Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

“ประชาธิปัตย์” ลุยปมช้าง ญัตติแรกปี 69 ต่อสู้ปัญหาคนช้าง 'รัดเกล้า' ชงตั้ง กมธ. วิสามัญ ชี้รัฐบริหารแยกส่วนไม่มีเอกภาพ พร้อมเสนอกรมคชสารหรือตัวช่วยใหม่

“ประชาธิปัตย์” ประเดิมญัตติแรกแห่งปี “รัดเกล้า” จี้ แก้ปัญหา “คน-ช้าง” แบบถอนรากถอนโคน อัดภาครัฐบริหารแบบแยกส่วน ขาดประสิทธิภาพ — เหน็บแรง “ช้างกาบัตรเลือกตั้งไม่ได้” รัฐเลยไม่สน

1 เมษายน 2569 รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำความขยันของพรรคในการทำงานสภาฯ ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ยื่นญัตติเป็นลำดับแรกของสภาชุดที่ 27 (เลขรับที่ 1/2569) เพื่อเสนอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังพบวิกฤตความขัดแย้งเรื้อรังที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน พบประชาชนเสียชีวิตกว่า 240 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ขณะที่ช้างป่าต้องเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัย พื้นที่ป่าลดลงจาก 53.5% เหลือเพียง 21.9% ในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ช้างตายและบาดเจ็บไปแล้วประมาณ 170 ตัว โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนสนใจเรื่องนี้คือการตายของ “สีดอหูพับ” ที่สร้างความเศร้าสลดและสะท้อนความบกพร่องในการจัดการของภาครัฐอย่างชัดเจน

นางรัดเกล้า อภิปรายถล่มการทำงานของรัฐบาลว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ "ขอไปที" และขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างความล้มเหลวใน 4 ด้าน 

1. อำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อน ขาดเจ้าภาพหลักในการดูแล ทำให้การทำงานระหว่างกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และท้องถิ่นไม่ประสานกัน จึงเสนอให้พิจารณาจัดตั้ง “กรมคชสาร” หรือองค์กรช้างป่าแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ทำงานควบคู่กันให้เกิดเป็นการบูรณาการร่วมอย่างมีเอกภาพ แก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อปลดล็อคงบท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. สามารถออกระเบียบให้ท้องถิ่น โดยจะสามารถใช้เงินสะสมของท้องถิ่นได้ 

2. แก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า โดยได้ยกตัวอย่าง มาตรการใช้วัคซีนคุมกำเนิด "SpayVac®" ช้างป่า" ที่เป็นการชะลอการเกิดของช้างป่าไม่ให้เพิ่มขึ้นแบบชั่วคราว แต่ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีความกังวลใจ ขณะที่รายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ IUCN Red List ระบุชัดว่าช้างจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นรัฐต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างวางแผนและจัดการการแก้ปัญหาเชิงระยะยาวได้ก่อนที่ช้างเขาจะกลับมาและขยายพันธุ์อีกครั้ง หากไม่มีแผนระยะยาวรองรับ ปัญหาก็จะกลับมาวนลูปเดิม

3. รัฐมีเครื่องมือแต่ใช้ไม่ได้ กรณีปลอกคอ GPS ที่ติดตั้งไว้เพียง 48 ตัวจากจำนวนช้าง 4,000 กว่าตัว รัฐไม่มีงบประมาณจ่ายค่าสัญญาณดาวเทียม จึงเปรียบเสมือน “มีมือถือแต่ไม่มีอินเตอร์เน็ต”

“ถ้าจะเอางบประมาณจากการซื้ออาหารกลางวัน สส. ไปช่วยสมทบตรงนี้ ดิฉันก็มั่นใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาของเราก็คงจะใจกว้างพอ ให้สามารถเอาไปช่วยสมทบได้จะได้มีการติดตามช้างอย่างเป็นรูปธรรมซะที” 

