Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

ราชมังฯ เดือด!! ลุ้นระทึกช้างศึกดวลเติร์กเมนิสถาน เกมชี้อนาคตเอเชียน คัพ 2027 ศึกตัดสินกลุ่ม D ทีมชาติไทยต้องชนะเติร์กเมนิสถาน “มาดามแป้ง” อัดฉีดสูงสุด 5 ล้าน

ทีมชาติไทยเตรียมลงสนามพบกับ เติร์กเมนิสถาน ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี ในวันที่ 31 มีนาคม เวลา 19.30 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยสถานการณ์ก่อนเกม ทีมชาติไทยจำเป็นต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ก่อนเกมการแข่งขัน 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ได้เดินทางไปให้กำลังใจและประกาศอัดฉีดเงินรางวัล 3 ล้านบาทหากทีมชนะ เติร์กเมนิสถาน พร้อมขยายเงินอัดฉีดเป็น 5 ล้านบาททันที หากชนะด้วยผลต่างประตู 3 ลูกขึ้นไป

การชนะในครั้งนี้ถือเป็นความหวังหลักในการเข้ารอบสุดท้ายของทีมชาติไทยและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นทุกคนทุ่มเทเต็มที่ในการแข่งขันครั้งนี้ มาดามแป้งกล่าวว่า "นักเตะทุกคนมีโอกาสผ่านรอบนี้ได้ ขอให้เต็มที่และยึดมั่นในเป้าหมาย"

สำหรับแมตช์นี้ ทีมชาติไทยจะลงแข่งในรังเหย้าเพื่อต้อนรับการมาเยือนของ เติร์กเมนิสถาน ซึ่งจะเป็นการตัดสินสำคัญว่าผลการแข่งขันจะนำพาทีมไปสู่เวทีเอเชียน คัพ 2027 หรือไม่ การชนะครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634557/

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” พัฒนาสู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง ตอบโจทย์โลกสีเขียว เป็นนวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ฟื้นฟูป่าพร้อมรักษ์โลก

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” คืนชีพวัสดุพื้นถิ่น สู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ใยนุ่น (Kapok Fibel) เป็นเส้นใยธรรมชาติสีขาวนวล นุ่มฟู และน้ำหนักเบา ที่ได้จากฝักแห้งของต้นนุ่น การใช้งานส่วนใหญ่นิยมนำมาเป็นไส้หมอน ที่นอน เบาะ เครื่องกันหนาว หรือตุ๊กตาเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วใยนุ่นมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ น้ำหนักเบา ให้ความอบอุ่นได้ดี กันน้ำ ลอยน้ำได้ และเป็นฉนวนกันความร้อน จึงนำมาสู่แนวคิดการออกแบบและพัฒนาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อยกระดับเส้นใยนุ่นให้เป็นนวัตกรรม “แผ่นนุ่น” ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น

ผลงานนวัตกรรมวัสดุแผ่นนุ่น ประกอบด้วย แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) และแผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask Kapok Filter) ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือนักวิจัยไทย ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูล Material ConneXion นิวยอร์ก ปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ่มวัสดุชีวภาพและวัสดุจากธรรมชาติที่ต่อยอดด้วยนวัตกรรม จัดแสดงในนิทรรศการ Material Submission Showcase from Local to Global บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของห้อง Material Design & Innovation Center ณ ศูนย์นวัตกรรมด้านวัสดุและการออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 30 ธันวาคม 2569 ต่อเนื่อง 1 ปี

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้มาจากความสนใจเรื่อง “เส้นใยธรรมชาติ” และโจทย์ คือจะทำอย่างไรให้เส้นใยธรรมชาติสามารถ “ขึ้นรูป” หรือ “ทำเป็นแผ่น” ได้โดยเฉพาะเส้นใยนุ่นซึ่งมีเส้นใยสั้น จึงไม่สามารถขึ้นรูปได้เหมือนฝ้ายที่มีเส้นใยยาว และสามารถทอผ้า หรือทำเป็นแผ่นสำลีได้ ส่งผลให้นุ่นถูกจำกัดการใช้งานมาโดยตลอดด้วยคุณสมบัติพิเศษของเส้นใยนุ่น และความสามารถในการย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าและขยายการใช้งานให้นุ่นสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงสู่ประเด็นการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางส่งเสริมการปลูกป่านุ่นแทนยูคาลิปตัส เนื่องจากนุ่นเป็นพืชโตเร็ว ให้ร่มเงา ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี มีรากช่วยยึดดิน และให้ผลิตผลต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งยังเป็นพืชท้องถิ่นของไทย ในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกนุ่นอันดับหนึ่งของโลก และปัจจุบันยังเป็นที่ต้องการในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส

