Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

อย่าทิ้งใบเสร็จ!! “สวนนงนุชพัทยา” ช่วยลดค่าทริป แจกสิทธิ์ชมการแสดงฟรี สำหรับนักท่องเที่ยวไทยตลอดเดือนเมษายน แค่มีใบเสร็จเติมน้ำมัน

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง“อย่าทิ้งใบเสร็จ” รับสิทธิ์ชมการแสดงฟรี ตลอดเดือนเมษายน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อร่วมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย พร้อมส่งเสริมให้ครอบครัวได้เดินทางมาท่องเที่ยวในเดือนของปีใหม่ไทย หรือเทศกาลสงกรานต์  

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in สามารถรับสิทธิ์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงของน้องช้างแสนรู้ เพียงแสดง ใบเสร็จเติมน้ำมันภายในเดือนเมษายน สำหรับผู้ที่ซื้อ บัตรผ่านประตู (Package 2)

ทั้งนี้ ใบเสร็จ 1 ใบ ใช้ได้ 1 สิทธิ์ โดย

 • ไม่กำหนดมูลค่าในใบเสร็จ

 • ไม่กำหนดประเภทน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์

 • เฉพาะใบเสร็จที่เติมน้ำมันในเดือนเมษายน ปี 2569 เท่านั้น

 • สำหรับผู้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า สามารถใช้ใบเสร็จจากสถานีชาร์จไฟฟ้าเป็นหลักฐานรับสิทธิ์ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมี โปรโมชั่นพิเศษอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกกลุ่ม ได้แก่

 • เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

 • ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

 • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

 • ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยามีสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่ 1700 ไร่ เปรียบเสมือนแหล่งรวมความยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด โดยหลายชนิดถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมตื่นตาตื่นใจกับเมืองพีระมิด และไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,800 ตัว  ภายในสวนยังคงพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดแสดงพันธุ์ไม้ใหม่ ๆ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความงดงามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน เรียกได้ว่ามาเที่ยวเพียงแห่งเดียวก็ครบทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดง “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

ไทยรุกตลาดอาหารจีน “จิตรเทพ” นำทีมไทยร่วม China Food Trade Fair 2026 เร่งจับคู่ธุรกิจอาหาร ขยายตลาดจีน ชูศักยภาพไทยฐานผลิตอาหารคุณภาพ หนุนผู้ประกอบการไทยเชื่อมผู้ซื้อ-นักลงทุนทั่วโลก

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวทีระดับโลก China Food Trade Fair 2026 เชิญชวนนักลงทุนจีนจับคู่ธุรกิจอาหารไทย

คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติในฐานะแขก VIP เข้าร่วมงาน China Food Trade Fair 2026 (The 14th Liang Zhi Long China Food Trade Fair) ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–31 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมบรรยายและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและจับคู่ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหารกับผู้ประกอบการไทย

งาน China Food Trade Fair ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยมีพื้นที่จัดงานกว่า 350,000 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ากว่า 6,000 บริษัทจากทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 450,000 คน รวมถึงนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม และผู้ซื้อรายสำคัญจากหลายประเทศ

การเข้าร่วมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อผลักดันสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และการขยายเครือข่ายการค้าในระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดย

ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย

นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (Thai Exporter and Manufacturer Association)

พร้อมด้วยนายชนาธิป โอสถวาณิชย์

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด

รวมถึงผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 20 บริษัท ที่เข้าร่วมเดินทางมาเพื่อนำเสนอสินค้าและศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยต่อผู้ซื้อและนักลงทุนจากทั่วโลก

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ได้กล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก โดยประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารของภูมิภาคเอเชีย เราอยากเชิญชวนนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน จับคู่ธุรกิจ และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก” คุณจิตรเทพ กล่าว

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมขยายศักยภาพของสินค้าอาหารไทยสู่เวทีโลก

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! เปิดความจริงราคาน้ำมัน รัฐต้องเลือกความโปร่งใส เตือนปมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจพังศรัทธาประชาชน อย่าปล่อยพลังงานเป็นระเบิดเวลา จี้เปิดไส้ในราคาน้ำมันให้ประชาชนรู้