4. กฎหมายล้าหลัง กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ.2557 ก็ยังครอบคลุมไม่ถึงสัตว์ป่า อย่างช้างป่า ส่วน พ.ร.บ.สำหรับรักษาช้างป่า ถึงขณะนี้มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งยังมีเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไข เพื่อให้มีการคุ้มครองป้องกันการทรมานและจัดสวัสดิภาพให้กับช้าง พร้อมกับจำเป็นต้องมีกลไกป้องกันการลักลอบค้าช้างป่า ค้างาช้าง รวมไปถึงค้าซาก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่นำมาจากชิ้นส่วนของช้างป่า ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้นำช้างป่ามาสวมสิทธิ์มาเป็นช้างบ้านอีกเป็นต้น

นางรัดเกล้า ระบุว่าแม้สภาชุดก่อน (25-26) จะเคยศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อคนและช้างยังตายอยู่ แสดงว่างานยังไม่ “สำเร็จ” พร้อมตั้งคำถามถึงจริยธรรมทางการเมือง

"วันนี้คือวันวัดใจ เราต้องลบคำครหาที่ว่านักการเมืองไม่จริงจัง แก้ปัญหาแบบปีต่อปี เพียงเพราะ 'ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้' นักการเมืองเลยไม่ให้ความสำคัญ ดิฉันจึงต้องลุกขึ้นมาพูดแทนสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้เหล่านี้"

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้าได้หยิบยก Quote สำคัญของ นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง (หมอหนึ่ง) มาปิดท้ายการอภิปรายว่า "ความสำเร็จไม่ใช่การจับช้างได้ แต่คือวันที่เราไม่ต้องจับพวกเขาต่างหาก" อีกทั้ง ฝากให้ประธานสภา นำข้อเสนอแนะในด้านการปฏิบัติการส่งต่อให้กับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันด้วยความเร่งด่วนต่อไป   ส่วนเนื้อหาในการพิจารณากฎหมาย หรือ การร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องนั้น ขอให้มีการนำส่งเข้ากรรมาธิการวิสามัญ ชุดที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้นำไปสู่การตั้ง อนุกรรมการเพื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วน ต่อไป

กกพ. เคาะค่าเอฟที งวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์ ดึง Claw back ตรึงค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท

กกพ. เคาะค่าเอฟทีรอบ พ.ค. - ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย 

     ใช้กลไก Claw back ลดค่าไฟเหลือเฉลี่ย 3.95 บาท/หน่วย บรรเทาผลกระทบประชาชน ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

     “กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

     สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

    ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

     “การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว 

     นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

     สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

     สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

เวทีแห่งอนาคต!! เปิดศึก Cabling Contest ปีที่ 14 เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนสายโครงข่าย รับถ้วยพระราชทานจากราชวงศ์ พร้อมทุนรวมกว่า 400,000 บาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวเปิดการแข่งขัน "Cabling Contest #14" ที่จะเริ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอนาคตในยุคดิจิทัล

การแข่งขันนี้เปิดรับนิสิต นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี สมัครในรูปแบบทีมละ 2 คน ผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากนั้นคัดเลือกทีม 30 ทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในจังหวัดระยอง ระหว่าง 19-21 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกิจกรรมอบรมและพัฒนาทักษะเข้มข้น

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการบริษัท กล่าวว่า "จากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเทคโนโลยีพัฒนาประเทศและเยาวชนไทยเป็นกำลังสำคัญ เข้าสู่เวทีแห่งการเรียนรู้และแข่งขันที่ยกระดับมาตรฐานบุคลากรในสายโครงข่ายอย่างแท้จริง" การแข่งขันนี้ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลัก

รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศรวมทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานและใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีทุนและรางวัลรองชนะเลิศ ทีมที่เข้ารอบแต่ละภูมิภาคได้รับอุปกรณ์ฝึกฝนและใบประกาศนียบัตร เพื่อส่งเสริมศักยภาพต่อไป

การจัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบทักษะ แต่ยังเป็น "จุดเริ่มต้นของอนาคต" ที่สนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวทีสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัล


ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/KdUtKTGb7C

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า ‘เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิศิษฏศิลปิน’ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรียังมีมติให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์มรดกของชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น ในวาระวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า_กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ_สยามบรมราชกุมารี