“โจทย์ท้าทายคือการขึ้นรูปเป็นแผ่น เนื่องจากนุ่นมีเส้นใยสั้น หากนำมาใช้กับผิวโดยตรง เส้นใยอาจพันตัวคล้ายเส้นด้ายและก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาเทคนิคการขึ้นรูปเป็นแผ่นเช่นเดียวกับสำลี แต่แตกต่างจากฝ้ายที่มีการปรับปรุงพันธุกรรม ในเชิงอุตสาหกรรม การใช้นุ่นจึงต้องปรับสภาพคุณสมบัติของเส้นใยให้เหมาะสมต่อการใช้งาน” ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าว

จุดเด่นของงานวิจัย คือ การพัฒนาเทคนิคทำให้นุ่นขึ้นรูปเป็นแผ่นได้โดยไม่ใช้กาว แต่ใช้กลไกการละลายผนังเซลล์บางส่วนให้เกิดคุณสมบัติกาวธรรมชาติ (Self-adhesive) ทำให้เส้นใยยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมประยุกต์เทคโนโลยี Surface Modification เพื่อปรับแต่งผิวเส้นใยให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน ปัจจุบันได้ยื่นจดสิทธิบัตรในกระบวนการผลิต และเทคนิคการปรับสภาพผิวแล้ว สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นปรับสภาพผิวด้วยการเคลือบสารซิงค์อะซิเตต (Zinc Acetate) ให้มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย เหมาะกับผู้มีผิวมันและแพ้ง่าย ช่วยดูดซับความมันและทำความสะอาดเครื่องสำอาง พร้อมช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย โดยผลงานชิ้นนี้ได้รางวัล 1 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางรักษ์โลก จากเวที Cosmetic Victory Valley ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบแมงกานีสออกไซด์ เพิ่มคุณสมบัติดูดซับน้ำมันและกันน้ำ เหมาะสำหรับทำความสะอาดภาชนะ และคราบน้ำมันบนพื้นผิวในครัว ช่วยลดการใช้น้ำและน้ำยาล้างจาน โดยสามารถบีบคืนน้ำมันออกเพื่อนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม

นวัตกรรมแผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบสองชั้น ชั้นในดูดซับน้ำมัน และชั้นนอกทนความร้อน ใช้กับเตาปิ้งย่างเพื่อลดการสัมผัสของน้ำมันกับแหล่งความร้อนโดยตรง ช่วยลดควันและเขม่าที่เป็นอันตราย

แผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask- Kapok Filter) แผ่นนุ่นเคลือบสารออกซิไดซ์แบบเจล (Gel Coating) ให้เกิดชั้นฟิล์มบนพื้นผิว มีคุณสมบัติสะท้อนฝุ่นและยับยั้งแบคทีเรีย เหมาะต่อการพัฒนาเป็นหน้ากากอนามัยหรือวัสดุกรองอากาศ โดยต้นแบบพัฒนา เพื่อใช้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้แทน เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไมโครพลาสติก งานวิจัยนี้จึงมุ่งตอบโจทย์ 3 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์ (2) ย่อยสลายได้ ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) ยิ่งใช้มาก ยิ่งส่งเสริมการปลูกป่านุ่น ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ นุ่นเป็นต้นไม้พื้นถิ่น การส่งเสริมการปลูกไม้พื้นถิ่นจะช่วยฟื้นคืนระบบนิเวศ และหากนุ่นไทยก้าวสู่ระดับสากลได้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

“กองทัพเรือ” ช่วยเรือเกยหิน เรือประมงเกยหินที่เกาะตะรุเตา กู้เร่งด่วนด้วยทีมปฏิบัติการ ลูกเรือปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ยืนยันพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

กองทัพเรือเร่งช่วยเรือประมงเกยหินใกล้เกาะตารุเตา ปลอดภัยทั้งลำและลูกเรือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 03.20 น. ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 ได้สั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 994 (ต.994) เข้าเ

