Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 300,000 เม็ด!! ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

(11 ส.ค. 68) กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา 06.30 น. โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ออกลาดตระเวนบริเวณบ้านปางมะหัน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยแบกกระสอบดัดแปลง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยทิ้งสิ่งของและหลบหนี เจ้าหน้าที่เสริมกำลังปิดล้อมพื้นที่

ต่อมาเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ พบผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ และเป้สะพายหลัง 2 ใบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 300,000 เม็ด โดยหนึ่งใบบรรจุ 200,000 เม็ด และอีกใบบรรจุ 100,000 เม็ด ก่อนนำตัวและของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำผิด 375 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 400 คน ยึดยาบ้าได้กว่า 162 ล้านเม็ด พร้อมเฮโรอีน ไอซ์ ฝิ่น และเคตามีนจำนวนมาก หากเล็ดลอดถึงกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาท

จีนกดดันสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดส่งออกชิป AI แลกข้อตกลงการค้า ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ

(11 ส.ค. 68) สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปที่สำคัญต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า เส้นตายในวันที่ 12 ส.ค. นี้ ก่อนการประชุมสุดยอดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนได้แจ้งผู้เชี่ยวชาญในกรุงวอชิงตันว่า ปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดในการส่งออกชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-Bandwidth Memory: HBM) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิกของบริษัท Nvidia

จีนกังวลว่ามาตรการควบคุมชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงของสหรัฐฯ จะกระทบต่อความสามารถของบริษัทจีน เช่น หัวเว่ย ในการพัฒนาชิป AI ของตนเอง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าจำกัดการส่งออกชิประดับสูงเพื่อสกัดความก้าวหน้าในด้าน AI และการพัฒนาทางทหารของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อโอกาสทางการตลาดของบริษัทชิปสหรัฐฯ ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุดของโลก แต่จีนก็ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้ผลิตชิปอเมริกัน

'บัวแก้ว' แจงไทม์ไลน์ฟ้องเอาผิดเขมร ปมวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยบาดเจ็บ

(11 ส.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20 น. กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3.นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2.

ภูเก็ตนักท่องเที่ยวดิ่งหนัก ชาวจีนหาย!! อินเดียแซงขึ้นอันดับ 1 นักท่องเที่ยวยุโรปชี้ปัญหาเหม็นกลิ่นกัญชา-ขี่จักรยานยนต์ประมาท

(11 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ค Phuket Times ภูเก็ตไทม์ รายงานว่า นักท่องเที่ยวจากอินเดีย บินมาเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากจีน ที่เคยครองอันดับ 1 กลับหาย

ด้าน ภาคท่องเที่ยวยอมรับ ปีนี้ทรุดหนักนักท่องเที่ยวต่างชาติลดฮวบ มีการเปิดเผยอีกว่านักท่องเที่ยวคุณภาพจากฝั่งยุโรป กังวลเรื่องการขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่ปลอดภัย ปัญหารถติด และกลิ่นกัญชาเหม็นคลุ้งทั่วเมือง

ด้าน ธุรกิจโรงแรมเปิดเผยกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า การจองห้องพักโรงแรมในภูเก็ตไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ สาเหตุสืบเนื่องไล่มาตั้งแต่การเกิดสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ตามมาด้วยข่าววางระเบิดฝั่งอันดามันในหลายจังหวัด และล่าสุดข่าวความเสี่ยงที่อาจจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้ยอดจองห้องพักลดลง

“นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปส่วนหนึ่งก็เพราะ กลัวถูกลักพาตัวไปขายตัดอวัยวะ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลควรเร่งแก้ข่าวเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เหลืออยู่ เช่น คนอินเดีย ก็รายจ่ายต่อหัวต่ำ อีกทั้งสถานการณ์การเมืองไทยก็ไร้เสถียรภาพ” แหล่งข่าวกล่าวกับประชาชาติธุรกิจ

ผบ.ตร. สั่งการผู้บัญชาการศึกษาดูแลการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ คุมเข้มทุกหน่วยสอบโปร่งใส ไร้ทุจริต