มอสโกเปิดเกมแข็ง!! รัสเซียลั่นหมดศรัทธาเจรจา “เซเลนสกี” เดินหน้ารุกตะวันตกต่อ เตรียมขยายเขตกันชนลึกเข้าแนวรบยูเครน เตรียมเพิ่มเงื่อนไขใหม่กดยูเครน

การ “ปลดปล่อย” สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ เป็นสัญญาณว่ารัสเซียได้หมดความเชื่อมั่นต่อการเจรจากับเซเลนสกีแล้ว ซึ่งมีแต่ “คำพูดว่างเปล่าและการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ” เท่านั้น อเล็กเซย์ เลียนคอฟ นักวิเคราะห์การทหารและบรรณาธิการของ Arsenal of the Fatherland ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

อเล็กเซย์ เลียนคอฟ ระบุว่า จากนี้ไปรัสเซียจะมีข้อเรียกร้องใหม่ เนื่องจากกำลัง “ขยายเขตกันชนของตนให้ลึกเข้าไปอีกในพื้นที่ที่ยังคงถูกกองทัพยูเครนยึดครองอยู่”

เขาชี้ว่า หนึ่งในเงื่อนไขดั้งเดิมของการเจรจาคือ ยูเครนต้องถอนกำลังออกจากสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ รวมถึงแคว้นเคอร์ซอนและซาโปโรชเยของรัสเซีย แต่รัฐบาลเซเลนสกีกลับไม่ปฏิบัติตาม

“รัสเซียได้ขับไล่กองกำลังยูเครนออกไปด้วยกำลัง พร้อมสร้างความสูญเสียอย่างหนักในกระบวนการดังกล่าว” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

เลียนคอฟยังชี้ว่า คำกล่าวของดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ที่ระบุว่าเซเลนสกีต้องตัดสินใจถอนกองกำลังยูเครนออกจากดอนบาสในวันนี้ เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพนั้น “แทบจะหมดสภาพไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

ขณะเดียวกัน ยูเครนและผู้สนับสนุนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสงครามที่สหรัฐทำกับอิหร่าน ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและพื้นดินที่แห้งลงในเวลานี้ ทำให้ปฏิบัติการรุกของรัสเซียสามารถเคลื่อนตัวออกนอกเส้นทางถนนสายหลักได้ เปิดทางให้เกิดการโจมตีโอบด้านข้างและการทะลวงแนวลึกเข้าไปในแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

“นี่คือจังหวะเหมาะสมที่จะหักกระดูกสันหลังของกองกำลังติดอาวุธยูเครน” เลียนคอฟกล่าว

เขายังเชื่อว่า การ “ปลดปล่อย” แอลพีอาร์ ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กองทัพรัสเซียเดินหน้ารุกไปทางตะวันตก จนกว่าสองภารกิจหลักของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ได้แก่ การปลดอาวุธทางทหาร และการขจัดลัทธินาซี จะบรรลุผล โดยกล่าวเสริมว่า

“ตราบใดที่ศัตรูยังไม่ยอมจำนน และผู้สนับสนุนตะวันตกยังคาดการณ์ว่ายูเครนจะยืนหยัดต่อไปได้อีก 2-3 ปี กองกำลังของเราจะยังคงกดดันเดินหน้าต่อไป เพื่อทำลายภาพลวงตานั้นให้สิ้นซาก”

ที่มา : Sputnik

นิวยอร์กอ่วม!! น้ำมันเบนซินเกิน 4 ดอลลาร์ นิวยอร์กเผชิญราคาสูงสุดในรอบปี รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน กระทบตลาดน้ำมันโลกอย่างแรง

ราคาน้ำมันเบนซินในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ชาวนิวยอร์กหลายคนพบว่าค่าครองชีพด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาปลีกราคาน้ำมันพุ่งสูงมีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การยิงขีปนาวุธและเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ทำให้ตลาดขาดแคลนและราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงกลางปี 2022 มีผลต่อค่าครองชีพและการเดินทางของผู้คนในนิวยอร์กที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในโลกที่พึ่งพาน้ำมันเพื่อขนส่งและอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่สถาณการณ์สงครามในอิหร่านยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติเร็ว ๆ นี้