ให้การช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบเหตุชนกองหินในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล  โดยต่อมาเมื่อเวลา 05.30 น. ได้พบเรือประมงชื่อ “ชลสิน 18” เกยหินบริเวณทิศใต้ของเกาะตารุเตา โดยเป็นเรือประมงประเภทอวนลาก มีลูกเรือรวม 4 นาย เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ต.994 จึงได้จัดชุดปฏิบัติการพร้อมเรือยางและเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การช่วยเหลือเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสูบน้ำออกจากท้องเรือ พร้อมทั้งอุดรอยรั่วและค้ำจุนโครงสร้างเรือ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม กระทั่งระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถพยุงเรือให้ลอยตัวได้ จากนั้นได้ประสานเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเข้าช่วยลากเรือ “ชลสิน 18” ไปยังชายหาดทางทิศใต้ของเกาะตารุเตา เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอย่างทันท่วงที และมุ่งมั่นดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โทร.1696

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

31 มีนาคม 2569

อิหร่านสะเทือน!! เด็กชายวัย 11 ปี ถูกยืนยัน เป็น ‘ทหารเด็ก’เสียชีวิตคาด่าน IRGC เสียชีวิตรายแรกในสงครามตะวันออกกลางรอบล่าสุด จุดคำถามอิหร่านหวนใช้ทหารเด็กหรือไม่

เผยโฉมเด็กชายวัย 11 ปี เสียชีวิตในฐานะ 'ทหารเด็ก' อิหร่านรายแรกของสงครามปี 2026

เตหะราน 30 มีนาคม 2569 —เฮงกอ (Hengaw) องค์กรสิทธิมนุษยชนในนอร์เวย์ ยืนยันตัวตนของเด็กชาย 'จาฟารี' วัย 11 ปี ในฐานะทหารเด็กที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจ ณ ด่านตรวจความมั่นคงของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

ซึ่งถือเป็นทหารเด็กรายแรกที่ได้รับรายงานว่าเสียชีวิต นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดปะทุขึ้น

โดยตอนแรกมีรายงานว่า เป็นความสูญเสียของพลเรือน แต่ภายหลังองค์กร "บาสิจครู" ได้ออกมายืนยันว่า เด็กชายเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านตรวจของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในกรุงเตหะราน ของอิหร่าน

*ข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน เฮงกอ ระบุว่า เดิมทีการเสียชีวิตของ 'จาฟารี' ถูกบันทึกว่าเป็นพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ แต่ต่อมาหน่วยงานในเครือข่ายของรัฐบาลอิหร่าน กลับออกมายกย่องการเสียชีวิตของเขาว่า เป็นการตายขณะปฏิบัติหน้าที่

โดยมารดาของเด็กชายเปิดเผยว่า ลูกชายของเธอต้องออกไปช่วยงานที่ด่านตรวจ เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการเฝ้าระวังภัยในกรุงเตหะราน ที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม

ยุทธวิธีดังกล่าวได้ปลุกความทรงจำอันเลวร้ายในสมัยสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่เด็กอายุ 9-12 ปีจำนวนมหาศาลถูกส่งไปเป็นหน่วย "เคลียร์กับระเบิด" โดยการเดินนำหน้ากองทัพ และมีการมอบกุญแจทองคำจำลองคล้องคอ เพื่อสื่อถึงกุญแจสู่สวรรค์หากเสียชีวิตในฐานะนักรบพลีชีพ

ซึ่งครั้งนั้นประเมินกันว่า มีทหารเด็กเสียชีวิตในยุคนั้นเกือบ 100,000 ราย

The Newsy | รายงานข่าวต่างประเทศจากแหล่งข่าวสากล

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1588050006500667&set=a.555043729801305

ไมโครซอฟท์บุกไทย!! เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ เดินหน้าลงทุน Data Center-Cloud-AI ดันไทยสู่ AI-First Nation ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

วันนี้ (วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแบรด สมิธ (Mr. Brad Smith) รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทย สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมบทบาทของไมโครซอฟท์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ในไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และพัฒนาการให้บริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายแบรด สมิธ ยืนยันความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่อประเทศไทย ประชาชนไทย และรัฐบาลไทย โดยไมโครซอฟท์เตรียมประกาศแผนการลงทุนในไทยเพิ่มเติมจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทย และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่ออนาคตของประเทศไทย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญร่วมกัน ดังนี้
ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีไมโครซอฟท์มีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอดจนสนับสนุนให้ไมโครซอฟท์ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อม โดยเฉพาะในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งนายแบรด สมิธ ยืนยันที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลของรัฐบาล และพัฒนาความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ ภาคเอกชนไทย และภาครัฐ  เพื่อการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล โดยเชื่อว่าความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค (AI-First Nation)