(10 ส.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการไปยัง พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ให้ดูแลตรวจสอบการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่จัดขึ้นในวันนี้ เวลา 13.30 น. ให้คุมเข้มทุกหน่วยสอบทั่วประเทศไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เน้นย้ำต้องเป็นการสอบคัดเลือกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน หากพบการทุจริตให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ขานรับนโยบาย ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมการสอบคัดเลือก ฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี พร้อมประชุมมอบนโยบาย ข้อห่วงใย และกำชับการปฏิบัติแก่ทุกหน่วยสอบ มติดตามสถานการณ์การสอบผ่านระบบ Zoom Meeting จากกองอำนวยการร่วมฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ย้ำมาตรการเข้มป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เข้าสอบและสังคม และได้กำชับไปยังทุกหน่วยสอบให้จัดจุดปฐมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลอย่างทันท่วงทีกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละหน่วยสอบมีผู้เข้าร่วมสอบจำนวนมาก โดยการสอบครั้งนี้จัดโดยกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ครอบคลุมหน่วยสอบ บช.ศ., ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) รวมทั้งสิ้น 11 หน่วยสอบ เพื่อคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรี หรือวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ทั้งในชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน รวมจำนวน 155 อัตรา โดยมีผู้สนใจสมัครสอบในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 65,203 คน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้กำชับเข้มงวดให้ บช.ศ.กำกับดูแลการจัดการสอบคัดเลือกในทุกหน่วยสอบต้องโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เข้าสู่การเป็นตำรวจมืออาชีพ ซึ่ง บช.ศ.รับนโยบายมาขับเคลื่อนอย่างเคร่งครัด จะไม่ยอมให้มีการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนยันมาตรการเข้มข้นในการคัดเลือกบุคลากร พร้อมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการสอบแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่มีคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และอุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
 

ประธาน ก.ร.ตร. ร่วมเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมป้องกันการคอร์รัปชันของตำรวจ เปิดตัวแอปพลิเคชัน COPDEE

(10 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ประธานคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้รับเชิญเข้าร่วมเผยแพร่งานวิจัยการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมในการป้องกันการคอร์รัปชันของข้าราชการตำรวจ ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) , โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ โดยมี รศ.ดร.สุวรรณา คุณดิลกณัฐวสา อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ หัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรม , พ.ต.ท.วรเทพ ปิยวัจนาภรณ์ อาจารย์ (สบ 3) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าโครงการย่อย และมีคณะกรรมการวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิคือ พล.ต.ต.หญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการแผนงานเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน วช. , ว่าที่ ร.ท.ดร.เจนรบ พละเดช ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ วช. , อาจารย์ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 โดยผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.ชนิดา อาคมวัฒนะ หัวหน้าศูนย์ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) สำนักงาน ป.ป.ช. , นายณัฐภัทร เนียวกุล หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเปิดเพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม และ พ.ต.ท.วิชิต อาษากิจ อาจารย์ (สบ 3) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าร่วมประชุมและเสวนา โดยได้มีการนำเสนอนวัตกรรมการส่งเสริมคุณธรรมผ่านแอปพลิเคชัน COPDEE และร่วมเสวนา หัวข้อ “Good Cop” ขับเคลื่อนองค์กรตำรวจไทยด้วยคุณธรรม นวัตกรรมและธรรมาภิบาล 

พล.ต.ท.สรศักดิ์ฯ ได้แสดงความขอบคุณงานวิจัยนี้ เนื่องจากเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ตำรวจที่ทำดี เพราะโดยปกติตำรวจที่ทำดีมีค่อนข้างมาก แต่สื่อสาธารณะจะนำเสนอแต่เพียงด้านลบของตำรวจ ดังคำกลอนตอนหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ขณะเสวนาฯ ว่า “...ตำรวจทำดีเสมอตัว ทำชั่วลบสอง...” อีกทั้งรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 ได้ให้ข้อมูลสถิติของ ป.ป.ช. เรื่องไต่สวนมูลฟ้องข้าราชการที่ทุจริตทั้งประเทศมีเพียงประมาณ 20,000 กว่าเรื่อง จากข้าราชการทั้งหมดประมาณ 1,700,000 กว่าคน ซึ่งคำนวณได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ประกอบกับตำรวจที่ทำความดีจะไม่เก่งเรื่องประชาสัมพันธ์ตนเอง ซึ่งแอปพลิเคชัน COPDEE นี้ จะทำให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอความดีของตำรวจ และได้แนะนำให้คณะวิจัยนำเสนองานวิจัยต่อคณะกรรมาธิการการตำรวจ เพื่อจะได้ศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้กับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรตำรวจต่อไป

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าจัดงานมหกรรมเกมสุดยิ่งใหญ่ “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง 

เมื่อวันที่ (8 ส.ค. 68) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานในงานแถลงข่าว การจัดงาน “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมเสวนา สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน
       
นางยุถิกา กล่าวว่า "จากความสำเร็จของงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ นำมาซึ่งแรงผลักดันในการสานต่อสู่การจัดงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 ในฐานะเวทีที่รวมพลังคนในวงการเกมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาเกม ผู้เล่นเกม ผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยีและสื่อบันเทิงที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ
       
อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมยังคงตั้งเป้าเดินหน้ายกระดับเกมไทยสู่สากล พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการทำงานร่วมกันในวงการเกม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ผ่านการสนับสนุนอย่างรอบด้าน และมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ผ่านเกม เพื่อขับเคลื่อนสังคม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยุคดิจิทัลให้เติบโตไปพร้อมกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ”
       
สำหรับงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 แบ่งออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย (1) Game Developer Zone พบปะแลกเปลี่ยนกับนักพัฒนาเกมไทยมากกว่า 40 บริษัทชื่อดัง (2) Board Game & Game Card Zone สนุกกับเกมกระดานยอดฮิตทั้งของไทยและสากล (3) Cosplayer Zone พบกับคอสเพลย์เยอร์ชั้นนำจากต่างประเทศ (4) E-Sport Zone เจาะลึกเบื้องหลังวงการอีสปอร์ตกับตัวแทนจาก King of Gamers และ Buriram United Esports (5) University Gameker Zone โชว์ผลงานสุดสร้างสรรค์ของนักศึกษาจาก คณะ ICT มหาวิทยาลัยมหิดล (6) สัมมนาเกมระดับนานาชาติ รับฟังมุมมองจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ในวงการเกมระดับโลก (7) Special Stage & Mini Concert เพลิดเพลินกับโชว์จากศิลปินวัยรุ่น
      
 โอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสความสนุก และศักยภาพของเกมไทยได้ในงาน Thailand International Game Showcase 2025 วันที่ 23 – 24 สิงหาคม 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย!!!

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ศรชล./ศคท. จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

(11 ส..ค. 68) พลเรือตรี อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายอำนวยการ ศรชล.ภาค 1 (ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1) ว่าที่ ร.ต.นันทน์สถาพร พลายเถื่อน รอง ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัด (ศรชล.จังหวัด) และศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ (ศคท.จังหวัด) ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน ประเมินสถานการณ์ และหารือข้อราชการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

วัตถุประสงค์ของการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้

1.    เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านความมั่นคงในทะเลของพื้นที่รับผิดชอบของ ศรชล./ศคท.จังหวัด และการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่
2.    เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ศรชล./ศคท.จังหวัด โดยเฉพาะในด้านกำลังพล งบประมาณ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงาน เพื่อประกอบการวางแผนและสนับสนุนภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตาม นโยบาย ผอ.ศรชล.ภาค1 เพื่อให้การดำเนินภารกิจรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง และตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

☎️ หากพบเหตุฉุกเฉินทางทะเล แจ้งสายด่วน 1465 หรือโทร 02 888 1465 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

เหยื่อเมาแล้วขับจี้รัฐบาล สนับสนุนประชาชนมีส่วนร่วม รณรงค์และบังคับใช้กฎหมายลดอุบัติเหตุ

(11 ส.ค. 68) เมื่อวันที่ 9-10 ส.ค. 2568  มูลนิธิเมาไม่ขับ จัดการประชุมผู้นำเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านการจราจร โดยทางมูลนิธิเมาไม่ขับได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ อาทิเช่นการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังเครื่องมือหยุดความตายบนท้องถนน โดยกฤดิทัช แสงธนโยธิน รองประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร, การสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อก้าวสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของเหยื่อเมาแล้วขับ โดยอาจารย์พิริยะ ทองสอน และคณะ ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน, เสวนาความตายบนท้องถนนความรับผิดชอบของคนรุ่นใหม่ หรือมรดกบาปของคนรุ่นเก่า โดยผู้ร่วมเสวนา อนุลักษณ์ เอี่ยมสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, นรากร มณีฉาย นักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์วิทยาลัยการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, นางสาววรินท์พร สุขลาภ นักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์วิทยาลัยการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ภารกิจท้าทายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย ดร.เอกสิษฐ์  อัครศักดิ์กีรติ กรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย, ร่าง พรบ.แอลกอฮอล์ทิศทางจะไปทางไหน โดยนายธีระภัทร์ คหะวงศ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.ควบคุมแอลกอฮอล์ วุฒิสภา รวมทั้งยังจัดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานเหยื่อเมาแล้วขับ ทั้งนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ( มหาชน ) โดยมีนางสาวสุวรรณา ประสงค์ตันสกุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นประธานมอบทุน ทุนละ 3000 บาท 36 ทุน เป็น108,000 บาท  ที่ห้องเจ้าพระยาเทอเรซ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิเมาไม่ขับได้จัดให้มีการประชุมเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจากทั่วประเทศโดยหัวข้อหลักในการประชุมคือการสนับสนุนให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียทุกรูปแบบ เนื่องจากปัจจุบันประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนมีเครื่องมือสื่อสาร อาทิเช่นโทรศัพท์มือถือ กล้องหน้ารถ รวมไปถึงกล้อง CCTV ทั้งของภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ สิ่งสำคัญพฤติกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน่วยงานจัดการและมีผู้นำเสนอให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการ แต่ถ้าผู้มีหน้าที่ยังไม่ดำเนินการมาตรการทางสังคมจะกดดันให้ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการ และผู้ที่กระทำความผิดก็จะลอยนวลจากความผิดที่กระทำไม่ได้ เพราะภาพพฤติกรรมที่กระทำความผิดจะถูกเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย แม้จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายแต่ไม่พ้นมาตรการทางสังคมที่กดดันจนไม่มีที่ยืน