การเฝ้าติดตามราคาน้ำมันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ตั้งนโยบายต่างประเทศในเวลานี้

ที่มา : Xinhua

บ้านปูขับเคลื่อนพลังงาน หมุนเวียนครบวงจรผลิตใช้ขาย รองรับความต้องการพลังงานสะอาด BESS-แพลตฟอร์มซื้อขายช่วยเสถียรภาพ ผสาน AI ยกระดับระบบพลังงานชาญฉลาด

“พลังงานหมุนเวียนครบวงจร: ผลิต กักเก็บ และซื้อขาย”
ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานทั่วโลกสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน และผลการประชุม COP301 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปี 20302 เพื่อจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความต้องการพลังงานที่มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากปัจจัยเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน

แม้การผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะเติบโตต่อเนื่อง3 แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเห็นถึงบทบาทของ BESS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าและรักษาความสม่ำเสมอ ของพลังงานหมุนเวียน4 อีกทั้งการนำแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้5 ช่วยเปิดโอกาสการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการทำงานของระบบพลังงาน ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สำหรับ BESS ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับระบบพลังงานที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความผันผวนในอนาคต ทิศทางเหล่านี้ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การกักเก็บ และการซื้อขายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์ของพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่สะท้อนคุณค่าในหลากหลายมิติ
• ภาคธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ลดต้นทุน
และความผันผวนทางพลังงาน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมือกับคู่ค้า
ที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) 
• นักลงทุนและคู่ค้า ได้รับประโยชน์จากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และพลังงานสะอาด
• ชุมชน สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อาศัยและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 
• ประเทศต่างๆ สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนระดับชาติและความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP พร้อมรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกและความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ โดยจะเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าไฟฟ้าครบวงจร ทั้งพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อม BESS จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน โครงการ BESS เมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ โครงการ BESS อิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) และอีกหลายโครงการในญี่ปุ่น ซึ่งโครงการ BESS ทั้งสองประเทศนี้จะเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ การยกระดับ Power+ 
ยังสอดรับกลยุทธ์ Energy Symphonics ของกลุ่มบ้านปูที่เร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับการขยายตัวของ AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ในระดับ Utility-scale ไปพร้อมกับการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน ของกลุ่มบ้านปู

โซเชียลไทยสะท้อนความจริง ชาวเน็ตไทยถูกชักจูงง่าย จากแบนปั๊มถึงดราม่าการเมือง สังคมไทยกำลังเสพอารมณ์มากกว่าข้อมูล สะท้อนสังคมไทยอ่อนแอต่อการชี้นำ

โซเชียลไทย……Social  Loser 1 ในประเทศที่ชาวโซเชียลถูกชักจูงง่ายที่สุดในโลก

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะชาวโซเชียลที่มาพร้อมการกร่นด่าและแบนปั้มน้ำมันชื่อดัง โดยมีผู้ปลุกปั้นเป็นรัฐมนตรีท่านหนึ่ง  แต่ประเด็นคือ รัฐมนตรีท่านนั้นก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงเศรษฐกิจ  แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย  วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์เจาะประเด็นว่าสุดท้ายคนไทยถูก IO ดึงสติมากกว่าพิจารณาจากข้อมูลหรือไม่กันดีกว่า