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำความตั้งใจของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน ขอบคุณความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพครู การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี โดยนายแบรด สมิธ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการใช้ AI สูงขึ้นอย่างมาก โดยไมโครซอฟท์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล ผ่านโครงการที่ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมครู องค์กรไม่แสวงหากำไร และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เข้าถึงทักษะด้าน AI


ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162741?fbclid=IwY2xjawQ4TgNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF3Mk44SGk5bVpPTDZSOEdxc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHu92NvZGdNWtFIe_zdrpaKKcAYJ-nRSyUzYxSg1QehYt39WX3sptoahKaBtd_aem_71Xa73RMDK1z5MyCc5iMxQ

‘นิพนธ์’ ดัน ‘สรรเพชญ’ !! เปิดสัญญาใจสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี สรรเพชญรัฐมนตรีช่วยคมนาคมอายุน้อยที่สุด สัมพันธ์นิพนธ์-เนวินแน่นแฟ้นยาวนาน ฐานเสียงสงขลาขยายภูมิใจไทยได้อีกแรง

เปิดสัมพันธ์-สัญญาใจ “นิพนธ์-เนวิน”เปิดประตูให้ “สรรเพชญ”นั่ง รมช.คมนาคม รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุด

ขอแสดงความยินดีกับ “สรรเพชญ บุญญามณี” สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม โดยไม่มี สส.ในมือเป็น

กลุ่มก้อน

จะมีก็แค่นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย แต่ก็มีแค่ 3คน คือ สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอนุกูล พฤษภานุศักดิ์ (จริงๆอนุกูลอยู่ในกลุ่มของ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ด้วยซ้ำ)

ถ้าคิดตามโควต้าสัดส่วน สส.ก็ไม่น่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 9:1 แต่การได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยคมนาคมของสรรเพชญ น่าจะมาจากสัญญาใจระหว่าง “นิพนธ์” กับครูใหญ่ภูมิใจไทย ”เนวิน ชิดชอบ“มากกว่า

ถ้ายังจำกันได้เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล ”อนุทิน 1” สายบุญญามณี ยอมสละไม่รับตำแหน่ง ทั้งนิพนธ์เอง สรรเพชญ และพี่สาวของสรรเพชญ ทั้งๆที่ตำแหน่งมาอยู่ในมืออยู่แล้ว

ครั้งนั้นสรรเพชญน่าจะอายุยังไม่ถึง 35 ปี จึงยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ กฎหมายกำหนดต้องอายุ 35 ปี เมื่อสรรเพชญยังเป็นไม่ได้ ลูกสาวคนโตของนิพนธ์จึงถูกทาบทาม แต่เมื่อถูกวิจารณ์มาก เจ้าตัวจึงปฏิเสธ นิพนธ์ก็ไม่ได้ส่งใครไปแทน และน่าจะเป็นสัญญาใจ “ไว้คราวหน้า”

“นายจะได้เป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด” ครูใหญ่ส่งสัญญาณต่อหน้าสรรเพชญ และนิพนธ์

นอกจากสัญญาใจแล้ว สรรเพชญน่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในโควต้าของครูใหญ่ที่ไม่มีใครในภูมิใจไทยกล้าโต้แย้งอยู่แล้ว

สัมพันธ์รัก “นิพนธ์-เนวิน”ก็ไม่ธรรมดา เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งเนวินนั่ง รมช.เกษตร สมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่นิพนธ์ช่วยงานนายกฯชวน ที่ต้องประสานใกล้ชิดกับรัฐมนตรี

สัมพันธ์แน่นขึ้นเมื่อเนวิน นำทัพกลุ่มเพื่อนเนวิน จับมือกับมวลสมาชิกพรรคประชากรไทย มายกมือสนับสนุนชวนเป็นนายกฯสมัยสอง ไม่ใช่แค่นั้นเมื่อนิพนธ์ต้องการทำทีมฟุตบอลที่สงขลา เนวินมีทีมฟุตบอลอยู่ในมือสองทีม จึงยกให้นิพนธ์ไปหนึ่งทีม 

