานกำลังทางอากาศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

9 เมษายน “วันกองทัพอากาศ” จุดเปลี่ยนจาก “กรมทหารอากาศ” สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ

วันที่ 9 เมษายนของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ” ของไทย อันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” อย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กำลังทางอากาศของไทยก้าวสู่การเป็นเหล่าทัพสมบูรณ์แบบในระบบความมั่นคงของชาติ

แม้วันนี้จะถูกจดจำในฐานะวันกองทัพอากาศ แต่รากฐานของกิจการบินทหารไทยเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ จึงส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาการบินที่ฝรั่งเศส ก่อนจะพัฒนากิจการบินอย่างต่อเนื่อง และยก “แผนกการบิน” ขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทัพอากาศใช้วันที่ 27 มีนาคม เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” เพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของกิจการบินทหารไทย

การเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานด้านการบินในระยะเริ่มต้น ไปสู่ “กรมทหารอากาศ” และสุดท้ายเป็น “กองทัพอากาศ” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกำลังทางอากาศไทยอย่างชัดเจน เพราะในช่วงก่อนปี 2480 ภารกิจด้านการบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกหรือการลาดตระเวนอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันน่านฟ้า การวางกำลัง การสนับสนุนปฏิบัติการ และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินทางทหาร จนมีความจำเป็นต้องยกฐานะเป็นเหล่าทัพอิสระอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “เปลี่ยนชื่อหน่วย” แต่คือการเปลี่ยนสถานะของกำลังทางอากาศไทยในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเป็น “กองทัพอากาศ” แล้ว ย่อมหมายถึงการมีระบบบังคับบัญชาเฉพาะ มีภารกิจชัดเจน และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศเพื่อรับผิดชอบต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “วันกองทัพอากาศ” กับ “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” ซึ่งเป็นคนละโอกาสสำคัญกัน โดย 27 มีนาคม ใช้รำลึกถึงการยก “แผนกการบิน” เป็น “กองบินทหารบก” อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินทหารไทย ส่วน 9 เมษายน ใช้รำลึกถึงการยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” เป็น “กองทัพอากาศ” ในฐานะเหล่าทัพเต็มรูปแบบ ดังนั้น วันที่หนึ่งจึงสะท้อน “ต้นกำเนิด” ขณะที่อีกวันที่สะท้อน “การเติบโตสู่สถาบันหลักของชาติ”

ในปัจจุบัน วันกองทัพอากาศยังคงเป็นวันสำคัญขององค์กร โดยกองทัพอากาศมีการจัดพิธีฟังสารผู้บัญชาการทหารอากาศและพิธีรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าวันที่ 9 เมษายนไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นวันแห่งการทบทวนอุดมการณ์ หน้าที่ และเกียรติภูมิของกำลังพลกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้พัฒนาบทบาทจากกำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม ไปสู่ภารกิจที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งการป้องกันน่านฟ้า การลำเลียงทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิต การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ จึงกล่าวได้ว่า การยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 คือรากฐานสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยมีบทบาทอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น “วันกองทัพอากาศ” 9 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานในอดีต แต่คือวันแห่งการจดจำจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การทหารไทย วันที่กำลังทางอากาศได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันประเทศ และเป็นวันที่ชาวกองทัพอากาศร่วมกันน้อมรำลึกถึงผู้บุกเบิก ผู้วางรากฐาน และภารกิจสำคัญในการพิทักษ์น่านฟ้าไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

ขู่ถล่มไฟฟ้าอิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ ขู่โจมตีหนักกว่าครั้งก่อน อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายที่ล้มได้ง่าย อดีตทหารชี้ ระบบไฟฟ้าแข็งแกร่ง-ซ่อมเร็ว แผนถล่มอิหร่านของทรัมป์เสี่ยงล้มเหลว

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน “หนักกว่าที่เคย” แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้มีโอกาสไม่สำเร็จ เหตุโครงข่ายไฟฟ้าอิหร่าน “อึด-กระจายตัว-ซ่อมไว” ยากจะทำให้ล่มทั้งประเทศ

พันเอกสุลต่าน เอ็ม. ฮาลี อดีตนายทหารอากาศปากีสถาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถจบได้ด้วยการโจมตีเพียงระลอกเดียว เพราะระบบไฟฟ้าของอิหร่านมีลักษณะกระจายตัว ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และหลายจุดยังมีระบบเชื่อมต่อสำรองรองรับความเสียหาย

เขาระบุว่า ต่อให้ประเมินในแง่ดีที่สุด ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้ภารกิจบินโจมตีหลายร้อยเที่ยวตลอดหลายวัน จึงจะมีโอกาสทำให้ระบบไฟฟ้าของอิหร่านหยุดชะงักในวงกว้าง ขณะเดียวกัน อิหร่านก็เคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่าสามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