นาย พิพัฒน์ รัชกิจประภา เป็นผู้ก่อตั้งน้ำมัน PTG Energy  ก็จริง และเชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน เลือกคุณพิพัฒน์เข้ามาบริหารวิกฤตการณ์น้ำมันในขณะนี้ด้วยสาเหตุที่มีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องการบริหารราคาน้ำมัน ถามว่าเรื่องข้อครหานั้นทุกคนทุกฝ่ายคิดไว้แล้วหรือไม่  เอย่าเชื่ออย่างสนิทใจ 100% โดยเฉพาะตัวคุณพิพัฒน์เองนั้นย่อมน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองจะต้องถูกครหาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน เพราะเป็นอะไรที่เป็นจุดดิสเครดิตคุณพิพัฒน์ที่ง่ายที่สุดแล้ว  ในช่วงแรกเอย่ามีความเห็นว่าท่านอนุทินเลือกใช้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน  ไม่ได้มองถึงเรื่องของ Conflict of Interest หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะนี่คือสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การได้คนที่มีความสามารถมาช่วยย่อมดีกว่าเอาใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำงานจริงไหมคะ ซึ่งการขึ้นราคา 6 บาทนั้นเพื่อให้มี supply ทั่วถึงอันหมายถึงการที่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อให้มีเม็ดเงินมากพอไปแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ระหว่างทางขนส่ง  เมื่อวิกฤตเริ่มคลี่คลายคุณพิพัฒน์เลือกถอยห่างเพื่อไม่ได้เป็นข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มืออาชีพคนหนึ่งเลยทีเดียว  เอย่าทราบดีข้อหนึ่งของบริษัทมหาชนว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะมีสิทธิ์มีเสียงแม้จะเป็นผู้ก่อตั้งก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในบริษัทระดับโลกก็มีให้เห็นว่าผู้ก่อตั้งก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงหลังบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์    การตัดสินใจที่ยอมให้คนทั้งประเทศด่าว่าเป็นตัวทำน้ำมันแพง เพื่อแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนในประเทศที่หากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนจริง ประเทศจะยิ่งมีปัญหาหนักเสียยิ่งกว่าการที่เขาถูกด่าเพียงคนเดียวนี่คือคนที่ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อประเทศกันแน่  ลองกลับมามองอีกมุมไหม  ว่าหากเป็นคุณที่ต้องตัดสินใจบางเรื่องเพื่อให้คุณยอมเป็นผู้ร้ายแต่ประเทศได้ไปต่อคุณจะยอมไหม หรือคุณจะเลือกตัดสินใจแบบไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้คุณรอดแล้วประเทศพัง

เอาเป็นว่าสรุปแล้วโซเชียลไทยคืออะไรทำไมคนไทยจึงเฮตะโล  ก่อนอื่นเอย่าคงต้องให้ทุกคนยอมรับก่อนว่าคำที่เอย่าจะกล่าวต่อไปนี้อาจจะขัดใจผู้อ่านหลายๆคน แต่มันคือความจริงที่คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้มองหาความจริงมากกว่าแค่คำโปรยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีมูลความจริงหรือมีมูลความจริงต่ำ  รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเรื่องการให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพนั่นทำให้  นักการเมือง ทหาร หรือใครๆหลายๆคนกลายเป็นเหยื่อโดยที่แม้จะอธิบายต่อสังคมอะไรไปคนก็ไม่เชื่อ เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนความเชื่อไปหมดแล้ว  คนไทยยังมีความเชื่อที่ว่า นักการเมืองต้องโกงกิน  เอย่าเคยถามหลายคนเลยว่า ถ้าคิดแบบนี้แล้วออกไปใช้สิทธิ์ทำไม  ก็ไม่ต้องไปสิ  พอคนไม่ไปเยอะๆเสียงมันไม่ได้ก็ตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมไม่ได้เองแหละ  คนถามก็เงียบ   คนไทยหลายคนเชื่อว่า ทหาร ตำรวจต้องโกง  เอ้า…..แล้วเวลาเขาทำดี  เราเคยชื่นชมไหม     หลายคนบอกข้าราชการไทยต้องโกง   สรุปนะใครโกง  คนโกงก็คือตัวพวกเราเองใช่หรือไม่ แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่โกงแล้ว เขาแค่ทำมาหากิน แต่ความคิดของเราไปบอกว่านี่โกงสรุปว่าใครผิด…..? นี่แหละที่ทำไมพวกสแกมเมอร์ถึงบอกว่านอกจากเรื่องความโลภแล้ว ถ้าเขาพยายามเล่นบทเป็นคนถูกกระทำ  คนถูกทำร้าย คนไทยจะพยายามช่วยเลยโดยไม่ได้ดูถึงสาเหตุความเป็นจริงด้วยซ้ำ  วันนี้อยากให้กลับมามองที่ตัวเองนะครับ คนไม่ดีไม่ใช่ใคร เริ่มที่ตัวเองก่อน เลิกคิดจะเอาเปรียบ เลิกคิดว่าคนอื่นจะเอาเปรียบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมที่ดี  เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น  เอย่าขอฝากไว้ให้เป็นข้อคิดนะคะ
ที่มา : AYA