ทั้งนี้ทางเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะประเด็นการนำส่วนแบ่งค่าปรับผู้กระทำความผิดร้อยละ 50 มอบให้กับประชาชนผู้แจ้งพฤติกรรมผู้กระทำความผิด ซึ่งเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับเชื่อว่าจะเป็นเหตุจูงใจให้ประชาชนช่วยกันเป็นอาสาตาจราจร สอดส่องผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีพฤติกรรมขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่นบนท้องถนนซึ่งจะทำให้ถนนในประเทศไทยปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ใช้รถใช้ถนนจะเกิดความระมัดระวัง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถใช้ถนน เนื่องจากมีหูตาประชาชนคอยเฝ้าจับตามองเมื่ออยู่บนท้องถนน เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าว

ทางด้านนายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้มูลนิธิเมาไม่ขับได้จัดให้มีการประชุมเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจากทั่วประเทศโดยหัวข้อหลักในการประชุมคือการสนับสนุนให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียทุกรูปแบบ เนื่องจากปัจจุบันประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนมีเครื่องมือสื่อสาร อาทิ เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องหน้ารถ รวมไปถึงกล้อง CCTV ทั้งของภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ สิ่งสำคัญพฤติกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน่วยงานจัดการและมีผู้นำเสนอให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการ แต่ถ้าผู้มีหน้าที่ยังไม่ดำเนินการมาตรการทางสังคมจะกดดันให้ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการ และผู้ที่กระทำความผิดก็จะลอยนวลจากความผิดที่กระทำไม่ได้ เพราะภาพพฤติกรรมที่กระทำความผิดจะถูกเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย แม้จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายแต่ไม่พ้นมาตรการทางสังคมที่กดดันจนไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ยังเปิดเผยว่า เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะประเด็นการนำส่วนแบ่งค่าปรับผู้กระทำความผิดร้อยละ 50 มอบให้กับประชาชนผู้แจ้งพฤติกรรมผู้กระทำความผิด ซึ่งเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับเชื่อว่าจะเป็นเหตุจูงใจให้ประชาชนช่วยกันเป็นอาสาตาจราจร สอดส่องผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีพฤติกรรมขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่นบนท้องถนนซึ่งจะทำให้ถนนในประเทศไทยปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ใช้รถใช้ถนนจะเกิดความระมัดระวัง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถใช้ถนน เนื่องจากมีหูตาประชาชนคอยเฝ้าจับตามองเมื่ออยู่บนท้องถนน

กองทัพไทยจัดงาน “Meet The Youth Hacker 2025” เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปลูกฝังจิตสำนึกปกป้องประเทศ

(11 ส.ค. 68) หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เตรียมจัดกิจกรรม “Meet The Youth Hacker Thailand 2025” ในวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 07.00 – 16.30 น. ณ อาคาร 15 กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมส่งเสริมจิตสำนึกในการปกป้องประเทศในมิติทางไซเบอร์

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย Talk & Inspire บรรยายสร้างแรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์, Youth Forum เสวนารวมเยาวชนจากโครงการ Boot Camp, นักแข่งขัน CTF และกลุ่ม Hacker จิตอาสา รวมถึง Cyber Operations Show การสาธิตปฏิบัติการไซเบอร์ 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ Cyber Intelligence Gathering, Intelligence & Surveillance และ Red Team / Blue Team Exercise

ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์ ของที่ระลึกจากกองทัพ และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ โดยเปิดรับสมัครเยาวชนระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยทุกสาขา รวมถึงบุคลากรด้านไอที หรือผู้สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ อายุไม่เกิน 25 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัดจำนวน 400 คน ปิดรับสมัครวันที่ 3 กันยายน 2568

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านการสแกน QR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทางอีเมล [email protected] และโทรศัพท์ 080-095-9548


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top