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"​ในสิ่งที่เกิดขึ้น การลอยตัว หรือว่าการลอยค่าน้ำมัน อาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ในการทำในเรื่องเหล่านี้เนี่ย มันจะต้องมีการบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ หลายเรื่องท่านอาจจะมองเป็นธุรกิจ ว่าสิ่งที่เป็นต้นทุน หรือว่าสิ่งที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสาธารณูปโภคหลัก สิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิต อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมากเลย จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชน วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด่วยว่า วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี" พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ

​"6 บาทมาจากไหน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่รู้ คนไม่ทราบ ว่าต้นทุนเป็นอย่างไร กลไกในการที่จะได้น้ำมัน และราคาขึ้นมาแบบนี้มันเป็นแบบไหน ในแง่บวกการที่ปล่อยให้ราคาลอย มันก็คือเราจะได้รู้ครับ ว่านี่แหละคือสภาพที่แท้จริง แต่ในโลกที่มันมีแง่ลบ และทุก ๆ คนมีความรู้สึกไม่ดีอยู่เสมอได้ มันก็จะทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันขูดรีดกันหรือเปล่า นี่มันโจรชัด ๆ นี่มันทำกันแบบนี้เนี่ย มันเอาเปรียบกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าท่านบอกความจริง ท้ายที่สุดหลาย ๆ เรื่องประชาชนก็จะทราบครับ ใน 15 วันนั้นทำไมตรึงราคาได้ ท่านเอาเงินมาจากไหน และถ้าเงินเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน ท้ายที่สุดมันต้องมีการเก็บสะสมเอาไว้เพื่อชดเชย มันก็ต้องบอกกัน ว่าถ้าเกิดรักษาสถียรภาพรักษาราคาไว้ตลอด ท้ายที่สุดเงินก็จะหมด" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รศ.ดร.เจษฎ์ เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์กันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยครับในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวเนี่ย ท่านก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ครับ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้นครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์" หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อ

กังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

"รัฐบาลทำมาดี แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะถือว่าทำแล้วทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน อันนี้ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถลงใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องคิดไปเบื้องหน้าครับว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน และอาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก . สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลั

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

“เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สหรัฐฯ สะเทือน!! เครื่องบิน AWACS ถูกยิงลับ เสียหายร้ายแรงในซาอุดิอาระเบีย ‘เควียตคอฟสกี’ ชี้สูญเสียกระทบใหญ่ อิหร่านยังคงขีดความสามารถรบสูง

เครื่องบินเตือนภัย AWACS ของสหรัฐฯ ถูกทำลายในซาอุดิอาระเบียโดยขีปนาวุธอิหร่าน เป็นความเสียหายสำคัญต่อกองทัพตามคำวิเคราะห์ของ ‘คาเรน เควียตคอฟสกี’ อดีตนักวิเคราะห์กระทรวงสงครามสหรัฐฯ

‘เควียตคอฟสกี’ ระบุว่าเครื่อง E-3 จำนวนจำกัดและอายุมาก ทำให้การสูญเสียแม้ลำเดียวเพิ่มภาระมากขึ้นต่อเครื่องที่เหลือ ส่งผลกระทบต่อลูกเรือและระบบข้อมูลข่าวสาร เธอกล่าวผ่าน Sputnik ว่า "เพิ่มอัตราการสิ้นเปลืองขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวังและการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร"

นอกจากนี้เครื่อง E-3 ที่เหลือต้องให้ความสำคัญการป้องกันมากขึ้นซึ่งลดประสิทธิภาพเรดาร์และการสนับสนุนกองกำลังในภูมิภาค ภาระงานหนักขึ้นจากระบบเรดาร์ระยะไกลที่ถูกโจมตีด้วย ขีดจำกัดนี้บีบพื้นที่ข้อมูลข่าวสารของกองกำลังสหรัฐฯและอิสราเอล