เมื่อภูมิใจไทยต้องการขยายฐานภาคใต้ ขบวนขันหมากโดยการนำของเนวินจึงถูกแห่ไปยังบ้านเขารูปช้าง ในระหว่างที่นิพนธ์ก็สองจิตสองใจกับการจะอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไปในห้วงเวลาที่พรรคตกต่ำหนัก ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยังเป็นหัวหน้าพรรคนำทีมบริหารพรรคอยู่ และมีเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเลขาธิการพรรค หรือจะออกไปหาบ้านใหม่ อันเป็นช่วงเวลาที่เฉลิมชัยยังไม่ถอย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ยังไม่กลับมา

เมื่อขันหมากจากเนวินไปถึงบ้าน พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นิพนธ์จะตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่พรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ในกลุ่ม ที่ได้กลับเข้าสภาเกือบหมด ยกเว้น “ราชิต สุดพุ่ม” สอบตกเขต 1 นครศรีธรรมราช

นายหัวไทร

‘ทรัมป์’ เล็งปิดฉากสงคราม แม้เส้นเลือดน้ำมันโลกยังปิดบางส่วน เดินเกมลดขีดความสามารถกองทัพ ส่งทหารเสริมกำลังทะเลชายฝั่ง เปิดช่องเดินเรือฮอร์มุซฟื้นฟูเร็ว

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ (30 มี.ค.) เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯรายงานว่าทรัมป์เปิดเผยกับผู้ช่วยว่าตนพร้อมยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดเป็นส่วนใหญ่

รายงานระบุว่าทรัมป์และผู้ช่วยของเขาเพิ่งประเมินว่าภารกิจเปิดช่องแคบดังกล่าวอาจทำให้สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อเกินกรอบเวลา 4-6 สัปดาห์ที่ตั้งไว้ ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจที่จะให้สหรัฐฯ มุ่งเน้นบรรลุเป้าหมายหลัก ได้แก่ การทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือและคลังขีปนาวุธอิหร่าน พร้อมทั้งกดดันทางการทูตต่ออิหร่านให้ฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว และหากความพยายามเหล่านี้ล้มเหลว ทำเนียบขาวจะผลักดันให้พันธมิตรยุโรปและอ่าวอาหรับเข้ามามีบทบาทนำในการเปิดเส้นทางดังกล่าวแทน

รายงานเผยว่าตัวเลือกทางทหารยังคงมีอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก และแม้จะมีการประเมินดังกล่าว แต่การสื่อสารต่อสาธารณะของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านยังคงไม่ชัดเจน โดยช่วงเช้าวันจันทร์ (30 มี.ค.) ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์กของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในภูมิภาค โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli) และหน่วยนาวิกโยธินที่ 31 ได้เข้าสู่พื้นที่แล้ว ขณะที่กองพลทหารร่มที่ 82 ของกองทัพสหรัฐฯ เริ่มทยอยเดินทางมาถึง และยังมีการพิจารณาส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายเข้าสู่พื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการที่ซับซ้อน เพื่อยึดครองคลังยูเรเนียมของอิหร่าน

ด้านแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางเดินเรือสายนี้มิได้ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลักทางทหารของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดขีดความสามารถกองทัพเรือ โครงการขีปนาวุธ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ที่มา : Xinhua

ไทยเร่งพัฒนายานยนต์ เปิดเวที Future Mobility Thailand 2026 เชื่อมธุรกิจ–เทคโนโลยีสู่ HUB ใหม่ ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ตลาดอาเซียนยางรถโตเร็วสุดในโลก

ไทยเร่งเครื่องสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต เปิดเวที “Future Mobility Thailand 2026 และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026” เชื่อมโลกธุรกิจ–เทคโนโลยี ดันประเทศสู่ Technology-Driven Hub

กรุงเทพมหานคร – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการประกาศจัดงาน Future Mobility Thailand 2026 (FMT 2026) ร่วมกับ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต ผ่านการผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร

งานแถลงข่าว “Future Mobility Thailand 2026 TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026”  โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และ Informa Markets พร้อมพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุค Future Mobility

ด้าน นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยานยนต์อันดับ 10 ของโลก จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบ Multiple Track ควบคู่กัน ทั้งการรักษาฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาป และการเร่งขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย 30:30

“Future Mobility Thailand 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรจากทั่วโลก อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลี เพื่อสนับสนุนการ Transform อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสู่อนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายสมพลกล่าว