ทั่วโลกจับตา!! จากเวที K-POP สู่เวทีโลก ศิลปินไทยคนแรกกับเพลงบอลโลก 2026 ASCAP โผล่ชื่อ ‘ลิซ่า’ เครดิตเพลง “GOALS” ลุ้นจารึกชื่อในมหกรรมฟุตบอลโลก

'ลิซ่า' ลลิษา มโนบาล ศิลปินเคป็อประดับโลกชาวไทย มีโอกาสได้ร่วมโปรเจกต์เพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ซึ่งจัดขึ้นใน 3 ประเทศเจ้าภาพ คือ เม็กซิโก, แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เพลงที่ชื่อว่า "GOALS" ถูกจดทะเบียนกับ ASCAP องค์กรดูแลลิขสิทธิ์ด้านดนตรีในสหรัฐฯ โดยเครดิตการแสดงมีชื่อของ 'ลิซ่า', Anitta, Rema และ Tropkillaz รวมถึงชื่อ FIFA ด้วย

ยังไม่มีการประกาศยืนยันจาก FIFA ว่าเพลงนี้จะใช้เป็นเพลงหลักในฟุตบอลโลก 2026 จริงหรือไม่ แต่หากเกิดขึ้น 'ลิซ่า' จะเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้มีส่วนร่วมในเพลงประกอบมหกรรมฟุตบอลโลก

ปี 2026 จะเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกขยายทีมเข้าร่วมแข่งขันเป็น 48 ชาติทั่วโลก ซึ่งเพิ่มโอกาสและความหลากหลายให้กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634743/

ลูกช้างเชือกแรกแห่งปี สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีรับขวัญ “พลายมิตรภาพ” รับลูกช้างเชือกแรกปี 69 อย่างเป็นสิริมงคล ตอกย้ำมาตรฐานปางช้างสวนนงนุชพัทยา สะท้อนความสำเร็จอนุรักษ์ช้างไทย

จาก 9 เชือกในปีที่ผ่านมา สู่เชือกแรกปีนี้ “พลายมิตรภาพ” สัญลักษณ์ความสำเร็จการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา

วันนี้ที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยถึงความสำเร็จในการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา หลังมีลูกช้างเพศผู้เกิดใหม่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จากแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” อายุ 13 ปี และพ่อช้าง “พลายมุก” อายุ 22 ปี โดยได้ตั้งชื่อว่า “พลายมิตรภาพ” ซึ่งถือเป็นลูกช้างเชือกแรกของปี 2569

ในปีที่ผ่านมา ปางช้างสวนนงนุชพัทยามีลูกช้างเกิดใหม่รวม 9 เชือก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลและขยายพันธุ์ช้างไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” ที่เคยแท้งลูกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน ก่อนที่ทีมสัตวแพทย์และควาญช้างของสวนนงนุชพัทยาจะร่วมกันดูแล ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด จนสามารถให้กำเนิดลูกช้างได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการตั้งครรภ์ครั้งที่สอง

ในโอกาสเดียวกัน สวนนงนุชพัทยาได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้างอย่างเรียบง่าย  โดยมีพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานประกอบพิธี   ภายในพิธีมีขบวนนางรำและขบวนโขลงช้างกว่า 30 เชือก พร้อมพิธีคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้าง ตามประเพณีปฏิบัติของสวนนงนุช  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ช้างและลูกช้าง

ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับ หนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยเป็นปางช้างแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว สะท้อนถึงระบบการดูแลช้างที่ให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพสัตว์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top