‘เควียตคอฟสกี’ ชี้ว่า ภาพการทำลาย AWACS นี้ทำให้สหรัฐฯกังวลและไม่ใช่ชัยชนะ และเตือนว่าการประเมินว่าขีดความสามารถรบของอิหร่านลดลงนั้นอาจเร็วเกินไป เธอกล่าวว่า "แผนปฏิบัติการ 4 วันอันรัดกุม" เผยวิกฤตปฏิบัติการและลดทางเลือกยุทธวิธีของกองกำลังในสมรภูมิ

ที่มา : Sputnik

ตม.เตือนภัยบัตรเครดิต!! กว่า 80 คดีทุจริตบัตรบนเครื่องบิน มูลค่าความเสียหายกว่า 8 ล้านบาท เคทีซีแนะนำ 4 วิธีป้องกัน เน้นใช้แอปคุมความเสี่ยงเดินทาง

ตม. เตือนภัยโจรกรรมบัตรเครดิตช่วงเดินทาง พุ่ง 80 เคส เสียหายกว่า 8 ล้านบาท
เคทีซีแนะเก็บบัตรไว้กับตัว พร้อมใช้ฟีเจอร์ควบคุมผ่านแอปลดความเสี่ยง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ออกประกาศเตือนนักเดินทาง หลังพบแนวโน้มการโจรกรรมบัตรเครดิตบนเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่เกิดในเที่ยวบินระหว่างประเทศระยะสั้นไม่เกิน 3 ชั่วโมง จากข้อมูล18 สถาบันการเงินพบความเสียหายมากกว่า 80 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท ด้านบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ชี้ธุรกรรมยุคดิจิทัลทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น และเริ่มพบเคสทุจริตในลักษณะออฟไลน์เพิ่มขึ้น แนะผู้ถือบัตรใช้แอปป้องกันความเสี่ยงระหว่างเดินทาง

.พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และโฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยว่า ตม. ได้เตรียมดำเนินมาตรการตามแนวคิด “สามเหลี่ยมอาชญากรรม” ซึ่งประกอบด้วย เหยื่อ–โอกาส–คนร้าย โดยมุ่งลด “โอกาส” ที่จะเกิดเหตุ ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทั้งช่องทางออนไลน์และภายในสนามบิน พร้อมประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มบทบาทลูกเรือในการแจ้งเตือนผู้โดยสาร และเฝ้าระวังพฤติกรรมต้องสงสัยระหว่างการเดินทาง

ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารเพิ่มความระมัดระวังในการเก็บทรัพย์สินมีค่า และตรวจสอบสัมภาระอย่างสม่ำเสมอระหว่างการเดินทาง

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต และผู้บริหารสูงสุดสายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” กล่าวว่า รูปแบบการก่อเหตุที่พบมากคือ มิจฉาชีพอาศัยจังหวะที่ผู้โดยสารเผลอหรือนอนหลับ แอบเปิดกระเป๋าสัมภาระที่วางบนช่องเหนือศีรษะ ซึ่งมักไม่อยู่ในตำแหน่งตรงกับที่นั่งของเจ้าของ ก่อนนำบัตรไปใช้ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือทันทีหลังลงจากเครื่อง

“กรณีดังกล่าวมักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘บัตรหาย’ เนื่องจากบัตรไม่ได้อยู่ในความครอบครองของลูกค้าในช่วงเกิดรายการ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการชำระเงินที่รวดเร็ว แม้ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสได้เช่นกัน ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงต้องเกิดขึ้นทั้งจากพฤติกรรมของผู้ใช้และเครื่องมือทางการเงินควบคู่กัน” นายไรวินทร์กล่าว

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของสังคมไร้เงินสด (cashless society) ที่ทำให้การใช้จ่ายสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยง หากผู้ถือบัตรขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่สามารถดูแลทรัพย์สินได้อย่างใกล้ชิด เช่น ระหว่างการเดินทาง

เคทีซีแนะ 4 วิธีลดความเสี่ยงโจรกรรมบัตรระหว่างเดินทางเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

เคทีซีแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ถือบัตร ดังนี้

1.เก็บบัตรไว้กับตัวตลอดเวลา
หลีกเลี่ยงการเก็บบัตรในกระเป๋าที่วางบนช่องสัมภาระเหนือศีรษะ ซึ่งอยู่นอกสายตา

2.ใช้ฟีเจอร์ควบคุมบัตรผ่านแอปพลิเคชัน
เช่น การบล็อกบัตรชั่วคราว (Temporary Block) และการกำหนดวงเงินการใช้จ่าย (Spending Control) เพื่อจำกัดความเสี่ยง

3.เปิดการแจ้งเตือนธุรกรรมแบบเรียลไทม์
เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชี และรับรู้ความผิดปกติได้ทันที

4.แจ้งแผนการเดินทางล่วงหน้า
เพื่อช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เคทีซีเน้นย้ำว่า การป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการผสานระหว่าง “ความระมัดระวังของผู้ใช้” และ “การใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม” เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและไร้กังวล     

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

สหรัฐฯ เปิดเกมแรง!! ‘ทรัมป์’ จ่อยึดน้ำมันอิหร่าน เล็งคุมเกาะคาร์ก ขณะราคาพลังงานโลกพุ่งไม่หยุด เสี่ยงไฟสงครามตะวันออกกลางลาม หวังเจรจาทางอ้อมกับอิหร่านยุติสงครามเร็วขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ว่าตนต้องการ "ยึดน้ำมันในอิหร่าน" และอาจเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ หมายมั่นควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน "อย่างไม่มีกำหนด" หลังจากยึดอำนาจนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าการยึดน้ำมันของอิหร่านจะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าการ "โจมตี" ดังกล่าวเสี่ยงทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นและทำให้สงครามยืดเยื้อ

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลายทางเลือกกรณีเกาะคาร์ก โดยอาจเข้ายึดเกาะแห่งนี้หรือไม่ยึดก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าสหรัฐฯ อาจต้องประจำกำลังอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านมีการป้องกันบนเกาะเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้สามารถยึดได้อย่างง่ายดาย

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อขนย้ายยูเรเนียมเกือบ 1,000 ปอนด์ (ราว 453 กิโลกรัม) ออกจากอิหร่าน

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าทรัมป์ยังสนับสนุนให้ที่ปรึกษากดดันให้อิหร่านยอมมอบวัสดุดังกล่าว เพื่อเป็นเงื่อนไขในการยุติสงคราม

รายงานระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาค ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารมากกว่า 3,500 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธิน 2,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

แม้มีความตึงเครียดดังกล่าว แต่ทรัมป์ระบุว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถานกำลังมีความคืบหน้า พร้อมระบุว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วพอสมควร

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งแตะระดับ 119.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,920 บาท) ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

ที่มา : Xinhua

อาลัย 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรี 3 สมัย ผู้มีบทบาทสำคัญบนเส้นทางการเมืองไทย ยุครัฐบาลชวน-ทักษิณ จากไปอย่างสงบเมื่อ 28 มี.ค.

นายพิชญ์ โพธารามิก ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร' อย่างสงบเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 07.28 น. ด้วยวัย 85 ปี

นายพิชญ์ ซึ่งเป็นลูกชายของอดิศัย โพธารามิก โพสต์ข้อความว่า "คุณพ่อ จากไป อย่างสงบ ทุกคำสอน ทุกคำสั่งเสีย จะนำไปดำเนินการ ให้เรียบร้อยครับ" เพื่อรำลึกถึงคำแนะนำและคำสั่งเสียของผู้เป็นพ่อที่ยังคงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

'อดิศัย โพธารามิก' เริ่มต้นการทำงานในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2519 โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากนั้นในปี 2543 เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ 'ชวน หลีกภัย' และต่อมาในปี 2544 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในปี 2546 ภายใต้รัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร'

การเสียชีวิตของอดิศัย โพธารามิก นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในวงการเมืองไทย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/272073