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เผยภาพรวมนโยบายและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ว่ากำลังเผชิญ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคต โดยมีแรงขับจาก การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้แต่ละภาคส่วน ต้องปรับเปลี่ยนและเร่งพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการผลิตต่อจุดคุ้มทุนในปัจจุบันต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การที่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญแก่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการพลิกโฉมระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องเร่งสร้างทักษะแรงงานใหม่เพื่อรองรับนวัตกรรมดังกล่าว จุดเปลี่ยนเหล่านี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยต้องบูรณาการความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยนโยบายและทิศทางที่อยู่ภายใต้กรอบของความยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ ยังชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของความเป็นผู้นำในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับภูมิภาค ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ทุกภาคส่วนต้องเริ่มต้นจากการสร้างจุดแข็งภายในองค์กร อาทิความคล่องตัวที่พร้อมปรับเปลี่ยนและปรับตัวต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม ให้เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อองค์กรมีความแข็งแกร่งจากภายในแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทลายกรอบการทำงานแบบเดิม สู่ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และนวัตกรรมขับเคลื่อนของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

นางอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องการขยายสู่ตลาดใหม่ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และการพัฒนามาตรฐานสู่ระดับสากล ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand Automotive Industry Vision 2030 ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงซัพพลายเชน   งาน“Future Mobility Thailand จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรระดับโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เปิดเผยมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์และตลาดอาฟเตอร์มาร์เก็ตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชี้ให้เห็นว่า”อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนยานพาหนะ การขยายตัวของเครือข่ายโลจิสติกส์ และจำนวนรถยนต์ใช้งานระยะยาว (aging fleet) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านอะไหล่ การบำรุงรักษา และโซลูชัน MRO เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 

ทั้งนี้ Mr.Alwin Seow (นายอัลวิน เซียว) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ – เอเชียและสิงค์โปร์ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทดแทนระดับโลก ด้วยแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วทั้งภูมิภาคยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง ตั้งแต่การออกแบบและสมรรถนะ ไปจนถึงความต้องการด้านการบำรุงรักษารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุคใหม่ 

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายกำลังขยายตัวเพื่อรองรับจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น การเปิดตัว AutoMROtive 2026 มาในจังหวะที่สำคัญยิ่ง โดยมุ่งเติมเต็มช่องว่างสำคัญในระบบนิเวศด้านการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และดำเนินงาน (MRO) ของตลาดอะไหล่ทดแทนยานยนต์ในภูมิภาค

ในส่วนของการเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok และ AutoMROtive นั้น อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค พร้อมระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนที่เข้มแข็งและสม่ำเสมอจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์สู่กลุ่มตลาด CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม รวมถึงภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ที่รองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค

"ประเทศไทยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสม ทั้งความลึกของอุตสาหกรรม ทำเลยุทธศาสตร์ และศักยภาพการเติบโต ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026" นายอัลวิน เซียว กล่าว

การจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive ควบคู่กับ Future Mobility Thailand สะท้อนวิสัยทัศน์ของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในการก้าวข้ามบทบาทของผู้จัดงานแสดงสินค้าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายใต้ระบบนิเวศเดียวที่บูรณาการเข้าด้วยกัน

"เราไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะผู้จัดงาน แต่เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ยางและชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงบริการ MRO และเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะ สร้างเครือข่าย และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายอัลวิน เซียว กล่าวเพิ่มเติม

การบรรจบกันของธุรกิจยาง MRO ยานยนต์ และเทคตโนโลยีเพื่อการเดินทางสมัยใหม่ จะไม่เพียงสร้างการเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมที่มีความหมาย แต่ยังยกระดับคุณค่าที่มอบให้แก่ทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าชม ผ่านโอกาสทางธุรกิจใหม่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเข้าถึงนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าร่วมกิจกรรม Business Matching รับฟังการประชุมสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมกิจกรรมเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชิ้นส่วน OEM อะไหล่ทดแทน ยาง และเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และโซลูชันการเดินทางขั้นสูง

ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจทุกท่านได้รับเชิญเข้าร่วมงานและลงทะเบียนรับบัตรเข้างานฟรี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.futuremobilitythailand.com // www.tyrexpoasia.com // www.automrotive.com

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน!! นศ.ไทย เรียนเอกแพทย์จีน-ตะวันตก กานซู่ สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-จีน ผสานความรู้แพทย์แผนโบราณ หวังนำความรู้กลับสร้างประโยชน์

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : นศ.ไทยเรียนป.เอก 'แพทย์แผนจีน-ตะวันตก' ในกานซู่ หวังใช้ความรู้สร้างประโยชน์