อดีตนายทหารรายนี้มองว่า หากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศจริง ผลกระทบก็น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องแลกคือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล และการเปิดความเสี่ยงให้เครื่องบินรบต้องเผชิญการยิงตอบโต้จากระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า หลักนิยมทางทหารของอิหร่านให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” และ “การอยู่รอด” ภายใต้แรงกดดัน โดยอาศัยการทำสงครามอสมมาตร เช่น การใช้ขีปนาวุธ โดรน และยุทธวิธีแบบไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทำให้แม้โครงข่ายไฟฟ้าจะถูกโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพการตอบโต้ทางทหารจะหมดไป

“ในทางทหาร อิหร่านจะยังคงต่อสู้ได้ต่อไป ส่วนในทางการเมือง การโจมตีลักษณะนี้อาจยิ่งให้ผลตรงข้าม เพราะอาจทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันต่อต้านวอชิงตันมากขึ้น” เขากล่าว

ที่มา : Sputnik

จีนคุมราคาน้ำมัน!! ประกาศควบคุมราคาน้ำมันต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ปรับราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลต่ำกว่ากลไก สั่งเข้มงวดตรวจสอบตลาดน้ำมันภายในประเทศ

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศว่าจะยังคงใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูง

ตามกลไกราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลควรจะปรับขึ้น 800 หยวน และ 770 หยวนต่อตันตามลำดับ แต่ด้วยมาตรการควบคุมที่ใช้ ราคาจะถูกปรับขึ้นเพียง 420 หยวนสำหรับเบนซิน และ 400 หยวนสำหรับดีเซลเท่านั้น

ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ 3 บริษัทของจีน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน ได้รับคำสั่งให้รักษาการผลิตและดูแลการขนส่งอย่างเข้มงวดเพื่อคงเสถียรภาพของอุปทาน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาดและปราบปรามการละเมิดนโยบายราคาน้ำมัน เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาด

มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการควบคุมผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและคุ้มครองตลาดภายในประเทศอย่างเข้มงวด "จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดในประเทศ" ตามรายงาน

ที่มา :  Xinhua

“สวนนงนุช” จัดสงกรานต์ เปิดงาน "มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน" วันที่ 11-15 เม.ย. 69 มีขบวนแห่สวยงาม นักท่องเที่ยวร่วมทำบุญสรงน้ำพระ ชมโชว์ช้างแสนรู้ตลอดงานทุกวัน

สวนนงนุชพัทยาพร้อมจัดใหญ่ “มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน” เชิญชวนนักท่องเที่ยวทำบุญสรงน้ำพระ กราบไหว้ขอพร เสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ไทย ท่ามกลางสวนระดับโลก

วันนี้ (8 เมษายน 2569) สวนนงนุชพัทยา นำโดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ประกาศความพร้อมในการจัดงาน “เทศกาลมหาสงกรานต์ดอกไม้บานที่สวนนงนุชพัทยา” ต้อนรับปีใหม่ไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย พร้อมทำบุญกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ภายในงานได้จัดกิจกรรม สรงน้ำพระเก้าวัด พร้อมกราบไหว้พระต่างๆภายในสวนฯ อาทิ พระสังกัจจายน์, พระพิฆเนศ, เจ้าแม่กวนอิม, พระพรหม  และพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ สร้างแล้วเสร็จแล้ว 6 องค์ (จากทั้งหมด 11 องค์) และพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล อาทิ พิธีเปิดเทศกาลมหาสงกรานต์(ในวันที่13 เมษายน 2569)  ชมขบวนแห่รถบุปผชาติอันสวยงาม เล่นน้ำกับน้องช้างอย่างใกล้ชิด ชมการแสดงดนตรี และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงของสวนนงนุชพัทยา พร้อมโชว์ช้างแสนรู้ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่และตระการตาทุกวันตลอดช่วงจัดงาน

สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนมาร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ให้จิตใจเบิกบาน ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยที่ติด 1 ใน10 สวนสวยที่สุดในโลก เพื่อเติมพลังใจโดยสามารถเที่ยวชมได้แบบ ยกครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและรอยยิ้ม   สวนนงนุชฯเปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

'ดร.เจษฎ์' กระตุกรัฐบาล!! วิจารณ์รัฐจัดการวิกฤตพลังงาน หวั่นดีเซลแตะ70บาท แนะควรระวังการกักตุน พิษสงครามซ้ำเติมเศรษฐกิจหลังสงกรานต์

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนวิกฤตหลังสงกรานต์ หวั่นดีเซลทะลุ 70 บาท แนะรัฐบาลเฝ้าระวัง "นายทุนพลังงาน" กักตุน ปั่นราคา

8 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานของไทย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้จ่าย แนะการรับมือของรัฐบาลที่อาจนำพาสังคมไปสู่ความยากลำบากในช่วงหลังพ้นเทศกาล หากจัดการไม่ดี ราคาน้ำมันดีเซลอาจพุ่งสูง 70 บาทต่อลิตร โดยฝากความห่วงใยถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและแรงงานรายวัน ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก

"สถานการณ์แบบนี้ มันท้าทายพวกเราทุกคน การที่บอกว่าน้ำมันจะยังไม่ขึ้นช่วงก่อนสงกรานต์ แล้วรัฐมนตรีพลังงาน ท่านบอกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของ B7, B20 ต้องลงมา 2 บาทเนี่ย เมื่อพ้นสงกรานต์ นั่นแหละครับ สถานการณ์เราจะเลวร้ายมาก ต้องฝากพี่น้องทุกคนนะครับ ช่วงสงกรานต์ท่านอย่าจับจ่ายใช้สอยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วอย่าล้างผลาญตนเองครับ เพราะหลังสงกรานต์จะเป็นเรื่องชีวิตจริง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากมีพนักงานขอลาออก นายจ้างกลับรู้สึกยินดีเพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล อาจจะต้องเผชิญกับภาวะตกงานเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง

ขณะที่ประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนรัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญของนโยบายอย่างเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 80% เพื่อนำเงินมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และการออกมาตรการเยียวยาแบบเดิม ๆ เช่น โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ก็เป็นเพียงการนำเงินภาษีหรือเงินกู้มาใช้ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง เพราะความเดือดร้อนในขณะนี้ได้กระจายตัวไปทุกกลุ่มอาชีพแล้ว

"รัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ ท่านต้องจัดระบบในการดูดซับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องจัดกลไกในการดูแล ท่านจะบอกแค่ว่าคนละครึ่งพลัสไม่ได้หรอกครับ คนละครึ่งพลัสก็ใช้เงิน และเป็นเงินภาษี ก็อาจจะต้องไปกู้มา จะบอกเยียวยาบางกลุ่ม มันก็ไม่ได้เพราะมันเดือดร้อนกันทุกกลุ่ม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามี "กลุ่มทุนพลังงาน" ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุน ลักลอบนำเข้าน้ำมันหนีภาษี หรือปั่นราคาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ หากพบว่ามีจริง รัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งหากลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

"ตกลงนายทุนพลังงานมีอยู่จริงหรือเปล่า ที่มีทั้งการกักตุน ที่มีทั้งการนำน้ำมันที่อาจจะไม่ได้เสียภาษีเข้ามา ที่มีทั้งการไปปรับราคาเพื่อที่จะให้สนนราคามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานายทุนเหล่านี้ ถ้ามีต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถ้ายิ่งสหรัฐอเมริกาไม่หยุด อิหร่านไม่นำพา แล้วเขาก็เดินหน้าสงครามกัน เรายิ่งต้องวางแผนให้ดี รัดเข็มขัดให้มาก จัดสิ่งที่ควรให้มาก่อน สิ่งที่ไม่ควรให้ไปหยุดไว้ทีหลัง" 

​"ผมยังเกรงเลยนะครับว่าหลังสงกรานต์ไปสักระยะหนึ่ง ราคาดีเซลจะแตะได้ถึง 70 บาท หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องพยายามพยุงให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ได้จ่ายชดเชยเอาเงินภาษีมาเสริมเติม.ไม่เช่นนั้นสถานการณ์เราเลวร้ายแน่นอน" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

พาณิชย์จับมืออุตสาหกรรม ‘ศุภจี’ ถกคุมเม็ดพลาสติก เตรียมหารือผู้ประกอบการ ย้ำต้องคุมปริมาณ-ต้นทุนให้สมดุล ดันรีไซเคิลแก้ปัญหาขยะพลาสติก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก หลังสหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมดูแลสินค้าต้นทางมีความแน่นอนมากขึ้น

ศุภจี กล่าวว่า "ถ้ามีความแน่นอนเช่นนั้น เราสามารถควบคุมดูแลเรื่องสินค้าต้นทางได้ดีมากยิ่งขึ้น" พร้อมเผยว่า สินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก จะได้รับการดูแลปริมาณและต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการได้ดีขึ้น หากมีการหยุดยิงจริงจะเป็นผลดีต่อระบบโดยรวม

ในการประชุมที่จัดขึ้นหลังจากเม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา มีการหารือกับผู้ประกอบการในเรื่องสต๊อกและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความขาดแคลนและต้องมีการสั่งนำเข้าเป็นวัตถุดิบ โดยย้ำว่าการจัดการเม็ดพลาสติกต้องร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย การส่งเสริมการรีไซเคิลเม็ดพลาสติกซึ่งปัจจุบันมีเพียง 20% ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนหลักจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเพื่อหารือความร่วมมือในการจัดการด้านเม็ดพลาสติกอย่างครอบคลุม

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228744?anf=

“เรือฟริเกต” ไทยคืบหน้า กองทัพเรือเร่งโครงการเรือฟริเกต ชูต่อในประเทศไม่น้อยกว่า 20% เปิดแข่งขันเป็นธรรม 11 บริษัททั่วโลกเข้าชิง โปร่งใส เปิดกว้าง ใช้ผู้สังเกตการณ์

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ
การกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
8 เมษายน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top