 

ปักกิ่งรุกเกมสัมพันธ์ สีจิ้นผิงเปิดประตูเจรจา เชิญผู้นำก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดินเกมสันติภาพข้ามช่องแคบ ท่ามกลางแรงตึงเครีย

คณะกรรมการกลาง CPC สีจิ้นผิง เชิญประธานพรรคก๊กมินตั๋งเยือนแผ่นดินใหญ่

วันจันทร์ (30 มี.ค.) เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ประกาศว่าคณะกรรมการกลางพรรคฯ และสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้เชิญเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋งของจีน เดินทางเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีนระหว่างวันที่ 7-12 เม.ย.

ซ่งเทา หัวหน้าสำนักงานพันธกิจไต้หวันแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้รับมอบหมายให้ประกาศต้อนรับเจิ้งในฐานะผู้นำคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งเยือนมณฑลเจียงซู นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่งในแผ่นดินใหญ่ของจีน

ซ่งกล่าวว่านับตั้งแต่เจิ้งเข้ารับตำแหน่ง เธอได้แสดงความพร้อมและเต็มใจที่จะเยือนแผ่นดินใหญ่หลายครั้ง และการเชิญครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋ง ตลอดจนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันอย่างสันติ โดยทั้งสองฝ่ายจะประสานงานการเยือนครั้งนี้เพื่อเตรียมการให้เหมาะสม

ด้านเจิ้งกล่าวแสดงความขอบคุณและตอบรับคำเชิญเยือนแผ่นดินใหญ่ในเดือนเมษายน พร้อมแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันอย่างสันติ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือ สนับสนุนสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ที่มา :Xinhua

'ธนกร' อำลากระทรวง ส่งท้าย 6 เดือนทำงาน สะสางข้อพิพาท ฟื้นฟูเอกชน-อุตสาหกรรม ย้ำหลักการมุ่งแก้ปัญหา


"ธนกร" อำลากระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหาร-ขรก.ร่วมส่งเนืองแน่น 

เน้นย้ำแนวทางทำงานตลอด 6 เดือน ยึดมั่นหลักการ มุ่งแก้ปัญหาเพื่อประชาชน 

 กระทรวงอุตสาหกรรม - วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ประกอบด้วย นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ากระทรวงฯ ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายธนกร กล่าวว่า ขอบคุณไมตรีจิตของข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้การต้อนรับอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจวบจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน ซึ่งนับตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่ ได้สะสางและริเริ่มงานให้เป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ การปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ค้างยาวนานกว่า 8 ปี ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ การอัดฉีดเม็ดเงินให้เอสเอ็มอีกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาการจ้างงาน ให้เอสเอ็มอีประคองธุรกิจไปต่อได้ การตั้งทีมงานเต็มเหนี่ยว เพื่อปราบปรามโรงงานเถื่อนและแหล่งมลพิษทั่วประเทศ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท วางระบบควบคุม PM2.5 แบบ Real-time ติดตั้งในโรงงาน 760 แห่ง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน จัดการขยะอุตสาหกรรมอันตราย กวาดล้างแบตเตอรี่เถื่อนกว่า 60,000 ตัน การฝึกอบรมเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศ การผลักดัน Soft Power อาหารไทย ร่วมพัฒนาเชฟมืออาชีพกว่า 20,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก เรื่องการลดเผาอ้อย และในปีนี้รับอ้อยสดได้กว่า 96.6 % ถือว่าทำได้ทะลุเป้า 

“ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับชาวกระทรวงอุตสาหกรรม การทำงานที่ผ่านมาอาจจะมีแรงเสียดทานจากปัจจัยต่างๆ แต่ผมเชื่อมั่นว่าตัวผมและข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมุ่งมั่นตามที่ประชาชนคาดหวัง ผมเห็นสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมทำให้กับประชาชน ซึ่งหลายอย่างสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายธนกรกล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระภูมิ และองค์พระนารายณ์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมส่ง ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงอุตสาหกรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top