หลานโจว, 31 มี.ค. (ซินหัว) -- อรัญญา วีระเชียรโชติ หรือเวินหว่านหลิน เป็นนักศึกษาปริญญาเอกชั้นปีที่ 1 สาขาเวชศาสตร์คลินิกเชิงบูรณการการแพทย์แผนจีน-ตะวันตก มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ ในมณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่จีนมานานหลายปี และกำลังสานต่อเรื่องราวการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทยในด้านการแพทย์แผนจีนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

นักศึกษาชาวไทยคนนี้ได้รับคำชี้แนะจากคณาจารย์ชาวจีนอย่างเป็นระบบ พร้อมผสมผสานประสบการณ์ทางคลินิกจากตอนเรียนปริญญาโท ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน-ตะวันตกอย่างลึกซึ้ง โดยอรัญญารู้จักการแพทย์แผนจีนครั้งแรกตอนเรียนปริญญาตรี ต่อด้วยสั่งสมทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญตอนเรียนปริญญาโท และก้าวสู่การวิจัยทางคลินิกตอนเรียนปริญญาเอก

ความหลงใหลการแพทย์แผนจีนของอรัญญาเริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของคนในครอบครัวที่ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและพยายามรักษาด้วยหลายวิธีการแต่ไม่ดีขึ้นจนกระทั่งได้รักษาที่คลินิกแพทย์แผนจีนในไทยและอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เธออยากศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้นี้ ซึ่งนำสู่การเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพะเยาและได้ร่ำเรียนการแพทย์แผนจีนจากอาจารย์ชาวจีน

อรัญญากล่าวว่าการแพทย์แผนจีนค่อนข้างเป็นที่นิยมในไทย โดยโรงพยาบาลหลายแห่งมีแผนกการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัย 9 แห่งเปิดสอนการแพทย์แผนจีน และมีคลินิกแพทย์แผนจีนทั่วไทยมากกว่า 400 แห่ง ขณะเดียวกันชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนยังเป็นปัจจัยเกื้อหนุนความนิยมการแพทย์แผนจีนในไทย เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนไม่น้อยเลือกการแพทย์แผนจีนและสมุนไพรจีนเป็นวิธีแรกในการรักษาและดูแลสุขภาพ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ได้เปิดรับนักศึกษาชาวต่างชาติตั้งแต่ปี 2015 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์แผนจีนในระดับนานาชาติ ทำให้มีนักศึกษาชาวต่างชาติจากไทย คีร์กีซสถาน อินโดนีเซีย รัสเซีย สเปน ลาว ไนจีเรีย และประเทศอื่นๆ ทยอยเข้ามาศึกษาเล่าเรียนมากกว่า 300 คน ครอบคลุมระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก โดยอรัญญาเป็นหนึ่งในนักศึกษาชาวต่างชาติที่ได้รับโอกาสอันล้ำค่านี้

อรัญญาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ สาขาการฝังเข็มและการนวด ซึ่งเน้นเส้นลมปราณ เทคนิควิธี และทำวิจัยเกี่ยวกับโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงอาการปวด ส่วนการเรียนปริญญาเอกเน้นอวัยวะม้ามและระบบช่องท้อง ทำวิจัยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และภาวะก่อนเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บภายในที่ต้องวินิจฉัยและบำบัดรักษาอย่างแม่นยำมากขึ้น

สำหรับอนาคตข้างหน้า อรัญญาหวังว่าจะได้ทำงานที่จีน เช่น สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหรือรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อสั่งสมประสบการณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสอนนักศึกษาและรักษาผู้ป่วยในไทยเมื่อเธอกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

(แฟ้มภาพซินหัว : อรัญญา วีระเชียรโชติ หรือเวินหว่านหลิน นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทยของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 22 ม.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

ปากีสถานลุยเจรจาจีน รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนจีน ถกปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค เสริมแกร่งความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งเป้าส่งเสริมสันติภาพร่วมกัน

รมว.ต่างประเทศปากีสถานเตรียมเยือนจีน หารือปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่าโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน จะเดินทางเยือนจีนในวันอังคาร (31 มี.ค.) ตามคำเชิญของหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ตลอดจนความสัมพันธ์ทวิภาคี

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ของดาร์มีขึ้นขณะที่ปากีสถานยกระดับความพยายามไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นทวิภาคีและประเด็นระดับโลกที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) โดยหวังระบุว่าจีนยินดีเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถาน และทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมสันติภาพและยุติความขัดแย้ง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top